วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

“ มนัญญา” เดินหน้าแบน 3 สาร ชงงบ 400 ล้าน ผลักดันใช้เครื่องจักรกลฯ ลดใช้สารเคมี นำร่องผ่านสหกรณ์


        “มนัญญา”  ยึดมติ23 พ.ค.61 เดินหน้าจำกัดใช้ 3 สาร เตรียมเสนอครม.ขอ400  ล้านใช้สหกรณ์นำร่องใช้เครื่องจักรกลทำเกษตรลดการใช้สารอันตราย พบเกษตรกรเพิ่มอบรมได้แค่ 3 แสนรายหวั่นฤดูผลิตป่วนทั่วประเทศ เพราะห้ามขายสารเคมีเกษตรกรที่ไม่มีใบเขียว


         นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์    รมช.เกษตรและสหกรณ์   เปิดเผยว่า  ได้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีของบประมาณ  400  ล้านเพื่อให้สหกรณ์การเกษตรกว่า 200 แห่งจัดหาบริการสมาชิกภายใต้การแนะนำของสำนักเครื่องจักรกลกรมวิชาการเกษตร และยังได้ติดตามวาระการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะพิจารณาเรื่องมาตรฐานไอเอสโอ 3 ฉบับที่กระทรวงเกษตรฯเสนอเพื่อจะให้บริษัทผู้นำเข้า ผู้ผลิตสารเคมี ตลอดจนร้านจำหน่ายจะต้องปฏิบัติเพื่อเป็นการคุ้มครองเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม    ซึ่งเมื่อเรื่องนี้ผ่านก็คิดว่าทุกบริษัทพร้อมดำเนินการเพราะทำมาค้าขายกันมาเป็นร้อยปี ควรที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อเกษตรกรและประชาชน


        ทั้งนี้ได้ให้นายสุกรรจ์ สังข์วรรณะ  เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เข้าพบพร้อมแกนนำเครือข่ายตามที่ได้ทำหนังสือมา ซึ่งในการหารือตนได้ยืนยันมาตรการที่กำลังดำเนินการคือยึดมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย 23พ.ค  2561  ที่ให้จำกัดการใช้ 3 สารคือพาราควอต ครอล์ไพริฟอส และไกลโฟเซต   และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ เพื่อให้มีการดำเนินการสู่มาตรการจำกัดการใช้ ทราบว่าหลายมาตรการยังไม่มีคืบหน้า


        “ขณะนี้เรื่องขอ 400 ล้านทำโครงการนำร่องให้สหกรณ์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรลดการใช้ปุ๋ยเสนอแล้วเรื่องอยู่ที่สำนักงบประมาณ    เพราะนโยบายไม่ได้มองเฉพาะ 3 สารเคมีที่พูดกัน แต่ดิฉันมองภาพรวมการลดการใช้สารเคมีทั้งหมด และมองถึงระบบการผลิตสารเคมีเกษตรที่ต้องมีมาตรฐานการผลิตที่ดี ดังนั้นเรื่องการแบนตามมติกรรมการวัตถุอันตรายก็จะเป็นโอกาสต่อไป ระหว่างนี้จึงต้องเร่งเรื่องประกาศไอเอสโอ เพราะจะเป็นการกำหนดให้บริษัทเหล่านั้นต้องปฏิบัติและเจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบได้ จะไม่มีเรื่องใต้ดินอีกต่อไป  ซึ่งขณะนี้หากใครลองให้เกษตรกรไปซื้อสารเคมีที่จำกัดการใช้ และไม่มีเอกสารใบเขียว ดิฉันก็เชื่อว่าจะมีการขายให้ เกษตรกรก็จะซื้อ  ไม่อยากให้มีภาพอย่างนี้เกิดขึ้น”  รมช.เกษตรฯกล่าว
    สำหรับประกาศกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้ลงทะเบียนเพื่ออบรมและระบุชนิดพืชและสารที่ต้องการใช้ ซึ่งพบว่ามีเกษตรกรลงทะเบียน 6 ราย แต่มาอบรมประมาณ  3 แสนราย  ซึ่งกลุ่มนี้จะมีหนังสือรับรองหรือใบเขียวสำหรับไปสำแดงเพื่อซื้อสารเคมีเกษตรที่จำกัดการใช้ ซึ่งในการหารือนายสุกรรจ์ระบุว่ามีเกษตรกรประมาณ  1.7 ล้านราย  ในพืชยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง จากที่ลงทะเบียนตามประกาศเพียง 6 แสนราย ควรจะอบรมทั้งหมด  ซึ่งในเรื่องนี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เพื่อจะได้หาทางออกรวมกัน ดังนั้นหากไม่เร่งดำเนินการเปิดฤดูทำการเกษตรจะวุ่นวาย
        ในขณะที่ร้านค้าสารเคมีต้องมีการขึ้นทะเบียน การแยกประเภทสารเคมี  การทำทำป้ายสินค้าใหม่  เพื่อให้เป็นไปตามประกาศกะทรวงก็พบว่ายังไม่เรียบร้อย  และได้ให้กรมวิชาการเกษตรลงไปเข้มงวดกับร้านจำหน่ายสารเคมีปลอม เพราะมีหนังสือร้องเข้ามามากโดยเฉพาะที่นครปฐมได้ให้กรมวิชาการไปตรวจสอบ



เตือนเกษตรกรและพ่อค้าอย่าขายทุเรียนอ่อน ผิดกฎหมายทั้งอาญา และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค


            นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะราคาขายทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีขณะนี้ ตามที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ราคาเริ่มต้นอยู่กิโลกรัมละ 120 – 150 บาท และยังมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงแต่จะต้องรักษาคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ ด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูง ขายได้ราคาดี เพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล จึงทำให้ชาวสวนและพ่อค้าบางรายตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย


            กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอประกาศเตือนให้เจ้าของสวนและพ่อค้าทุเรียนอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะการตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายถือว่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษปรับและจำ และจะทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อน นอกจากจะเป็นปัญหาของตลาดภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออก โดยในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และกัมพูชา มีการผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ซึ่งถ้าหากเรายังตัดทุเรียนอ่อนส่งขาย ตลาดส่งออกจะลดลงแน่นอน


            อย่างไรก็ตาม ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนช่วงต้นฤดู ยังพบว่าเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเกษตรกรเจ้าของสวนต้องการความสะดวก จึงมีการจำหน่ายในลักษณะเหมาสวน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถควบคุมการเก็บเกี่ยวได้ รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเองที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่าย เพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตเริ่มมีมาก


            ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว จึงมีการตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอความร่วมมือชาวสวนทุเรียนในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาปราบทุเรียนอ่อน
            นอกจากนี้ สำหรับผู้บริโภคที่จะซื้อทุเรียน มีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ การใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียง หากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่าแก่แล้ว หรือสังเกตดูบริเวณร่องระหว่างหนาม หากร่องยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่ายังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาล แสดงว่าแก่แล้ว เป็นต้น

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

เตือน!!! ชาวสวน เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน


         กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนชาวสวนเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน เร่งป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร


            นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 3-5 มีนาคม 2563 โดยประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงอาจจะมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยเฉพาะสวนไม้ผลซึ่งเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นานหลายปี ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งภัยแล้ง ลมพายุ และน้ำท่วมไว้ล่วงหน้า ซึ่งขณะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกหลายชนิดใกล้จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ส่วนภาคเหนือ ได้แก่ ลำไยและลิ้นจี่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำวิธีการดูแลสวนไม้ผลในระยะก่อนและหลังการเกิดพายุฤดูร้อน เพื่อบรรเทาความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
ระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน


            1.ขอให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ระวังผลผลิตที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวอาจได้รับความเสียหายได้ และระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ไว้ด้วย เนื่องจากบางช่วงอากาศจะแห้งมาก เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้
             2.เกษตรกรควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ขี้เหล็กบ้าน และสะเดาอินเดีย เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูก จะช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้
            3.ควรตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย
            4.สำหรับสวนที่เริ่มให้ผลผลิต ควรทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ กรณีผลไม้บางชนิดที่อ่อน ไม่สมบูรณ์ รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เช่น มะม่วง อาจเก็บไปจำหน่ายก่อนได้ เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง
ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน
       1.สวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุ สามารถที่จะฟื้นฟูได้โดยทำการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง 
       2.ขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เกษตรกรไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายและอัดแน่นได้ง่าย
       3.กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่ไม้ผล และเมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งจะทำให้ราก แตกใหม่ได้ดีขึ้น และควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นด้วย
       4.หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้


           สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริงเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป

อัจฉรา : ข่าว, มีนาคม 2563 กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

แม็คโคร ยกระดับป้องกันไวรัสโควิด-19 ใส่ใจสุขภาพลูกค้า พร้อมดูแลความปลอดภัยในสินค้า



บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ยกระดับความเข้มข้นมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพิ่มจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิพนักงานและลูกค้าทุกคน ก่อนเข้าสาขา  พร้อมเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค รณรงค์สวมหน้ากากและถุงมือ สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ ย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งที่ปลอดภัยใส่ใจคุณภาพชีวิตลูกค้า
นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19  ส่งผลกระทบไปทั่วโลก บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  ในฐานะผู้นำในธุรกิจค้าส่งของไทย มีความห่วงใยในความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการรายย่อย  จึงได้ยกระดับการป้องกันไวรัสโควิด-19  ในสาขาให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า


“แม็คโคร เข้าใจความกังวลของลูกค้า จึงต้องการสร้างความมั่นใจในการมาเลือกซื้อสินค้า ได้เพิ่มมาตรการดูแลลูกค้าขึ้นอีกหลายประการ  ได้แก่ เพิ่มจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกายลูกค้าและพนักงานทุกคนก่อนเข้าสาขา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้างเล็กน้อย แต่ลูกค้าทุกคนก็รู้สึกมั่นใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคที่จุดสัมผัสสาธารณะต่างๆ  ชั้นวางสินค้า แนะนำลูกค้าให้สวมถุงมือหรือใช้ที่คีบเพื่อลดการสัมผัสโดยตรงกับสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์  เพิ่มจุดตั้งแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อโรค  เพิ่มความเข้มงวดในการฆ่าเชื้อโรคตลอดกระบวนการจัดส่งสินค้า ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าจนถึงสาขา รวมถึงสร้างความเข้าใจกับผู้ผลิตและพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายถึงมาตรการเข้มข้นของแม็คโคร เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ”


สำหรับมาตรการความเข้มข้นที่ บริษัท สยามแม็คโคร ยกระดับขึ้นมาเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้กับลูกค้า ประกอบด้วย
1.ตั้งจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายลูกค้าและพนักงานทุกคน บริเวณทางเข้าสาขา   กรณีพบลูกค้ามีอุณหภูมิสูงกว่า37.5องศา ให้ทำการขอวัดซ้ำ หากยืนยันเป็นไข้  เชิญลูกค้านั่งพักนอกสาขา ณ จุดที่จัดไว้ และจะมีเจ้าหน้าที่ขออนุญาตจัดสินค้าบริการให้แทนการผ่านเข้าสาขา โดยหลังจัดของและส่งมอบแล้ว พนักงานต้องล้างมือ ทำความสะอาด ทุกครั้ง
2.เพิ่มจุดวางแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อมากขึ้น ในจุดบริการลูกค้า จุดชั่งสินค้า  แผนกอาหารสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ประตูทางเข้า-ออก
3.ทำความสะอาดพื้นที่ที่มีการสัมผัสบ่อย โดยเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลาเปิดห้าง ถึง เวลาปิดห้าง  ไม่ว่าจะเป็น  ชั้นวางสินค้า, รถเข็นสินค้า ,เคาท์เตอร์บริการต่างๆ ,โทรศัพท์ ,ตู้เอทีเอ็ม,รถวิลแชร์สำหรับลูกค้า เป็นต้น


4.รณรงค์ให้ลูกค้าสวมหน้ากากอนามัย และถุงมือ ใช้ที่คีบตลอดเวลาในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์และอาหารสด หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง
5.ติดตั้งป้ายข้อความประชาสัมพันธ์บริเวณทางเข้าสาขา ให้ความรู้เรื่องไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19   แนะข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกัน  และการปฎิบัติตนเมื่อพบว่ามีไข้ไม่สบาย
6.ตรวจตราสบู่และกระดาษสำหรับล้างมือในทุกห้องน้ำให้มีเพียงพอ
7.ออกมาตรการให้พนักงานสวมใส่หน้ากากป้องกัน ขณะปฏิบัติงานในอาคาร กรณีป่วยเป็นไข้หวัดจะต้องรีบพบแพทย์ และให้หยุดงานเป็นระยะเวลา 14 วันเพื่อดูอาการ
8.ออกมาตรการให้พนักงานหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังหรือแวะผ่าน ประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลตามความเป็นจริงเพื่อความปลอดภัยของพนักงานทุกคน


9.ปรับเปลี่ยนรูปแบบประชุมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เน้นการประชุมทางโทรศัพท์หรือVDO/Teleconference
“เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย โชห่วย ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจจัดเลี้ยงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่มีความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศ  ในช่วงเวลาเช่นนี้ แม็คโคร ขอเป็นกำลังใจและพร้อมร่วมมือร่วมใจในการก้าวผ่านสถานการณ์แพร่ระบาดระดับโลกไปด้วยกัน โดยจะคงมาตรการดังกล่าวไว้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย” นางศิริพร กล่าว

ไบโอเทค สวทช. ขยายผลงานวิจัยการใช้ไวรัส NPV กำจัดหนอนศัตรูพืช



จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการรักสุขภาพ หันมาสนใจบริโภคพืชผักผลไม้มากขึ้น ดังนั้น การทำให้พืชผักผลไม้ปลอดสารพิษจึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  การส่งเสริมให้เกษตรกรมาใช้สารชีวภัณฑ์ (คือ ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตหรือพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์) ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช จึงเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ทดแทนสารเคมี และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่มุ่งมั่นจะทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน 


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีการขยายผลการนำผลงานวิจัย ไวรัสเอ็น พี วี (NPV) เพื่อใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ ริมปิงออร์แกนิคฟาร์ม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของฟาร์มออร์แกนิค สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงตั้งเป้านำเทคโนโลยีด้านจีโนมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการภาคเกษตรกรรมในอนาคต


ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ หรือ Biocontrol เป็นงานที่ ไบโอเทค สวทช. ดำเนินการมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว โดยมุ่งเน้นที่จะใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ ที่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ราบิวเวอเรีย โปรตีนวิป (VIP) จากแบคทีเรีย และไวรัส เอ็น พี วี (NPV) ปัจจุบันทีมนักวิจัยของไบโอเทค สวทช. พยายามบูรณาการความเชี่ยวชาญของหลายสาขา เพื่อเพิ่มศักยภาพของการนำสารชีวภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และที่สำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือการอุบัติใหม่ของแมลงศัตรูพืช ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไป


นายสัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีไวรัสเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไวรัส NPV ย่อมาจาก Nuclear  Polyhedrosis Virus เป็นไวรัสที่เกิดโรคกับแมลงชนิดหนึ่งจากหลายชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำลายแมลงศัตรูพืชได้สูงสุด เหมาะสมที่จะนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เนื่องจากมีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงเป้าหมาย มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด โดยปัจจุบัน ไบโอเทค สวทช. มีการพัฒนาผลิตไวรัส NPV ของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้าย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู้ผัก โดยการใช้สารชีวภัณฑ์ไวรัส NPV จะเริ่มต้นจากกลไกการก่อโรคที่ไวรัส NPV จะทำให้แมลงเป็นโรคและตาย โดยการที่ตัวอ่อนของแมลงต้องกินไวรัสที่ปะปนอยู่บนใบพืชอาหาร เมื่อไวรัสเข้าสู่กระเพาะอาหาร ผลึกโปรตีนที่ห่อหุ้มอนุภาคของไวรัสจะถูกย่อยสลายโดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของแมลงที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อนุภาคไวรัสจะหลุดออกมาและเข้าทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร ลักษณะอาการโรคเริ่มต้นจากการที่หนอนจะลดการกินอาหารลง เมื่อไวรัสไปทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร อนุภาคของไวรัสจะขยายพันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นแพร่กระจายเข้าสู่ภายในลำตัวของแมลง เข้าไปทำลายอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือด ไขมัน กล้ามเนื้อ ผนังลำตัว เป็นต้น เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลาย การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะเสียไป ทำให้หนอนตายในที่สุด


ด้าน นายเอกราช เครื่องพนัด ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ริมปิงออร์แกนิคฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ริมปิงออร์แกนิคฟาร์ม เริ่มดำเนินการผลิตพืชแบบอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2555 โดยเริ่มทำการผลิตผักอินทรีย์หลายชนิด ได้แก่ พืชผักกลุ่มสลัด เช่น สลัดคอส บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เป็นต้น และรวมไปถึงผักไทย ได้แก่ ผักโขม ผักบุ้ง ผักกาดขาว ข้าวโพดหวาน มะเขือเทศ และแตงกวา เป็นต้น ซึ่งเริ่มทำการทดลองผลิตจากพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนที่จะขยายพื้นที่การผลิตให้เต็มพื้นที่ปลูกอย่างในปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทฯ เองยังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ มาตรฐาน Organic Thailand ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM และได้มาตรฐานการคัดบรรจุ โดยได้รับการรับรอง มาตรฐาน GMP CODEX เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของริมปิงอออร์แกนิคฟาร์มว่าได้รับผลผลิตที่ดี ในปัจจุบันผลผลิตของทางบริษัทฯ ได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทั้งในเชียงใหม่ ได้แก่ ห้างริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต ทุกสาขา และในกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เทอร์มินอล 21 ห้างเดอะมอลล์สาขาต่าง ๆ รวมไปถึง Villa market สาขา เสนาเฟสท์ เป็นต้น ด้วยแนวโน้มของความต้องการของผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่เติบโตขึ้น ทางบริษัทฯ เองได้ทำการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้ผลผลิตของบริษัทฯ ออกมาสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคผักผลไม้อินทรีย์ที่ดีและมีคุณภาพสูงขึ้นต่อไป


“อย่างที่ทราบในการผลิตพืชอินทรีย์นั้น มีข้อจำกัดเรื่องของการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ห้ามการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีในการป้องกันกำจัดพืช ฯลฯ ซึ่งในการปลูกพืชต่างๆ นั้นย่อมมีศัตรูพืชเข้ามารบกวนผลผลิตในแปลงอยู่เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะ หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้หอม ซึ่งมีการเข้าทำลายพืชผักเป็นระยะ ๆ โดยบริษัทฯ ได้นำไวรัส NPV ของไบโอเทคเข้ามาใช้ในการป้องกันกำจัดหนอนศัตรูพืชดังกล่าว ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี โดยทางบริษัทฯ ใช้ผลิตภัณฑ์ไวรัส NPV มาเป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว ประกอบกับได้รับการช่วยเหลือจากทางทีมงานของไบโอเทคในการให้ข้อมูลเพื่อให้ใช้งานไวรัส NPV ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น อัตราการใช้งาน แนะนำช่วงเวลาในการใช้งาน ความถี่ในการใช้ไวรัส NPV ในฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งผลจากคำแนะนำดังกล่าวทำให้บริษัทฯ สามารถป้องกันหนอนศัตรูพืชดังกล่าวได้เป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ใช้งานมา สามารถลดการสูญเสียผลผลิตที่ถูกหนอนเข้าทำลายได้ประมาณ 10 - 15 %” นายเอกราช เครื่องพนัด กล่าว


สำหรับก้าวต่อไปของการพัฒนาสารชีวภัณฑ์และขยายผลการใช้เทคโนโลยีจีโนมของไบโอเทค ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา กล่าวว่า “เนื่องจากไวรัส NPV ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การนำไวรัสไปใช้ประโยชน์ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดที่จะนำ เทคโนโลยีด้านจีโนม เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส NPV ที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูลว่า ยีนส่วนใดของไวรัสมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นไวรัสที่มีการเข้าทำลายแมลงสูง ซึ่งองค์ความรู้นี้จะสามารถทำให้นักวิจัยเลือกสายพันธุ์ไวรัสตัวใหม่ ๆ มาพัฒนาเป็นไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ยังไม่มีไวรัส NPV ที่สามารถใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ในประเทศไทย การใช้องค์ความรู้ดังกล่าวจะสามารถหาไวรัส NPV ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกเพื่อหาสายพันธุ์เหมือนในอดีต ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วต่อไป”


เกษตรกรหรือผู้สนใจสารชีวภัณฑ์ NPV สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3305


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

“ เฉลิมชัย"สั่งทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปี 2563


         
 “เฉลิมชัย"สั่งทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปี 2563   4 กลุ่มงานหลัก งบรวมทั้งสิ้น 109,113 ล้านบาท เน้นให้ความสำคัญต่อแผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก
       นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีวงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท สำหรับงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วงเงิน 109,113 ล้านบาทซึ่งสั่งการให้ทุกหน่วยเร่งรัดำเนินการตามแผนงาน  4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,536 ล้านบาท 2) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 32,667 ล้านบาท 3) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,914 ล้านบาท และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 14 แผนงานที่กระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้อง รวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 42,996 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 41,033  ล้านบาทเนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่ออาชีพเกษตร อีกทั้งต้องเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน


         สำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็น 1 ใน 14 แผนงานบูรณาการ มีนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ในส่วนของกระทรวงเกษตรมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่ประสานงาน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบูรณาการร่วมกัน 6 กระทรวง 24 หน่วยงาน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,018 ล้านบาท ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,631 ล้านบาท  กระทรวงมหาดไทย 1,034 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 171 ล้านบาท  กระทรวงพาณิชย์ 107  ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 42 ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 33 ล้านบาท โดยมีหลักการในการดำเนินการ คือ ดูแลและยกระดับประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีความเข้มแข็ง  เพื่อลดปัญหาความยากจนของประชาชน  คาดว่าประชาชนที่มีรายได้ ต่ำกว่าเส้นความยากจนจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 
       สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นขับเคลื่อนภารกิจโครงการ/แผนงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายได้สุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ สินค้าเกษตรได้รับการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งทรัพยากรการเกษตรมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน
       นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสศก. กล่าวว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วย  การพัฒนาศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นต้นทางโดยมุ่งหวังให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 200,000 ราย  จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 72 จังหวัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยกองทุนชุมชนเพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินกฎหมายกำหนดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงลด ปลด หมดหนี้ พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพไม่น้อยกว่า 500,000 ราย พัฒนาองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและสร้างทักษะอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร เป็นต้น การพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มและผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งเป็นกลางทาง  ประกอบด้วย พัฒนากลุ่มเกษตรกร 1,900 กลุ่ม  พัฒนาผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 24,800 ราย ในการผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ OTOP และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 5,900 ผลิตภัณฑ์ โดยส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรในระดับชุมชน  และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาดซึ่งเป็นปลายทางเพื่อเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนร้อยละ 10 โดยส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน  สร้างศักยภาพผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก การค้าธุรกิจชุมชน ตลาดออนไลน์  พัฒนาระบบประกันภัย ติดตามประเมินผลภายใต้แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีชี้เกษตรกรช้ำยกกำลัง 2 ทั้งภัยแล้ง + โควิด ใช้ศาสตร์พระราชาช่วยได้


            นายธีระ วงษ์เจริญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี และประธานคณะกรรมการด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงผลกระทบผลผลิตผลไม้จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID -19) ว่า ตลาดหลักผลไม้ของไทยคือประเทศจีนแต่ยามนี้เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาแม้แต่ประเทศแถบยุโรปก็ส่งออกไปไม่ได้เหมือนกันเพราะสายการบินปิดการขนส่ง เกษตรกรมีความวิตกกังวลกับผลผลิตที่ออกมาในช่วงของเดือนมีนาคม คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ก่อนหน้านี้ลำไยได้รับผลกระทบไปแล้ว กอปรกับภัยแล้งจึงซ้ำเป็น 2 แรง  โดยในขณะนี้เกษตรกรได้พยายามดูแลผลผลิตของตัวเองให้รอดจากภัยแล้งก่อน แล้วมองตลาดภายในประเทศโดยเฉพาะการกระจายผลผลิตในพื้นที่จังหวัดให้มากขึ้น รวมทั้งการใช้สถาบันเกษตรกร เช่น ระบบสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจแปลงใหญ่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อตก.)ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์การตลาดของกระทรวงมหาดไทย ต้องเร่งหารือให้เร็วที่สุด หากผลผลิตออกมาแล้วจะแก้ไขปัญหาไม่ทัน ส่วนตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักเมื่อได้รับผลกระทบจะแก้ไขปัญหาได้ยาก แต่หากเตรียมความพร้อมในประเทศได้ก่อนส่วนต่างหรือเกินจึงค่อยดำเนินการต่อ ส่วนเรื่องราคาไม่อยากให้เกษตรกรมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับปีที่แล้วหรือ 2 ปีที่แล้ว ณ วันนี้ต้องประคองตัวเองให้รอดก่อน ซึ่งสภาเกษตรกรฯเองได้ทำความเข้าใจกับหลายภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยส่วนใหญ่เกษตรกรเห็นด้วยกับแนวคิดนี้
            ทั้งนี้ ระยะที่ผ่านมาการพัฒนาการเกษตรในประเทศไทยเน้นการพัฒนาพืชเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด เร่งการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิต , ขาย ,  ได้เงินจำนวนมากๆ  ซึ่งวิธีการเหล่านี้ปีนี้ตอบโจทย์แล้วว่า “ไม่ใช่”  การเกษตรแบบผสมผสานที่มีทุกอย่างที่เกื้อกูลกัน ควบคุมผลผลิตเพื่อปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยเกินไปจึงจะอยู่รอดได้  หัวใจสำคัญของหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันดับแรกคือการจัดระบบการเกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่ ต้องมีน้ำให้เพียงพอต่อการเกษตร ต้องมีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เพียงพอ ต้องมีการปลูกป่าเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นและความชื้นสัมพัทธ์ในพื้นที่การเกษตร ถึงแม้พื้นที่เพียงเล็กน้อยแต่หากมีอยู่มีกินก็สามารถยังชีวิตอยู่รอดได้  หากมีพื้นที่มากแต่ต้องขายเพื่อให้ได้เงินไปซื้อทุกอย่างในการทำการเกษตรลักษณะนี้ไปไม่รอด
          “กรณีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด กรณีของภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลชัดเจนเลยว่าเราเดินมาผิดทาง เราปลูกพืชเชิงเดี่ยวและหวังผลจากรายได้จากพืชอย่างเดียว วันนี้ไม่ใช่แล้ว เกษตรผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้และทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือเป้าหมายสำคัญที่คณะกรรมการด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติและเสนอต่อรัฐบาล และวันที่ 7 - 8 มีนาคม นี้ จะมีการประชุมที่ จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูรูปแบบตัวอย่างของเกษตรกรที่ทำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ "โคก หนอง นา โมเดล" สามารถอยู่รอดได้ โมเดลตัวอย่างเหล่านี้เกษตรกรทำสำเร็จได้ซึ่งจะนำเสนอเป็นตัวอย่างให้ทางสภาเกษตรกรฯพิจารณาเพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการขยายผลต่อไป” นายธีระ กล่าวปิดท้าย

รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์หาตลาดรองรับผลไม้ช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบไวรัสโควิด


  
            รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งหาตลาดขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด คาดการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนชะงัก ส่งผลปริมาณผลผลิตกระจุกตัวในประเทศ เตรียมคลอดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน จัดหางบอุดหนุน 414.20 ล้านบาท ใช้บริหารจัดการผลผลิตในช่วงที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมาก พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์เร่งระบายผลผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภคทั่วประเทศ 


            นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคไวรัสโควิด -19 แพร่ระบาดหนักในประเทศจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุดและลำไย แต่ละปีทางประเทศจีนมีปริมาณการสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) 3 ประเทศหลักที่สั่งซื้อผลไม้ของไทย ได้แต่ จีน ฮ่องกงและเวียดนาม รวม 1,324,637 ตัน ในจำนวนนี้ ส่งออกไปประเทศจีน จำนวน 570,833 ตัน ฮ่องกง 114,260 ตัน และเวียดนาม 639,545 ตัน


            ปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาด รวม 3,072,591 ตัน  โดยแบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกองและลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุดรวมกัน จะมีปริมาณมากกว่า 84 % ของปริมาณผลไม้ทั้งประเทศ ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับ ผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ ส่งผลทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ขณะเดียวกัน มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย  ปริมาณการรวบรวมผลไม้ในปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173  ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปประเทศจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท  
           “ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด -19 เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเป็นกลไกในการระบายผลไม้สู่ตลาด ในทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม โดยสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้รวบรวมและกระจายผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าและสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน  เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายในการกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ 80,000 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 40,00 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน” รมช.มนัญญา กล่าว


             ด้าน นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้ทำแผนเพื่อขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์วงเงิน 414.20 ล้านบาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้ กิโลกรัมละ 1 บาท ค่าขนส่ง จากแหล่งรวบรวมไปสหกรณ์ปลายทาง กิโลกรัมละ 2 บาท ค่าจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า กล่อง จำนวน 3.5 ล้านใบ และค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทางเพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ กิโลกรัมละ 50 สตางค์  และจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ ในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563  ซึ่งในเดือนเมษายน คาดว่าผลไม้จะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงแรกประมาณ 200,000 ตัน ก็จะใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนรองรับผลผลิตเพื่อเร่งระบายผลไม้สู่ผู้บริโภคทันที 


            ทั้งนี้  มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด - 19 โดยการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ และในวันที่ 8 - 9 มีนาคม จะมีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี  พร้อมทั้งได้เชิญตัวแทนสหกรณ์/ กลุ่มเกษตรกรที่รวบรวมผลไม้ รับฟังการชี้แจงถึงมาตรการ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตและจะมีการประชุมสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันกระจายผลไม้ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตต้นทางกับสหกรณ์ผู้บริโภค กว่า 150 แห่ง พร้อมทั้งทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างสหกรณ์ กับคู่ค้าเอกชน ทั้งห้างโมเดนเทรด บริษัทเอกชนและผู้ส่งออก                  โดยคาดหวังว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19 ด้วยการสนับสนุนให้มีการกระจายผลไม้ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ จะช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในช่วงที่ออกมาพร้อมกัน เป็นการกระตุ้นตลาดและเพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดและถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ช่วยดูดซับผลผลิตในตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อไม่ให้ผลไม้ราคาตกต่ำ และสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเป็นธรรม 





สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...