วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

วางแผนการผลิตและการตลาดผลิตภัณฑ์นม



      นายสมพร  ศรีเมือง  รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวางแผนการผลิตและการตลาดผลิตภัณฑ์นม  เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที  5 ภาค ครั้งที่ 6/2564 ผ่านระบบ Video Conference    เพื่อติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา   ณ สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ  เมื่อเร็วๆนี้  

กรมประมงเตือน...!! เกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน



     นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องทำให้สภาวะอากาศ อุณหภูมิและออกซิเจนในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในบ่อหรือในกระชังอาจจะปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ เสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย และอาจตายได้อย่างฉับพลัน ทั้งนี้ กรมประมง ได้มีการจัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านประมง ประจำปี 2564 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไว้ 3 ระยะ คือ 1.การดำเนินการก่อนการเกิดภัย 2.การดำเนินการขณะเกิดภัย และ 3. การดำเนินการหลังการเกิดภัย

กรมประมง จึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมการเฝ้าระวัง ป้องกัน และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้



1. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับได้ก่อนฤดูน้ำหลาก

2. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อเป็นการลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด

3. ปรับปรุงคันบ่อและเสริมคันบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่าน ๆ มา

4. จัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำร่องระบายน้ำตื้นเขินออกไปเพื่อให้น้ำไหลเข้าออกได้อย่างสะดวก

5. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีปริมาณพอเหมาะหรือ มีปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

6. จัดเตรียมปูนขาวไว้สำหรับพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว เพื่อปรับสภาพน้ำในบ่อหลังน้ำท่วมประมาณ 50 – 60 กิโลกรัมต่อไร่

7. จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อวน เครื่องสูบน้ำ เครื่องเพิ่มออกซิเจน ยาปฏิชีวนะ สารเคมี ไว้ให้พร้อม

8. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบหาสาเหตุพร้อมดำเนินการแก้ไขทันที

9. กรณีการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ควรหมั่นตรวจสอบดูแลความคงทนแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอและควรจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทสะดวก

​อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรคสัตว์น้ำที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และเกษตรกรควรเฝ้าระวัง สำหรับโรคที่เกิดในปลา และโรคที่เกิดในกุ้ง ได้แก่

​1. โรคที่เกิดจากปรสิต ที่พบได้ในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และหมัดปลา ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ว่ายน้ำทุรนทุราย ลอยตัวที่ผิวน้ำ กระพุ้งแก้มเปิดปิดเร็วกว่าปกติ กินอาหารน้อยลง ผอม ขับเมือกออกมามาก มีแผลเลือดออกที่ลำตัว เป็นต้น ซึ่งสามารถกำจัดปรสิตในปลาได้ โดยใช้ฟอร์มาลีน 25 – 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ตัน แช่ตลอด เปลี่ยนถ่ายน้ำและทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง หรือใช้ด่างทับทิม 1 – 2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน

2. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ได้แก่ โรคแผลตามลำตัว โรคตัวด่าง พบได้ในปลาและเกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม แอโรโมแนส, วิบริโอ, เอ็ดเวิร์ดเซลลาร์ , ฟลาโวแบคทีเรียม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการ ซึม มีแผลที่ลำตัว ไม่กินอาหาร ตกเลือดที่ลำตัวและครีบ ตัวด่างขาวที่ลำตัว สีซีดหรือเข้มผิดปกติ และทยอยตาย ถ้าปลาขนาดเล็กอาจมีอัตราการตายสูงมาก หากพบปลามีอาการดังกล่าว ควรนำมาตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อตรวจสอบหาชนิดของแบคทีเรีย และผลการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพที่จะให้ ให้เหมาะสมกับชนิดของแบคทีเรียก่อนการนำยาไปใช้เพื่อยับยั้งการเกิดโรค

​3. โรคไวรัส เช่น โรค ทีไอแอลวี พบเกิดขึ้นในปลาจากเชื้อไวรัสชื่อ ทิลาเบียเลคไวรัส (ทีไอแอลวี) จะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น สีตัวเข้มหรือซีดผิดปกติ ว่ายน้ำผิดปกติ มีแผลที่ลำตัว และมีอัตราการตายสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีไวรัสอีกหลายชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในกุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยสัตว์น้ำที่ได้รับเชื้อไวรัสจะมีอาการแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเชื้อ แต่อาการโดยรวม คือไม่กินอาหาร อัตราการตายสูง การป่วยด้วยเชื้อไวรัสในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรจึงควรป้องกันและให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและมีความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดอัตราความเสี่ยงและช่องทางในการรับเชื้อ

​4. โรคน๊อคน้ำ ส่วนใหญ่พบเกิดขึ้นในปลา เนื่องจากคุณภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน เช่น อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนต่ำ ความเป็นกรด – ด่าง ต่ำ เกิดจากฝนตกชะล้างความเป็นกรดจากดินสู่น้ำ และความขุ่นในน้ำมากขึ้นหรือมีตะกอนแขวนลอยในน้ำสูง เป็นต้น ทำให้ปลามีอาการลอยหัว เปิด - ปิด กระพุ้งแก้มเร็ว เนื่องจากภาวะออกซิเจนหรือตะกอนในน้ำไปทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเหงือกลดลง จึงทำให้ปลาตายอย่างกระทันหัน โรคนี้ไม่มีทางรักษาแต่เกษตรกรสามารถเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้

​อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมประมง ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมเฝ้าระวัง ป้องกันและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ตามแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านการประมง ประจำปี 2564 เพื่อให้สามารถใช้เป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

     เกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำที่พบ สามารถขอคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ทุกแห่งทั่วประเทศ และกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำกรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-561-3381 อธิบดีกรมประมงกล่าว

 

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ รับมอบอาหารจาก ซีพีเอฟ และ ซีพี ออลล์ ร่วมร้อยเรียงใจ หนุนภารกิจสู้ภัยโควิดต่อเนื่อง



นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วย นายแพทย์เกษม ตั้งเกษมสำราญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกันรับมอบอาหาร น้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อมอบแก่ สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ นำไปสนับสนุการปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับโรคโควิด-19 แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี นายบรรหาญ สิงคิบุตร ผู้แทนซีพีเอฟ และนายธีระสิทธิ์ เตียมคำ ผู้แทน ซีพี ออลล์ นำชาวซีพีจิตอาสาร่วมกิจกรรม ณ ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์  



โอกาสนี้  ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวขอบคุณแทนประชาชนชาวอุตรดิตถ์  ที่มีภาคเอกชนอย่างเครือซีพีได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือชาวไทยในวิกฤตโควิ-19 ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานจากซีพีเอฟ ตลอดจนน้ำดื่มและหน้ากากอนามัยจากเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 โดยเร็ว 

ด้าน นายแพทย์เกษม ตั้งเกษมสำราญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า สำหรับโรงพยาบาลสนาม สิ่งที่ยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ คือ เรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาอยู่ รวมถึงผู้ที่ต้องกักกันตัวเองเป็นเวลา 14 วัน การที่ซีพีเอฟและเซเว่น อีเลฟเว่น มาร่วมกันมอบอาหารและน้ำดื่มในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย และยังเป็นการช่วยลดภาระการจัดเตรียนมอาหารให้กับทีมแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสนามได้เป็นอย่างดี ขอขอบคุณในน้ำใจที่บริษัทมอบให้ชาวอุตรดิตถ์ทุกคน 



นายบรรหาญ สิงคิบุตร ผู้แทน ซีพีเอฟ กล่าวว่า การส่งมอบอาหารปลอดภัยแก่จังหวัดอุตรดิตถ์ในวันนี้ ดำเนินการตามโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ที่ซีพีเอฟริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 และเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ สู่ความยั่งยืน เพื่อประเทศ ประชาชน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” สำหรับการระบาดในระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซีพีเอฟส่งมอบอาหารปลอดภัยแล้ว 96,000 แพ็ค, น้ำดื่มกว่า 21,000 ขวด, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU 4,000 ขวด ตลอดจนวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่รพ.หลัก และ รพ.สนาม ทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ 65 แห่ง ชาวซีพีและซีพีเอฟทุกคน ขอร่วมส่งกำลังใจผ่านอาหารคุณภาพปลอดภัยที่มอบให้ทุกท่าน เพื่อให้มีกำลังกายและพลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ  

ด้าน นายธีระสิทธิ์ เตียมคำ ผู้แทน ซีพีอออล์ กล่าวว่า การร่วมมอบน้ำดื่มและหน้ากากอนามัยในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ และบริษัทขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เซเว่น อีเลฟเว่น ผนึกกำลังหนุน รพ.มะเร็งชลบุรี - โรงครัวสนามจ.ชลบุรี สู้ภัยโควิดเต็มกำลัง

 



ภายใต้โครงการ ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันหนุนโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี และโรงครัวสนามจ.ชลบุรี เดินหน้าส่งมอบเสบียงอาหาร วัตถุดิบปรุงอาหาร น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” และในโครงการ "คนไทยไม่ทิ้งกัน" เสริมภารกิจทีมแพทย์ ส่งกำลังใจแก่ชาวชลบุรี

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี กล่าวภายหลังรับมอบอาหารพร้อมทาน น้ำดื่มและหน้ากากอนามัย เพื่อสนับสนุนภารกิจและเป็นกำลังใจให้แก่ แพทย์ พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ โดยขอบคุณซีพี ซีพีเอฟ และเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ร่วมกันส่งมอบน้ำใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของรพ.มะเร็งชลบุรี มาโดยตลอด โดยเฉพาะการในครั้งนี้ที่ช่วยเติมเต็มเสบียงที่สะดวกต่อการรับประทาน ลดภาระการจัดเตรียมอาหารไปได้มาก จึงช่วยเสริมภารกิจการปฎิบัติหน้าที่ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี



ด้าน ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชลบุรี เขต 8 กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ทั้งด้านการดำรงชีวิต ค่าครองชีพ และด้านอาหาร จึงเกิดเป็นโครงการ ครัวสนามรักสัตหีบเพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการจัดตั้งโรงครัวสนาม 3 แห่ง ที่วัดสัตหีบ วัดอัมพาราม และวัดราษร์สามัคคี กม.10 เพื่อประกอบอาหารพร้อมทาน เป็นเสบียงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อน ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ช่วยสนับสนุนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส และเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มอบแอลกอฮอล์เจล หน้ากากอนามัย และน้ำดื่มสำหรับแจกประชาชน ขอบคุณในน้ำใจที่ช่วยเหลือชาวสัตหีบ เพื่อให้ผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน



ด้าน นายณัฐฆัฏ แสนสุข ผู้แทนซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ส่งมอบอาหารปลอดภัยแล้วกว่า 96,000 แพ็ค, น้ำดื่ม 21,000 ขวด, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU 3,500 ขวด ตลอดจนวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ 65 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจสู้โควิดและช่วยลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์ ชาวซีพีและซีพีเอฟทุกคนขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่เสียสละตนเองเพื่อดูแลพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ

ส่วน นายเจนวิทย์ โลพันธ์ศรี ผู้แทน เซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า โครงการ คนไทยไม่ทิ้งกันเป็นความมุ่งมั่นของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่จะมุ่งส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสนามทั่วไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

2 รพ.เชียงใหม่ ปลื้มใจ! ซีพีเอฟ - เซเว่น อีเลฟเว่น ร้อยเรียงใจ หนุนแพทย์-พยาบาลสู้ภัยโควิดต่อเนื่อง



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้า ”โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” และ โครงการ "คนไทยไม่ทิ้งกัน" เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19" มุ่งเติมแต็มสบียงอาหารและมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อส่งกำลังใจแก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ล่าสุด ส่งอาหารคุณภาพปลอดภัย ให้โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลสนาม จังหวัดเชียงใหม่  

ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) นายแพทย์ บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งรพ.มหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เดินหน้าภารกิจดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เปิดหอผู้ป่วยภายในคณะแพทยศาสตร์ และหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลประสาท รวมทั้งปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลสงฆ์ ให้เป็นส่วนรับผู้ป่วยระดับปานกลางจนถึงระดับรุนแรง การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก การที่ซีพีเอฟนำอาหารพร้อมทานมามอบให้ในครั้งนี้ ช่วยลดภาระการจัดเตรียมอาหาร นับเป็นกำลังใจที่ดีที่ส่งให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ ขอขอบคุณที่สนับสนุน รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลทั่วไทยอย่างต่อเนื่อง 



ด้าน นายทอง พันทอง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวภายหลังจากรับมอบอาหารพร้อมทานจากซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนบุคคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยติดเชื้อโควิด -19 ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ ภายในศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาจังหวัดเชียงใหม่ ว่าอาหารพร้อมทานที่ซีพีเอฟนำมาสนับสนุน รวมถึงแอลกอฮอล์เจล น้ำดื่ม และเบเกอรีที่ได้รับจาก เซเว่น อีเลฟเว่น นับเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคคลากรที่ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งภาคธุรกิจอย่างเช่นเครือซีพี ซีพีเอฟ และเซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นกำลังเสริมสำคัญในการช่วยเหลือ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตการโควิด -19 ในครั้งนี้ 

ส่วน นายสุรชัย ศิริจรรยา รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ริเริ่มโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้บริษัทในเครือฯ ดำเนินโครงการช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหนุนให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิดได้โดยเร็ว สำหรับการระบาดระลอกใหม่ ซีพีเอฟสนับสนุน รพ.หลัก และ รพ.สนาม ทั่วประเทศแล้ว 63 แห่ง โดยส่งมอบอาหารพร้อมทานคุณภาพปลอดภัยมากกว่า 96,000 แพ็ค, น้ำดื่มซีพี 21,000 ขวด เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU 3,500 ขวด พร้อมวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร สำหรับปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน 

ขณะที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ดำเนินโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ด้วยการมอบแอลกอฮอล์เจล น้ำดื่ม และเบเกอรี จากความมุ่งมั่นในการส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และน้ำดื่ม ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสนามทั่วไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน./ 

ส่งมอบเงิน สมทบเข้า “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ)”

 


วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 11.00 น.ณ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กรุงเทพฯ ดร.วิชาญ  อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ หนองเต่า แขวงสะหวันนะเขตสปป.ลาว เข้าพบท่านดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อส่งมอบเงินบริจาคของคณะเจ้าหน้าที่โครงการศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ หนองเต่า จำนวน 31,000 บาท วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 11.00 น.ณ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กรุงเทพฯ 



ดร.วิชาญ  อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ หนองเต่า แขวงสะหวันนะเขตสปป.ลาว เข้าพบท่านดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อส่งมอบเงินบริจาคของคณะเจ้าหน้าที่โครงการศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ หนองเต่า จำนวน 31,000 บาท สมทบเข้า “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ)” เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19

ซีพีเอฟ ยืนยันจัดซื้อข้าวโพดจากแหล่งไม่รุกป่า 100% มุ่งส่งเสริมเกษตรกรปลูกแบบปลอดการเผา



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าการจัดหาวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ด้วยความรับผิดชอบและโปร่งใส ยืนยัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่บุกรุกป่า ได้ครบ 100% แล้ว พร้อมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรหยุดเผา ใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุ แก้ปัญหาฝุ่นละออง ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน



นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ  ตระหนักดีถึงการจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตร มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยขับเคลื่อนการจัดหาวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบตลอดห่วงโซ่ ตามแนวทาง “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ”  บริษัทฯ รับซื้อผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ ครบถ้วน 100% ยืนยันได้ว่าเป็นข้าวโพดปลูกในพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกป่า  และบริษัทฯ ยังเดินหน้ากิจกรรมเชิงรุก ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรเพาะปลูกแบบปลอดการเผา สร้างความตระหนักเรื่องการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ลดปัญหาหมอกควัน 



“บริษัทได้นำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดที่มาจากพื้นที่มีกิจกรรมการเผาตอซัง เพื่อให้บริษัทจัดทีมงานลงพื้นที่ ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และเพิ่มความตระหนักในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว  หันมาใช้ประโยชน์ตอซัง เน้นการไถกลบเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชน และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรม" นายวรพจน์กล่าว 

 


ภายใต้นโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟมุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรทางธรรมชาติ  บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร ผ่านการดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตทั้ง

ในแง่ปริมาณและคุณภาพ และส่งเสริมให้เกษตรกรขายผลผลิตเข้าโรงงานโดยตรง ได้ราคารับซื้อที่เป็นธรรม โดยโครงการฯ แบ่งปัน และถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการเพาะปลูกที่ได้มาตรฐานแก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์  ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ปรับวิธีการปลูกให้เหมาะสม ลดการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร สามารถรับมือภาวะภัยแล้ง โรคและศัตรูพืช ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 9,500 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 241,200 ไร่ มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ขึ้นร้อยละ 32 เป็นการช่วยเสริมรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร มีความรู้ในการเพาะปลูกที่ถูกต้อง ช่วยสร้างอากาศชุมชนดี ดินคุณภาพดี สิ่งแวดล้อมดี และสุขภาพดี


ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังร่วมมือกับ เทศบาลตำบลบัลลังก์ ดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล”  โดยสนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดในพื้นที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา แบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายผลผลิต ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรแบบเกษตรแปลงใหญ่  เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพผลผลิตได้ตรงตามความต้องการของโรงงาน และที่สำคัญ สนับสนุนเกษตรกรไถกลบตอซังหลังเก็บเกี่ยวแทนการเผา ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของดิน และสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมในชุมชน


บริษัทเปิดจุดรับซื้อผลผลิตใกล้แหล่งปลูกของเกษตรกรทั้งในอ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และอ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อช่วยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวโพดในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ และลดภาระต้นทุนการขนส่งผลผลิตเข้าโรงงานอาหารสัตว์ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังสนับสนุนและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการเก็บเกี่ยวให้แก่เกษตรกรร่วมโครงการฯ  ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำระบบตรวจสอบย้อนกลับไปขยายผลใช้กับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ในเขตประเทศเมียนมา โดยเริ่มรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้นตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ยั่งยืน./

ห้ามพลาด!! มกอช. ชวนชม Live "เชื้อ STOP เมื่อ Shop from Home" by DGTFarm พรุ่งนี้



เมื่อวันที่ 13 พ.ค. สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โพสต์เฟชบุ๊คชวนชม Live แนะนำช่องทางการซื้อ-ขาย สินค้าเกษตรมาตรฐาน ในคอนเซ็ป "เชื้อ STOP เมื่อ Shop from Home" by DGTFarm วันที่ 14 พ.ค.64 โดยระบุว่า

🎯🎯 กลับมา Live ตามคำเรียกร้องแล้วจ้าาา  🎯🎯 ในคอนเซ็ป " เชื้อ STOP เมื่อ Shop from Home" by DGTFarm



🕚 ใน วันศุกร์ที่ 14 พ.ค. 64  พบกัน เวลา 14.00 น.




👉👉 กิจกรรมที่ 1 

✅ แนะนำสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน  ✅✅

✅ จากพี่น้องเกษตรกร ใน DGTFarm 😘😘

📌📌 เตรียมCFสินค้าเกษตรรัวๆ ในราคาที่จับต้องได้ 📌📌


👉👉 กิจกรรมที่ 2

✅ เล่นเกมส์ ตอบคำถาม ชิงรางวัล ✅✅

😘😘 แอดมิน ขอบอกเลยว่า ของรางวัล เพียบ !! 😘😘 

#สินค้าเกษตรมาตรฐาน_ออนไลน์ #DGTFarm #ปลอดภัยมีคุณภาพได้มาตรฐานผ่านการรับรอง

https://www.facebook.com/MyDGTFarm/photos/a.1713651105371738/5434161739987304/



วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

มอบผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค

 


      น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มอบผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ให้กับโรงพยาบาลสนามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่  เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยรวมถึงคุณครู บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ ณ โรงพยาบาลสนามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแม่คือฯ จ.เชียงใหม่   เมื่อเร็วๆนี้  

ซีพีเอฟ เดินหน้าพลังงานหมุนเวียน รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สร้างธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน



      บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบทั้งโรงงานและฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วกว่า 575,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2563 พร้อมใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน    

       นายจารุบุตร เกิดอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงการมีส่วนร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงมีการวางแผนบริหารจัดการธุรกิจเพื่อรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมรอบด้าน โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วางแผนระบบโลจิสติกส์ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตลอดจนการทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ และดำเนินโครงการปลูกป่าพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าชายเลน  สนับสนุนเป้าหมายของบริษัทฯลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมลง 25% ในปี 2568 เทียบกับปีฐาน 2558


  

       การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของซีพีเอฟเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมในรูปแบบต่างๆ อาทิ พลังงานชีวมวล (Bio Mass) พลังงานชีวภาพ (Biogas) พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบติดตั้งบนหลังคาโรงงานและอาคารสำนักงาน (Solar Rooftop) และแบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) โดยในปี 2563 สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 26% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 575,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 



     ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการเลือกประเภทของพลังงานหมุนเวียนให้เหมาะสมกับธุรกิจและสถานที่ เช่น พลังงานชีวมวล ในโรงงานอาหารสัตว์บกและสัตว์น้ำ นำวัสดุเหลือทิ้ง เช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย ซังข้าวโพด เป็นต้น มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในหม้อไอน้ำ ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการใช้พลังงานชีวมวลทั้งหมด 1.77 ล้านกิกะจูล และตั้งเป้าหมายยกเลิกการใช้ถ่านหินในปี 2565 ส่วนการใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และน้ำเสี ยนำไปบำบัดจนได้ก๊าซชีวภาพ นำไปผลิตกระแสไฟฟ้าและนำกลับไปใช้ในสถานประกอบการ มีการดำเนินการในฟาร์มสุกรทั้งหมดของบริษัทฯ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ทั้ง 7 แห่ง และโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปหนองจอก ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกร (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) 96% ดำเนินการเพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ขยายผลไปใช้กับกิจการในประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ โรงงานอาหารแปรรูปจากเนื้อไก่โคราช นำก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในหม้อไอน้ำ (Steam Boiler) โดยในปี 2563 ซีพีเอฟ มีการใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพรวม 1.04 ล้านกิกะจูล



      นอกจากนี้ ซีพีเอฟดำเนินโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเพื่อติดตั้งแผงโซล่าร์ พีวี (Solar PV) 26 แห่ง ประกอบด้วยโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารแปรรูป โรงงานอาหารสำเร็จรูปและศูนย์กระจายสินค้า โดยมีกำลังการผลิตทั้งหมดในปี 2563 จำนวน 15 เมกะวัตต์ ขณะที่บริษัทมีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์รวม 0.02 ล้านกิกะจูล 


 

      “นอกจากซีพีเอฟมีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางอาหารแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลธรรมชาติ เดินหน้าตามเป้าหมายธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน” นายจารุบุตร กล่าว

      นโยบายการใช้พลังงานหมุนเวียนของซีพีเอฟ ยังตอบสนองต่อกระแสความต้องการของคู่ค้าและผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิตที่มีส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคธุรกิจต้องปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว  

      นายจารุบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟยังให้ความสำคัญในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในด้านอื่นๆ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น นวัตกรรมอาหารสัตว์รักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งอาหารสุกรและอาหารไก่ไข่  ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 72,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2563 การวางแผนระบบโลจิสติกส์ จากการคัดเลือกที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าให้อยู่ระหว่างโรงงานผลิตและที่ตั้งของลูกค้าในระยะทางที่เหมาะสมต่อการขนส่ง นำระบบไอทีเข้ามาบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่รถขนส่งสินค้าในแต่ละคันให้ได้มากที่สุด รวมถึง ลดการสูญเสียอาหาร ขยะส่วนเกิน และขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางการผลิตครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตอาหาร เป็นต้น

       ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)  พร้อมเดินหน้านำนวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีมาใช้  พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

 

 

 

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พนักงานแม็คโครทั่วประเทศ รวมพลังน้ำใจ มอบชุด PPE ให้แก่ กรุงเทพมหานคร และ โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ สู้ภัยโควิด-19 ไปด้วยกัน



      บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย นายวสันต์ สินพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล นางสาวสุปรียา สีสุขดี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล และคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมกันส่งมอบชุดป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE ที่ได้จากโครงการ “ส่งความห่วงใย จากใจชาวแม็คโคร” ให้แก่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  จำนวน 5,000 ชุด เพื่อส่งมอบไปยังหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร  



      ทั้งนี้พนักงานแม็คโครใน 139 สาขาทั่วประเทศ ได้แสดงพลังน้ำใจ ผ่าน โครงการ “ส่งความห่วงใย จากใจชาวแม็คโคร” ร่วมกันบริจาคชุด PPE ได้จำนวนมากกว่า 20,000 ชุด ซึ่งหลังจากการมอบให้กรุงเทพมหานครในลำดับแรกแล้ว ลำดับต่อไปพนักงานจากทุกสาขาของแม็คโคร ทั่วประเทศ จะทยอยส่งมอบชุดป้องกันการติดเชื้อ ให้กับโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนามต่างๆ  เพื่อส่งกำลังใจให้บุคลากรทางแพทย์ผู้เป็นบุคลากรด่านหน้าในการต่อสู้กับโควิด-19

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...