วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566

ซีพีเอฟ ประกาศความสำเร็จยกเลิกใช้ถ่านหิน 100% กิจการในประเทศไทย พร้อมเปิดโรดเแม็ปสู่ Net-Zero


    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด  (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เปิดโรดแม็ปเส้นทางขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์  (
Net-Zero) พร้อมทั้งประกาศความสำเร็จยกเลิกการใช้ถ่านหิน 100 %  สำหรับกิจการในประเทศไทย บรรลุตามเป้าหมาย Coal Free 2022 เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร



    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ  นายพีรพงศ์ กรินชัย รองกรรมการผู้จัดการบริหาร และ นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ซีพีเอฟ แถลงข่าวแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์  (Net-Zero) พร้อมทั้งประกาศความสำเร็จตามเป้าหมาย Coal Free 2022 ณ  อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์  สีลม    

    นายประสิทธิ์  กล่าวว่า การขับเคลื่อนองค์กรสู่  Net-Zero เป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนของ CPF ที่ยึดตามแนวทางด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์  และเป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals:SDGs) ซึ่งบริษัทฯ กำหนดวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ผลิตอาหารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์  Food Safety การผลิตอาหารที่ดีต่อร่างกาย มีคุณค่าโภชนาการ เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ให้คำหนึ่งคำที่ทานมีคุณค่ามากขึ้น ได้ความอร่อยและมีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง Food Security เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร     



    นอกจากนี้  ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ตระหนักถึงภารกิจของการเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก ที่มุ่งมั่นดูแลการผลิตอาหารให้เพียงพอรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะวิกฤต พร้อมทั้งมีส่วนร่วมสนับสนุนเป้าหมายของโลกในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)โดยได้ประกาศเป้าหมายสู่ Net-Zero ในปี 2050 (พ.ศ.2593) และในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายยกเลิกการใช้ถ่านหิน 100% สำหรับกิจการในไทย ตามเป้าหมาย Coal Free 2022 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเปลี่่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 



    ด้าน นายพีรพงศ์ กล่าวว่า  ความสำเร็จในการยกเลิกใช้ถ่านหิน 100%  สำหรับกิจการในประเทศไทย ส่งผลให้สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯอยู่ที่ประมาณ 30 % ของการใช้พลังงานทั้งหมด นับเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงที่สุด  ประกอบด้วย พลังงานจากก๊าซชีวภาพ30 % พลังงานชีวมวล 68 % และพลังงานแสงอาทิตย์ 2% ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 600,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และในอนาคต ซีพีเอฟมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 50 %  ภายในปี  2030 และ เพิ่มเป็น100 % ในปี 2050 นอกจากนี้  การบรรลุเป้าหมายในการยกเลิกการใช้ถ่านหินสำหรับกิจการในประเทศไทย  จะเป็นต้นแบบให้กับกิจการในต่างประเทศด้วย  

    นางกอบบุญ กล่าวเพิ่มเติมถึง  นอกจากซีพีเอฟมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงแล้ว ยังดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งส่งผลทางอ้อมจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้   โดยบริษัทฯดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน  ภายใต้แนวคิด "ความมั่นคงทางอาหาร จากภูผาสู่ป่าชายเลน"ได้แก่  โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ "ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี” ซึ่งนอกจากจะช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังเป็นโครงการที่ดูแลคุณภาพของน้ำและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีโครงการ "ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน" โดยต่อยอดสู่การเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิถีชุมชน ช่วยสร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 โครงการฯ ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไปแล้ว รวม 14,000 ไร่ และมีแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 20,000 ไร่ ในปี 2030 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผนึกกำลังกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้า "โครงการกล้าจากป่า พนาในเมือง (กทม.) สนับสนุนต้นไม้ 100,000 ต้น หนุนเพิ่มพื้นที่สีเขียว และกำแพงกรองฝุ่น ในโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ของ กทม.

‘รมช.มนัญญา’ ลงพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับปัญหาปชช.เรื่องที่ดินทำกินในพื้นที่สหกรณ์


    

    นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของสมาชิกสหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด และพบปะสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประยูร พะมะ สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนให้การต้อนรับ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า ปัญหาที่ดินทำกินในสหกรณ์นิคมบางสะพานเป็นปัญหาที่มีมานานกว่า 40 ปี กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ และเครือข่ายนิคมสหกรณ์ 13 นิคม 14 ป่า 17 สหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565  ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน เพราะการสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเป็นเรื่องที่ดี  แต่จะให้เกษตรกรที่เดือดร้อนเหล่านี้มีสถานะทางที่ดินอย่างไร ต้องให้ภาครัฐเร่งหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว เพราะแต่ละพื้นที่สภาพปัญหาต่างกัน จะต้องมีการร่างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน



    “เราในฐานะรัฐมนตรีช่วยฯ ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์  ไม่นิ่งเฉยกับความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร หลังจากนี้จะลงพื้นที่เพื่อติดตามและรับฟังความเดือดร้อนในอีก 9 จังหวัดที่มีปัญหา เพื่อจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลสำเร็จ เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ เวลาเกิดความเดือดร้อนประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือทันที แต่หากไม่มีกรรมสิทธิ์การช่วยเหลือจากภาครัฐก็จะล่าช้า ซึ่งในวันนี้ได้ลงมาดูพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และจะรวบรวม นำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อพิจารณาต่อไปซึ่งจะต้องเร่งหารือเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน” รมช.มนัญญา กล่าว



    ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินงานตามนโยบายของ รมช.มนัญญา สำหรับความคืบหน้า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กำลังรวบรวมหนังสือที่เครือข่ายสหกรณ์นิคม 4 ภาค 13 นิคม 14 ป่า 17 สหกรณ์ ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการทำเรื่องไปถึงกรมป่าไม้ เพื่อแสดงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และจะหารือร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมป่าไม้ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน อีกทั้ง เพื่อให้พื้นที่นี้ ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งเป็นรูปแบบนิคมสหกรณ์ไว้แล้ว สามารถไปสู่การจัดตั้งนิคมตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511    โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องเสนอต่อคทช.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง  เพื่อความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และเป็นหลักประกันในการยื่นสินเชื่อมาประกอบอาชีพ และได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากภาครัฐ

    ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 และวันที่ 13 สิงหาคม 2517 ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนที่เสื่อมโทรม คือในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาไชยราช และป่าคลองกรูด-ป่าพุน้ำเค็ม อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย เนื้อที่ 156,078 ไร่ 1 งาน 53 วา ไปบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบสหกรณ์นิคม   โดยมีนิคมสหกรณ์บางสะพานเป็นผู้รับผิดชอบการจัดพื้นที่ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ตั้งแต่ปี 17 โดย พื้นที่สหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิกใน 2 อำเภอ คือบางสะพาน และบางสะพานน้อยรวม 10 ตำบล มีพื้นที่ 160,000 ไร่ มีเกษตรกร 7,000 กว่าราย ประกอบอาชีพในที่ดิน 9,000 กว่าแปลง ต่อมาปี 2562 สิ้นอายุสัญญาอนุญาตของกรมป่าไม้  ทางนิคมสหกรณ์จึง ได้ประสานหมู่บ้านต่าง ๆ ทำประชาคมเพื่อทำเรื่องขออนุญาตใหม่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ลงนามส่งหนังสือถึงกรมป่าไม้ ขอใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อขออนุญาตใช้เป็นหนังสือ ป.ส.23 ต่อมาได้มีมติคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งคืนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมโทรมให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่การแก้ไขปัญหาพื้นที่นิคมสหกรณ์ 13 นิคม 14 ป่า ภายใต้การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.)



    จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปพบปะสมาชิกสหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด จำนวน 3 หลังคาเรือน ได้แก่ บ้านนายลด วงศ์เณร หมู่ที่ 6 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านนายวัน วงค์จันทร์ทอง หมู่ ที่ 6 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบ้านนายลำดวน หนูยิ้มซ้าย หมู่ที่ 4 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรับฟังปัญหาของสมาชิกสหกรณ์นิคม

 

 

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566

รมช.มนัญญา เปิดโครงการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพสหกรณ์จังหวัด ย้ำร่วมกันสร้างระบบป้องกันการทุจริต เดินหน้าขับเคลื่อนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรไปสู่ความเข้มแข็ง


    รมช.มนัญญา เปิดประชุมพัฒนาศักยภาพการทำงานให้สหกรณ์จังหวัด สร้างความเข้าใจทิศทางการขับเคลื่อนงาน มีความพร้อมปฏิบัติงานตอบสนองนโยบายแผนงานโครงการของกรมฯ ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และพร้อมบริหารงานด้านส่งเสริมสหกรณ์ ฟื้นฟู พัฒนา กำกับการดำเนินงาน สร้างระบบป้องกันการทุจริต ผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล เป็นที่พึ่งให้กับสมาชิกได้



​    วันนี้ (16 ม.ค. 66) นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการบริหารงานสำนักงานสหกรณ์จังหวัด” รวมถึงมอบนโยบาย “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กับสหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ รวม 45 คน  โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร ซึ่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังว่า สหกรณ์จังหวัด เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการแนะนำ ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรโดยตรงในพื้นที่ เป็นผู้นำนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องสนับสนุนและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์ทั้งของตนเองและในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเป็นหลักในการสนับสนุน ช่วยเหลือและบริการให้กับสมาชิกนำมาสู่การพัฒนาและต่อยอดในกระบวนการส่งเสริมสหกรณ์ให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    ​“สำนักงานสหกรณ์จังหวัด เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นองค์กรหลักของภาคเกษตรกรในระดับฐานราก และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ขอให้สหกรณ์จังหวัดช่วยกันผลักดันและดำเนินโครงการสำคัญให้สำเร็จผล เพื่อให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรสามารถช่วยเหลือมวลสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เช่น โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร โครงการส่งเสริมการจัดตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โครงการพัฒนาอาชีพสมาชิกสหกรณ์ โครงการตลาดนำการผลิต โครงการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาด้านหนี้สินของสมาชิก รวมทั้งช่วยกันกำกับ ดูแลและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สหกรณ์เกี่ยวกับกฎ ระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ร่วมกันช่วยกันสร้างระบบการป้องกันการทุจริตในสหกรณ์โดยร่วมมือและบูรณาการร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ด้วย” รมช.มนัญญา กล่าว      


  

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการนำนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พัฒนาสหกรณ์ ฟื้นฟู เสริมสร้าง กระจายความเข้มแข็งสู่เกษตรกรเพื่อความมั่นคง ตลอดจนส่งผลให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภารกิจที่สำคัญของสหกรณ์จังหวัด จะต้องมีความรอบรู้ มีความพร้อมในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ และเข้าใจหลักการบริหารอย่างแท้จริง ทั้งบุคลากรในองค์กร บริหารงบประมาณที่ได้รับอย่างจำกัดให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด บริหารแผนงานโครงการให้บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด และบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอยู่จำกัดให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม เพื่อส่งผลให้การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด



    ทั้งนี้ นโนบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร ซึ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นองค์กรกรหลักของภาคการเกษตรในระดับพื้นที่ และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญต่อการนำระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยคาดหวังว่าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะเป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีนโยบายเร่งดำเนินการฟื้นฟู พัฒนาสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน แก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์ พัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มีกำไร ส่งเสริมอาชีพสมาชิกโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น กำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ ตรวจการสหกรณ์โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับกฎหมายสหกรณ์และกฎหมายอื่น มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิก เพิ่มเงินออม มีการให้สินเชื่อที่ดี รวมทั้งยกระดับการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาให้สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร พัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มีกำไร ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสมาชิก รักษาฐานเดิมของลูกค้า ขยายผลการเชื่อมโยงสินค้าและผลิตภัณฑ์กับสหกรณ์ภาคการเกษตร รวมทั้งเพิ่มคุณภาพในการจัดตั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ในด้านการส่งเสริมและพัฒนา ด้านกำกับดูแลสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นองค์กรหลักของภาคการเกษตรในระดับพื้นที่ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมประเทศต่อไป

 

กรมปศุสัตว์แนะซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยของไหว้เทศกาลตรุษจีน

อธิบดีกรมปศุสัตว์แนะนำประชาชนให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่เป็นของไหว้เทศกาลตรุษจีนจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ย้ำเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” แก่ร้านจำหน่ายในตลาดอ.ต.ก. เผยปัจจุบันมีร้านเข้าร่วมโครงการ ปศุสัตว์ OK” กว่า 8,400 แห่งทั่วประเทศ  



นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ตรวจเยี่ยมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และมอบป้าย ปศุสัตว์ OK” แก่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ในตลาดสดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์เป็นของไหว้ในเทศกาลตรุษจีน 

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จะมีปริมาณสูงขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี โดยสินค้าปศุสัตว์ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมเลือกซื้อเพื่อเตรียมจัดพิธีไหว้ขอพรเทพเจ้าและบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด รวมถึงไข่ไก่ไข่เป็ด ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการโรงแปรรูปจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อผลิตเนื้อสัตว์ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์จนกระทั่งเป็นเนื้อสัตว์ก่อนถึงมือผู้บริโภคจึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะและสุขอนามัย 



ในเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ โดยต้องมีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้ โดยเฉพาะสถานที่จำหน่ายภายใต้สัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์จัดทำขึ้นเพื่อรับรองว่า ร้านค้าที่จำหน่ายเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ ปศุสัตว์นั้นๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านกระบวนการเชือดชำแหละในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย สามารถสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ โดยปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด 7 ชนิดได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด 



สำหรับสถานที่จำหน่ายที่เข้าร่วม โครงการปศุสัตว์ OK” ปัจจุบันมีมากถึง 8,400 แห่งทั่วประเทศ ผู้บริโภคสามารถค้นหาแหล่งร้านค้าปศุสัตว์ OK ได้โดยใช้แอปพลิเคชันแผนที่ (Google Maps) และค้นหาคำว่า ร้านปศุสัตว์ OK” เพิ่มความสะดวกการค้นหาสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ใกล้บ้านในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์รับรองมาตรฐานและความปลอดภัยเพื่อใช้จัดพิธีไหว้ในวันปีใหม่ของจีน เสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่งร่ำรวย และเจริญรุ่งเรือง        

หากประชาชนต้องการข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้ที่ http://certify.dld.go.th หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 

 

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

สยามคูโบต้า จัดโครงการ “KUBOTA Farm-Tech Innovator Hackathon 2022” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียนวัตกรรมเกษตรเพื่อความยั่งยืน


 


สยามคูโบต้า จัดโครงการ ‘KUBOTA Farm-Tech Innovator Hackathon 2022 นำนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรม ‘AGRI-TECH’ & ‘FARM-TECH’ สร้างสรรค์นวัตกรรมสุดล้ำที่จะช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยทีมผู้ชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Business Value Creation บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดประกวด KUBOTA Hackathon 2022 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี เรียนรู้นวัตกรรมการเกษตร พร้อมนำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษานำมาต่อยอด สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยแข่งขันชิงเงินรางวัล รวมกว่า 300,000 บาท ซึ่งทีมผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โจทย์การแข่งขันในปีนี้คือ “AGRI-TECH & FARM-TECH” การเสาะหาโซลูชัน ใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาภาคการเกษตร ตอบโจทย์กับผู้ใช้ไม่เพียงแค่เฉพาะเกษตรกรแต่ยังรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตร (Non-Farmer) สำหรับกิจกรรมจะเป็นการพาน้องๆ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 60 คน ไปลงพื้นที่คูโบต้าฟาร์ม จ.ชลบุรี ให้เรียนรู้วิถีการทำเกษตรยุคใหม่และเทคโนโลยีสุดล้ำจากคูโบต้า พร้อมจัด Workshop เสริมทักษะผู้ประกอบการและเสริมการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงจากพี่ๆ ทางสยามคูโบต้า”



ด้าน นายบุรยกร อุดมสิน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักศึกษาทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เล่าถึงนวัตกรรมที่ได้ออกแบบว่า “ผลงานของทีมเราคือกล้องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน ที่ใช้ระบบ Image Processing ทำงานคู่กับ ข้อมูล Weather Station สามารถทำการประเมินความอ่อนแก่ของผลทุเรียนได้ โดยทีมเล็งเห็นว่าทุเรียนถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ได้ค่อนข้างสูงแต่พอเข้าไปดูความเสียหายของราคาผลผลิตก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากลูกอ่อนถูกตัดมามากเกินทำให้ขายไม่ได้หรือราคาต่ำ จึงคิดว่าหากเราช่วยลดความเสียหายจากตรงนี้ได้ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม ทำให้เกษตรกรสามารถไปบริหารจัดการในส่วนอื่นมากขึ้น”



นวัตกรรมการวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน มีหลายงานวิจัยที่เผยว่าสามารถทำได้จริง เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว ทีมจึงมองเห็นความเป็นไปได้และคิดว่าสามารถต่อยอดได้ อีกทั้งมองว่านวัตกรรมดังกล่าวจะสามารถเข้าไปช่วยพัฒนาภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมเกษตรไทยได้”



นายธรภัทร์ แพงวาป นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักศึกษาทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เล่าเพิ่มเติมสำหรับโครงการดังกล่าวเราได้เห็นถึงความตั้งใจของน้องๆ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถออกแบบนวัตกรรมด้านการเกษตรขึ้นมาได้อย่างดี ตอบโจทย์กับภาคการเกษตรและสามารถนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจใช้ได้จริง เราเชื่อว่านวัตกรรมจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากการทำนวัตกรรม ซึ่งผลงานของน้องๆ ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์ภาพเกษตรกรรมไทยและสามารถก้าวเข้าสู่การเกษตรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายรัชกฤต กล่าวทิ้งท้าย



อย่างไรก็ตามสยามคูโบต้าต้องการสนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตนเอง และพร้อมสร้างประสบการณ์เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อคงจุดยืนการเป็น นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” โดยในปี 2566 นี้ สยามคูโบต้ายังคงจะจัดโครงการ KUBOTA Hackathon 2023 ขึ้น เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ภาคการเกษตรในอนาคต และพร้อมผลักดันเยาวชนรุ่นใหม่ในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรต่อไป

สามารถติดตามโครงการผ่านทางเฟสบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/SiamKubotaClub หรือผ่านทาง Official line @Siamkubota

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566

ประธานฯ สสท. แถลงข่าวยื่นหนังสือ ขอให้ ยกเลิกหรือทบทวนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ การพ้นตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์


     วันที่ 11 มกราคม 2566 นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  แถลงข่าวการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องขอให้พิจารณาสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง ขอให้ยกเลิกหรือทบทวนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ โดยการยื่นหนังสือดังกล่าว สืบเนื่องจากมติที่ประชุมการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ทั่วประเทศ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 และสหกรณ์มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว    


 

    นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า การยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะของนายะทะเบียนผู้ออกระเบียบเพื่อขอให้ยกเลิกหรือทบทวน พร้อมกันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้พิจารณาสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ  ทั้งนี้ เหตุผลที่จำเป็นต้องยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการฯ เนื่องด้วย เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารนโยบาย ให้เป็นไป ตามนโยบายแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 6 คือต้องออกกฎหมายตามที่จำเป็นและยกเลิกกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องสอบถามความเห็นก่อนทุกครั้ง  เมื่อระเบียบฯที่ออกมามีผลกระทบต่อสหกรณ์โดยรวมสันนิบาตสหกรณ์ฯ ต้องรับผิดชอบคุ้มครองปกป้องสิทธิประโยชน์ของสหกรณ์ที่พึงได้จากราชการ ภายหลังการยื่นหนังสือหากไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับภายในวันที่ 20 มกราคม 2566  สันนิบาตสหกรณ์ฯ จะยื่นฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าวต่อไปตามมติที่ประชุม และจะแถลงความคืบหน้าให้สหกรณ์สมาชิกทราบอีกครั้งในวันที่  21 มกราคม นี้ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายว่าขอให้สหกรณ์สมาชิกมั่นใจว่าปีที่ผ่านมา “เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดไว้ข้างหลัง” อีก 4 ต่อไปนี้ “เราขอความเป็นอิสระและปกครองตนเอง”คืนให้กับสหกรณ์ ตามหลักการสหกรณ์.


 

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีจัดการแปลงปลูกผักให้ได้ผลผลิตคุณภาพ


    นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชในการประกอบอาชีพการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ปลูก และผู้บริโภค โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ไปให้คำแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร เช่น การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน (
IPM) เช่น การใช้ชีวภัณฑ์ รวมถึงการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกวิธี  



    ทั้งนี้ การปลูกพืชผักสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย และใช้น้ำน้อย แต่เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักวิธีจัดการแปลงผักของตนเอง เพื่อป้องกันผลกระทบทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณผลผลิต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเกษตรกรต้องมีวางแผนการผลิตให้ดี และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษา โดยสามารถปฏิบัติตามง่ายๆ ดังนี้ 1) การเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาด ควรใช้เมล็ดพันธุ์ดี จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและตรงตามพันธุ์ 

     2) พื้นที่ปลูกควรมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำ และอย่าให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ จะทำให้พืชเน่าตายได้ ควรให้น้ำในช่วงเช้าหรือเย็น และไม่ควรให้น้ำตอนแดดจัด 3) สภาพพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากแหล่งที่มีสารปนเปื้อนและโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดสารตกค้างในผลผลิต และควรมีวัสดุคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นในแปลงปลูก 



    4) เกษตรกรควรป้องกันการเกิดโรคจากเชื้อราโดยการโชยน้ำ ชำระล้างใบในช่วงเช้า และการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคเน่าในพืชผักได้ และ 5) หมั่นดูแลและสังเกตการเจริญเติบโตของพืชผักที่ปลูก หากพบศัตรูพืชเข้าทำลายให้รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดความเสียหายมาก หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือกรณีที่จำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในปริมาณที่กำหนดตามคำแนะนำ และเกษตรกรควรหยุดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดก่อนการเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำบนฉลาก เพื่อให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค



    อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรหมั่นสำรวจดูแลพืชสวนไร่นาของตนเองอยู่เสมอไม่ว่าในฤดูกาลใด เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูก และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นลดน้อยลงได้ และควรกระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค  หากเกษตรกรต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566

ภาคีเกษตร รัฐ เอกชน เดินหน้าโครงการ เกษตร 5G (KASET5G) เพื่อชีวิตคนไทยที่ดีขึ้น


    กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมอารักขาพืชไทย พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศ เดินหน้าโครงการ “เกษตร 5G (KASET5G)” หรือ 5 good คือ เกษตรดี 5 ด้าน โดยจะมุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำ หรือ กลุ่มเกษตรกร พร้อมพัฒนาศักยภาพและคุณภาพภาคการเกษตรไทย 

    กลุ่มเกษตรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศ ที่ร่วมโครงการและพัฒนาเครือข่ายเกษตรคุณภาพ ได้แก่ สมาคมเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดเชียงใหม่ วิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี (KMK) ศูนย์ทุเรียนลุงแกละ สวนสมโภชน์เกาะช้าง Wild Calling ฟาร์มปาร์ค สวนอินทผาลัมคุณไข่ สวนเพชรรุ่งเรือง สวนรวมทองกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านวังน้ำบอก จังหวัดพิษณุโลก สวนลุงเบิร์ด ไร่วิยะศรีเมล่อนคาเฟ่ และ ลาวาน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม 



    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เกษตรกรไทยเตรียมเข้าสู่ยุค Next Normal นั่นคือ เกษตรกรต้องพึ่งพาตนเอง เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค ประเด็นความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องใหญ่ ใครมี “อาหารที่ดี” จะกลายเป็นผู้มีอำนาจในการต่อรองมากที่สุด การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กลายเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน “อาหารปลอดภัย” เป็นเทรนด์โลก ผู้บริโภคปัจจุบันใส่ใจด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ภาคเกษตรกร จะต้องปรับตนเองให้สามารถผลิต “แหล่งอาหาร” ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณการผลิตที่เหมาะสม

    เป้าหมายสำคัญของ เกษตร 5คือ ยกระดับสินค้าและคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยกลุ่มเกษตรกรเป็นหลัก ถ่ายทอดความรู้และสร้างทักษะผ่านการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเกษตรดี (Good Agriculture) ผลผลิตดี (Good Produce) ชีวิตดี (Good Life) สุขภาพดี (Good Health) และสิ่งแวดล้อมดี (Good Environment)



    การเตรียมความพร้อมเกษตรกรสู่ยุค 5อาหารที่มีคุณภาพ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า นโยบายด้านการเกษตรของไทยใช้ “ตลาดนำการผลิต” นั่นคือ ผลิตอย่างไรให้ได้สินค้าเกษตรและอาหารที่ตรงตามความต้องการของตลาด อันประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ สินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐาน สินค้าเกษตรมีความมั่นคงทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ส่วนสุดท้าย สินค้าเกษตรมีความยั่งยืนและสมดุลกันทั้งระบบจากผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค โดย มกอช. ได้สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งการให้ความรู้ อำนวยความสะดวกในการยื่นขอใบรับรองระบบออนไลน์ ส่งเสริมระบบการตลาดออนไลน์และการตรวจสอบย้อนกลับ

    ด้าน นางสาวนภาพร รัตนเมตตา ผู้จัดการด้านความปลอดภัยในอาหารจากโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (Global G.A.P) อธิบายถึงมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ไว้ว่า ในกระบวนการเพาะปลูกหรือการผลิตอาหารของเกษตรกรจะต้องมีความปลอดภัย การผลิตแบบ G.A.P. สามารถใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามคำแนะนำและมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้มีการตกค้างเกินมาตรฐาน หากเกษตรกรสามารถปฎิบัติได้ก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดจำหน่ายภายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ

    หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุค Next Normal ของเกษตรกรไทย ดร. เปรม ณ สงขลา ผู้ประกอบการสวนมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเป็นระบบ อาทิ สหกรณ์เกษตรกร จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง มีระบบการตลาดและการบริหารขนส่งสินค้าที่ดีขึ้น รวมทั้ง เกษตรกรต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์และความต้องการสินค้าเกษตรของโลก เช่น ตลาดยุโรปต้องการสินค้าแบบไหน กำลังแบนสินค้าใด เพื่อให้สามารถปรับตัวและการผลิตได้อย่างเหมาะสม

    นอกจากนี้ โครงการเกษตร 5G (KASET5G)  ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย จากเดิมการเผาอ้อย ก่อให้เกิดมลพิษ เปลี่ยนมาตัดใบสด ใช้ใบคลุมดิน เพิ่มความชุ่มชื้นประหยัดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรลง นายชวการ ช่องชลธาร ไร่ชวการ จังหวัดชลบุรี อธิบายว่า การเผาจะทำให้เกิดมลพิษ จึงพยายามสื่อสารให้ชาวไร่ใกล้เคียง และในหมู่บ้านเปลี่ยนมาตัดใบสดเพื่อส่งโรงงานไฟฟ้า อีกทั้งใบอ้อยยังใช้คลุมดินได้ เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินไป เพราะปัจจุบันมีราคาแพง ซึ่งการตัดใบสดของอ้อยยังเป็นการสนัลบสนุนนโยบาย BCG เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

    นายพิพัฒนา เต็งเศรษฐศักดิ์ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี (KMK) แสดงความคิดเห็นว่า เกษตร 5G (KASET5G) ให้กระบวนการ วิธีการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง ทำให้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรรุ่นพี่ ทำให้สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตของตนเองได้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้ง การรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ช่วยกันคิดและพัฒนา ทำให้กลุ่มเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถต่อรองในเรื่องราคาได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ นางชลธิชา ช่างประดิษฐ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง บ้านวังน้ำบอก จังหวัดพิษณุโลก กล่าวสนับสนุนว่า การรวมกลุ่มเกษตรกร 5G (KASET5G) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้ความรู้ที่สนุกเป็นกันเอง แต่ยังช่วยให้กลุ่มเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ ควบคุมการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

    “การรวมกลุ่มของเกษตรกรครั้งนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้ว แม็คโครยินดีให้การสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ด้วยการพัฒนาจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ แล้วค่อย ๆ ยกระดับสินค้าเกษตรของไทยจากความปลอดภัยระดับประเทศไปสู่ระดับสากล โครงการ “เกษตร 5G” (KASET5G) จะเป็นต้นแบบการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนได้และสามารถใช้ช่องทางของแม็คโครเปิดตลาดโลก นำสินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายที่ต่างประเทศได้” ดร. จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวทิ้งท้าย


 

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

สสท . เปิดเวที ถก ประเด็นร้อน ระเบียบนายทะเบียนฯ การพ้นตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยพร้อมกำหนด 5 ข้อ ดำเนินการ


     (วันที่ 8 มกราคม 2566) สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2566  ซึ่งสาระสำคัญคือให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้างหรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ โดย มีนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธาน ฯ สสท. เป็นประธานในการประชุม รวมถึงนายวิฑูรย์ แนวพานิช รองประธานฯ นายปัณฐวิชญ์  มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ และผู้แทนสหกรณ์ ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบ Zoom กว่า 100 คน ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว และมีมติร่วมกัน 5 ข้อ ประกอบด้วย






    1) วันที่ 11 มกราคม 2566  ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายทะเบียนสหกรณ์ ว่าขบวนการสหกรณ์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ตามเหตุผลที่อภิปรายมาแล้ว 2 ) แจ้งให้ทุกสหกรณ์ และหรือ ผู้จัดการสหกรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ยื่นยัน “ความเห็น” ดังกล่าว พร้อมหนังสือมอบอำนาจให้สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 20  มกราคม 2566  เพื่อเตรียมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 3) ขอให้นายทะเบียนสหกรณ์ มีคำสั่งเพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 หรือ ตอบกลับเป็นหนังสือว่า ในระหว่างที่ยังไม่ยกเลิก จะสั่งการไม่ให้รองนายทะเบียนดำเนินการใด ๆ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว 4 ) ห้ามนายทะเบียน รองนายทะเบียน ผู้ตรวจการสหกรณ์ ใช้อำนาจเข้าตรวจสอบสหกรณ์กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ หรือดำเนินการใดตามมติที่ประชุม เกินกว่าการปฏิบัติหน้าที่ปกติ และ  5 ) หากนายทะเบียนสหกรณ์ ไม่มีคำตอบใดแก่ขบวนการสหกรณ์ภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 ขบวนการสหกรณ์จะดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองในวันที่  25 มกราคม /2566 ให้สั่งยกเลิกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ต่อไป

 

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...