วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟโคราชเสริมเสบียงทั้งบุคลากรทางการแพทย์-ชุมชนต่อเนื่อง

   นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ตั้งแต่ปี 2563 ไทยเผชิญวิกฤตโควิด   ซีพีเอฟนครราชสีมาได้นำความเชี่ยวชาญด้านอาหารเข้าช่วยเหลือสังคม ผ่านโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19"  โดยที่ผ่านมาซีพีเอฟนครราชสีมาได้นำอาหารพร้อมทานเมนูบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง จำนวน 1,000 แพ็ค มอบแก่โรงพยาบาลปากช่องนานา  เพื่อเป็นกำลังใจแก่ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์  



   พร้อมกันนี้ ยังได้มอบวัตถุดิบปรุงอาหาร ทั้งไข่ไก่สด สะอาด ปลอดสาร ปลอดภัย 6,600  ฟอง  เนื้อไก่สด 1,000 กิโลกรัม  ไก่ปรุงสุก 1,000 กิโลกรัม  เนื้อหมู 1,000 กิโลกรัม  ไส้กรอก 300 กิโลกรัม แก่โรงพยาบาลสนาม โรงเรียนเทศบาล 2 บ้านหนองกะจะ  และโรงพยาบาลสนามในความดูแลของกาชาดจังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหารหลากหลายเมนู เติมพลังและสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด   และผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โค



   ขณะเดียวกัน ยังได้มอบอาหารและน้ำดื่มซีพี   สนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ประชาชน ที่มาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่  ณ เดอะมอลล์โคราช ภายใต้การดูแลของสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา 

   ซีพีเอฟโคราชขอเคียงข้างเป็นกำลังใจ เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน


วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564

"ทำดีด้วยหัวใจ" ซีพีเอฟทั่วโลก รวมพลังจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยโรงงานและฟาร์มทั่วประเทศไทย และกิจการในต่างประเทศ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสวันมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2564  เดินหน้าทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมถวายเป็นพระราชกุศล 



ผู้บริหารและพนักงานโรงงานและฟาร์มของซีพีเอฟทั่วประเทศ รวมพลังจัดกิจกรรมทำความดีเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสวันมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 89 พรรษา  12 สิงหาคม 2564 รวมทั้ง กิจการของซีพีเอฟในต่างประเทศ ร่วมจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่แม่ของแผ่นดิน  



โรงงานอาหารสัตว์บก อาทิ โรงงานผลิตอาหารสัตว์พิษณุโลก จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 15,000 ตัว ณ สวนสาธารณะบึงราชนก  ซึ่งได้รับการสนับสนุุนพันธุ์ปลาที่ปล่อยในครั้งนี้จากกรมประมง  นอกจากนี้  ยังมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ในโรงงาน  ได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิษณุโลก โรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี จัดกิจกรรม "Good health by our hands 12 สิงหา มหาราชินีปลูกพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้นในพื้นที่โรงงาน  โรงงานผลิตอาหารสัตว์โคกกรวด จัดกิจกรรมปล่อยปลาและปลูกผักสมุนไพร เช่นเดียวกับ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ลำพูน  ร่วมกันปลูกป่าและปล่อยพันธุ์ปลา โรงงานผลิตอาหารสัตว์ปักธงชัย และ โรงงานผลิตอาหารสัตว์หาดใหญ่ จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว



กลุ่มธุรกิจสุกร จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ อาทิ โรงงานตัดแต่งและแปรรูปสุกร เชียงใหม่ (ห้วยส้ม) ร่วมกับวัดห้วยส้ม ตัวแทนชุมชน พร้อมด้วยหน่วยงานราชการในท้องถิ่น รพ.สต.บ้านห้วยส้ม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน รวมทั้งพัฒนาและทำความสะอาดพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถานีเพาะกล้าไม้เชียงใหม่ ทั้งในพื้นที่โรงงานฯ ภายในวัดห้วยส้ม และพื้นที่ รพ.สต.บ้านห้วยส้ม ส่วน โรงงานชำแหละตัดแต่งและแปรรูปสุกร กาญจนบุรี ผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกันปลูกไม้ยืนต้นภายในบริเวณฟาร์ม และ ฟาร์มสุกรโคกตูม จัดกิจกรรมพัฒนาความสะอาดและปลูกต้นไม้ภายในฟาร์ม ขณะที่ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร พนักงานซีพีเอฟ จัดกิจกรรม "ปลูกต้นไม้วันแม่ปลูกพืชสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ณ ป่านิเวศหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า 



ธุรกิจไข่ไก่ อาทิ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ พิษณุโลก  คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ นครราชสีมา และฟาร์มไก่ไข่ ขอนแก่น จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายในบริเวณฟาร์ม ส่วนธุรกิจไก่เนื้อ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ร่วมร้อยเรียงดวงใจ จัดกิจกรรมปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในพื้นที่โครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง  ส่วน ธุรกิจไก่พ่อแม่พันธุ์โคราช จัดกิจกรรมปลูกไม้ยืน บริเวณพื้นที่โรงงาน อาทิ มะค่าโมง พะยูง  ประดู่  กฤษณา  เป็นต้น    ส่วนธุรกิจโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก จ.ตราด ร่วมกับชาวตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จัดกิจกรรมปลูกข้าว "ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่แม่ของแผ่นดิน ณ ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์ของพระราชา

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ฟอร์ดมอบทุนต่อยอดธุรกิจเกษตรกรสาวคนแกร่ง ผู้ชนะโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่”



            กรุงเทพฯ ประเทศไทย
, 10 สิงหาคม 2564ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงกลุ่มเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่เป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศผ่านโครงการ ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ด้วยการมอบเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาทให้แก่ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร 

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)” ได้แก่ นางปนิดา มูลนานัด เกษตรกรหญิงผู้ทำธุรกิจแปรรูปกล้วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร จากจังหวัดเพชรบุรี จะได้รับรางวัลเป็นทุนต่อยอดธุรกิจมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

นางปนิดา มูลนานัด ทำหน้าที่ประธานวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สามารถเอาชนะใจคณะกรรมการจากกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมสื่อมวลชนเกษตร และผู้แทนจากฟอร์ด ประเทศไทย ด้วยแผนงานการพัฒนาธุรกิจทางการเกษตรในการแปรรูปกล้วยหอมทองตั้งแต่รากจรดใบ ต่อยอดไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถ่ายทอดความรู้ด้านการทำการเกษตรให้แก่ชุมชนและผู้อื่น ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรอย่างสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ช่วยสร้างงานให้กับคน เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอการใช้งานรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น จนได้รางวัลชนะเลิศไปครอง โดยนอกจากเงินทุนสำหรับต่อยอดพัฒนาธุรกิจมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับ ฟอร์ด เรนเจอร์ นาน 3 เดือนแล้ว ผู้ชนะยังมีโอกาสประชาสัมพันธ์ธุรกิจการเกษตรของตนผ่านกิจกรรมกับสื่อมวลชนและช่องทางออนไลน์ของฟอร์ดในอนาคตอีกด้วย



สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัลเป็นของ นางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม โคโค่ คาวบอย จากจังหวัดฉะเชิงเทรา และนางสาวปนัดดา กังวล เจ้าของไร่อ้อยและสัปปะรด จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับทุนสนับสนุนรางวัลละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมอบรางวัลชมเชยให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้ายรายอื่นๆ เป็นเงินทุนสนับสนุนมูลค่า 5,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 8 รางวัล และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหญิงมีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ฟอร์ดยังได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปอบรมพัฒนาธุรกิจทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ในหัวข้อ รู้จักชาวเน็ตไทยและ ทำการตลาดดิจิทัลอย่างไรให้ปัง กับ Google” สนับสนุนข้อมูลโดยกูเกิล ประเทศไทย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้และเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่เกษตรกรหญิงผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทุกคน



ฟอร์ดขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้ชนะโครงการ ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่โครงการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลุ่มเกษตรกรหญิงไทยในยุค 4.0 นั้นมีศักยภาพในการยกระดับธุรกิจของตนเองให้ทันสมัย มีความกล้าทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมปรับตัวรับความท้าทาย และมีความพยายามที่จะสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จในแบบของตนเอง อีกทั้งยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตรงกับแนวคิด ‘Live The Ranger Life’ หรือการใช้ชีวิตแบบฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สมบุกสมบันในทุกงานเกษตร และเป็นยานพาหนะที่พร้อมพาเกษตรกรหญิงไทยพัฒนาสู่ความสำเร็จในการประกอบอาชีพนายวิชิตว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว



โครงการฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business) เป็นโครงการที่ฟอร์ดร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนเกษตรกรหญิงอายุไม่เกิน 45 ปี ที่เป็น Young Smart Farmer หรือสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั่วประเทศ หรือเกษตรกรทั่วไป ที่ขึ้นทะบียนเกษตรกรด้วยตนเอง หรือเป็นสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบอกเล่าเรื่องราวการทำการเกษตรของตนเอง พร้อมแนวคิดการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยมีรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น


วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

"เลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียนฯ ช่วยน้องๆเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีน ช่วงโควิด-19"


         การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารโปรตีนคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการได้บริโภคโปรตีนที่ดีอย่าง "ไข่ไก่" ช่วยหนุนการเติบโตอย่างสมวัยทั้งทางร่างกายและสมอง ซึ่งที่ผ่านมา "โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน" เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ 880 แห่ง ครอบคลุมจำนวนนักเรียนประมาณ 160,000คน มีผลผลิตไข่ไก่บริโภคอย่างสม่ำเสมอ



        ที่โรงเรียน ตชด.การบินไทย ต.ไทรเดี่ยว อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ซึ่งปีนี้ร่วมโครงกาฯมาเป็นปีที่ 18 แล้ว  ด.ต.หญิงรุ่งอรุน  ค่ำชู  ครูผู้ดูแลโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เล่าว่า โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 มีเด็กนักเรียน 140 คน ในพื้นที่บริการ 3 หมู่บ้าน เด็กๆส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ที่ทำอาชีพทำนา ทำไร่ และรับจ้าง เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด โรงเรียนเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว จากการสนับสนุนของซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ให้พันธุ์ไก่ อาหารสัตว์ พร้อมโรงเรือนแบบให้เปล่าในรุ่นแรก เมื่อปี 2546 ทำให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่ 12 ตอนนี้ไก่เป็นช่วงท้ายของการให้ผลผลิต และทยอยปลดระวางแม่พันธุ์ไก่ไข่ ทำให้มีไข่ประมาณ 100 ฟองต่อวัน โดยในช่วงโควิด 19 ที่เด็กๆต้องเรียนที่บ้าน โรงเรียนจัดสอนออนไลน์ และครูประจำชั้นไปส่งเอกสารใบงานต่างๆให้ที่บ้าน ทุกๆ วันอังคารครูจะจัดพืชผักสวนครัวและไข่ไก่ไปให้นักเรียน คนละ 10 ฟอง ส่วนวันศุกร์จะทำข้าวกล่องไปแจก เพราะโรงเรียนเล็งเห็นปัญหาที่นักเรียนต้องอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในวัยชราและรายได้ไม่เพียงพอ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนและลดค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง นอกเหนือจากการจำหน่ายไข่ไก่ในราคาย่อมเยาผ่านสหกรณ์ และการสนับสนุนให้ซื้อแม่พันธุ์ไก่ปลดระวางที่ยังให้ผลผลิตไปเลี้ยงต่อที่บ้าน ช่วยลดรายจ่ายและเป็นคลังอาหารของครอบครัว

        ด.ญ.อภิญญา กองนอก หรือน้องชมพู่ นักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า ทุกวันอังคารและวันศุกร์ คุณครูจะนำไข่ไก่กับอาหารกลางวันมาให้ถึงที่บ้าน บางครั้งก็มีผักมาด้วย เพราะครูอยากให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกับตอนที่ไปโรงเรียน หนูนำไข่ไก่มาทำไข่เจียวหรือไข่ต้ม เพื่อเป็นอาหาร พ่อกับแม่ก็ได้กินไข่ไก่ ซึ่งเป็นผลผลิตที่โรงเรียนเลี้ยงไว้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบ้านเราได้



        ด้าน พ.ต.ต.สถาพร ไชยวรรณ ครูใหญ่ โรงเรียน ตชด. บ้านทุ่งกบินทร์ ต.วังใหม่กิ่ง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า โรงเรียนเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ทำให้นักเรียนทุกๆรุ่นมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงไก่ไข่ตามมาตรฐาน มีห้องเรียนอาชีพจากการลงมือปฏิบัติจริง เกิดเป็นทักษะที่ติดตัวของพวกเขาไปโดยอัตโนมัติ นักเรียนสามารถนำพื้นฐานความรู้ที่ได้ไปต่อยอดได้ในอนาคต หลายคนนำความรู้ที่ได้ไปเลี้ยงแม่ไก่ปลดฯที่บ้าน ทำให้มีไข่บริโภคได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน เป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่เขาสามารถต่อยอดได้จริงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ผ่านมาโรงเรียนสามารถบริหารจัดการผลผลิต จากแม่ไก่ 100 ตัว เพื่อให้นักเรียนทั้ง 104 คนมีไข่ไก่บริโภคเป็นมื้อกลางวันอย่างสม่ำเสมอ แม้ช่วงโควิดที่โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยนการสอนในรูปแบบ Onhand ครูต้องส่งใบงานติดตามการบ้านนักเรียนที่บ้าน ก็ยังจัดปรุงอาหารทั้งข้าวกะเพราไข่เจียว ไข่ต้อม รวมถึงไข่สดที่จะนำไปมอบให้กับเด็กๆ คนละ 6-10 ฟอง แล้วแต่รอบวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี ขณะเดียวกันก็ยังจำหน่ายผลผลิตผ่านสหกรณ์ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ในราคาเพียงแผงละ 80 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าท้องตลาดมาก เพื่อให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมีโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ไก่ได้บริโภค 



        ด.ช.กิตติพงษ์ แซ่คู หรือน้องโตโน่ นักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า ตนเองรับผิดชอบเลี้ยงไก่ไข่ในโครงการฯด้วย ซึ่งทุกวันนี้ยังเข้ามาช่วยดูแลไก่ เก็บไข่ ให้อาหาร ทำความสะอาดเหมือนเดิม แม้ว่าโรงเรียนจะไม่ได้เปิดสอนก็ตาม แต่ก็อยากมาช่วยแบ่งเบาภาระของคุณครู เพราะคุณครูช่วยดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีทั้งเรื่องการเรียน และนำอาหารไปให้ถึงที่บ้าน 

        เช่นเดียวกับ ดญ.จันดี รักไทย ที่กล่าวขอบคุณครูที่มีความห่วงใย โดยเฉพาะการนำอาหารและไข่ไก่มาให้ เพราะช่วยลดรายจ่ายให้กับครอบครัวได้มาก พ่อแม่ก็ดีใจที่โรงเรียนสนใจความเป็นอยู่และสุขภาพของนักเรียน และมาเยี่ยมอยู่ตลอด

        ขณะที่ โรงเรียน ตชด.บ้านเทพภูเงิน ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร บนยอดเขาภูซางน้อยที่การเดินทางเข้าขั้นลำบาก ด้วยเส้นทางดินแดงสลับลูกรัง โดยเฉพาะฤดูฝนเช่นนี้ ที่นี่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่สามารถปิดเรียนได้เช่นกัน แต่โรงเรียนยังคงเดินหน้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีผลผลิตไข่ไก่สำหรับนักเรียนทั้ง 45 คน ได้บริโภค แม้ว่าเด็กๆจะไม่ได้มาเรียนตามปกติ 

        นางสาวดวงมณี สระทองเฟือง ครูผู้ดูแลโครงการฯ เล่าว่า แม้โรงเรียนจะห่างไกลตัวเมืองมาก ไม่มีไฟฟ้าต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน แต่โรงเรียนก็อยากให้นักเรียนได้มีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เพิ่มทักษะชีวิต และเป็นพื้นฐานอาชีพให้กับพวกเขา จึงประสานกับซีพีเอฟและมูลนิธิฯ เพื่อขอเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ เมื่อปี 2562 ปัจจุบันเลี้ยงไก่เป็นรุ่นที่ 2 มีนักเรียนที่ช่วยรับผิดชอบโครงการ 5 คน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2-3 เริ่มจากไม่รู้วิธีการเลี้ยงเลย จนได้สัตวแพทย์และสัตวบาลของซีพีเอฟมาถ่ายทอดความรู้ เด็กๆสามารถช่วยกันทำเอง  ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะดูแลไก่ไข่ทั้ง 100 ตัว ทั้งดูแลเก็บไข่ ให้อาหารไก่ ทำความสะอาดโรงเรือน เก็บมูลไก่ รวมถึงทำบัญชีและส่งไข่ให้สหกรณ์ทุกวัน นอกจากนี้ ยังนำมูลไก่มาผสมจุลินทรีย์กากน้ำตาล เป็นปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายให้กับชาวสวนยาง เป็นรายได้สำหรับต่อยอดโครงการฯ 

        “โควิดทำให้นักเรียน ต้องเรียนที่บ้าน แต่เด็กๆทุกคนยังได้บริโภคไข่ไก่ โดยครูจะใช้โอกาสที่นำใบงานไปส่งที่บ้าน เพื่อไปตรวจเยี่ยม ติดตามการเรียน และดูแลความเป็นอยู่ของเด็กๆ พร้อมกับนำอาหารที่ช่วยกันปรุง เช่น ข้าวผัดไข่ ข้าวไข่เจียว พร้อมทั้งนมผง ปลาแห้ง ปลากระป๋อง ไปแบ่งปันให้เด็กๆ ภายใต้โครงการครูอนามัย เพื่อให้มีโภชนาการที่ดี กินอาหารครบหมู่ และช่วยลดภาระของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทำนา ทำไร่ ซึ่งค่อนข้างลำบาก โครงการเลี้ยงไก่ไข่จึงมีส่วนช่วยให้ทุกคนผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน”ครูดวงมณี กล่าว

ใบหมี่ พืชสมุนไพรเพื่อผมสวย ผลิตภัณฑ์จาก “จินดาสมุนไพร”


 

ช่วงนี้พืชสมุนไพรไทยพาเหรดกันเข้ามาชิงพื้นที่ข่าวกันอย่างคึกคัก อย่าง ขิง กระชายขาว ฟ้าทะลายโจร ที่นำทีมป้องกันกับโรคระบาดโควิด-19 ที่นับวันจะกระจายเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ตลาดพืชสมุนไพรในหมวดอาหารได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไปด้วย  นอกจากจากพืชสมุนไพรหมวดอาหารแล้วพืชสมุนไพรด้านสุขภาพและความงามก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน อย่าง ใบหมี่ พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่นำมาผลิตเป็นแชมพู ครีมนวด เซรั่ม รวมถึงครีมบำรุงเส้นผม ด้วย



นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการบริษัทจินดาสมุนไพร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ ภายใต้แบรนด์ จินดาสมุนไพร กล่าวว่า จากกระแสพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในขณะนี้ ทำให้สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแล บำรุง รักษา อย่างผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ช่วงนี้ทุกคนต้องดูแลสุขภาพทั้งภายนอกและภายในร่างกายให้ดี  กลับถึงบ้านต้องทำความสะอาดเส้นผม การเลือกผลิตภัณฑ์จากพืชพันธุ์ธรรมชาติก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ



จินดาสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมที่ทำมาจากใบหมี่ อย่างแชมพู ครีมนวด เซรั่มบำรุงเส้นผม ทรีทเม้นต์ เมื่อนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมช่วยให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรงขึ้นได้  ใบหมี่เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา เกิดทุกภูมิภาคของประเทศ ใบมีกลิ่นฉุน เป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่ใช้ประ โยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ ราก แก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝีและแก้ริดสีดวงแตก ส่วนข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ ราก แก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้น ใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่างๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ เป็นพืชที่มีสรรพคุณมากมายและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จินดาสมุนไพร ยังได้ทดลองวิจัย ทดสอบ ผลิตภัณฑ์จากใบหมี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาอย่างสม่ำเสมอนายไชยกร กล่าว



ปัจจุบันตลาดจินดาสมุนไพร มีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ อย่างพม่า รัสเซีย ลาว สหรัฐอาหรับอิมิเรต รวมถึงตลาดในยุโรปบางส่วน และจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ อย่าง ลาซาด้า ช้อปปี้ เซเว่นออนไลน์ รวมถึงร้านค้าตัวแทนสมุนไพรทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามีช่องทางการซื้อที่สะดวกหลากหลายมากขึ้น ในขณะที่หลายๆคนยังต้องทำงานอยู่กับบ้าน   ผู้สนใจผลิตภัณฑ์และสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  0863442269 , 0863442071, 02-004-1417 ,02-987-1389

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

KU-FIRSTแนะอาหารใหม่ “ จิ้งหรีด” แมลงกินได้ต้นแบบ แหล่งโปรตีนทางเลือก .. สู่ตลาดโลก


 

5 สิงหาคม 2564  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ หรือเคยูเฟิร์สท (KU-FIRST) จัดเว็บบินาร์ในหัวข้อเรื่อง โปรตีนทางเลือก...อาหารใหม่ อาหารแห่งอนาคต แมลงกินได้” ” ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัย โภชนาการมั่นคง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้จริง



ผศ.ดร.วราภา มหากาญจนกุล ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า KU-FIRST เป็นหน่วยงานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการอาหาร ทั้งในด้านโภชนาการและความปลอดภัยอาหาร โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก สำหรับ “ แมลงกินได้ ” มีแนวโน้มเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือกและอาหารแห่งอนาคต ด้วยคุณสมบัติการเป็น superfood ที่มีจุดเด่นในการเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ และอุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อตอบโจทย์ทั้งทางด้านความมั่นคงทางอาหารและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในยุคนิวนอร์มอล KU-FIRST จึงจัดเว็บบินาร์หรือสัมมนาออนไลน์อย่างต่อเนื่องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในหัวข้อโปรตีนทางเลือก...อาหารใหม่ อาหารแห่งอนาคต แมลงกินได้ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคเกี่ยวกับแมลง ความสำคัญของกฎระเบียบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่อการส่งออก การเพาะเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อผลิตอาหารปลอดภัย รวมถึงคุณค่าและโภชนาการ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.รุจิเรช น้อยเสงี่ยม นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผศ.ดร.ชามา อินซอน ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.วศะพร เพรททิเซย์ จันทร์พุฒ ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์



            ดร.รุจิเรช น้อยเสงี่ยม นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตอาหารทางเลือกจากแมลงป้อนตลาดโลก ด้วยจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะเลี้ยงแมลงหลายชนิด มีองค์ความรู้ด้านมาตรฐานการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะจิ้งหรีดซึ่งเป็นแมลงกินได้ต้นแบบ ที่ได้รับการยกระดับผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ. 8202-2560) และมีการส่งเสริมการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม






“ในหลายประเทศแมลงกินได้ยังถือว่าเป็นอาหารใหม่ หรือ Novel food และไม่มีกฎหมายหรือข้อกำหนด ประเทศที่มีกฎระเบียบในการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากแมลงที่ชัดเจนในปัจจุบัน คือ เม็กซิโกและสหภาพยุโรป สำหรับสหภาพยุโรปปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลทางเทคนิคเพื่อขอเปิดตลาดตามกฎระเบียบ Novel Food แต่สำหรับเม็กซิโก ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรของไทยได้สร้างระบบการควบคุมความปลอดภัยอาหารของผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดตลอดห่วงโซ่และเจรจาสร้างความเชื่อมั่นในระบบของไทย จนสามารถเปิดตลาดเม็กซิโกได้สำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหรือแมลงกินได้ไปยังประเทศที่ต้องการใบรับรองสุขอนามัยจากหน่วยงานรัฐของไทย



นอกจากนี้ ดร.รุจิเรข ยังเน้นย้ำอีกว่า กฎระเบียบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ควบคุมและป้องกันความเสี่ยงจากอาหารต่อสุขภาพผู้บริโภค แต่สิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว คือ ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของผู้ผลิต ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารรวมถึงผลิตภัณฑ์แมลงกินได้ของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนต่อไป



ด้านผศ.ดร.ชามา อินซอน ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงศักยภาพของจิ้งหรีดในการเป็นแมลงเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยสามารถผลิตจิ้งหรีดเพื่อการค้าสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเศรษฐกิจ “BCG Model” ได้ การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์นั้น ผู้เลี้ยงจิ้งหรีดจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องชนิด วงจรชีวิต พฤติกรรมของจิ้งหรีด และการจัดการระบบฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เรียกว่า การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีดหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีด รวมทั้งควรใช้เทคโนโลยีในการจัดการฟาร์มที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับแบบเรียลไทม์ (real-time traceability) ได้ จึงจะส่งผลให้ผลผลิตจิ้งหรีดที่ได้จากฟาร์มมีคุณภาพดี เป็นอาหารที่ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้แล้ว การแปรรูปจิ้งหรีดเป็นผง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตจิ้งหรีด เนื่องจากเป็นอาหารแหล่งโปรตีนสูงเพื่อสุขภาพ เพื่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออก ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น



ผศ.ดร.วศะพร เพรททิเซย์ จันทร์พุฒ ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหารของแมลงก็คือ ระบบการขนส่งที่ไม่ได้มาตรฐานเรื่องความเย็น และความสะอาด ทำให้เกิดการปนเปื้นของแบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนกรดอะมิโนฮิสทิดีน (histidine) เป็นฮิสตามีน (histamine) ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้กับผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ แมลงกินได้ยังมีโปรตีนบางชนิดคล้ายกับโปรตีนก่อภูมิแพ้ (allergen) ในสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง เช่น กุ้ง ปู กั้ง ดังนั้นผู้บริโภคที่มีประวัติการแพ้โปรตีนจากสัตว์ทะเลเปลือกแข็งจึงไม่ควรรับประทานแมลง

 “ จุดเด่นที่สุดของแมลง คือ แมลงมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าร้อยละ 50 ของน้ำหนักแห้ง มีกรดไขมันที่เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acid) และหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acid) รวมทั้งมีโปรตีนที่มีความสามารถในการย่อยได้สูง (protein digestibility) อุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบเกือบทุกชนิด (essential amino acid) จึงกล่าวได้ว่าโปรตีนแมลงเป็นโปรตีนแห่งอนาคตผศ.ดร.วศะพร กล่าว

 

CPF ต่อยอดฟาร์มรักษ์โลก "Greenfarm" หนุนใช้พลังงานทดแทน “ไบโอแก๊ส-โซลาร์ฟาร์ม”

 


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต่อยอดความสำเร็จมาตรฐาน "Greenfarm" ฟาร์มสุกรรักษ์โลกเป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ดันฟาร์มสุกรทุกแห่งใช้ระบบไบโอแก๊ส (Biogas) ผลิตก๊าซชีวภาพสร้างมั่นคงทางด้านพลังงาน เสริมพลังด้วยระบบโซล่าเซล เพื่อการใช้พลังงานธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารฟาร์มที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว หรือกรีนฟาร์ม (CPF Greenfarm) มาตั้งแต่ปี 2552  ซึ่งปัจจุบันฟาร์มของบริษัททั้ง 98 แห่ง ได้ดำเนินการภายใต้มาตรฐานฯเดียวกันทั้งหมด และให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)



ซีพีเอฟต่อยอดความสำเร็จจากระบบ Biogas หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกรีนฟาร์ม ที่นอกจากจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับนำมาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าได้ถึง 50-80% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในฟาร์มแล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 370,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นผลดีทั้งในแง่การประหยัดพลังงาน และลดภาวะโลกร้อน



ขณะเดียวกันบริษัทยังผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ เพื่อนำมาใช้ในส่วนต่างๆของฟาร์ม อาทิ ไฟสปอร์ตไลท์ และไฟส่องสว่าง ซี่งพบว่าผลประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจัดทำโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบ โซลาร์ฟาร์มนำร่องในพื้นที่ฟาร์มสุกร 4 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มสุกรกาญจนบุรี ฟาร์มสุกรศรีเทพ ฟาร์มสุกรเพชรบูรณ์ ขนาดกำลังผลิต 250 กิโลวัตต์ และฟาร์มสุกรวิเชียรบุรี ขนาดกำลังผลิต 200 กิโลวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างเฟส 2 อีก 6 ฟาร์ม รวมกำลังไฟฟ้า 1.3 เมกะวัตต์  โดยแผนขยายไปยังฟาร์มอื่นๆอีกในอนาคต

การผลิตไฟฟ้าจากระบบ Biogas และโครงการโซลาร์ฟาร์ม จะกลายเป็นสองขุมพลังใหญ่เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับฟาร์มสุกร โดยคาดว่าจะสามารถทดแทนการใช้พลังงานจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ 100%  ทำให้ฟาร์มสุกรสามารถผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดใช้เองได้ทั้งหมด นอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับฟาร์มแล้ว ยังเป็นการสร้างแหล่งพลังงานใหม่ที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่งนายสมพรกล่าว




นอกจากนี้ ฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ ยังมีการบริหารจัดการการใช้น้ำ ตามแนวทางการใช้ซ้ำ (Reuse) โดยนำน้ำที่ออกจากระบบ Biogas และผ่านการบำบัดจนเป็นน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด นำกลับมาใช้ ลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งธรรมชาติ  รวมไปถึงการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว หรือ น้ำปุ๋ยกลับไปใช้ประโยชน์ ทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และแปลงผักปลอดสารที่ปลูกภายในฟาร์ม ขณะเดียวกัน ยังนำน้ำมาผ่านการฆ่าเชื้ออีกครั้ง เพื่อใช้ในการล้างโรงเรือน พร้อมทั้งแบ่งปันน้ำปุ๋ยให้แก่เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง ต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี น้ำปุ๋ยดังกล่าวช่วยให้พืชเติบโตเร็ว ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดี ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี บริษัทขอเป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรชุมชน และช่วยประเทศชาติไปพร้อมๆกัน./

รับชมคลิปวีดีโอ “CPF Greenfarm” คลิก >> https://youtu.be/NNMx00BATJM 


วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564

แม็คโคร รับซื้อมังคุดภาคใต้จากชาวสวนโดยตรงมากกว่า 300 ตัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19


 

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในภาคใต้ หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19  ประสบปัญหาผลผลิตล้น ร่วมมือ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้ารับซื้อตลอดเดือนสิงหาคมมากกว่า 300 ตัน ช่วยชาวสวนกว่า 1,000 ราย  เสริมช่องทางส่งตรงสาขา คาดกระจายมังคุดใต้คุณภาพดีสู่ผู้บริโภคผ่านแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ 



นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  จากสถานการณ์เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ประสบปัญหาล้นตลาด เนื่องจากผลผลิตในปีนี้ออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง แม็คโคร ตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร เร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และยังบูรณาการความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการบรรเทาความเดือดร้อน ด้วยการรับซื้อมังคุดคุณภาพดีจากภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าตลอดเดือนสิงหาคมนี้ จะช่วยชาวสวนระบายผลผลิตได้มากกว่า  300 ตัน 



ในครั้งนี้ เราช่วยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่  กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกือบ 20 กลุ่มในจังหวัดภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ชุมพร ระนอง นราธิวาส ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยเป็นสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,000 ราย  คาดว่าจะรับซื้อมังคุดได้มากกว่า 300 ตัน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวสวนที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที เพราะมังคุดเป็นผลไม้ฤดูกาลมีช่วงระยะเวลา โดยแม็คโครได้จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตลอดเดือนสิงหาคมเพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศได้ร่วมกันอุดหนุนผลผลิตของเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน ซึ่งในช่วงเดียวกันนี้ยังเป็นช่วงฉลองการครบรอบ 32 ปีของแม็คโครด้วย



ทั้งนี้แม็คโคร ดำเนินการรับซื้อผลผลิตมังคุด ภายใต้  โครงการแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย สู้ภัยโควิด  ที่บูรณาการความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และภาคีอื่นๆ ในการแก้ปัญหา สินค้าเกษตรล้นตลาดอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาได้ทันท่วงที ที่ผ่านมาได้ช่วยระบายผลผลิตจากเกษตรกรทั่วประเทศที่ประสบปัญหาล้นตลาดไปแล้วมากมาย อาทิ มะม่วง, ฟักทอง, เผือก, หน่อไม้หวาน, พริกสด, สับปะรดปัตตาเวีย, สละอินโด, ปลานิล, กุ้ง ฯลฯ

นางศิริพร กล่าวอีกว่า  ด้วยสถานการณ์แห่งความยากลำบากที่เกิดขึ้น แม็คโครพบว่า พี่น้องเกษตรกรรายย่อยประสบปัญหาเป็นจำนวนมาก อะไรที่สามารถช่วยได้ เราจะดำเนินการอย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ยังกำหนดระยะเวลาการชำระสินค้า (Credit Term) ให้เร็วขึ้น เพื่อส่งเสริมสภาพคล่องให้พวกเขาได้เดินหน้าต่อ  ซึ่งปัจจุบันเรามีเกษตรกรรายย่อยที่เป็นคู่ค้ากับแม็คโคร มากกว่า 7,000 ราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19  เกษตรกรรายย่อยเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่แม็คโครให้ความสำคัญในการช่วยเหลือ พัฒนา เราจะเคียงข้างกับพวกเขาเพื่อต่อสู้วิกฤตนี้ไปด้วยกัน

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

คู่ค้า SMEs ของซีพีเอฟ ชู เครดิตเทอม 30 วันต่อเนื่อง 1 ปี ช่วยธุรกิจฝ่าวิกฤต เดินหน้าเข้มแข็ง พร้อมปรับตัวรับ next normal

 


    สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย  ขณะที่ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม   SMEs คู่ค้าธุรกิจของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชู  โครงการ Faster Payment ปรับลดเครดิตเทอมภายู่ใน 30 วัน เป็นประโยชน์ต่อเอสเอ็มอี ช่วยรักษากิจการให้อยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19  และสร้างความมั่นใจให้เอสเอ็มอีแข็งแกร่งรับมือกับ next normal ได้

   ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการ Faster Payment  เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการปรับลดระยะเวลาเครดิตเทอม หรือ การชำระเงินค่าสินค้าและบริการภายใน 30 วันให้แก่คู่ค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของซีพีเอฟประมาณ 6 พันราย ซึ่งเป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี ช่วยรักษาธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นต้นทางที่ช่วยให้กระบวนการผลิตอาหารของซีพีเอฟไม่หยุดชะงัก ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง



   นายนิวัติ ดีงาม กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ภูรินทร์ กรีนฟู้ดส์ โปรดักส์ ผู้จัดหากระเทียมสด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน GAP แก่ซีพีเอฟ กล่าวว่า การปรับลดเวลาเครดิตเทอมภายใน 30 วัน เป็นโครงการที่ดี ช่วยตอบโจทย์ SMEs จัดหาสินค้าทางการเกษตรซึ่งจำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนที่คล่องตัว การได้พันธมิตรทางการค้าที่ดี อย่าง ซีพีเอฟ ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนในการบริหารธุรกิจไม่มาก ม่สามารถประคับประคองให้อยู่ได้แม้ว่ายอดขายลดลง ไม่ต้องปิดกิจการหรือเลิกจ้างคนงาน และยังช่วยรักษาอาชีพเกษตรกรปลูกกระเทียมมีรายได้ที่มั่นคงในช่วงภาวะโควิด



    “เครดิตเทอม 30 วัน ไม่เพียงอุ้มให้เอสเอ็มอีอยู่ต่อได้ ยังมีส่วนช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 100 ครัวเรือน มีตลาดและรายได้ที่มั่นคงท่ามกลางวิกฤต และช่วยหนุนให้เกษตรกรเห็นความสำคัญในการยกระดับการเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices: GAP) มากขึ้น  ซึ่งตอบโจทย์แนวโน้มตลาดหลังโควิดที่ผู้บริโภคต้องการสินค้าเกษตรปลอดภัย รับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น” นายนิวัติกล่าว

     ด้าน นายเสกภณ บุญเตชะธนาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอบคุณ 2562 ผู้จัดจำหน่ายสินค้าสำหรับห้องปฏิบัติการด้านความปลอดภัยอาหาร กล่าวว่า โครงการเครดิตเทอม 30 วัน มีส่วนช่วยผู้ประกอบการขนาดย่อมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้มาก ช่วยลดการกู้เงินมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าลดลง  และยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัวรับเทรนด์ next normal เช่น การหาซัพพลายเออร์ภายในประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพิงสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ผู้บริโภคที่จะเน้นเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นสำคัญ อย่าง ตลาดสินค้าฮาลาล อาหารแช่แข็ง ตลอดจน บริษัทยังพัฒนาทักษะบุคลากรขายทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ปรับตัวสู่การค้า next normal    

    “ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้ ด้วยโครงการเครดิตเทอม 30 วัน  ช่วยธุรกิจลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนดอกเบี้ยลง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรายเล็กอยู่รอดได้ และจากบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ทำให้เราให้ความสำคัญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็ว" นายเสกภณกล่าว 



   สำหรับนางสาวนฤมล แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอ็มพี ยูนิฟอร์ม จำกัด ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์มให้อุตสาหกรรมอาหารทั่วประเทศ กล่าวว่า จากสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของลูกค้าบริษัทดีเอ็มพีต้องลดหรือหยุดสั่งซื้อสินค้า การได้รับเครดิตเทอมที่เร็วขึ้นจากซีพีเอฟจึงช่วยประคองให้ธุรกิจอยู่ต่อได้ และเชื่อว่าวิกฤตระลอกนี้จะยืดเยื้อ บริษัทจึงเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดค่าใช้จ่ายพร้อมเปิดประสบการณ์และทักษะใหม่ให้กับทีมงานเพื่อมุ่งขยายช่องทางการตลาดออนไลน์มากขึ้น

   นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการ ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟได้ดำเนินการให้เครดิตเทอม 30 วันแก่คู่ค้าเอสเอ็มอี 6 พันรายตั้งแต่ตุลาคม 2563 จนถึงกันยายน 2564 หรือ 12 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาจะต่อเวลาโครงการออกไปอีก เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคู่ค้าเอสเอ็มอีสามารถรักษากิจการฝ่าวิกฤตไปได้ นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเตรียมพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าเอสเอ็มอี ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต แนวทางการบริหารจัดการแรงงานที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คู่ค้าเอสเอ็มอีของซีพีเอฟเติบโตรับกับวิถี Next Normal ได้อย่างเข็มแข็งและมั่นคงต่อไป

วัดตะเคียน ร่วมกับภาคประชาชนจัดตั้งโรงทานทำอาหารกล่องแจกญาติโยม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โรคระบาด โควิด - 19


 

ที่วัดตะเคียน ตำบลขวัญเมืองอำเภอบางปะหัน จังหวัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระปลัดยงยุทธ พุทธสาโร เจ้าอาวาสวัดตะเคียน ร่วมกับผู้นำชุมชนและญาติโยมร่วมกันทำข้าวกล่องและน้ำดื่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 ที่ขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ ร่วมทั้งผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ภายในที่พักอาศัยของตนเอง โดยได้รับบริจาคปัจจัย จากผู้ที่มีจิตศรัทธาเพื่อนำมาซื้ออาหารและอุปกรณ์ต่างๆ




สำหรับโรงทานที่วัด จะทำอาหารแจกอาหารฟรีให้แก่ประชาชน ซึ่งเมื่อประกอบอาหารเสร็จ จะนำแจกจ่ายตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปในทุกๆวัน ตามชุมชนต่างๆ พร้อมทั้ง ช่วยออกพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อให้ชาวบ้านในชุมชน โดยเริ่มทำแจกจ่ายให้แก่คนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา และจะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวชุมชน




สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...