วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 5 ร่างมาตรฐาน “เห็ดหอมแห้ง-ปาล์มน้ำมัน-ข้าว-GHP-HACCP” เตรียมประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป มุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร


 


วันนี้ (17 มิ.ย.) นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2564ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบกิจการเกี่ยวกับสินค้าเกษตร พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญ คือ  1.ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบกิจการเกี่ยวกับสินค้าเกษตร พ.ศ. 2552  เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการสามารถเข้าใจได้ง่าย และไม่เกิดความสับสน 2. กำหนดค่าธรรมเนียม ดังนี้ ใบอนุญาตตามมาตรา 20 ได้แก่ บุคคลธรรมดา ฉบับละ 100 บาท นิติบุคคล ฉบับละ 1,000 บาท ใบอนุญาตตามมาตรา 33 ฉบับละ 5,000 บาท และการต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 20 กรณีนิติบุคคล (500 บาท) หรือใบอนุญาตตามมาตรา 33 (2,500 บาท) ครั้งละกึ่งหนึ่ง ของคาธรรมเนียมใบอนุญาตนั้น และ3. ยกเว้นค่าธรรมเนียม ได้แก่ ใบแทนใบอนุญาตตามมาตรา 20 (ฉบับเดิม 50 บาท) ใบแทนใบอนุญาตตามมาตรา 33 (ฉบับเดิม 50 บาท) และการต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 20 กรณีบุคคลธรรมดา (ฉบับเดิม 50 บาท)



รมช.ประภัตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อดำเนินการประกาศ เป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.เห็ดหอมแห้ง 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับปาล์มน้ำมัน 3.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าวและโรงปรับปรุงสภาพข้าว 4.หลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหาร: การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี(GHP) และ5.ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางการนำไปใช้ (HACCP)



อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ในช่วงวิกฤตโรคระบาด ทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และการระบาดของโรคลัมปี สกิน จากเชื้อไวรัสในโค กระบือ ซึ่งเมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป มาตรฐานสินค้าเกษตรจะมีความสำคัญมากขึ้น จึงได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการกำหนดมาตรฐานให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภครมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว



ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 5 เรื่อง คือ 1.เห็ดหอมแห้ง เนื่องจากเห็ดหอมแห้งที่บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานโดยเฉพาะที่ใช้บ่งชี้ระดับความปลอดภัยและคุณภาพของเห็ดหอมแห้งได้ ดังนั้น เพื่อให้มีเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานสำหรับเห็ดหอมแห้งที่จำหน่ายในประเทศไทย เป็นแนวทางตรวจสอบคุณภาพเห็ดหอมแห้งนำเข้า และยกระดับการแปรรูปเห็ดหอมแห้งของไทยให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานคุณภาพ รวมถึงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงทางการค้า 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันผู้นำเข้าน้ำมันปาล์ม กำหนดเงื่อนไขในการผลิตปาล์มน้ำมัน โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอาหาร สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในการผลิตมากขึ้น รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ (ปี 2561-2580) โดยให้ทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันให้เป็นปัจจุบันและให้เหมาะสมในการนำไปปฏิบัติ



3.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าวและโรงปรับปรุงสภาพข้าว (ทบทวน) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล General Principles of Food Hygiene สถานการณ์การผลิต เทคโนโลยีการผลิตและการค้าในปัจจุบัน และขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมถึงโรงปรับปรุงสภาพข้าว คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นควรให้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานเพื่อให้เป็นแนวทางในการพัฒนาการผลิตสินค้าข้าวให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ 4.หลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหาร: การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี หรือมาตรฐาน GHP และ5.ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางการนำไปใช้หรือมาตรฐาน(HACCP) ที่ประชุมคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ (Codex Alimentarius Commission) ครั้งที่ 43 ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหาร เพื่อให้ผู้ประกอบการอาหารสามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภคและค้าขายทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ ซึ่งมาตรฐานเดิม คือ มกษ.9023-2550 และมกษ.9024-2550 ได้อ้างอิงมาตรฐาน Codex ฉบับเดิม ดังนั้นคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นควรทบทวนมาตรฐาน มกษ. 9023-2550 และมกษ.9024-2550 เพื่อให้มีเนื้อหาสาระสำคัญเป็นไปตามมาตรฐานโคเด็กซ์ฉบับปรับปรุง

ที่ผ่านมา มกอช. ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มีมาตรฐานที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้ว 375 เรื่องเลขาธิการ มกอช. กล่าว

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564

มูลนิธิ LPN ขอบคุณ ซีพีเอฟ ส่งมอบน้ำใจต่อเนื่อง ช่วยแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มผู้เปราะบางฝ่าโควิด-19 ระลอก 3



   มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ มูลนิธิ LPN (Labour Protection Network)  รับมอบไข่ไก่สด 45,000 ฟอง ในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19" ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สำหรับนำไปบรรจุเป็นชุดยังชีพ แจกจ่ายแก่กลุ่มคนงานไทยและแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มคนเปราะบางในกรุงเทพมหานคร และปริมมณฑล บรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยมีนายปิลันธ์ ทองเพชร ผู้บริหารอาวุโส เป็นตัวแทนของซีพีเอฟ นำไข่ไก่สดมอบแก่นายนายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง มูลนิธิแอลพีเอ็น ณ มูลนิธิฯ ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี 



   นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการ มูลนิธิ Lpn กล่าวว่า การระบาดระลอกใหม่ซ้ำเติมให้พี่น้องแรงงานทั้งคนไทย และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต้องประสบความยากลำบากในดำรงชีวิตอีกครั้ง รวมถึงกลุ่มคนเปราะบาง คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  มูลนิธิ LPN จึงขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่ให้การสนับสนุนโครงการ LPN Hand to Hand assistance for migrant workers facing Covid-19 crisis in Thailand มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระบาดระลอกแรกในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยให้การสนับสนุนทั้งอาหารสำเร็จรูปรวมทั้งสิ้น 30,800 แพ็ค ไข่ไก่สด 171,800 ฟอง เพื่อให้มูลนิธิฯ นำไปบรรจุเป็นถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายให้แรงงานไทย แรงงานข้ามชาติ และกลุ่มคนเปราะบางทั้งผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ ในสังคมที่ได้เดือดร้อนได้สามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย  และสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอ ช่วยให้สามารถประคับประคองผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้



   "ซีพีเอฟ เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญของงมูลนิธิฯ ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติการส่งมอบน้ำใจให้แรงงานคนไทยและแรงงานข้ามชาติที่เดือดร้อนได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรม อย่างเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นส่วนหนึ่งช่วยให้สังคมดีขึ้น" นายสมพงค์กล่าว 

   ซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิ LPN ให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยได้ร่วมสนับสนุนอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานรวมทั้งสิ้น จำนวน 30,800 แพ็ค และไข่ไก่สด รวมทั้งสิ้น 171,800 ฟอง สำหรับนำไปบรรจุในถุงยังชีพ เพื่อนำไปมอบให้แรงงานคนไทย แรงงานข้ามชาติ และกลุ่มคนเปราะบางได้ดำรงชีวิตในสถานการณ์วิกฤติอย่างมั่นคง และปลอดภัย 



   ทั้งนี้ มูลนิธิ LPN ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรของซีพีเอฟ ในการดำเนินโครงการช่องทางรับฟังเสียงพนักงาน Labour Voice Hot Line by LPN มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานได้แจ้งเรื่อง หรือให้คำแนะนำผ่านองค์กรที่เป็นกลาง รวมถึง การอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิแรงงาน แก่พนักงานของซีพีเอฟ ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด มูลนิธิ LPN ยังทำหน้าที่อีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้คำแนะนำต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติของซีพีเอฟมีความเข้าใจในการปฏิบัติตัวป้องกันโรค และดำรงชีวิตด้วยความมั่นใจ

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564

“เกษตรก้าวไกล” ได้ฤกษ์เปิดโครงการ LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดฯที่ไร่คุณชาย ไทรโยค สื่อสัญลักษณ์ลงดาบตัดทุเรียน เชื่อมโยงสังคมคนเกษตร ยกระดับผลผลิตคุณภาพ


 


เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 64 ที่ผ่านมา ที่ไร่คุณชายตั้งอยู่ที่ บ้านพุตะเคียน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ได้จัดพิธีเปิดโครงการ “ เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย” ขึ้น โดยมี นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวเปิดงานผ่านระบบออนไลน์ นายมนตรี เชื้อใจ เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีเปิดด้วยการตัดทุเรียนด้วยอาญาสิทธิ์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาคส่วนต่างๆ  ประกอบด้วย นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค นายชาตรี คงสุวรรณ ปลัดอำเภอไทรโยค นางสาวสิรินวรรณ สุวรรณ เกษตรอำเภอไทรโยค นางสาวปาณิสรา ผิวนวล ผู้จัดการธ.ก.ส.สาขาน้ำตกไทรโยคน้อย ดร.ปิยะพร พิทักษ์ตันสกุล รองคณะบดีคณะวิทายศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี นายวิกิจ แก้วจิตคงทอง นายก อบต.ท่าเสา นางสาวมัทนา ศรอารา ผู้ใหญ่บ้านหมู่4 ตำบลท่าเสา และตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่



 นายพรศักดิ์ พงศาปาน ประธานและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล เปิดเผยว่า เว็บไซต์เกษตรก้าวไกลและสื่อออนไลน์ในเครือได้เปิดดำเนินการครบรอบ 6 ปี  ในปี 2564 ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นพัฒนาการรายงานข่าวเกษตรด้วยระบบการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อต้องการเชื่อมโยงสังคมเกษตรไปสู่คนไทยทั่วประเทศ โดยจัดโครงการเกษตรคือประเทศไทย “เกษตรกรอยู่ที่ไหนเราอยู่ที่นั่น” และเมื่อเกิดสถานการณ์โควิดจึงจัดโครงการพิเศษมุ่งเน้นการ LIVE สด ปลุกเร้าเกษตรกรไทยให้ลุกขึ้นสู้ไปด้วยกัน ภายใต้ชื่อโครงการ “เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย”

“ภายใต้โครงการฯดังกล่าว จะเน้นนำเสนอบทสัมภาษณ์เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 32 คน พร้อมการสาธิตอาชีพสร้างรายได้เร่งด่วน จำนวน 4 อาชีพ และเสวนาออนไลน์ จำนวน 4 เรื่อง รวมทั้งหมด 40 เรื่อง โดยจะเน้นนำเสนอแง่มุมความคิด “พลิกวิกฤตโควิดเป็นโอกาส” พร้อมกลยุทธ์การปรับตัวในยุค New Normal ทุกเรื่องจะถ่ายทอดสด LIVE ผ่านเพจ Facebook และ YouTube ช่องเกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน ซึ่งจะยังนำประโยชน์ให้กับการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย “นายพรศักดิ์ กล่าว



ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะประธานเปิดโครงการได้กล่าวผ่าน LIVE ว่า เกษตรก้าวไกล ถือเป็นต้นแบบสื่อออนไลน์ที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งเกษตรกรในการถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จในการประกอบอาชีพ รวมถึงการเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และ ในโอกาสที่เกษตรก้าวไกล ก้าวสู่ปีที่ 6 และมีการจัดโครงการ “เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย” ในครั้งนี้ ถือเป็นการทำงานในบทบาทของสื่อมวลชนด้วยการเลือกที่จะไม่ทำงานในห้อง แต่เน้นการลงพื้นที่จริง สัมผัสเกษตรกรตัวจริง นำประโยชน์ไปสู่ผู้สนใจในวงกว้าง และในการนี้ ขอฝากถึงเกษตรกรว่า ให้ยึดคำว่าคุณภาพเป็นหลัก สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนขอให้ตัดทุเรียนที่แก่พร้อมตัด ห้ามตัดทุเรียนอ่อนโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นายมนตรี เชื้อใจ เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวในพิธีเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งยึดหลักตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2564 จะเน้นทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตไม้ผลที่สำคัญ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ส้มโอ มังคุด ชมพู่ มะขามหวาน เป็นต้น เพื่อพัฒนาการผลิตไม้ผลให้ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย และการสนับสนุนการับรองแหล่งผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการเสนอช่องทางการจำหน่ายสินค้าในตลาดท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร และตลาดออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ผลผลิตสินสุดท้ายด้านการค้าเกษตร เช่น การจัดอีเว้นท์ต่าง ๆ




สำหรับในพิธีเปิดโครงการฯในวันนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องการสื่อไปถึงเกษตรกรให้มุ่งคำนึงถึงการสร้างผลผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเกษตรกรจะต้องไม่ตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย ดังนั้นในพิธีเปิดจึงใช้สัญลักษณ์การตัดผลทุเรียนด้วยดาบอาญาสิทธิ์ ที่มีจุดหมายเพื่อสื่อไปถึงเกษตรกรอย่าตัดทุเรียนอ่อน ไม่เช่นนั้นแล้วเกษตรกรที่ไม่ใส่ใจมีการตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย จะต้องได้รับการจัดการตามมาตรการที่กำหนด เหมือนกับการลงโทษด้วยดาบอาญาสิทธิ์” นายมนตรีกล่าว

ส่วน นายสมชาย แซ่ตัน เกษตรกรเจ้าของไร่คุณชาย กล่าวว่า  โครงการ “เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย”  ที่เว็บไซต์ข่าว “เกษตรก้าวไกล”จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำงานของสื่อมวลชนที่ตรงกับสถานการณ์ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง การที่เกษตรก้าวไกลได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ในมุมมองแล้วเห็นว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่กำลังให้ความสนใจและต้องการเข้ามาสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและอาชีพด้วยการเกษตร ดังนั้นทางไร่คุณชาย ซึ่งเน้นการทำสวนผลไม้ทั้งเงาะ ทุเรียน ส้มโอ ฝรั่ง กล้วยไข่ และอื่น ๆ ที่เน้นในลักษณะเกษตรผสมผสาน ที่มุ่งเน้นการผลิตในลักษณะปลอดภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ซึ่งที่สวนพร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจที่ต้องการพัฒนาการผลิตของตนเองให้มีคุณภาพตรงกับที่ตลาดต้องการ

 

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19



        กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19 ส่งมอบสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้ประสบภัยจากโรคโควิด - 19 ล่าสุด อธิบดีเข้มแข็งเดินทางไปส่งมอบสินค้าเกษตร พร้อมมอบเงินบริจาคให้กับสถาบันบำราศนราดูร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ดูแลประชาชน และต่อสู้กับภัย COVID – 19 ต่อไป



       นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนิน “โครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19” ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานเชื่อมโยง ส่งมอบสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคจากหน่วยงานในสังกัด ภาคีเครือข่าย และเกษตรกร ตลอดจนจัดซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ เป็นการบรรเทาปัญหาของเกษตรกรในช่วงการระบาดของโควิด - 19 และนำสินค้าการเกษตรคุณภาพ ไปสนับสนุนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัย COVID – 19 เพื่อแสดงไมตรีจิต เป็นกองเสบียง เป็นกำลังใจต่อกัน ภายใต้แคมเปญ ยามประเทศ มีภัยเกษตรไทยพร้อมเป็นกองเสบียง


 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยนำส่งสินค้าเกษตรคุณภาพ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนเฉลิมชัย บริษัท เดอะคอฟฟี่ บีนโรสติ้ง จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท อินบิสโก้ (ประเทศไทย) จำกัดได้แก่ กล้วยหอม จำนวน 100 หวี กาแฟดริปอเมริกันโรทน์ จำนวน 2 กล่อง จำกัด กาแฟพร้อมดื่มตราอาราบัส จำนวน 4 กล่อง ขนมปังอบกรอบ Malkist Cream Crackers จำนวน 2 กล่อง และขนมเวเฟอร์ จำนวน 5 กล่อง พร้อมกันนี้ยังได้มอบเงินของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 111,111 บาท เพื่อสนับสนุนให้กับการดำเนินการของโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์  สถาบันบำราศนราดูร อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีโดยมีนายแพทย์กิตติ์พงศ์ สัญชาติวิรุฬห์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร เป็นผู้รับมอบ



        อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากหน่วยงานในส่วนกลางจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานเชื่อมโยงในการมอบสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้ประสบภัยจากโรคโควิด - 19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้ว หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมส่งเสริมการเกษตรก็ได้มีการจัดทำโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19เช่นเดียวกัน โดยส่งมอบสินค้าเกษตรคุณภาพให้กับโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุข รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และมอบสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 60 แห่ง ใน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุดรธานี ชุมพร สงขลา พังงา ลำปาง ลำพูน พะเยา อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน และนครสวรรค์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะยังคงยืนหยัดเคียงข้าง ทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยง ส่งมอบสินค้าเกษตรให้กับบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้เชื่อมโยงความสัมพันธ์และดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด และส่งต่อกำลังใจไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการก้าวพ้นวิกฤตการณ์โรคระบาด COVID – 19 และขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่า ไม่ได้ต่อสู้กับโรคโควิด - 19 เพียงลำพัง แต่ยังมีคนไทยอีกมากมายที่พร้อมจะเป็นกองหนุนเสริมให้พวกเขาสามารถต่อสู้ไปด้วยกัน

 

แม็คโคร จับมือ กรมปศุสัตว์ เข้มมาตรการรับซื้อและบริโภค “เนื้อสัตว์ปลอดภัย”ย้ำมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ ขานรับนโยบาย ปศุสัตว์ OK



บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ผนึกกรมปศุสัตว์หนุนการบริโภคเนื้อสัตว์คุณภาพปลอดภัย ตรวจสอบแหล่งที่มาได้  เพิ่มความเชื่อมั่นผ่านสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และ 7 มาตรการเข้มตั้งแต่ฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค  ตอกย้ำผู้นำด้านอาหารสด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนโรคระบาดในสัตว์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทำให้ผู้บริโภคมีความกังวลในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก แม็คโครในฐานะผู้นำในการจำหน่ายสินค้าอาหารสด จึงร่วมกับกรมปศุสัตว์ รณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งแม็คโครมีมาตรการในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และได้การรับรองเครื่องหมายปศุสัตว์ OK ในทุกสาขา

“แม็คโคร ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการควบคุมมาตรฐานต่างๆ เราให้ความสำคัญต่อการบริโภคอาหารสดปลอดภัย และได้คุมเข้มมาตรการต่างๆ อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้า และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ รวมทั้งได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ในการเข้มงวดการป้องกันในด้านคนหรือผู้สัมผัสอาหาร สถานที่ผลิตและสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ลูกค้าบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วย”

ทั้งนี้ 7 มาตรการสำคัญ ที่แม็คโครเน้นย้ำเพื่อตรวจสอบเนื้อสัตว์ปลอดภัยที่วางจำหน่ายในสาขา ประกอบด้วย 


สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ต้องผ่านมาตรฐานการรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงจากกรมปศุสัตว์

สถานที่ผลิตต้องผ่านการประเมินด้านสุขลักษณะอาหารจากกระทรวงสาธารณสุข

สินค้าต้องผ่านการตรวจความปลอดภัยทางจุลินทรีย์และเคมี โดยห้องปฎิบัติการ ISO17025 ซึ่งมีการตรวจสอบลึกระดับ DNA เพื่อเฝ้าระวังสินค้าปลอมปน

มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา โดยใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ Makro i-Trace

กระบวนการจัดเก็บสินค้าและขนส่งสินค้าที่สะอาด ถูกสุขอนามัยเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล 

เข้าร่วมในระบบ e-Privilege Permit  ของกรมปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมกระบวนการเคลื่อนย้ายเนื้อสัตว์ ก่อนเข้าจำหน่ายในสาขาแม็คโคร

แม็คโครทุกสาขาได้เครื่องหมาย ปศุสัตว์ OK ซึ่งหมายถึงการเป็นสถานที่จัดจำหน่ายที่ผ่านมาตรฐานการควบคุมเรื่องสุขลักษณะที่ดี และความปลอดภัยสินค้าเนื้อสัตว์ อันเป็นไปตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

“ขอให้ลูกค้าทุกคน มั่นใจได้ว่าเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายภายในสาขาของแม็คโคร ได้รับการตรวจสอบและป้องกันด้วยมาตรการขั้นสูงสุด ในทุกช่องทางจัดจำหน่าย  ทั้งแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ 3 ช่องทางสั่งสะดวก คือ แม็คโครแอปพลิเคชั่น, แม็คโครคลิก,  LINE สาขา หรือโทร.สั่งกับสาขา” นางศิริพร กล่าว

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

มกอช. เดินหน้าติดตามและเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มาจากอาหาร


นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยผู้แทน มกอช. และผู้แทนกรมปศุสัตว์ Mr. Steve Wearne รองประธานคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Vice-Chairperson of the Codex Alimentarius Commission) ผู้แทนจากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมหารือโต๊ะกลมเกี่ยวกับการแก้ไขเอกสารแนวทางการบูรณาการการติดตามและเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มาจากอาหาร (Draft Guidelines on Integrated Monitoring and Surveillance of Foodborne Antimicrobial Resistance; GLIS) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับขั้นตอนการปฎิบัติที่จะนำไปสู่การติดตามและเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มาจากอาหาร ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้อง War room 1 มกอช. เมื่อเร็วๆนี้



การหารือดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสาร GLIS ก่อนการประชุม virtual meeting ของคณะทำงาน Codex สาขาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-18 มิถุนายน 2564 ต่อไป โดยมุ่งเน้นให้เอกสารมีเนื้อหายืดหยุ่นและเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในแต่ละประเทศสมาชิกที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้สามารถจัดการปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพตลอดห่วงโซ่อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564

กรมหม่อนไหมปรับปรุงการตรวจประเมินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ตรานกยูงพระราชทานทางไกลออนไลน์ ป้องกันเชื้อโควิด-19

          


        กรมหม่อนไหมปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม ด้วยการตรวจประเมินทางไกล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19



          นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กรมหม่อนไหมได้ปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) จากเดิมที่ผู้ตรวจประเมินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ต้องมีการตรวจประเมินทุกขั้นตอนในสถานที่ผลิตจริง มาเป็นการตรวจประเมินทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในบางขั้นตอน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรที่ต้องการขอการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สอดคล้องกับมาตรการการป้องการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 



          สำหรับรูปแบบวิธีการตรวจประเมินผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหมนั้น ผู้ตรวจประเมินสามารถประเมินด้วยวิธีทางไกล ทั้งผ้าไหมตรานกยูงสีทอง สีเงิน สีน้ำเงินและสีเขียว ส่วนขั้นตอนของการตรวจประเมินวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตผ้าไหมไทยและกระบวนการผลิต ผู้ตรวจประเมินจะเข้าตรวจประเมินในสถานที่จริง ในการตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงทั้ง 4 ชนิด และผ้าไหมตรานกยูงสีน้ำเงินและสีเขียวยังสามารถตราวจประเมินทางไกลได้อีกช่องทาง ส่วนขั้นตอนการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทางทั้ง 4 ชนิด ผู้ตรวจประเมินจะลงพื้นที่ตรวจประเมินในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ 0 2940 6564 ต่อ 14


วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564

แม็คโคร เดินหน้า โครงการแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย สู้ภัยโควิด ผนึกกรมการค้าภายใน ตั้งเป้ารับซื้อเพิ่มกว่า 20%



   บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการใหญ่ “โครงการแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย สู้ภัยโควิด”  เดินหน้ารับซื้อสินค้าเกษตร ผัก-ผลไม้-สินค้าประมง ผ่านการรับซื้อตรงอย่างต่อเนื่อง  หลังลงนามเอ็มโอยูกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบโควิด-19   ตั้งเป้าหมายรับซื้อเพิ่ม 20% 



   นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่ไม่จบลงโดยง่ายและอาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน ซึ่งได้สร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมาก ที่ต้องเผชิญกับปัญหาผลผลิตระบายไม่ทัน  ล่าสุดแม็คโครจึงได้เปิดตัว ‘โครงการแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย สู้ภัยโควิด’   หลังจากได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยได้รับซื้อสินค้าเกษตรจากชาวสวนชาวไร่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ผลไม้ตามฤดูกาล  ผัก  สินค้าประมง พร้อมวางแผนการส่งเสริมการขาย กระตุ้นการบริโภคให้กับลูกค้าทุกกลุ่มผ่านสาขาทั่วประเทศของแม็คโคร 



    “แม็คโคร เรามีทีมพี่เลี้ยงเกษตรกร ประจำภูมิภาคต่างๆ คอยทำหน้าที่ในการลงพื้นที่หาผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยที่มีคุณภาพ และร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดการทำเกษตรที่ยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้หลัก การตลาดนำการผลิต  อีกทั้งยังจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาคที่เป็นช่องทางสำคัญในการสร้างโอกาสให้เกษตรกรส่งผลผลิตขายโดยตรงมากขึ้น ประกอบกับการประสานงานกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด ทำให้การแก้ปัญหา สินค้าเกษตรล้นตลาดเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สามารถช่วยเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาได้ทันท่วงที ซึ่งคาดว่าในปีนี้เราจะรับซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 20% ”

   แม็คโคร ได้วางแผนการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในหลายมาตรการ ประกอบด้วย

1. ขยายการรับซื้อและกระจายสินค้าสู่ทุกสาขาทั่วประเทศเพิ่มจาก 170,000 ตันในปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะรับซื้อเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือ 204,000 ตันในปีนี้

2. แผนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าย่อยในภูมิภาคต่างๆ 6 แห่ง เพิ่มโอกาสในการรับซื้อตรง (Direct sourcing) ให้เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ โดยเปิดแห่งแรกแล้วที่จังหวัดเขียงใหม่

3. การพัฒนามาตรฐานการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกร  ด้วยการจับมือกับหลายหน่วยงาน อาทิ ส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนามาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร จาก 1,200 ราย เพิ่มเป็น 1,500 รายในปี 2564 

4. โครงการจับคู่ธุรกิจ Business Matching  ตามภูมิภาคต่างๆ เพิ่มโอกาสเกษตรกรได้เข้าถึงช่องทางจำหน่ายที่มั่นคงอย่างแม็คโคร

5. การส่งเสริมสภาพคล่อง ด้วยการกำหนดระยะเวลาการชำระสินค้า (Credit Term) ส่วนใหญ่ ไม่เกิน 30 วัน



   สำหรับผลผลิตที่รับซื้อจากเกษตรกรรายย่อยที่ประสบปัญหาล้นตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้  ประกอบด้วย  ฟักทอง จากเกษตรกรกว่า 200 ครัวเรือนในภาคเหนือและภาคใต้จำนวน 303 ตัน, เผือก จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่เผือกหอม อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ที่มีสมาชิก 100 ครัวเรือน จำนวน 200 ตัน, หน่อไม้หวาน จากกลุ่มเกษตรกร จ.สระแก้วและ จ.ฉะเชิงเทรา 150 ครัวเรือน จำนวน 208 ตัน, พริกสด จากกลุ่มเกษตรกร จ.พัทลุง 50 ครัวเรือน จำนวน 30 ตัน, สับปะรดปัตตาเวีย จากกลุ่มแปลงใหญ่สับปะรด อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง 100 ครัวเรือน จำนวน 18,000 ผลต่อเดือน, สละอินโด จากเกษตรแปลงใหญ่ ต.ตะดละทรายทอง อ.ไม้แก่น และเกษตรแปลงใหญ่ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 100 ครัวเรือน จำนวน 16 ตันต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประมง อาทิ ปลานิล จาก จ.นครพนม จ.โคราช จ.สงขลา 199 ครัวเรือน ซึ่งในระยะเวลาสองอาทิตย์ รับซื้อไปแล้วมากกว่า 3 ตัน และยังมีโครงการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ฯลฯ

   นางศิริพร กล่าวอีกว่า  “ปัจจุบัน เรามีเกษตรกรรายย่อยที่เป็นคู่ค้ากับแม็คโคร มากกว่า 7,000 ราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นนี้ ยังมีเกษตรกรอีกมากมายที่กำลังเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเราไม่เพียงแค่รับซื้อ แต่ยังวางแผนการพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรรายนั้นๆ ได้เป็นคู่ค้าถาวร มีตลาดที่มั่นคงยั่งยืน ผ่านการกระจายผลิตผลไปยังลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่สำคัญของแม็คโคร  รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าจากเกษตรกรไทยสู้ภัยโควิดอย่างต่อเนื่อง”  

สภาเกษตรกรฯชี้ อหิวาต์หมูฉุดเกษตรกรย่อยร่วง 70-80% ซ้ำด้วยลัมปี สกิน 100 ติด 10





นายอภิศักดิ์  อังคสิทธิ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คนที่ 1  ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) เริ่มระบาดมาหลายปีแล้วและระบาดตลอดเวลาทั้งทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ระยะหลังเริ่มเข้าสู่โซนภาคกลาง เช่น จังหวัดนครปฐม จ.สุพรรณบุรี ราชบุรี ซึ่งโรคได้ลามไปมากแล้ว เกษตรกรต้องเทขาย ถ้าซุ่มตรวจเลือดผลเป็นบวกก็ต้องทำลายทิ้งสถานการณ์เป็นสภาพนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หากฟาร์มไหนดูแลดีก็โชคดีด้วยที่ยังอยู่รอดแต่ต้องยอมรับในสภาพจำยอมกับราคากิโลกรัมละ 60 บาท หรือบางแห่งขายต่ำกว่านี้ โดยเฉพาะแม่พันธุ์ซึ่งไม่เคยมีปรากฎการณ์มาก่อนถึงขั้นให้เปล่าก็มี ยกตัวอย่างที่พรประเสริฐฟาร์ม จ.บุรีรัมย์จำหน่ายได้ราคาประมาณ 17 บาท / กิโลกรัม สุกรเนื้อราคาน่าจะปรับสูงขึ้น 2-3 บาท  ด้านการส่งออกคงยึดการเจาะเลือดเป็นหลัก โดยสถานการณ์ปัจจุบันเกิดการระบาดต่อเนื่องไม่หยุด เกษตรกรรายย่อยหายไปจากวงจร 70-80% ถ้าเป็นไปได้อยากให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช็คจำนวนรถ สุกรที่มีเชื้อ ASF อยู่ ควรกักไว้ ห้ามจำหน่ายและควรฝังทิ้งอย่างเดียว  นอกจากนี้ เกษตรกรที่เลี้ยงวัว กระบือ ต้องเผชิญกับโรคลัมปี สกิน ภาคอีสานพบเกือบทุกจังหวัด พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์พบเฉลี่ยฝูงหนึ่งประมาณ 100 ตัว ติดโรคประมาณ 10 ตัว แต่ยังไม่มีวัวที่ป่วยถึงขั้นล้มตายซึ่งเมื่อพบเบื้องต้นก็ทำการรักษาตามอาการ เรื่องยาฆ่าเชื้อต้องเป็นอับดับต้นๆในการดูแล เข้มงวดกับคนงานที่เข้า-ออก ไม่มีละเว้นแม้กระทั่งโทรศัพท์ รถบรรทุกที่เข้าในฟาร์มต้องทำความสะอาด ฆ่าเชื้อและกักไว้ อบฆ่าเชื้ออีกครึ่งชั่วโมง ค่าใช้จ่ายต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างเยอะมาก ฟาร์ม/คอกไหนที่เป็นระบบเปิดต้องจัดการเรื่องแมลงวัน ยุง หนู ซึ่งเป็นพาหะ  แทงค์น้ำต้องฆ่าเชื้อ การเอาใจใส่ในความสะอาดของโรงเรือนต้องฉีดฆ่าเชื้อทุกเช้า-เย็น เชื่อมั่นว่าจังหวัดบุรีรัมย์กำลังจะประกาศพื้นที่โรคภัยพิบัติในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะประธานสภาเกษตรกรในแต่ละจังหวัดที่ได้รับผลกระทบได้ร้องเรียนมาหลายหัวข้อ หลายขั้นตอน ซึ่งจะจัดการประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2564 เพื่อสรุปและนำเสนอแนวทางต่อไปยังภาครัฐ



      “ สุดยอดของวงกว้างเลยตั้งแต่เลี้ยงหมูมาไม่เคยมีปรากฎการณ์ที่ไหนเป็นอย่างนี้ เช่น ต้องทำลายหมูทิ้ง โดยเฉพาะฟาร์มใหญ่ทำลายทิ้งเป็นหมื่นตัว ซึ่งน่าเห็นใจเพื่อนเกษตรกรด้วยกันที่เขาเจอภาวะอย่างนี้ ทั้งเห็นใจ สงสาร และคิดถึงอนาคตในหมู่เกษตรกรด้วยกัน บางคนสร้างฟาร์มขึ้นมาใหม่กู้หนี้ยืมสินธนาคารมาพอเจอโรคระบาดจะเอาอะไรไปใช้หนี้ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ทำมานานก็ยังมีความเข้มแข็งบ้าง แต่ก็ยังตกใจขวัญผวากันอยู่ เพราะหมูเป็นโรคตัวหนึ่งก็ติดทั้งฝูงใหญ่ส่งผลกระทบมาก แก้ปัญหาหมูยังไม่ได้โดนซ้ำด้วยปัญหาวัว ควาย เป็นโรคลัมปี สกิน อีก เบื้องต้นขอให้เกษตรกรแจ้งกับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปศุสัตว์ อสป. เพื่อขอให้นำทีมเข้าช่วยวิเคราะห์โรค แก้ไข ฉีดยาปฏิชีวนะ วัคซีนทุกตัวที่เป็น และเรื่องความสะอาดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในทุกๆการเลี้ยงทั้งระบบเปิดและปิด กอปรกับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ด้วย  ต้องยอมรับว่ากำลังการซื้อ ขาย การบริโภคก็ตกต่ำลง แวดวงตลาดก็ต้องหยุดไป ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเมื่อไหร่เหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติและกลับมาเปิดได้เช่นเดิม ด้านผู้บริโภคขอให้สังเกตจากสายตา สีเนื้อ หมู จมูกสังเกตกลิ่น น่าสงสัยก็ไม่ควรบริโภค ”  นายอภิศักดิ์  กล่าวทิ้งท้าย

มกอช. มุ่งยกระดับภาคการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน สร้างความปลอดภัยทางด้านอาหารอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 



      มกอช. มุ่งยกระดับภาคการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน สร้างความปลอดภัยทางด้านอาหารอย่างมั่นคงและยั่งยืน



       นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า "World Food Safety Day" เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกันทำมาตรฐานโลกที่เรียกว่ามาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) โดยเมื่อปี 2562 ทั้งสององค์กรได้ร่วมกันเสนอไปยังองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ให้ประกาศหนึ่งวันในแต่ละปีเป็นวัน "World food safety day" หรือ "วันอาหารปลอดภัยโลก" ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เห็นชอบและกำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปีเป็น World food safety day และส่งเสริมให้ทั่วโลกแต่ละประเทศจัดกิจกรรมในวันดังกล่าว เพื่อกระตุ้นและเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยอาหารของโลก โดยในปี 2562 มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นปีแรก ส่วนในปี 2564 นี้ ทางสหประชาชาติได้กำหนดธีม "Safe food now for a healthy tomorrow" หรือ "อาหารปลอดภัยวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีวันพรุ่งนี้" ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่า ณ หากต้อการสุขภาพที่ดีในวันพรุ่งนี้ ก็จะต้องได้อาหารที่ปลอดภัยในวันนี้ เพราะฉะนั้นความปลอดภัยอาหารต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ และต่อเนื่องไปในอนาคต



         ทั้งนี้ ในปี 2562 มกอช. ได้ร่วมกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ "งานความปลอดภัยอาหารโลก" หรือ World Food Safety Day 2019 ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ส่วนในปี 2563 ถึงปัจจุบัน อยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่ได้มีการจัดกิจกรรม ก็มาพูดคุยกับประชาชนเพื่อให้เห็นความสำคัญของวันดังกล่าวและเข้าใจในภารกิจต่างๆ ที่มีการดำเนินการขึ้นเพื่อให้เกิดอาหารที่ปลอดภัย

          นายพิศาลฯ กล่าวต่อไปว่า มกอช. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับสำหรับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในเรื่องมาตรฐาน จะเริ่มตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งมาตรฐานสินค้าเกษตรที่กำหนดขึ้นจะครอบคลุมทั้งการผลิตด้านพืช ด้านสัตว์น้ำหรือปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ดี มาตรฐานการผลิตที่ดีในระดับฟาร์ม ต่อเนื่องมาจนถึงมาตรฐานการผลิตที่ดีในระดับแปรรูปของสินค้าเกษตรต่างๆ โดยปัจจุบัน มกอช. ได้มีการกำหนดมาตรฐานไปแล้ว จำนวน 365 เรื่อง ซึ่งในมาตรฐานทั้งหมดที่เกี่ยวกับอาหารต้องมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาหาร ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของทุกประเทศ และเป็นกฎเกณฑ์ให้เกษตรกร หรือผู้ผลิตปฏิบัติตาม เพื่อให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมีความปลอดภัย



        ทั้งนี้ เมื่อกำหนดมาตรฐานแล้ว หลักสำคัญคือการนำไปส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรทั่วประเทศนำไปปฎิบัติตาม เมื่อเกษตรกรนำมาตรฐานไปปฎิบัติตามไม่ว่าจะเป็นระดับฟาร์มหรือระดับการแปรรูป และต้องการใบรับรองมาตรฐาน จะมีหน่วยงานตรวจสอบรับรอง ไปตรวจสอบกระบวนการผลิต เมื่อผ่านการตรวจสอบรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานครบทุกข้อก็จะได้เครื่องหมายรับรองไปติดที่สถานที่ผลิต แปลงเกษตรกร หรือติดบนสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองมาตรฐานหลักๆ คือเครื่องหมาย Q ที่รับรองคุณภาพ และความปลอดภัยกระบวนการผลิต  เครื่องหมายออแกนิคไทยแลนด์ ให้กับสินค้าเกษตรที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทั้ง 2 เครื่องหมายนี้จะเป็นการยืนยันให้ได้รับทราบว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าเกษตรที่ผ่านการตรวจสอบรับรองและได้มาตรฐาน สามารถเชื่อมั่นได้ในความปลอดภัยของสินค้าเกษตรนั้น โดย มกอช. จะเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำเอามาตรฐานต่างๆ เข้าไปสู่กลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เข้าสู่มาตรฐานแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือมีการพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ด้านมาตรฐานตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการเรียกว่า Smart Farmer ซึ่งจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำการเกษตรสาขานั้นๆ เราก็นำความรู้ด้านมาตฐานความปลอดภัยอาหารใส่ไปให้ Smart Farmer เพื่อให้เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงแนะนำมาตรฐานให้เกษตรกรต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องเชื่อมโยงสินค้าเกษตรมาตรฐานกับตลาด ตามนโยบายของกระทรวงฯ ซึ่งก็จะมีการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจเครื่องหมายรับรอง Q หรือเครื่องหมายรับรองออร์แกนิคไทยแลนด์  โดยได้มีการจัดทำโครงการร่วมกับตลาดสดและห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งห้างที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Q Restaurant คือร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานซึ่งเป็นวัตถุดิบปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมี Q Restaurant ที่ได้รับการรับรองไปแล้วกว่า 3000 แห่งทั่วประเทศ 

          "แนวทางที่แนะนำผู้บริโภคเลือกบริโภคให้ปลอดภัย อย่างแรกคือการเลือกสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีเครื่องหมายรับรอง อย่างที่สองคือเลือกซื้อจากผู้ขายที่มั่นใจว่าผ่านการตรวจสอบควบคุมจากทางหน่วยงานของรัฐแล้ว รวมทั้งซื้อสินค้าเกษตรหรืออาหารที่มีที่มาที่ไป ทำการตรวจสอบย้อนกลับได้ หรือการซื้อจากช่องทางออนไลน์ หรือเดลิเวอร์รี่ก็มีประโยชน์ ทำให้ท่านไม่ต้องไปสัมผัสกับคู่ข่ายที่กังวลว่าจะเป็นโควิดหรือไม่  ทั้งนี้ หากท่านเลือกซื้อสินค้าให้ลองสังเกตว่าบนภาชนะบรรจุสินค้าที่เป็นสินค้าเกษตร ที่ใช้เป็นอาหารมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานหรือไม่ อาจเป็นเครื่องหมาย Q หรือถ้าเป็นสินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์ก็จะมีเครื่องหมายออร์แกนิคไทยแลนด์ติดอยู่ อันนี้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยได้คุณภาพ หรือหากสั่งซื้อสินค้าจากตลาดสด  หรือห้าง Modern Trade ตัวสินค้าอาจจะไม่ได้ติดเครื่องหมาย แต่ว่าหรือห้าง ตลาด นั้นได้การรับรองว่าเป็นแหล่งที่ขายสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย ก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน หรือหากเลือกไปนั่งรับประทานอาหารในร้านอาหาร หากมีป้าย Q Restaurant ท่านก็จะมั่นใจว่าร้านนั้นใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย หรือหากจะซื้อสินค้าเกษตรออนไลน์ก็สามารถเข้าไปดูในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะที่ทาง มกอช. พัฒนาขึ้นมา เรียกว่า DGT FARM ที่นำเอาสินค้าเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเข้ามาจำหน่าย ถ้าท่านเลือกซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มนี้ก็จะเป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานทั้งหมด" เลขาธิการ มกอช.กล่าว

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564

มกอช. ปลื้ม! ได้รับเลือกนั่งประธาน พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม EWG-OA ครั้งที่ 6

   


   มกอช. ปลื้ม! ได้รับเลือกนั่งประธาน พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม EWG-OA ครั้งที่ 6 เร่งเดินหน้าปรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศอาเซียนให้สอดคล้องกัน ดันไทยผู้นำขายสินค้าอินทรีย์ไทยในตลาดอาเซียน และขยายสู่ตลาดโลก



   นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หัวหน้าคณะฝ่ายไทย นำทีมคณะผู้แทนหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุม ASEAN Experts Working Group for Organic Agriculture (EWG-OA) ครั้งที่ 5 ผ่านระบบทางไกล Online Application Zoom โดยมีสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเจ้าภาพ เพื่อติดตามการเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศสมาชิกกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน (ASOA) ซึ่งพบว่าขณะนี้มีเพียง 2 ประเทศที่ผ่านการประเมินว่าเป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำ (Align) ของมาตรฐานอาเซียนแล้ว และมีประเทศที่ได้มีการแก้ไขมาตรฐานให้สอดคล้องกับอาเซียนรวมถึงประเทศไทยแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาประกาศใช้ 



   นายพิศาล กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาผลเทียบเคียงขั้นสุดท้าย (Group Validation) ของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่สอดคล้องกับอาเซียนยกเว้นการปลูกพืชอินทรีย์ในกระถาง ที่สิงคโปร์ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะสามารถประเมินได้ว่าใช้ดินจากฟาร์มที่ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงพิจารณาข้อเสนอโครงการการจัดทำเอกสารการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนด้านพืชและผลิตภัณฑ์ และความก้าวหน้าของการจัดทำความตกลงการยอมรับร่วมด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าอินทรีย์ของภูมิภาคอาเซียนให้มีอำนาจต่อรองและค้าขายได้ในตลาดโลก และการคัดเลือกประธานการประชุมคนใหม่ ซึ่งฟิลิปปินส์กำลังจะหมดวาระลง โดยสิงคโปร์จะเป็นประธานการประชุมคนต่อไป แต่เนื่องจากที่ประชุมเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยเสนอให้ประเทศไทยรับเป็นประธานการประชุม อีกทั้งในปี 2565 ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมดังกล่าว

   ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกอย่างมาก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงแสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตปีละ 20% ตลาดที่สำคัญของโลกคือยุโรปและอเมริกาเหนือ และที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมากคือ จีน ออสเตรเลีย และอาเซียน สำหรับในประเทศไทย มีมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท และส่งออก 2,000 ล้านบาท ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำที่ร่วมในการประชุมดังกล่าวมาโดยตลอด ได้ให้ข้อคิดเห็นที่ทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ไทยในการที่จะผลิตสินค้าอินทรีย์ให้สามารถจำหน่ายได้ในภูมิภาคเป็นการเปิดช่องทางการค้าขายสินค้าอินทรีย์ Organic Thailand ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดอาเซียน

   “มกอช. พร้อมที่รับเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป และจะเข้าร่วมประชุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สินค้าอินทรีย์ของไทย มีความเข้มแข็งและเป็นผู้นำในการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ไทยในตลาดอาเซียนและขยายช่องทางไปยังตลาดโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป” เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย


สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...