วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565

กรมประมง...แจงข้อเท็จจริง ! กรณีข่าว SIOFA เตรียมยึดคืนพื้นที่ทำประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ของเรือนอกน่านน้ำไทย


                                 

 

                นายเฉลิมชัย  สุวรรณรักษ์  รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าว “SIOFA จ่อเชือดเรือไทย” และ “SIOFA ยึดคืนพื้นที่จับปลา” นั้น กรมประมงขอชี้แจงว่า องค์การบริหารจัดการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ หรือ Southern Indian Ocean Fisheries Agreement, SIOFA เป็นองค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organization, RFMO) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีอำนาจบริหารจัดการตามกฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2555 และประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่ง SIOFAถือเป็น RFMO ที่ก่อตั้งใหม่มากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ RFMO อื่นๆ เช่น IOTC ที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 การออกกฎข้อบังคับใดๆ เพื่อบังคับใช้กับการประมงของภาคีสมาชิกจำเป็นต้องรอผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐานใน การกำหนดมาตรการต่างๆ โดยในระหว่างที่รอผลการศึกษาข้อมูลวิทยาศาสตร์นี้ SIOFA มีข้อตกลงร่วมกันว่า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศไว้เป็นการล่วงหน้า ขณะเดียวกัน ไม่ให้กระทบต่อการทำประมงในแหล่ง ประมงเดิมของภาคีสมาชิก จึงกำหนดไม่ให้เรือประมงของรัฐสมาชิกขยายพื้นที่ทำการประมงออกไปจาก  แหล่งเดิมที่เคยทำการประมงอยู่ (หรือที่เรียกว่า Fishing Footprint) จนกว่าจะมีมาตรการอื่นที่เหมาะสมมาใช้บังคับ ซึ่งเรือไทยที่เคยทำการประมงใน Saya de Malha Bank ของ SIOFA ก็ให้ทำต่อไปได้ และในบรรดา 11 ภาคีสมาชิก ก็ถูกจำกัดให้อยู่ใน Fishing Footprint ของตนเอง เช่นเดียวกับประเทศไทย 

 

              โดยปัจจุบันมีเรือประมงอวนลากไทยที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงใน Saya de Malha Bank  ของ SIOFA จำนวน 4 ลำ ซึ่งประเทศไทยโดยศูนย์ Fisheries Monitoring Center, FMC ของกรมประมง มีการควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังกลุ่มเรือดังกล่าวตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการของ SIOFA อย่างเข้มงวด และเรือประมง ได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวสำหรับการทำประมงพื้นท้องน้ำที่บังคับใช้ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน มีระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้สังเกตการณ์ประมงอยู่บนเรือตลอดเวลาในทุกเที่ยวเรือ และประเทศไทยได้รับการประเมินว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎ SIOFA ได้ 100% ในทุกรอบการประเมินของ SIOFA การทำการประมงของไทยจึงเป็นไปตามกฎข้อบังคับในปัจจุบัน จึงไม่เป็นเหตุที่ SIOFA จะยกมายึดคืนพื้นที่ทำการประมงของไทยได้แต่อย่างใด  

 

             อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสามัญประจำปีของภาคีสมาชิก ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์กร The Deep Sea Conservation Coalition, DSCC ซึ่งเป็นองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ได้นำเสนอเอกสาร เรื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความหลากหลายทางระบบนิเวศจากการทำประมงอวนลากในพื้นที่ Saya de Malha Bank โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดทำการประมงในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank จนกว่าจะมี การประเมินสภาวะทรัพยากรและพัฒนามาตรการที่ปกป้องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และชนิดสัตว์น้ำ ตลอดจน หญ้าทะเลในบริเวณดังกล่าว

 

 ประเทศไทยและภาคีสมาชิกอื่นเห็นว่าเป็นการเรียกร้องที่ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มารองรับ ข้อเสนอดังกล่าวของ DSCC จึงไม่ได้รับมติเห็นชอบจากภาคีสมาชิก SIOFAดังนั้น การกล่าวถึงเรือประมงไทย ไปลากทำลายหญ้าทะเลจนส่งผลให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อมูลข่าวที่ไม่ถูกต้อง

 

         อย่างไรก็ตามจากข้อเรียกร้องของ DSCC ดังกล่าว ภาคีสมาชิกจึงเร่งรัดให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของ SIOFA ดำเนินการศึกษาข้อมูลในพื้นที่ Saya de Malha Bank และให้นำมาพิจารณาในการประชุมประจำปี คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ (Scientific Committee, SC) ในเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นตารางเวลา กำหนดการประชุมประจำปีเป็นปกติ ซึ่งผู้แทนไทยที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำ SIOFA ได้เข้าร่วมเป็นประจำทุกปี และจะมีวาระการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในหลายๆเรื่อง เช่น การประเมินสภาวะทรัพยากรปลาหิมะ (ประเทศไทยไม่ได้จับปลากลุ่มนี้) การประเมินความเสี่ยงของระบบนิเวศและประชากรสัตว์น้ำ การพิจารณา ข้อมูลทางวิชาการสำหรับเขตคุ้มครองทางทะเลเป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการประชุมนี้จะเป็นประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณามาตรการหรือกฎข้อบังคับต่อการทำประมงเพื่อลงโทษ

เรือไทยทั้งสิ้น ส่วนจะได้ข้อยุติเรื่องผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือไม่อย่างไร คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ก็จะต้องรายงานต่อที่ประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 9 ในเดือนกรกฎาคม 2565 ต่อไป ทั้งนี้ ตารางการประชุม SIOFA จะถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์เป็นสาธารณะ ที่สามารถตรวจสอบกำหนดการประชุมในแต่ละปีได้เป็นการล่วงหน้า 

 

คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ ได้เริ่มทำการศึกษาในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยได้ประสานงานกับกรมประมงเป็นระยะเพื่อขอรับข้อมูลการทำประมงที่ผ่านมาของกองเรือประมงไทย เพื่อประกอบในการศึกษาและวิเคราะห์ ทั้งนี้ กรมประมงไม่ได้ปิดบังข้อมูลในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์SIOFA ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามกระบวนงานและขั้นตอนของ SIOFA ที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามมติที่ประชุมของภาคีสมาชิก 

 

            รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงได้ประสานแจ้ง และร่วมดำเนินการกับผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ กรมประมงได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ SIOFA มาอย่างต่อเนื่องในฐานะภาคีสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้จัดเตรียมทีมคณะนักวิชาการ และคณะผู้แทนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลและท่าทีประเทศไทยในการเข้าประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะรัฐภาคีสมาชิกเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศไทย และประโยชน์ของ SIOFA ให้ได้อย่าง สมดุล...รองอธิบดี กล่าว 

 

 

 

                         

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565

เกษตรฯ คุมเข้มทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก กำหนดวันเก็บเกี่ยวปี 65 สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค


   นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงต้นฤดูกาลทุเรียนให้ผลผลิต มักพบปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) จากการเร่งตัดเพื่อจำหน่ายทำกำไร ส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน



   ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการป้องกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ สำหรับ  ปี2565 กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางการบริหารจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกภาคตะวันออกโดยให้มีมาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนกำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนแต่ละชนิดพันธุ์ คือ พันธุ์กระดุม วันที่ 20 มีนาคม 2565 พันธุ์ชะนีและพวงมณีวันที่ 10 เมษายน 2565 พันธุ์หมอนทองและก้านยาววันที่ 25 เมษายน 2565 เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวทุเรียนสายพันธุ์ที่กำหนดก่อนวันดังกล่าว ต้องมีการตรวจวัดและมีใบรับรองความแก่โดยสมาพันธ์ทุเรียนไทยภาคตะวันออก หรือแปลงใหญ่ทุเรียน หรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในทุเรียนและเป็นผู้รับรองความแก่ และให้แนบใบรับรองความแก่และสำเนา GAP ที่ระบุวันที่ปริมาณทุเรียน ล้งที่รับซื้อ ไปกับรถขนส่งทุเรียนที่ไปโรงคัดบรรจุด้วยเพื่อควบคุมการใช้ใบรับรอง GAP แบบไม่ถูกต้อง (สวมสิทธิ์) เพื่อให้สอดคล้องกับระบบe-Phyto ของกรมวิชาการเกษตรที่ควบคุมการใช้ใบรับรอง GAP ไว้ที่ 5 ไร่ต่อตู้





   นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชนและเกษตรกรให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเฝ้าระวังโรคโควิด- 19 โดยให้เอกชนมีการวางระบบป้องกันการระบาดของโรค ได้แก่ การจัดระบบการเข้า-ออกสวน การสวมแมส จุดล้างมือ/วัดอุณหภูมิ การจัดแรงงานให้เป็นไปตามมาตรการ การฉีดวัคซีนและการจัดการที่อยู่อาศัย เป็นต้น



    ในด้านพัฒนาคุณภาพผลผลิตยังมีการให้ความรู้เกษตรกร การจัดตั้งทีมสุ่มตรวจสอบในระดับสวน ตลอดจนให้เกษตรกรมีมาตรการควบคุมป้องกันเพลี้ยแป้งทุเรียนในสวน ซึ่งมักพบการเข้าทำลายในระยะผลเล็กทำให้ผลทุเรียนแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต หรือหากเข้าทำลายในระยะผลใหญ่จะทำให้คุณภาพผลทุเรียนลดลง ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค



   อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่ากรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมด้วยหน่วยงานภาคี อาทิกรมวิชาการเกษตร สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออก สมาคมทุเรียนไทย ผู้ประกอบการส่งออกกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนในเขตภาคตะวันออก ร่วมกันวางมาตรการเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญของภาคตะวันออก คือ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และจังหวัดตราด และได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตทุเรียนให้ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคได้รับประทานทุเรียนคุณภาพ และส่งผลดีด้านการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศต่อไป

 

สมาคมนักวิชาการอ้อยฯ และพันธมิตรอ้อยยั่งยืน (SHEEP) อัดฉีดความรู้ทายาทรุ่นใหม่ใช้ โดรนเกษตร


 
   สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตร SHEEP ได้แก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซินเจนทา ไทยชูการ์ มิลเลอร์ และสมาคมเกษตรปลอดภัย จัดอบรมโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลภาคที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร เพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต ลดการใช้สารอารักขาพืชและลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0



    ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ค่าแรงสูงขึ้นการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและการทวีความรุนแรงของศัตรูพืช ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตรจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าใช้อย่างเร่งด่วน โดรน เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยใช้สำรวจแปลงปลูกเพื่อระบุตำแหน่งพื้นที่ ศัตรูพืช สภาพอากาศ และใช้ในการพ่นสารปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น สารอาหารบำรุงการเจริญเติบโต สารอารักขาพืช ในบริเวณแปลงปลูกที่เครื่องจักรชนิดอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้อยมีความสูงถึง 6 เมตร




    นางสาวรัตนา ของเดิม เกษตรกรไร่อ้อยรุ่นใหม่คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ ให้ความรู้เพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง เทคนิคในการบิน การผสมและการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ทำให้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดเวลาในการทำงานลง ไม่ต้องใช้แรงงานคน สะดวกและจัดการแปลงปลูกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออ้อยโตมากกว่า 1 เมตร โดรนช่วยได้เป็นอย่างมาก ความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้เพื่อนเกษตรกรหันมาใช้โดรนกัน ยิ่งมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 200 ไร่ ซื้อใช้เองก็คุ้มแล้ว 

    นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ Value Chain and Stewardship Lead, Thailand บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา หนึ่งในพันธมิตร SHEEP กล่าวว่า การใช้ปัจจัยการผลิตกับโดรนเกษตรปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงปลูกลด ปัญหาเรื่องแรงงาน และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีต่อพืชที่ได้รับผลกระทบกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเสริมความรู้สร้างศักยภาพเกษตรกร ให้ใช้โดรนเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวินิจฉัยศัตรูพืช เทคนิคการใช้ปัจจัยทางการเกษตร การใช้สารเคมีเกษตรกับโดรนเกษตร รวมถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ พืชปลูก และสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญของซินเจนทาที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย การจัดอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ จึงได้รับความสนใจจากลูกหลานชาวไร่อ้อย ที่จะเป็นทายาทสืบต่อการปลูกอ้อยในรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีความสนใจและพร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ในการเกษตร มีกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคสนาม เพื่อให้ทายาทชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ ได้เข้าถึง เข้าใจ นำนวัตกรรม เทคโนโลยี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพแม่นยำในการปลูกอ้อย




    “สำหรับโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) นอกเหนือจากการพัฒนาความรู้และเสริมทักษะภาคปฏิบัติแล้ว เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อซื้อโดรนสำหรับการเป็นนักบินโดรนในไร่อ้อยได้  โดยพันธมิตรโครงการ  ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ เพื่อตอบสนองการนโยบายภาครัฐในการทำเกษตรแม่นยำสูง และสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยจะมีโรงงานน้ำตาล และเครือข่ายสมาคมชาวไร่อ้อยเข้าร่วมในโครงการนี้อีกด้วย ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

 

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565

ผู้เลี้ยงหมู วางมาตรการตรึงราคาหน้าฟาร์ม 110 บาท ไประยะหนึ่ง ค้านนำเข้าหมู หวั่นทำลายเกษตรกร

   นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือการแก้ปัญหาราคาสุกร ร่วมกับ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าขณะนี้ทั้งลูกสุกร สุกรขุน และแม่พันธุ์ หายไปจากระบบกว่า 50% จากการที่พี่น้องเกษตรกรเลิกเลี้ยงหรือหยุดการเลี้ยงไปกว่าครึ่ง จากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ของอุตสาหกรรม ภาวะขาดทุนสะสมกว่า 3 ปี ปัญหาโรคในสุกร และต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น และการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก 



    “ราคาหมูเพิ่งปรับขึ้นมาในช่วง 1 เดือนเท่านั้น จากปริมาณหมูที่ลดลงต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับการบริโภคที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ภาวะนี้แค่ช่วยให้คนเลี้ยงพอมีเงินใช้หนี้และเดินหน้าอาชีพต่อ ส่วนที่มีบางฝ่ายแนะนำให้มีการนำเข้าเนื้อหมู เกษตรกรไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ผลผลิตหมูไม่เพียงพอกับการบริโภค ซึ่งยังไม่ทราบปริมาณความต้องการที่แท้จริงของตลาด การนำเข้าเนื้อหมูจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา กระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาด อย่างที่เกษตรกรเผชิญมาตลอด 3 ปี และยังมีผลต่อแรงจูงใจของผู้เลี้ยงที่กำลังจะกลับเข้าระบบ เพราะหมูไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำว่าไทย เนื่องจากสามารถผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ภายในประเทศ ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงมีต้นทุนส่วนนี้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ประกาศราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์ม อยู่ที่กิโลกรัมละ 110 บาท โดยเกษตรกรจะร่วมกันตรึงราคาจำหน่ายหมูหน้าฟาร์มไม่ให้เกินราคานี้ไประยะหนึ่ง เพื่อให้ตลาดปรับตัวได้และช่วยพี่น้องประชาชน” นายปรีชา กล่าว



   นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ยังทำหน้าที่ปกป้องพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปลายข้าว ร่วม 7 ล้านครัวเรือน รวมไปถึงเป็นห่วงโซ่สำคัญของภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ระบบขนส่ง และภาคธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องได้รับผลกระทบต่อเนื่องกันหากภาคผู้เลี้ยงสุกรต้องล่มสลายไป จากความสามารถการแข่งขันที่ถดถอย “ความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะสั่นคลอน” หากประเทศไทยต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากขึ้น ที่สำคัญยังมีผลกระทบด้านสุขอนามัยและความเสี่ยงจากสารตกค้างที่มีต่อผู้บริโภค และอาจมีโรคติดต่อในสุกรที่ติดมากับเนื้อสุกรต่างประเทศ ส่งผลร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรของไทย

   ทั้งนี้ การที่ภาครัฐออกมาตรการเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาวเพื่อเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะการสำรวจความพร้อมของผู้เลี้ยงให้กลับมาเลี้ยงสุกรรอบใหม่อีกครั้ง สมาคมฯ ต่างเห็นด้วยกับมาตรการนี้เพื่อให้เพื่อนร่วมอาชีพที่มีความพร้อมด้านโรงเรือน อุปกรณ์ และกระบวนการอยู่แล้วได้ร่วมกันผลิตสุกรเพื่อป้อนตลาดให้เร็วที่สุด ภายใต้การป้องกันโรคในระดับสูง ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรฟื้นอาชีพได้โดยเร็ว สำหรับพื้นที่ภาคใต้มีเกษตรกรกว่า 2 หมื่นราย ในจำนวนนี้หายไปจากระบบ 50% ซึ่งทุกคนต่างต้องการกลับมาทั้งสิ้น เพียงแต่ยังขาดการสนับสนุน

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ


 

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรด้านส่งเสริมการผลิต ร่วมกิจกรรมศึกษาแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคนิคองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงกระท่อม ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช

พืชกระท่อม (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.) ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้แก่ การรักษาโรคตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาแผนโบราณ กลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร มาเป็นเวลานาน โดยมีสารไมตราจินีน และสาร 7-ไฮดรอกไซไมตราจินีน เป็นสารสำคัญสามารถบรรเทาอาการปวด แก้ปวดท้อง แก้บิด ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อยร่างกาย ระงับประสาท ช่วยให้ทำงานทนไม่หิวง่าย โดยพบได้มากในป่าธรรมชาติบริเวณภาคใต้ และบางจังหวัดของภาคกลาง



นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรด้านส่งเสริมการผลิต เปิดเผยว่า ในอดีตพืชกระท่อมถูกระบุในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้แก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 โดยพืชกระท่อมได้พ้นจากบัญชียาเสพติดให้โทษ พืชกระท่อมจึงได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตามพืชกระท่อมยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการสนับสนุนทุนวิจัยโดยสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการวิจัยเรื่องการศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขยายพันธุ์ การเจริญเติบโตและการตอบสนองทางสรีรวิทยาในระยะต้นกล้าและศึกษาปัจจัย รวมถึงอุปสรรค สำหรับการขยายพันธุ์กล้าไม้พืชกระท่อม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการปลูก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพัฒนาไปสู่พืชเศรษฐกิจฐานชุมชน เพื่อสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรต่อไป โดยมีเป้าหมายการผลิตจำนวน 100,000 ต้น




โดยการจัดกิจกรรมในวันนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับคณะอาจารย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น กองขยายพันธุ์พืช ศูนย์ขยายพันธุ์พืช สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคนิคในการเพาะกระท่อมพันธุ์ดีซึ่งจะนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการผลิตกระท่อมตามโครงการวิจัยและนำองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ใช้ส่งเสริมเกษตรกรต่อไป

แจกข่าวดีรอบ 2 จีนยอมเปิดด่านตงซิงให้นำเข้าผลไม้ไทยแล้ว


 กรมวิชาการเกษตร  แจ้งข่าวดีผู้ส่งออกไทย แดนมังกรยอมเปิดด่านตงซิงให้นำเข้าผลไม้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมนี้  เน้นย้ำจีนยังเข้มมาตรการป้องกันเชื้อโควิด  หากตรวจพบระงับนำเข้ายาว 1 เดือน  ผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนด่านส่งออกติดต่อขอเปลี่ยนใบรับรองสุขอนามัยพืชได้ที่ด่านตรวจพืช  กรมวิชาการเกษตร  



 นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจากนางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ติดตามสถานการณ์การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้จีนเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเคร่งครัดส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ไทยในช่วงนี้ซึ่งเป็นฤดูกาลส่งออกลำไยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกรวมทั้งทุเรียนภาคใต้    โดยเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมาจีนได้เปิดด่านรถไฟผิงเสียงให้นำเข้าผลไม้ไทยได้จนถึงวันที่ 17 มกราคม ซึ่งนับเป็นข่าวดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออก  ซึ่งในวันนี้ (9 มกราคม 2564) กรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งข่าวดีรอบ 2 จากฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ว่า จีนได้อนุญาตให้ด่านตงซิงกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติอีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม 2565 นี้  




อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้จีนจะอนุญาตให้มีการนำเข้าผลไม้ไทยทั้ง 4 ด่าน คือ ด่านโหย่วอี้กวน (จำกัดรถนำเข้าไม่เกิน 100 คัน/วัน) ด่านโม่ฮาน (อยู่ระหว่างทดลองแต่จำกัดจำนวนรถนำเข้า)  ด่านรถไฟผิงเสียง และด่านตงซิง แล้วก็ตาม แต่จีนได้เน้นย้ำให้เข้มงวดตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 ในสินค้านำเข้าอย่างเคร่งครัด โดยขอให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องยึดแนวปฏิบัติการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ตามแนวทางของ FAO และ WHO โดยเฉพาะศุลกากรผิงเสียงของจีนมีมาตรการที่เข้มงวดมากโดยหากตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในตู้สินค้าจะจะระงับนำเข้าสินค้าเป็นเวลา 1 เดือน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19ในขณะปิดตู้สินค้าร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด 




อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565  เป็นต้นมา  ด่านตรวจพืชกรมวิชาการเกษตรได้มีการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อส่งผลไม้ไทยไปจีนไปแล้วจำนวน 216 ชิปแมนท์ ซึ่งการที่จีนได้ประกาศเปิดด่านตงซิง  ในวันที่10 มกราคม นี้  จะทำให้ผู้ส่งออกผลไม้มีทางเลือกเส้นทางการส่งออกได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น สามารถระบายตู้สินค้าที่ติดอยู่หน้าด่านจีนได้เร็วขึ้น   หากผู้ประกอบการส่งออกต้องการเปลี่ยนด่านในการส่งออก และจะขอใบแทนในรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อส่งออกด่านตงซิง สามารถติดต่อด่านตรวจพืชเดิมที่ได้ยื่นขอไว้   ซึ่งกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการส่งออก

 


 

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565

เกษตรกรเลี้ยงไก่ปลื้ม ผู้บริโภคเข้าใจกินเนื้อไก่เพิ่ม ร่วมแก้ปัญหาประเทศยามวิกฤตหมูแพง


  
 เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ทั่วประเทศ รับอานิสงส์หลังผู้บริโภคหันกินเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมูเพิ่มมากขึ้น ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาประเทศจากหมูขาดแคลนและมีราคาแพง ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ฟื้นตัวหลังอุตสาหกรรมชะลอตัวยาวช่วงโควิด-19

   นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  จากการที่ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมหันไปหาโปรตีนทางเลือกอื่นที่มีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการเทียบเท่าเนื้อหมูในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดีย่อยง่าย ที่สำคัญราคาถูกกว่าเนื้อหมูในขณะนี้ถึง 3 เท่า ทำให้จูงใจผู้บริโภคในการเปลี่ยนไปหาเนื้อสัตว์ทดแทน ซึ่งร้านอาหารและร้านอาหารตามสั่ง มีการปรับวัตถุดิบจากเนื้อหมูมาเป็นเนื้อไก่มากขึ้นด้วย



   “สมาคมฯ ขอขอบคุณคนไทยแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ที่เข้าใจสถานการณ์และเลือกกินเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมู ทำให้ผู้เลี้ยงมีตลาดรองรับเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาประเทศในยามวิกฤตขาดแคลนเนื้อหมูแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่มีกำลังใจดำเนินธุรกิจต่อไป หลังแบกภาระขาดทุนตลอดช่วงระยะเวลาโควิด-19 เกษตรกรพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลและสร้างแหล่งอาหารมั่นคงและยั่งยืน ให้กับคนไทยในทุกสถานการณ์” นางฉวีวรรณ กล่าว

   นางฉวีวรรณ กล่าวว่า ความต้องการเนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มปรับมาอยู่ที่ 37-39 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะปรับไม่มากและเป็นราคาทรงตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 แต่ก็ดีขึ้นกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และดีกว่าเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 34-35 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 80 บาท อกไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการในตลาด ในระหว่างรอผลผลิตเนื้อหมูจากการเลี้ยงรอบใหม่อีกระยะหนึ่ง

   อย่างไรก็ตาม ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทย ยังประสบกับปัญหาสำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนหลักประมาณ 60% ของต้นทุนการเลี้ยง ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องประสบกับการขาดทุนสะสมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการบริหารจัดดังกล่าวมานาน ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ปรับขึ้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

   อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อไทยได้มาตรฐานสากลระดับโลก และปฏิบัติตามแนวทางการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agricultural Practice : GAP) ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างหลักประกันให้กับผู้บริโภคเนื้อไก่ให้ได้รับโปรตีนคุณภาพดีและปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เลขาฯ มกอช. นำทีมลงพื้นที่ตรวจด่านหนองคาย ย้ำมาตรการคุมเข้มสุขอนามัย ตรวจสอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร

   เลขาฯ มกอช. นำทีมลงพื้นที่ตรวจด่านหนองคาย ย้ำมาตรการคุมเข้มสุขอนามัย ตรวจสอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร รับเปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีน ชี้ ปี 64 ส่งออกสินค้าชายแดน โตเพิ่มขึ้นกว่า 1.2 หมื่นล้าน แม้กระทบโควิดระบาด



   เมื่อวันวันที่ 7 ม.ค.65 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ พร้อมด้วยนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้อำนวยการกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย เพื่อร่วมประชุมหารือ พร้อมรับฟังประเด็นปัญหา การส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรผ่านด่านจังหวัดหนองคาย รวมถึงการใช้งบประมาณในการดำเนินการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรในปีงบประมาณ 2566 ร่วมกับหน่วยงานกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชหนองคาย เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์หนองคาย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำหนองคาย เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรหนองคาย เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาหนองคาย เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟหนองคายและนาทา เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงหนองคาย เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย เจ้าหน้าที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัดหนองคาย โดยมี พ.ต.อ. ณรัชต์พล เลิศรัชตะปภัสร์ นายด่านศุลกากรหนองคาย พร้อมคณะทำงาน ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารรือ ณ ห้องประชุมด่านศุลกากร หนองคาย จังหวัดหนองคาย และผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ Application Zoom




   นายพิศาล กล่าวว่า การร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการขยายตัวทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้เส้นทางรถไฟ ลาว-จีนทั้งการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามตวามคืบหน้าและความพร้อมในการดำเนินการบริเวณด่านหนองคาย ซึ่งได้ถูกเพิ่มลงในพิธีสารเกี่ยวการส่งออกและนำเข้าผลไม้ทางบก ผ่านประเทศที่สาม ระหว่างไทยกับจีน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำมาตรการการควบคุมด้านสุขอนามัยและการตรวจสอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามเงื่อนไข รวมถึงเตรียมการรองรับการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟสายสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



   ทั้งนี้ ด่านศุลกากรจังหวัดหนองคาย ภาพรวมสถิติการค้าชายแดนรายปีงบประมาณ (Border Trade) มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยและสปป. ลาว รวมทั้งการนำเข้า-ส่งออกในปีงบประมาณ 2564 มีมูลค่าถึง 70,000 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากการส่งออกที่มากกว่าการนำเข้าถึง 6 เท่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ Covid-19 จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเดินทางของประชาชนแต่การค้าชายแดน ณ ด่านศุลกากรหนองคาย พบว่า การส่งออกสินค้ามีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นกว่า 23% โดยเพิ่มขึ้นกว่า 12,000 ล้านบาท ในขณะที่การนำเข้าลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 2,000 ล้านบาท 

 

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565

เกษตรกรเลี้ยงไก่เนื้อ หนุนบริโภคเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมู มุ่งช่วยคนเลี้ยงฟื้นตัวหลังโควิด-19


  

 


   สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชูบริโภคเนื้อไก่ช่วงหมูแพง ช่วยสนับสนุนเกษตรกรหลังต้องชะลอการเลี้ยงและราคาตกต่ำช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มุ่งเพิ่มทางเลือกโปรตีนคุณภาพสูงให้คนไทยไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์คุณภาพดี



   นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้เลี้ยงไก่ก็ประสบปัญหาขาดทุนไม่ต่างกับผู้เลี้ยงหมู เนื่องจากต้องชะลอการเลี้ยงและการจับสัตว์จากความต้องการในตลาดลดลงและราคาเนื้อไก่ตกต่ำ จากการประกาศให้ทำงานที่บ้านและการเรียนออนไลน์ของโรงเรียนทั่วประเทศ ตลอดจนความไม่มั่นใจของผู้บริโภค ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่า 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่นในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคระบาดมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   “คนไทยมีทางเลือกจากโปรตีนเนื้อสัตว์หลายประเภทโดยเฉพาะเนื้อไก่ที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อหมู 3 เท่า แต่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูมาก  ผู้บริโภคสามารถบริโภคเนื้อไก่ทดแทนได้ในช่วงที่หมูขาดแคลนและมีราคาสูง” นางฉวีวรรณ กล่าว 

   นางฉวีวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาเนื้อไก่และชิ้นส่วนต่างๆในตลาดสดยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 80 บาท อกไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท ขณะที่ราคาไก่หน้าฟาร์มอยู่ที่ 39 บาท/กก. เป็นต้น ซึ่งเนื้อไก่เป็นโปรตีนทางเลือกในราคาที่เหมาะสมให้กับผู้บริโภคและสามารถปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูไม่ต่างจากเนื้อหมู ซึ่งขาดแคลนและมีราคาสูงในขณะนี้ 



   อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการผลิตด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์และปัจจัยการผลิตอื่นให้มีราคาที่เหมาะสมขึ้นลงตามกลไกการตลาดและมีมาตรการป้องกันโรคที่เคร่งครัด เพื่อรักษามาตรการผลิตและส่งออกเนื้อไก่ของไทยตามมาตรฐานสากล สร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ในฐานะประเทศผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...