วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

เกษตรเข้ม ตั้งชุดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการตัดขายทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง

 


เกษตรย้ำเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเข้มงวด เร่งสกัดปมปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพทุเรียนภาคตะวันออก พร้อมวางระบบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยตั้งแต่สวนทุเรียนจนถึงโรงคัดบรรจุ



           นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปูพรมพื้นที่ปลูกทุเรียน เพื่อตรวจสอบและสกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบตัดทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ออกขาย และให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน)ในการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีว่า ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ปี 2564 อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. ) ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ดำเนินการบังคับและพักการใช้ใบอนุญาตเลขทะเบียน GMP ของล้ง และเลขทะเบียน GAP ของเกษตรกรในกรณีตรวจพบการตัดและการจำหน่ายทุเรียนอ่อน 2) แจ้งให้เกษตรกร ผู้ประกอบการทราบถึงมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนหมอนทองก่อนตัด  ต้องไม่น้อยกว่า 32% ขึ้นไป และมาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ 3) ตั้งชุดตรวจเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ชุดตรวจที่ล้งและที่สวนเกษตรกร เฉพาะกรณีที่มีการเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนวันประกาศวันเก็บเกี่ยว (10 เมษายน 2564) และออกใบรับรองผลการตรวจความแก่ของทุเรียน และถ้าพบทุเรียนอ่อนให้คัดออกและทำสัญลักษณ์พ่นสีแดงที่ผล และพิจารณาใช้บทลงโทษขั้นสูงสุด 4) แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจในการสุ่มตรวจและแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ ในระดับตำบล หมู่บ้าน 5) จัดทำ QR Code ติดที่ทุเรียน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลุกได้ 6) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ รวมทั้งการฝึกอบรมหลักสูตรนักคัด นักตัด ทุเรียนมืออาชีพ และ 7) ตั้งจุดให้บริการตรวจความอ่อน-แก่ ของทุเรียน ณ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ

 

 


อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ผลการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่และมีล้งส่งออกจำนวนมากที่สุด เบื้องต้น พบว่ามี 8 บริษัทที่มีความผิดต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายปกครองของจังหวัด ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมายไว้แล้ว ในขณะที่ผลการตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ประมาณ 30% ส่วนใหญ่พบที่ล้งส่งออก จึงนับว่ามาตรการที่ดำเนินการมาในขณะนี้สามารถควบคุมปัญหาได้เป็นที่น่าพอใจ และถึงแม้ขณะนี้เกษตรกรจะสามารถตัดทุเรียนขายได้ตามระบบปกติแล้ว แต่การป้องปรามก็จะยังคงดำเนินการต่อเนื่องต่อไป ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแส เพื่อควบคุมป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพออกนอกพื้นที่ รวมทั้งในช่วงนี้ต้นทุเรียนโดนลมพายุพัด ทำให้มีผลร่วงหล่น ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ จึงได้เข้าตรวจตามแผงค้าส่งภายในประเทศเพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนเข้าสู่ตลาดบริโภคภายในประเทศอีกด้วย



ด้านสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้รายงานผลการปฏิบัติงานเชิงรุกว่า เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่จะมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดก่อนจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก จึงได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง เกษตร ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่ อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน (อกม.) และอื่นๆ กว่า 20 หน่วยงาน เป็นหน่วยเฉพาะกิจระดับอำเภอ ทั้ง 7 อำเภอ ปฏิบัติการลงตรวจคุณภาพผลผลิตถึงสวนของเกษตรกร เพื่อสกัดกั้นทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) อย่างเข้มข้น ทุกวิถีทาง สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจของจังหวัดตราดได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างทุเรียนของเกษตรกร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – 11 เมษายน 2564 สุ่มตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งของผลผลิตทุเรียนก่อนการตัด 4 สายพันธุ์ จำนวนทั้งสิ้น 710 ตัวอย่าง โดยยึดเกณฑ์ดังนี้ พันธุ์หมอนทอง เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 32% ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป พันธุ์ชะนี เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 30 % ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป พันธุ์กระดุม เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 27 % ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป และพันธุ์พวงมณี เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 30% ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป โดยใช้ตู้อบไมโครเวฟ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ปี 2564 นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดมั่นใจว่าไม่มีทุเรียนด้อยคุณภาพจากพื้นที่จังหวัดตราดออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เคล็ดลับความสำเร็จนอกจากทีมงานเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำงานอย่างเต็มกำลังแล้ว ในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทุเรียน อย่างเจ้าของสวนทุเรียนต้องมีความจริงใจในการตัดทุเรียนที่มีคุณภาพ คนตัดทุเรียนต้องตัดเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพ และผู้ประกอบการซื้อ-ขายทุเรียน (ล้ง) ต้องรับซื้อเฉพาะทุเรียนคุณภาพด้วย จึงจะทำให้การแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน



สำหรับบทลงโทษการซื้อขายทุเรียนที่เก็บเกี่ยวก่อนระยะเหมาะสม กรณีเกษตรกรจะพิจารณาพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จะพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองโรงคัดบรรจุ GMP ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่งผลทำให้ราคาทุเรียนในพื้นที่ไม่อยู่ในระดับต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในคุณภาพผลผลิต รวมทั้งยังส่งผลถึงภาพลักษณ์คุณภาพทุเรียนไทยก่อนส่งออกต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ในปี 2564 เป็นปีแรกที่ประกาศให้มี “วันทุเรียนแก่” (วันที่ 10 เมษายน 2564) ซึ่งเป็นวันดีเดย์ให้เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์หมอนทองภาคตะวันออกโดยไม่แยกรายจังหวัด เน้นหนักในการตรวจสอบคุณภาพ เมื่อเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวทุเรียนให้แจ้งความประสงค์ที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ให้ลงไปตรวจสอบความสุกแก่ของทุเรียนตามมาตรฐานที่กำหนด เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว สำนักงานเกษตรอำเภอจะออกใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนเฉพาะตัวอย่างแนบไปกับรถขนส่งทุเรียนเข้าโรงคัดบรรจุพร้อมสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เพื่อคุมเข้มสกัดกั้นไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่ ส่วนกรณีของโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ให้แจ้งความประสงค์ที่ด่านตรวจพืชตามพื้นที่ความรับผิดชอบของด่านแต่ละด่าน เพื่อตรวจคุณภาพทุเรียนตามมาตรฐาน ซึ่งโรงคัดบรรจุที่รับซื้อทุเรียนจะต้องตรวจสอบใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนและสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชจากสวนเกษตรกรด้วย เพื่อใช้ในการยื่นต่อด่านตรวจพืชก่อนส่งออก

 

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564

เกษตรฯ กำชับภาคตะวันออกตัดทุเรียนแก่ดีเดย์ “10 เม.ย. นี้” หวังสกัดปมปัญหาทุเรียนอ่อน



            เกษตรฯ กำชับชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ตัดทุเรียนคุณภาพเริ่มดีเดย์ 10 เม.ย. 2564 นี้ หวังสกัดปมปัญหาทุเรียนอ่อน พร้อมยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยตั้งแต่สวนทุเรียน โรงคัดบรรจุ (ล้ง) และตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจสอบ สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทุเรียนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้




             นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2564 โดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้มีแผนบริหารจัดการผลไม้ โดยเฉพาะผลผลิตทุเรียนที่เริ่มออกสู่ตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว ภาพรวมผลผลิตทุเรียนปีนี้อยู่ที่ 579,542 ตัน แบ่งเป็น กระจายผลผลิตในประเทศ 115,279 ตัน แปรรูป 55,030 ตัน และส่งออก 409,233 ตัน แต่ปัญหาที่ยังมีอยู่บ้างเป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยวให้ได้ระยะที่ถูกต้อง จึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ประสานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออก สมาคมทุเรียนไทย ผู้ประกอบการส่งออก ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางในการควบคุมป้องกันและแก้ไขทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด




            ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประกาศดีเดย์ให้วันที่ 10 เมษายน 2564 เป็น “วันทุเรียนแก่” ของทุเรียนหมอนทองภาคตะวันออกโดยไม่แยกรายจังหวัด ซึ่งจะเป็นช่วงเน้นหนักในการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกร ล้ง และผู้ส่งออก รับรู้ทั่วกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวทุเรียนให้แจ้งความประสงค์ที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ให้ลงไปตรวจสอบความสุกแก่ของทุเรียนตามมาตรฐานที่กำหนด โดยทุเรียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว สำนักงานเกษตรอำเภอจะออกใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนเฉพาะตัวอย่างแนบไปกับรถขนส่งทุเรียนเข้าโรงคัดบรรจุพร้อมสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เพื่อคุมเข้มสกัดกั้นไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่

      


      ส่วนโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ให้แจ้งความประสงค์ที่ด่านตรวจพืชตามพื้นที่ความรับผิดชอบของด่านตรวจพืชแต่ละด่าน โดยให้ด่านตรวจพืชฯ ประสานแจ้งไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 เพื่อตรวจคุณภาพทุเรียนตามมาตรฐาน ซึ่งโรงคัดบรรจุที่รับซื้อทุเรียนจะต้องตรวจสอบใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนและสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชจากสวนเกษตรกรด้วย เพื่อใช้ในการยื่นต่อด่านตรวจพืชก่อนส่งออก

            นอกจากนี้ กรมฯ ยังสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งจุดเฉพาะกิจตรวจสกัดกั้นทุเรียนอ่อน และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังทุเรียนอ่อนเพื่อติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ส่วนบทลงโทษการซื้อขายทุเรียนที่เก็บเกี่ยวก่อนระยะเหมาะสม กรณีเกษตรกรจะพิจารณาพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จะพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองโรงคัดบรรจุ GMP ทั้งนี้ จากผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว พบว่า เกษตรกรมีความตื่นตัวให้ความร่วมมือในการนำทุเรียนมาให้สำนักงานเกษตรอำเภอตรวจสอบเป็นจำนวนมาก และราคาทุเรียนในพื้นที่ไม่ลดต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในคุณภาพผลผลิต รวมทั้งยังส่งผลถึงภาพลักษณ์คุณภาพทุเรียนไทยก่อนส่งออกต่างประเทศอีกด้วย                                                              

            ด้านนายธีรภัทร อุ่นใจ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน บริษัท แปลงใหญ่ทุเรียนคิชฌกูฏ จำกัด กล่าวว่า ทางกลุ่มได้มีการประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนทั้งหมด ทำทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐาน GAP ซึ่ง GAP เป็นการสร้างมาตรฐานขั้นต้นสำหรับเกษตรกรชาวสวนโดยทั่วไป เมื่อได้มาตรฐาน GAP เรียบร้อยก็ปฏิบัติตามระเบียบทั้ง 8 ข้อ อันดับแรก คือ เรื่องการจดบันทึกวันที่ดอกบาน สำหรับทุเรียนหากบันทึกวันดอกบานจะรู้ถึงระยะการเก็บเกี่ยวได้อย่างชัดเจน เช่น หมอนทองอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 120วัน  ถ้าส่งออกอยู่ที่ 100 ถึง 110 วัน จะได้ไม่มีปัญหาทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด อันดับสอง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคโดยกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนจะทำระบบคิวอาร์โค้ดเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้แปะไว้ที่ขั้วของทุเรียน ซึ่งผู้บริโภคจะได้ทราบวันเก็บเกี่ยว รวมถึงรู้ว่าทุเรียนนี้มาจากสวนใครและรับประทานได้วันไหน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ซื้อทุเรียนในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้  

เกษตรกรพ้นวิกฤติแล้ง มี “น้ำปุ๋ย” ฟรีจากซีพีเอฟ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ยั่งยืน



           ปีนี้คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤติแล้งหนักสุดในรอบหลายปี จากปริมาณน้ำสะสมที่ต่ำกว่าค่าปกติติดต่อกัน แต่เรื่องนี้ไม่กระทบกับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวสวนที่มีพื้นที่ติดกับฟาร์มเลี้ยงหมูของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพราะมี “น้ำปุ๋ย” ฟรี ที่แบ่งปันให้เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ในโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร เนื่องจากในฟาร์มสุกรทุกแห่งของซีพีเอฟ จัดแบ่งพื้่นที่ประมาณ 30% เพื่อทำเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่สำหรับเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนของทุกปี และเก็บไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในฟาร์ม จากนั้นได้นำน้ำในกระบวนการผลิตเข้าสู่ระบบบำบัดจนได้น้ำที่ผ่านมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และน้ำที่มีแร่ธาตุเหมาะกับพืชทุกชนิดนี้แบ่งปันให้กับเกษตรกร

         วันนี้ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนเกษตรกรที่ได้รับน้ำปุ๋ยจากซีพีเอฟ ทำให้เห็นว่าเกษตรกรทุกคนยังคงยิ้มได้ ไม่ต้องกังวลว่าผลผลิตที่เพาะปลูกจะเสียหายจากการขาดน้ำ ไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาแล้ง ยังช่วยเพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากข้าราชการบำนาญ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวรลาโภนุสรณ์ ต.หนองปลาบาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย สิทธิศักดิ์ คำใบ ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเสียว ต.หนองปลาบาก บอกว่า ยินดีและภูมิใจที่ทางซีพีเอฟเล็งเห็นถึงความจำเป็นของพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการน้ำใช้ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูแล้ง ทางฟาร์มซีพีเอฟหนองคายจึงจัดโครงการดีๆด้วยการมอบน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพให้ฟรี สำหรับสวนผสมของตนเอง ปลูกมะนาว ยางพารา มะพร้าวปลูก เมื่อก่อนปลูกผลผลิตไม่งาม ทั้งที่ใส่ปุ๋ยมูลวัว และปุ๋ยอื่นๆ จนเมื่อปี 2563 ได้รู้ว่าซีพีเอฟมีโครงการปันน้ำปุ๋ย ที่เป็นน้ำหมักชีวภาพมาบริการให้กับเกษตรกร จึงขอเป็นตัวแทนเกษตรกรนำร่องใช้ในสวน



          หลังจากใช้น้ำปุ๋ยนาพบว่าดินดี พืชงาม โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี อย่างเช่นมะพร้าวน้ำหอมบางทะลายลูกดกถึง 40 กว่าลูก ฤดูแล้งก็ไม่ต้องห่วงเพราะผลผลิตทั้งหมดได้น้ำปุ๋ยหล่อเลี้ยง ช่วยลดต้นทุนได้มาก ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 5 กระสอบ ปีนี้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรที่จำเป็นคือ 15-15-15 แค่กระสอบเดียว นอกนั้นก็ใช้แค่น้ำปุ๋ย พบว่าได้รายได้จากการขายผลผลิตดีมาก อย่างมะพร้าว ปีนี้ได้กำไรกว่า 10,000 บาทแล้วและยังมีมะพร้าวจำหน่ายอีกมาก ส่วนต้นยางก็ใช้น้ำหมักชีวภาพเหมือนกัน สวนยางที่บ้านใช้น้ำประมาณ 10 กว่าคันรถ นาปรัง 7 ไร่ก็ใช้น้ำปุ๋ยนี้ อีกไม่กี่วันก็ได้เวลาเก็บเกี่ยว คาดว่าผลผลิตที่ได้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เพื่อนเกษตรกรแถบนี้ก็ใช้น้ำปุ๋ยจากซีพีเอฟทั้งหมด ทั้งสวนลิ้นจี่ สวนมะม่วง นาปรัง ก็ได้ผลผลิตดี ในฐานะตัวแทนเกษตรกรที่รับน้ำจากฟาร์มซีพีเอฟหนองคาย สิทธิศักดิ์ บอกว่ารู้สึกดีใจมาก และขอขอบคุณที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรสมาชิกที่ลงทะเบียนขอรับน้ำฟรีกับฟาร์มกว่า 30 คน



         ข้ามฝั่งมาที่ทุ่งนาของ สมัย คำใบ เกษตรกรบ้านเสียว ต.หนองปลาบาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ที่นำน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพมาใช้ในนาปรัง เล่าว่าเมื่อก่อนต้องใช้ปุ๋ยเคมีไร่ละกระสอบ ราคา 700 บาท หลังจากเปลี่ยนมาใช้น้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 ไร่ใช้น้ำ 2,000 ลิตร โดยผสมกับน้ำคลองที่เตรียมไว้สำหรับดึงเข้านา แล้วจึงปล่อยน้ำเข้านาหลังจากหว่านกล้าช่วงที่ต้นกล้าสูงประมาณหนึ่งคืบ พบว่าได้ผลดีมาก ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีอีกเลย ต้นกล้าเขียว งามตลอด ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย 700 บาทต่อไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไร่ละ 1 ตัน เท่ากับทั้งลดต้นทุน ได้ผลผลิตเพิ่ม และรายได้ก็มากขึ้นตามไปด้วย

        ส่วนที่สองที่นำมาใช้คือสวนยางพารา เมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมีตลอดไร่ละ 1-2 กระสอบ หลังจากใช้น้ำปุ๋ย 2,000 ลิตรต่อไร่ ที่ขอรับมาใช้ตลอดทั้งปี จึงเลิกใช้เคมีทั้งหมด ทำให้สามารถกรีดยางได้ตลอด จากเมื่อก่อนเริ่มเปิดหน้ายางช่วงฝนของทุกปีแล้วกรีดมาเรื่อยๆจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก็ต้องพักหน้ายางเพราะน้ำยางไม่มาก แต่หลังจากใช้น้ำปุ๋ยก็ไม่ต้องพักหน้ายางอีกเลย กรีดได้ตลอดปี ต้นยางสมบูรณ์ ปุ๋ยช่วยปรับสภาพหน้าดินทำให้ดินร่วซุย ดีมากๆต้นทุนยางพาราต่ำลง ได้ปริมาณผลผลิตดีขึ้น



        ข้ามมาที่บ้านโคกบุญสนอง ต.โพนทอง อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย พบกับ จงรัก ปกครอง ที่กำลังดูแลสวนมะพร้าว และสวนผสมทั้งแฟง แตง ฟักทอง พริก โดยใช้น้ำปุ๋ยตลอดทั้งปี บอกว่าได้ผลผลิตดีมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ใช้ปุ๋ยเคมีทั่วไป เดิมต้นทุนค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยค่ายาก็หลักพันถึงหมื่นบาทต่อปี แต่เมื่อหันมาใช้น้ำปุ๋ยต้นทุนการผลิตลดลงมาก ผลผลิตก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน คนละอย่างกับที่เคยใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดินไม่เสีย ร่วนดี ดินไม่กระด้าง ปลูกพืชได้ดีทุกอย่าง ผลแตกต่างกันมาก อย่างพริกที่ปลูกต้นเตี้ยๆแต่ออกลูกดกมาก ผลผลิตเพิ่ม ฟักแฟงลูกใหญ่ขายได้ราคา เรียกว่าผลผลิตทุกชนิดดีขึ้นมาก ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ขอขอบคุณซีพีเอฟที่แบ่งปันน้ำใจ มอบน้ำปุ๋ยชั้นดีให้กับเกษตรกร

         ส่วน เกษตรกรชาว ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ สิงห์คำ เคียงปัญญา ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรกว่า 40 รายที่ร่วมโครงการน้ำปุ๋ยสู่ชุมชนกับฟาร์มเลี้ยงหมูจอมทอง บอกว่า ปกติซีพีเอฟจะมีระบบใช้น้ำหมุนเวียนภายในฟาร์ม ไม่ปล่อยน้ำออกสู่ภายนอก แต่เกษตรกรในพื้นที่รอบข้างสังเกตว่าในฟาร์มต้นไม้เขียวชอุ่มแม้ในช่วงแล้ง จึงรู้ว่าในฟาร์มมีน้ำปุ๋ยที่แร่ธาตุเหมาะสมกับต้นพืช จึงขอนำน้ำดังกล่าวมาใช้กับต้นพืชพบว่าผลลัพธ์ดีกว่าที่คิด จึงขอน้ำปุ๋ยมาใช้ตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูแล้ง อย่างเช่นขอใช้น้ำมาตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 14 ปี สำหรับการปลูกข้าวโพด 6 ไร่ เมื่อก่อนเมื่อเข้าฤดูแล้งเกษตรกรมีปัญหามาก เพราะน้ำไม่เพียงพอสำหรับเพาะปลูก จนได้สูบน้ำปุ๋ยจากฟาร์มไปใช้โดยตรง ปริมาณ 12,000 ลูกบาสก์เมตรต่อรอบการปลูก ปลูกได้ 2 รอบต่อปี น้ำปุ๋ยดีต่อพืชและทำให้ดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากก่อนการใช้น้ำปุ๋ยได้ข้าวโพด 1,500 ตันต่อรอบการปลูก เพิ่มเป็น 2,500 ตันต่อรอบ คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 70% ช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีจากเดิมใช้ไร่ละ 300 กิโลกรัม หลังจากใช้น้ำปุ๋ยก็แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย หรือใช้มากที่สุดเพียง 100 กิโลกรัมต่อไร่ ขอขอบคุณฟาร์มจอมทองที่แบ่งปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรรอบฟาร์มมาตลอด ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

       ฟากฝั่ง ยุพิน อะตะมะ ที่รับน้ำปุ๋ยมาตั้งแต่ปี 2561 สำหรับรดต้นข้าวโพดหวาน 2 ไร่ และผักสวนครัว 1 ไร่ เล่าว่า น้ำปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง กลายเป็นปุ๋ยชั้นดี จนเธอเรียกว่า “น้ำทิพย์” เพราะตั้งแต่ใช้น้ำปุ๋ยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีอีก สภาพดินก็ดีขึ้น พืชผลที่ปลูกงอกงามดี ข้าวโพดหวานผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% การปันน้ำให้เกษตรกรได้นำมาใช้ทำให้สามารถเพราะปลูกได้ตลอดทั้งปี มีรายได้จากการปลูกผักในทุกๆวัน ฤดูแล้งก็ไม่ต้องกังวลว่าผลผลิตจะเสียหาย ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ช่วยเหลือเกษตรกรมาตลอด 

       แล้งนี้หรือแล้งไหนๆ เกษตรกรจึงไม่แล้งน้ำ โดยเฉพาะน้ำใจจากซีพีเอฟ ทำให้เกษตรกรรอบฟาร์มเลี้ยงหมูที่ได้รับ "น้ำปุ๋ย” สามารถผ่านวิกฤติแล้ง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ต้นทุนจึงลดลง ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียวดัน “ฟาร์มสุกร” เป็นมาตรฐานบังคับ พร้อมออกแนวปฏิบัติใช้มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคอย่างถูกต้อง



        วันนี้ (8 เม.ย.64) นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 2/2564 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้านปศุสัตว์ คือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร เป็นมาตรฐานบังคับ และเห็นชอบมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้านประมง คือ แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป



         นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต และการขออนุญาตและการอนุญาตย้ายสถานที่ทำการที่ระบุไว้ในใบอนุญาตของผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน พร้อมแบบ มกษ. 14 แบบ มกษ. 15 และแบบ มกษ. 16 รวมทั้งได้เห็นชอบให้เลื่อนระยะเวลาปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตาม มกษ. 9035-2563 และร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 2)




       รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นอาหารแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น โปรตีนสูง และตลาดแมลงกินได้ในอนาคตมีมูลค่าสูง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ไทยสามารถเปิดตลาดผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเม็กซิโกอย่างเป็นทางการได้สำเร็จ โดยส่งออกจิ้งหรีดไปยังเม็กซิโกได้ 3 รายการ ได้แก่ ผงแป้งจิ้งหรีด (cricket flour) จิ้งหรีดที่ผ่านการทำให้สุก (cooked crickets) และจิ้งหรีดแช่แข็ง (frozen cricket) ดังนั้น ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ไปดำเนินการส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานการผลิตทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูป ให้ได้มาตรฐาน GAP ฟาร์มจิ้งหรีด โรงงานแปรรูปก็ต้องปฏิบัติตามหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygienic practice: GHP) ตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด และสอดคล้องกับกฎระเบียบของเม็กซิโก นอกจากนี้สารของจิ้งหรีดนั้นสามารถนำมาเป็นส่วนผสมของกลุ่มธุรกิจเพื่อความงาม เครื่องสำอางต่างๆ จึงต้องเร่งวางมาตรฐานจิ้งหรีดเพื่อยกระดับและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน




        ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (มกษ. 6403) ที่ผ่านมา มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว เป็นเพียงมาตรฐานทั่วไป แต่เนื่องจากการเลี้ยงสุกรได้รับความนิยมจากเกษตรกรไทย มีจำนวนผู้เลี้ยงสุกรมากกว่า 160,000 ราย ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการค้า และได้มีการจัดสัมมนาระดมความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อเสนอคณะกรรมการวิชาการ (กว.) พิจารณา และได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้มาตรฐานฟาร์มสุกร เป็นมาตรฐานบังคับ โดยมีขอบข่ายการบังคับใช้และระยะเวลาปรับเปลี่ยน แบ่งเป็น 2 ระยะ แตกต่างกันตามขนาดการเลี้ยงสุกร ดังนี้ 1.สุกรขุน ตั้งแต่ 1,500 ตัว ขึ้นไป หรือ สุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 120 ตัวขึ้นไป ระยะเวลาปรับเปลี่ยน 180 วัน และ 2.สุกรขุน ตั้งแต่ 500–1,499 ตัว หรือ สุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 95 - 119 ตัว ระยะเวลาปรับเปลี่ยนไม่เกิน 3 เดือน เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ระดับฟาร์ม สร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพในการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์สุกรของไทยอย่างยั่งยืน




          ส่วนเรื่องแนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ได้กำหนดขอบเขตการปฏิบัติเพื่อให้เป็นตามมาตรฐานกำหนด ได้แก่ สถานที่ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำต้องไม่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น เขตอนุรักษ์ของป่าชายเลน และไม่ควรตั้งอยู่ในเขตที่อาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เช่น เขตพื้นที่ชุ่มน้ำ การจัดการการเลี้ยง ต้องมีเอกสารแสดงแหล่งที่มาของลูกพันธุ์ การจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ เฝ้าระวังและดูแลสุขภาพสัตว์น้ำที่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ การใช้ยาสัตว์ สารเคมี และผลิตภัณฑ์จุลชีพ ดูแลสุขภาพสัตว์น้ำ ต้องใช้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจัดการสุขลักษณะภายในฟาร์ม ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและคำนึงถึงการเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การจับและการปฏิบัติหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม ต้องดำเนินการอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพและการปนเปื้อนที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผลิตผลและความปลอดภัยของผู้บริโภค

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ขยายเวลาโครงการ Faster Payment เพิ่มสุขภาพทางการเงินคู่ค้า SMEs โตต่อเนื่อง



 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต่อเวลาการดำเนินโครงการ Faster Payment ลดระยะเวลาเครดิตเทอมภายใน 30 วัน ช่วยเสริมความแกร่งสุขภาพทางการเงินของคู่ค้าธุรกิจ SMEs สร้างโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

 

นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการ ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า  จากการดำเนินโครงการ Faster Payment เพื่อช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยการลดระยะเวลาเครดิตเทอมเพียง 30 วันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2563 ที่ผ่านมา มีส่วนช่วยผู้ประกอบการ SMEs ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ ล่าสุด ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ยังไม่กลับเข้าสู่ระดับปกติ ซีพีเอฟ จึงได้ขยายเวลาโครงการดังกล่าวอีก 3 เดือนจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ โดยหวังที่จะมีส่วนช่วยให้คู่ค้าธุรกิจสามารถปรับตัวได้ท่ามความไม่แน่นอน ตลอดจนเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้า หรือช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคง 

 


“ตลอด 6 เดือนของการดำเนินโครงการฯ ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ของซีพีเอฟสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว บรรเทาผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงได้ สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าวัตถุดิบและการบริการให้กับ  ซีพีเอฟได้อย่างต่อเนื่อง คู่ค้าบางรายยังสามารถพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะรองรับการตลาดในยุคนิวนอร์มอล เช่น การขายทางออนไลน์ อีกด้วย” นางสาวธิดารัตน์กล่าว   

 


ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้ดำเนินโครงการ Faster Payment เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนคู่ค้าธุรกิจที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทจำนวนกว่า 6,000 ราย ตอบรับกับนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี ที่ต้องการช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจของบริษัท มีสภาพคล่องทางการเงิน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 

 

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ ซีพีเอฟ ยังมีแผนที่จะดำเนินโครงการเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่อง ผ่านการร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจในการพัฒนาการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมาตรฐานสากล ส่งเสริมการปฏิบัติที่ดีในด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำกับดูแลกิจการอย่างมีจริยธรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัทและคู่ค้าธุรกิจให้สามารถเติบโตไปด้วยกัน  เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว 

 


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดการอบรมพัฒนาศักยภาพพนักงานด้านการจัดซื้อของซีพีเอฟ ให้มีความรู้ความเข้าใจนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติของคู่ค้า เพื่อนำไปบูรณาการและถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นให้แก่คู่ค้าธุรกิจได้ ขับเคลื่อนกระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบต่อแรงงาน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศควบคู่กัน 

 

ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดงานสัมมนาทางออนไลน์ “CPF Capacity Building for Partnership) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้กฎระเบียบ สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานให้แก่คู่ค้าธุรกิจได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน เพื่อยกระระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องตามหลักสากล  และสร้างความมั่นใจและการเติบโตทางธุรกิจของคู่ค้าในอนาคต

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2564

มกอช. สร้างต้นแบบโรงแปรรูปกาแฟไทย พัฒนาวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่เหาะ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

 


       นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึงการดำเนินโครงการยกระดับมาตรฐานโรงแปรรูปกาแฟภายใต้โครงการยกระดับและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน GMP ณ โรงแปรรูปกาแฟของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพบ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งการยกระดับและส่งเสริมโรงแปรรูปกาแฟให้มีกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน GMP ที่สอดคล้องตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง เมล็ดกาแฟอะราบิกา (มกษ. 5701 - 2561) หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023 – 2550) เกษตรอินทรีย์ เล่มที่ 1: การผลิต การแปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (มกษ. 9000 เล่ม 1 - 2552) โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบการผลิตโรงแปรรูปกาแฟ ให้ได้มาตรฐาน มีความพร้อมเพื่อยื่นขอการรับรอง รวมถึงยังเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลในการให้คำปรึกษา แก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพสินค้าเกษตรให้ยั่งยืน 




        สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1) การสำรวจความต้องการ และความพร้อมของกลุ่มเกษตรกร 2) การประเมินศักยภาพและความพร้อมเบื้องต้น (Gap analysis) 3) การพัฒนาเอกสารระบบคุณภาพต้นแบบ 4) การนำเอกสารระบบคุณภาพไปปฏิบัติใช้  5) การตรวจติดตามคุณภาพภายใน (Internal Audit) 6) การตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre – Audit) เพื่อประเมินความพร้อมในการขอการรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐาน ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม และคาดว่าหลังจากนั้นโรงแปรรูปกาแฟบ้านแม่เหาะจะมีความพร้อมยื่นขอการรับรองมาตรฐาน GMP ต่อไป

ด้านนายมานพ เพียรชอบไพร ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพบ้านแม่เหาะ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าถึงที่มาของกาแฟภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “หอมเหาะ” (Homhoh) ว่าเป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกกาแฟอยู่แล้วในบ้านแม่เหาะ ปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว ลักษณะการขายเป็นแบบผลสด กับกาแฟกะลาเท่านั้น ไม่มีการแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ต่อมาปี 2560 กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกิดการตั้งกลุ่มกาแฟแปลงใหญ่ จึงตั้งกลุ่มแปลงใหญ่และวิสาหกิจในปีเดียวกันพร้อมกัน ปี 2561 ได้จดทะเบียน ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มวิสากิจนี้เพื่อพัฒนาและยกระดับกาแฟที่อยู่ในพื้นที่ให้เกิดมูลค่าที่สูงที่สุด ทางกลุ่มจึงเลือกที่จะทำเป็นบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์กาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด กาแฟคั่วดริป ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่ายหลากหลายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่เป็นร้านค้ากาแฟที่ไปเสนอขาย อีกกลุ่มเป็นกาแฟสารของชุมชนที่ส่งให้กับโรงคั่วอื่นๆ ที่ต้องการเมล็ดสารจากกลุ่ม 





         กลุ่มวิสาหกิจนี้ก่อตั้งมา 4 ปีแล้ว มีสมาชิกปัจจุบัน 38 คน จากเดิมทีมี 25 คน คิดเป็นพื้นที่ที่นี่ หมู่ 4 131 ไร่ แต่ยังมีเครือข่ายของกลุ่มแปลงใหญ่ หมู่ 1 ของตำบลแม่เหาะอีกเกือบ 240 ไร่ มีสมาชิก 40 ราย ในปีนี้จะมีการเปิดรับสมาชิกเพิ่มจากคนในชุมชนเพิ่มเพราะว่าหลายคนต้องการส่งกาแฟมาให้ทางกลุ่ม เพราะกลุ่มพัฒนามาจนมีลูกค้ามีออร์เดอร์เข้ามา ทั้งนี้ ตำบลแม่เหาะปลูกกาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์คาติมอร์ เบอบอนและเชียงใหม่ 80 ด้วยลักษณะกายภาพที่เหมาะสมทำให้กาแฟมีความสดใหม่ กลิ่นหอมกรุ่น และมีรสชาติโดดเด่น ที่สำคัญกาแฟหอมเหาะยังใช้นวัตกรรมในการแปรรูปกาแฟโดยใช้ห้องลดความชื้นและการอบแห้งกาแฟ ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)  




         โดย มกอช. มาช่วยเป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพราะว่าเราผลิตสินค้าเข้าสู่ความเป็นคุณภาพความเป็นมาตรฐานอาหารสินค้า เพื่อให้ได้มาตรฐาน มกอช. มาช่วยให้เรามีมาตรฐาน เราคาดหวังว่าเมื่อเรามีมาตรฐานหรือทำจนผ่านมาตรฐานแล้ว เราจะได้รับความสนใจจากลูกค้าที่กินกาแฟอยู่แล้วหรือกลุ่มบริษัท หรือลูกค้ารายใหญ่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน เมื่อก่อนเราได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสากกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) ในด้านโรงคั่วกาแฟพร้อมเครื่องคั่วกาแฟพร้อมยื่นขอเลขทะเบียน อย. พอเรามีมาตรฐานระดับหนึ่ง จึงมุ่งพัฒนาให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้นเราก็คาดหวังว่าจะได้สร้างความมั่นใจแก่กลุ่มลูกค้าอื่นๆ ลูกค้าที่ส่งสินค้าออกไป เราจะรองรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ได้  ซึ่งเมื่อก่อนก็มีถามว่าคุณมีมาตรฐานอะไร ปีแรกก็บอกว่าไม่มีอะไร ปีที่ 2 ก็บอกว่ามี อย. ก็ได้ลูกค้ามาระดับหนึ่ง หากได้มาตรฐาน GMP ก็น่าจะเป็นผลดีในการเพิ่มช่องทางการขาย ปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์กาแฟของเรามี  3 กระบวนการโพรเซส คือ ดราย ฮันนี่ และ วอชโพรเซส ระดับการคั่ว คั่ว อ่อน กลาง และเข้ม มีแบบกาแฟคั่วเม็ด กาแฟคั่วบดบด และกาแฟดริปกึ่งสำเร็จรูป แยกตามระดับการคั่ว

           ทั้งนี้ เลขาธิการ มกอช. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การส่งเสริมให้เกษตรกรยกระดับโรงแปรรูปกาแฟตามมาตรฐาน GMP ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อาหาร  ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560 – 2564 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางปฏิบัติ ที่ถูกต้อง ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ผลักดันให้ภาคการเกษตรเข้าสู่ระบบการตรวจรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับการผลิตกาแฟให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก”

 

 

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

มกอช. เดินสายติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการปางช้าง เสริมความรู้เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างอย่างถูกต้อง



        นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ช้าง ถือว่ามีบทบาทด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และได้สร้างรายได้ที่สำคัญของประเทศ ทั้งในส่วนเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทย ปัจจุบันพบว่าปางช้างบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสุขภาพช้างและ หลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช้าง และการทารุณกรรมช้าง คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงมีมติเห็นชอบให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (มกษ.6413) เป็นมาตรฐานบังคับเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติ ในการจัดการควบคุมดูแลและเลี้ยงช้างให้ถูกต้องและเหมาะสม เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานปางช้างไทย 

ทั้งนี้ มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ ไม่ครอบคลุมการเลี้ยงช้างในครัวเรือน โดยไม่มีการประกอบกิจการที่ไม่แสวงหากำไร และจะบังคับใช้กับปางช้างทุกขนาดที่ประกอบกิจการเพื่อการท่องเที่ยว หรือการแสดงที่มีการได้รับผลประโยชน์จากช้างและมีผลบังคับใช้นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่ามีผลบังคับใช้ภายในเดือนสิงหาคม 2564





        ดังนั้น มกอช. โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน ได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ดำเนินการจัดอบรมสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (มกษ.6413) ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับปางช้าง ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีแผนการอบรมสัมมนา จำนวน 4 รุ่น ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 217 คน  ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดอบรมไปแล้ว 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ และรุ่นที่ 2 จังหวัดภูเก็ต ส่วนรุ่นที่ 3 กรุงเทพฯ และรุ่นที่ 4 จังหวัดชลบุรี จะดำเนินการจัดอบรมในช่วงเดือนเมษายน 2564 นี้




       สำหรับเนื้อหาในการจัดอบรม ได้แก่ การจัดการสวัสดิภาพช้างในปางช้าง การจัดการปางช้าง แนวทาง การควบคุมสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการขอรับรองและออกใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ และหลักเกณฑ์การตรวจประเมิน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องจาก มกอช. และกรมปศุสัตว์ ร่วมให้ความารู้




     “ทั้งนี้ คาดหวังว่า เกษตรกร ผู้ประกอบการปางช้าง ได้รับความรู้ และมีความเข้าใจเรื่องของมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว และสามารถนำไปปฏิบัติตามข้อกำหนดตามมาตรฐานบังคับได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ เกษตรกร ผู้ประกอบการปางช้าง ที่ผ่านการอบรม จะได้รับใบรับรองจาก มกอช. และกรมปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการสมัครขอรับรองมาตรฐานปางช้างต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

 

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรลดผลกระทบแล้งปีที่ 19 โชว์นวัตกรรมประหยัดน้ำในฟาร์มหมู





            บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกร ต่อเนื่องปีที่ 19 มุ่งลดใช้ทรัพยากรน้ำในธรรมชาติ ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เผยผลงานบรรลุเป้าหมายลดการใช้น้ำในฟาร์มสุกร 2.34 ล้านลูกบาศก์เมตร



             นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักถึงปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในปีนี้ประเทศไทยจะต้องเผชิญวิกฤตแล้งหนัก จากปริมาณฝนสะสมน้อยกว่าปกติติดต่อกัน 2 ปี ส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อภาคการเกษตร ซีพีเอฟจึงสานต่อโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร ที่อยู่ใกล้เคียงฟาร์มเลี้ยงสุกร ที่ดำเนินการมาตลอด 19 ปี โดยปี 2553 ที่ผ่านมา ได้ปันน้ำปุ๋ยแก่เกษตรกร 210 ราย ปริมาณน้ำทั้งสิ้น 2,281,851 ลูกบาศก์เมตร บนพื้นที่ 3,213 ไร่ สำหรับเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งสวนผลไม้ ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด มันสัมปะหลัง ยูคาลิปตัส ปาล์มน้ำมัน ต้นสัก ยางพารา หญ้าเลี้ยงสัตว์ สวนไผ่ มะนาว กล้วย พืชผักสวนครัว ฯลฯ



            “ซีพีเอฟนำน้ำที่ออกจากระบบไบโอแก๊ส และผ่านการบำบัดจนเป็นน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ที่เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” กลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และผักปลอดภัยจากสารพิษที่พนักงานปลูกในฟาร์ม และยังส่งต่อน้ำปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ขอรับน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซีพีเอฟภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งให้กับเกษตรกร และยังช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนค่าน้ำค่าปุ๋ยแก่เกษตรกรได้กว่า 1.3 ล้านบาทต่อปี” นายสมพร กล่าว



              ด้าน นางยุพิน อะตะมะ หนึ่งในเกษตรกรกว่า 40 ราย ที่ร่วมโครงการน้ำปุ๋ยสู่ชุมชน กับฟาร์มสุกรจอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปกติซีพีเอฟจะมีระบบใช้น้ำหมุนเวียนภายในฟาร์ม ไม่ปล่อยน้ำออกสู่ภายนอก แต่ด้วยน้ำปุ๋ยมีแร่ธาตุที่ดีสำหรับต้นพืช โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง ถือเป็นปุ๋ยชั้นดี เกษตรกรจึงขอรับน้ำมารดต้นพืชตลอดปี โดยตนเองรับน้ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 สำหรับรดต้นข้าวโพดหวาน 2 ไร่ และผักสวนครัวอีก 1 ไร่ ที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีอีก สภาพดินก็ดีขึ้น พืชที่ปลูกงอกงาม ผลผลิตข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% การปันน้ำให้เกษตรกร สามารถเพราะปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงแล้งที่ช่วยคลี่คลายปัญหาให้เกษตรกรได้ทุกปี และยังช่วยให้มีรายได้เพิ่มจากผักที่เก็บขายได้ทุกวัน

            ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังเน้นย้ำให้ฟาร์มของบริษัททั่วประเทศ เดินหน้ามาตรการใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันการสูญเสีย และลดการใช้น้ำอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถลดการใช้น้ำในการเลี้ยงสุกรได้มากกว่า 5% ต่อปี และในปี 2563 บริษัทบรรลุเป้าหมายประหยัดน้ำที่ตั้งไว้ โดยประหยัดน้ำในการผลิตได้ถึง 2.34 ล้านลูกบาศก์เมตร มูลค่าประหยัด 16.03 ล้านบาท สามารถลดการใช้น้ำในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์สุกรจาก 138 ลิตรต่อตัวต่อวัน จากปี 2556 ซึ่งเป็นปีฐาน เหลือ 103 ลิตรต่อตัวต่อวัน ในปีที่ผ่านมา ส่วนฟาร์มสุกรขุนลดจาก 45 ลิตรต่อตัวต่อวัน เป็น 34 ลิตรต่อตัวต่อวัน



           ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์การใช้น้ำ เพื่อหาโอกาสลดปริมาณการใช้ในแต่ละจุด พร้อมติดตั้งมิเตอร์น้ำประจำจุดจ่ายน้ำต่างๆ ทำให้ทราบจุดวิกฤติ อาทิ บางจุดที่มีท่ออยู่ใต้ดินเมื่อเกิดน้ำรั่วไหลมิเตอร์น้ำจะแสดงผลทันที ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและทันท่วงที ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้นการใช้อุปกรณ์ควบคุมสภาพแวดล้อมด้วยระบบอีแวป (EVAP) ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการใช้น้ำในระบบทำความเย็น ควบคู่กับการออกแบบโรงเรือนที่ช่วยลดการล้าง อย่างเช่น นวัตกรรมส้วมน้ำที่ทำให้คอกเลี้ยงสะอาดจึงช่วยลดการใช้น้ำได้ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีการบำบัดน้ำที่ช่วยให้ฟาร์มสามารถนำน้ำหลังจากบำบัดมาผ่านการฆ่าเชื้ออีกครั้ง เพื่อกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อีก ด้วยการใช้น้ำ Recycle ในการล้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรหลังจากจับสุกรออก ล้างพื้นถนนและลานจอดรถ ช่วยลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และเดินหน้าโครงการรณรงค์ประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง./

คลิ๊กชมคลิปวีดีโอ : ซีพีเอฟ เดินหน้าปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรต่อเนื่องปีที่ 19 

>> https://www.youtube.com/watch?v=ZgxbGYSqlFc

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...