วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565

50 ปี สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ฉลองใหญ่ จัดมอบโล่เกียรติคุณแก่คณาจารย์ผู้มีคุณูปการต่อวงการเกษตร


   
 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และปฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 50 ปี สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณผู้สร้างคุณประโยชน์ ให้แก่วงการเกษตรประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา 



    นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมฯกล่าวว่า สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ได้ก่อตั้งขึ้นด้วย โดยการรวมตัวของผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์ และสารกำจัดศัตรูพืช เมื่อปี 2514 ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะเป็นองค์กรที่จะยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเศรษฐกิจ สังคม ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย สมาคมฯมุ่งมั่นที่จะผนึกกำลังกันช่วยเหลือประสานงานกับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในการให้ความรู้แก่เกษตรกรและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สร้างผลิตผลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างทัดเทียม และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง 



    ทั้งนี้ในงานฉลองครบรอบ 50 ปี ได้จัดให้มีการมอบโล่เกียรติคุณแก่คณาจารย์ผู้มีคุณูปการต่อวงการเกษตร จำนวน 8 ท่าน ดังนี้

1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรคยาน 

2. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อำนาจ สุวรรณนฤทธิ์

3. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา 

4. รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ โอสถสภา

5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม

6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อดิศักดิ์ บ้วนกลียาพันธ์

7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถสิทธิ์ วงษ์มณีโรจน์

8. นายถวิล สุวรรณมณี



     “ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้ความยึดมั่นในพันธกิจหลักอย่างมีจริยธรรม ธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมให้ภาคการเกษตรของไทยได้มีการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการทำงานค้นคว้าวิจัยร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพิ่มพูนองค์ความรู้ในด้านการเกษตรของประเทศ จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อมอบให้เกษตรกรและสมาชิกและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาคมฯ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยด้วยการทำการเกษตรที่ถูกต้อง ด้วยแนวทางเกษตรปลอดภัย (Good Agricultural Practice) เพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่วงการเกษตรไทยให้เกิดความเจริญก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืนตลอดไป "นายกสมาคมฯกล่าวทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565

3 ภาคี เครือข่าย ภาคเอกชน แถลงข่าว เตรียมงานใหญ่ มหกรรมยางพาราและพืชเศรษฐกิจ EEC 2023 จ.ระยอง รับนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


    ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยพร้อมเครือข่ายยาง ร่วมขับเคลื่อนนโยบายยางพาราตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าหมายปี 2566 เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางกับภาคอุตสาหกรรมยางพาราไทยสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 
EEC



     สำหรับการจัดแถลงข่าวครั้งนี้ มี นายอำนวย ปะติเส นายกสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง, Dr.Boonthong Bouahome  President of LRA (นายกสมาคมยางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และ Mr Chen Jinlong  Executive Dilecter Xinthai Long Industary Co.Ltd (ผู้แทนภาคธุรกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน),  นายจิระวิทย์  มีชูภัณฑ์ ผู้อำนวนการการยางพาราแห่งประเทศไทย  เขตภาคกลางและภาคตะวันออก  และนายธีระพงศ์  พงศ์อุทธา  ผู้อำนวยการการยางพาราแห่งประเทศไทย จังหวัดระยอง นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล นายอำเภอวังจันทร์ และนายบุญสวยโสภณ สกุลกิจเจริญชัย ประธานจัดหารายได้ และประชาสัมพันธ์ สมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแถลงข่าวการจัดงานในครั้งนี้ด้วย




    ดร.อุทัย กล่าวว่า “มหกรรมยางพาราและพืชเศรษฐกิจ EEC 2023” ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออก อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยการจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย, สมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง,  วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม  และเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราอย่างเป็นระบบ  โดยการดึงนักลงทุน  SME ไทยและต่างประเทศได้มาร่วมลงทุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC รองรับมติคณะรัฐมาตรีเมื่อวันที่  9 สิงหาคม 2565  ในการสนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรมแปรรูปในเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC  อันจะนำไปสู่การผลักดันนโยบายยางพาราตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนายางพาราและพืชเศรษฐกิจในองค์รวมเกิดความยั่งยืนต่อไป



    ด้าน นายอำนวย ปะติเส นายกสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง กล่าวเสริมว่า การจัดงานมหกรรมยางพารา และพืชเศรษฐกิจ EEC 2023 ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานยางพาราที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนครั้งแรก ที่ไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาครัฐเลย เพราะปัญหาการตลาดของเกษตรกรชาวสวนยาง มีมาก รอภาครัฐไม่ได้ เอกชนและเกษตรกรต้องร่วมคิดร่วมทำ และร่วมพัฒนา กันไปก่อน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากหลายฝ่าย การจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรม ความรู้ โนฮาว เทคโนโลยีใหม่ๆ การเพิ่มมูลค่าการตลาดยางพารา จากคู่ค้า จากประเทศจีน และลาว จะมาร่วมกิจกรรม ในงานนี้ด้วย จึงอยากเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการยางพารา ทั้งภาครัฐ และบริษัทเอกชน รวมถึงเกษตรกรชาวสวนทุกท่าน มาร่วมออกบูธ มาเที่ยวชมงาน ในวันและเวลาดังกล่าว และหวังว่ามหกรรมงานยางพาราที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับอาชีพและธุรกิจยางพาราในอนาคตอย่างแน่นอน



     ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดเด่นเนื่องจากมีปริมาณผลผลิตยางเป็นอันดับหนึ่งของโลกมากว่า  30 ปี(ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534)และมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบที่จะป้อนโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา อาทิเช่น ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยผลิตยางพาราได้ปริมาณ 5,168,837 ตัน ส่งออกเป็นวัตถุดิบ 4,176,529 ตัน คิดเป็นร้อยละ 80.80 ของผลผลิตยาง ซึ่งมีมูลค่า 175,977 ล้านบาท ใช้ในประเทศเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 925,808 ตัน คิดเป็นร้อยละ 17.91 ของผลผลิตยาง มีมูลค่าการส่งออก 379,424 ล้านบาท โดยสรุป ปี พ.ศ. 2564 ยางพารามีรายได้เข้าประเทศรวม 555,401 ล้านบาท (ที่มา :กองการยางกรมวิชาการเกษตร, 2565)  และจากตัวเลขการส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางซึ่งมีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากรัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางให้มากขึ้นจะส่งผลต่อการการสร้างงาน-สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและภาพรวมของประเทศไทยอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กรรมาธิการกิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ติดตามปัญหาการอนุญาตให้บริษัทเอกชนใช้เครื่องหมายการค้าตรานมไทย-เดนมาร์ค

16 ธ.ค. 65 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อร่วมประชุมติดตามปัญหาการอนุญาตให้บริษัทเอกชนใช้เครื่องหมายการค้าตรานมไทย-เดนมาร์ค ตามที่มีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) ร้องเรียน โดยมีผู้แทน อ.ส.ค. คณะกรรมการสหภาพแรงงานวิสาหกิจ อ.ส.ค.ผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ผู้แทนองค์กรสมาชิกสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหแห่งประเทศไทย (สพร.ท) ผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค จำกัด ผู้แทนเกษตรผู้เลี้ยงโคนม เข้าร่วมประชุมหารือ ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี



นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือว่า ภายหลังจากคณะกรรมการธิการฯ ได้รับหนังสือ ขอคัดค้านการอนุญาตนำเครื่องหมายการค้า ไทย-เดนมาร์ค ให้เอกชนใช้ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งได้มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ศึกษาข้อเท็จจริง และได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ อ.ส.ค.อนุญาตให้เอกชนใช้เครื่องหมายการค้า “ไทย-เดนมาร์ค” จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนหรือไม่ และหากมีการดำเนินการ อ.ส.ค.ได้มีแผนการพัฒนาธุรกิจในอนาคตอย่างไร อีกทั้งการที่ อ.ส.ค.เปิดรับเอกชนเพียงรายเดียวเข้ามาดำเนินกิจการ โดยไม่มีการเปิดประมูล ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรมโปร่งใสในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการ และยังพบว่ามีความไม่ชัดเจนของโครงการดังกล่าวนี้ในอีกหลายๆ ด้าน คณะกรรมาธิการฯ จึงอยากให้มีการชะลอการดำเนินการโครงการนี้ไว้ก่อน และส่งเรื่องให้ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแล อ.ส.ค.รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ออกไป



หาก อ.ส.ค.จะดำเนินการโครงการดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และผู้ที่มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน เป็นจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องพึ่งพา อ.ส.ค.ในการประกอบอาชีพเป็นหลัก หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบทั้งระบบ จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในภายหลัง” นายจิรายุ กล่าว



นางสาวณัฐภร แก้วประทุม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.)กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ อ.ส.ค.จะอนุญาตให้บริษัทชั้นนำในประเทศออสเตรเลียใช้แบรนด์ “ไทย-เดนมาร์ค” เพื่อจำหน่ายนมผงสูตร2 ที่จะนำเข้ามานี้ จะมีการเสริมสารอาหารต่างๆ (Fortified) เช่น โปรตีน แคลเซียมและฟอสฟอรัส สำหรับเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ประเด็นดังกล่าวนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในวงการโคนมว่า ทาง อ.ส.ค.คิดได้อย่างไรกับแนวทางนี้ เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า บทบาทหน้าที่และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ส.ค.นั้นคืออะไร การดำเนินการเพื่ออนุญาตให้บริษัทเอกชนต่างชาติใช้แบรนด์ ไทย-เดนมาร์ค” จึงไม่สอดรับกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ส.ค. อีกทั้งเครื่องหมายการค้าตรา ไทย-เดนมาร์ค เป็นสินทรัพย์ของ อ.ส ค. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของไทย การดำเนินการเพื่ออนุญาตให้บริษัทเอกชนต่างชาติใช้แบรนด์ ไทย-เดนมาร์ค จึงอาจเข้าข่ายการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทนมผงเอกชนข้ามชาติ จนส่งผลกระทบต่อตลาดนมในภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมของไทย และอ.ส.ค. อีกทั้งมองว่า การดำเนินการเพื่ออนุญาตให้บริษัทเอกชนต่างชาติใช้แบรนด์ ไทย-เดนมาร์ค ไม่อยู่ในอำนาจ ของ อ.ส.ค. ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อ.ส.. ซึ่งอ.ส.ค. ควรทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นกลไกสำคัญในการดูแลปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยเป็นหลัก พัฒนาศักยภาพและยกระดับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 

ภายหลังจากที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าวต่อ คณะกรรมาธิการ กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งมีผลให้ชะลอการดำเนินโครงการนี้ออกไปก่อน ทางสหภาพฯ มีความพอใจในระดับหนึ่ง แต่หากจะให้พอใจสูงสุดคือควรยุติโครงการนี้ และเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารหันไปให้ความสำคัญการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรเป็นหลัก เพราะมองว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร หลังจากนี้ ทางสหภาพฯ จะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ อ.ส.ค.และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้สืบสานอาชีพพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จนทำให้เกษตรกรชาวไทยในวันนี้ได้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงเลี้ยงครอบครัวได้ ช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าอย่างนมโคอีกด้วยประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.)กล่าว

ด้าน นายสุกิจ สิงห์กลาง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎรและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) ที่ช่วยออกมาปกป้องอาชีพการเลี้ยงโคนม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพราะหาก อ.ส.ค.มีการดำเนินโครงการดังกล่าว ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน อาจจะต้องลดขนาดฟาร์มและถึงขั้นอาจจะต้องเลิกเลี้ยงโคนมได้    ดังนั้น อ.ส.ค.ควรเข้ามาพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนมให้เกษตรกร และดำเนินการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ซึ่งเป็นนมโคสดแท้ 100% ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำนมดิบมีราคาเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะได้ดื่มนมโคแท้ 100% ซึ่งมีประโยชน์กว่านมผงมากมาย โดยเฉพาะนมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศเลย

 

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565

แม็คโคร ประกาศความมุ่งมั่นด้านอาหารปลอดภัย หนุนเกษตรกรลดใช้สารเคมี พร้อมสานต่อโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ สู่ปีที่ 9”


 

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สานต่อโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ ปีที่ 9” ขยายจำนวนกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมโครงการลดใช้สารเคมี  ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 20,000 ไร่ พร้อมตรวจเข้มตลอดห่วงโซ่  ตั้งแต่แปลงปลูกถึงมือผู้บริโภค สร้างผลตอบรับดีต่อเนื่อง คาดทั้งปี 2565  รับซื้อกว่า 4,500 ตัน สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย



นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ส้มเป็นผลไม้ยอดนิยมในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะส้มที่ปลูกในประเทศไทยผ่านโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้” ที่แม็คโคร ได้ร่วมทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้  พัฒนาเกษตรกรให้ยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูกเพื่อผลผลิตที่ปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี โดยเฉพาะในแหล่งเพาะปลูกสำคัญ อาทิ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และ จ.แพร่ มาตลอด 9 ปี ส่งผลให้ผลผลิตส้มที่ได้ มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น



ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา แม็คโคร และภาคีเครือข่ายในโครงการส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยเราเน้นกระบวนการตรวจเข้มสารเคมีตกค้างตลอดห่วงโซ่ ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น  เกษตรกรขายผลผลิตได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีรายได้ที่มั่นคง จนกระทั่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ปลูกส้มปลอดภัยครอบคลุมมากกว่า 20,000 ไร่”



ชาวสวนส้มปลอดภัยที่ส่งผลผลิตจำหน่ายกับแม็คโคร จะเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่ปลอดภัย ภายหลังการใช้สารกำจัดแมลง รวมถึงกระตุ้นให้เกษตรกรใช้ย่าฆ่าแมลงลดน้อยลง เน้นใช้สารชีวภัณฑ์จากสะเดาทดแทน  ซึ่งผลผลิตต้องผ่านการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง ตั้งแต่ต้นฤดูกาล จนถึงปลายฤดู ด้วยห้องปฎิบัติการรับรองมาตรฐานระดับสากล ISO/IEC 17025  โดยแม็คโคร จะเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจสินค้าทุกล็อตก่อนออกจากสวน และที่ศูนย์กระจายสินค้า ที่สำคัญข้อมูลความปลอดภัยต่างๆ เหล่านี้ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด makro i-Trace ที่ติดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ หรือป้ายแสดงคิวอาร์โค้ด ณ จุดจำหน่าย สำหรับ สายพันธุ์ส้มในโครงการดังกล่าว เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย ประกอบด้วย ส้มสายน้ำผึ้ง นัมเบอร์วัน  เช้ง เขียวหวาน โอเชี่ยน และคัมควอท ซึ่งในปี 2022 นี้ แม็คโคร รับซื้อส้มปลอดภัยจากชาวสวนมากกว่า 4,500 ตัน 



เรายังพบอีกด้วยว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ สามารถสานต่ออาชีพการทำไร่ส้มจากรุ่นสู่รุ่นได้  นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็ง โดยมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน” นางศิริพร กล่าว

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กรมการข้าว เร่ง!!! ชู โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 มุ่งให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้แข่งขันในตลาดโลก



    วันที่ 9 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข่าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าวและคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว 



    นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยหลังการแถลงข่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ ประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิตข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก  ดังนั้น อาชีพชาวนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าว ยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีคุณภาพต่ำ การที่จะปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด กรมการข้าวจึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้ตรงกับความตามความต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 



    อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ ถึงความสำคัญของโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่กรมการข้าวได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึง และได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ผ่านกลุ่มเกษตร และสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ของกรมการข้าวที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูก และขยายพันธุ์ ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวมีเป้าหมายการดำเนินการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำานวน 58,700 ตัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ กรมการข้าวมีแผนการดำเนินงานโครงการนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้.

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565

CPF ชูความสำเร็จ 21 ปี ระบบ "ไบโอแก๊ส" Best Practice หนุนปศุสัตว์รักษ์โลก ตามแนวทาง BCG Model

    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยกต้นแบบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ตามหลัก BCG Economy Model  ชูระบบไบโอแก๊ส (Biogas) ในฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ หนุนกระบวนการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 490,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตอกย้ำเป้าหมายส่งเสริมภาคปศุสัตว์รักษ์โลก และช่วยลดโลกร้อน   



    นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับระบบการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาหารยั่งยืน โดยเฉพาะการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ  ด้วยการนำหลักเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) หรือ BCG มาใช้บริหารจัดการธุรกิจ หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในฟาร์มสุกร โดยนำระบบไบโอแก๊ส (Biogas) มาเปลี่ยนมูลสัตว์เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งซีพีเอฟเป็นองค์กรที่นำร่องดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 เป็นเวลา 21 ปีแล้ว สามารถเป็นต้นแบบของแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ใหักับหน่วยธุรกิจอื่นๆ และถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรรายย่อย (คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง) เพื่อร่วมกันผลักดันภาคปศุสัตว์มีส่วนร่มในการลดภาวะโลกร้อนให้กับโลกอย่างยั่งยืน     


 

    ซีพีเอฟ ต่อยอดความสำเร็จจากระบบไบโอแก๊ส ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกรีนฟาร์ม (Green Farm) เพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับนำมาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าในฟาร์มสุกรของบริษัททั้ง 98 แห่ง ได้ถึง 50-80% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในฟาร์ม ลดกลิ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมกันนี้ นำระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มาใช้ทั้ง Solar Rooftop และ Solar farm 



    ด้าน นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ มุ่งมั่นนำพลังงานทดแทนมาใช้ในคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ซีพีเอฟทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ร้อยเอ็ด อุดรธานี จันทบุรี และสงขลา ทำให้สามารถจัดการของเสียในกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ ด้วยการผลิตไบโอแก๊สจากมูลไก่เป็นกระแสไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ ช่วยลดกลิ่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าลง 70-80% รวมทั้งยังได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้บริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกระบวนการของโรงคัดไข่ไก่     



    ขณะเดียวกัน น้ำหลังการบำบัดจากระบบไบโอแก๊ส นำไปใช้หมุนเวียนผสมกับมูลไก่ในระบบฯ โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดิบจากธรรมชาติ ส่วนกากไบโอแก๊สหลังการบำบัด มีเกษตรกรที่ขอไปใช้ประโยชน์ในการปรับสภาพดินก่อนที่จะปลูกพืช หรือทำนา ส่วนน้ำหลังการบำบัด เป็นน้ำที่มีแร่ธาตุเหมาะกับการเติบโตของพืช ส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงฟาร์ม นำไปใช้กับแปลงเพาะปลูก ช่วยให้ผลผลิตเติบโตได้ดี มีผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี   



    จากการที่ ซีพีเอฟพัฒนาการกำจัดของเสียและน้ำเสีย ที่เกิดจากมูลสัตว์ของฟาร์มเลี้ยงสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ โดยมีการติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพในการบำบัดมูลสัตว์และน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงสุกรและไก่ไข่  นอกจากจะช่วยลดกลิ่นและการปล่อยก๊าซมีเทนที่จะออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งได้นำก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากระบบก๊าซชีวภาพไปผลิตกระแสไฟฟ้า และนำกลับมาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสุกรและไก่   สามารถทดแทนไฟฟ้าได้ 69 ล้านหน่วย   ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 490,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 



     ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ให้ความสำคัญในการสร้างสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวางกลยุทธ์และเป้าหมายความยั่งยืน “CPF 2030 Sustainability in Action” ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกๆ วันของการดำเนินธุรกิจ ด้วยการนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่กำหนดไว้ 17 เป้าหมาย ตลอดจนดำเนินธุรกิจตามแนวทางข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact : UN Global Compact) และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2050./


 

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคไทย โดนใจผู้บริโภค CTOP เตรียมบุกตลาดภารตะ

     เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา สมาคมการค้าผู้นำเข้าส่งออกไทย-อินเดีย จัดกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับ “เส้นทางการค้าไทยสู่อินเดีย” ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ (SIBA) ถนนพหลโยธิน 24 นำเอาผู้ประกอบการไทย และอินเดียมาพบปะเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ อาทิโอกาส และลู่ทางการค้าการไทยสู่ประเทศอินเดีย สินค้าไทยแบบไหนที่อินเดียต้องการ รวมถึงหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการส่งออกสินค้าไปประเทศอินเดีย พร้อมทั้งมีการแนะนำเปิดตัวโครงการศูนย์กลางการค้าไทยในอินเดีย โดยมี Dr.Arpan Mitra chairman EDI ท่านธราดล ทองเรือง อดีตฑูตพาณิชย์ไทยประจำประเทศอินเดีย และ ดร.วรกร ชำนาญไพศาล นายกสมาคมการค้าผู้นำเข้าส่งออกไทย-อินเดีย ร่วมในงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ พร้อมทั้งนำสินค้าบ้างส่วนมาแนะนำในงานจำนวนมากทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณวัชรารัศมี สุนทรพนาเวช หรือที่รู้จักกันดีในวงการว่า “ตา สุรางคณา” มาเป็นพิธีกรภาคสนามสร้างสีสรรคให้กับผู้ประกอบการฝั่งอินเดียและไทยอย่างครึกครื้น



    คุณณัฐิดา ชนะสิทธิ์ หรือ พี่ตุ๋ย ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรไทยเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการได้นำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ภายใต้แบร์น “ซีทอป” อาทิ ผลิตภัณฑ์สครับผิว, สปาออยล์, สบู่สมุนไพรลดอาการคันจากการแพ้เหงื่อ, สบู่สมุนไพรสำหรับผู้หญิง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปลรูปจากทุเรียนที่มาในรูปแบบทอฟฟี่ ซึ่งทำบรรจุภัณฑ์โดดเด่นเฉพาะตัวมาโชว์ภายในงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจากอินเดียเป็นอย่างมาก



    “วัตถุดิบต่าง ๆ ที่เรานำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวล้วนแต่เป็นออร์แกนิคที่ได้จากเกษตรกรทั้งนั้น เราให้เขาปลูกแล้วนำมาส่งขายให้เรา แนวคิดเบื้องต้นที่เข้ามาทำตรงนี้ก็เพื่ออยากส่งเสริมให้สมุนไพรของไทยเราได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเรามีหมายเลขจดแจ้งจากสาธารณะสุข มีใบรับรองจากมหาดไทยว่ามีความปลอดภัย และมีการส่งตรวจอยู่เป็นประจำ เราได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร รวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นเราจึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะสามารถไปต่างประเทศได้ก็เพราะได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เหล่านี้”



    พี่ตุ๋ยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้มีส่งสินค้าไปยังตลาดจีน พม่า กัมพูชา และลาว แต่เพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดทำให้ยอดการส่งออกจำหน่ายลดลง แต่ปัจจุบันนี้เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวนักธุรกิจเริ่มเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นหนึ่งในนั้นก็คือ อินเดีย  



    “คนอินเดียชอบสินค้าไทยมาก ถ้าเขาชอบเขาจะซื้อล๊อตใหญ่และต้องเป็นสินค้าที่ราคาไม่แพง แต่สินค้าเราจะมีราคาค่อนข้าสูง และนี้เป็นโจทย์ให้เราต้องมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ต้นทุนการผลิตเราลดลงในขณะที่คุณภาพของสินค้าไม่ลดลงตาม จากข้อมูลที่เราได้ศึกษามาสภาพอากาศของประเทศอินเดียจะคล้ายไทย แล้วยิ่งได้มาร่วมงานพบปะกับผู้ประกอบการของทางอินเดียในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ของเราจึงตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้เป็นอย่างดี นี้คือเหตุผลที่เราต้องการพาสินค้าของเราเขาตลาดอินเดีย”

    นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่มีผู้ประกอบการไทยใจถึงอย่างพี่ตุ๋ยที่ต้องการพาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรไทยให้ออกไปสู่ตลาดตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ปัจจุบันแม้จะพร้อมส่งออกแต่เจ้าตัวยังเปิดกว้างรับคำแนะนำเรื่องการทำตลาดส่งออกจากผู้มีประสบการณ์ และผู้ที่มีใจรักในการผลักดันสมุนไพรไทยไปสู่เวทีโลกเหมือนกัน

    สำหรับท่านใดต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อเข้าไปได้ที่ คุณณัฐิดา ชนะสิทธิ์ หรือ พี่ตุ๋ย ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ซีทอป (CTOP) โทร. 09 8249 7428

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...