วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

“ศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร” ซีพีเอฟหนุนชุมชนบริหารจัดการพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน


 

โครงการสวนป่าชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชรหนึ่งในโครงการที่คว้ารางวัล "Hall of Fame" จากการประกวด "รางวัล 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ประจำปี 2563" (CPF CSR Awards  2020) มารู้จักและติดตามความคืบหน้าของโครงการฯ ที่สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และต้นไม้ในพื้นที่  เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   



โครงการสวนป่าชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชรภายใต้ โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่านิเวศชุมชนและต้นแบบปลูกป่าเชิงนิเวศในฟาร์มสุกรแห่งแรกของไทย เกิดจากแนวคิดพลิกพื้นที่ว่างเปล่าในฟาร์มเลี้ยงสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เมื่อปี  2557 จากความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ และเกษตรกรในโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร  พร้อมทั้งภาคีเครือข่าย ภาครัฐ และชุมชน ร่วมกันสร้างธุรกิจฟาร์มสุกรรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจัดทำเป็นสวนป่านิเวศในฟาร์มสุกร มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสุกร นำปุ๋ยและมูลสุกรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน



การดำเนินโครงการฯ เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้ป่านิเวศชุมชน บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ เป็นแหล่งรวบรวมป่า 6 ประเภท ทั้งป่าพันธุ์ไม้หายาก ป่าชายน้ำ ป่านิเวศแนวป้องกัน ป่าเต็งรัง ป่าเศรษฐกิจ และป่าเบญจพรรณ มีต้นไม้มากกว่า 24,000 ต้น เป็นพันธุ์พืชกว่า 200 ชนิด พันธุ์ไม้หายากกว่า 140 ชนิด และยังมีพันธุ์สัตว์ที่อาศัยในผืนป่าอีกกว่า 70 ชนิด  โดยมีฐานการเรียนรู้ 3 ฐาน  พร้อมนำ QR Code มาใช้ เพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และพัฒนาโปรแกรมการศึกษาดูงาน (Integrated Learning Center) ที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มที่เข้าเยี่ยมชม ทั้งชาวชุมชน สถานศึกษาในท้องถิ่น และผู้ที่สนใจเข้าและเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี 



วันนี้....  ต้นไม้ที่ปลูกไว้เติบโตเป็นป่านิเวศที่สมบูรณ์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน  มีแหล่งอาหาร เป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ที่ช่วยสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ และสามารถนำไปต่อยอดปลูกในพื้นที่อื่นๆได้   

ชวนไปชม "โครงการสวนป่าชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร" คลิก >> https://www.youtube.com/watch?v=iekbvr8dgAU

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เลขาธิการ มกอช. ลงพื้นที่พังงาตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนปาล์มตะกั่วป่า ต้นแบบผลิตปาล์มน้ำมัน GAP ขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด


 

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ร่วมคณะ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ชลประทานจังหวัดพังงา และติดตามความก้าวหน้าในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า อ.กะปง พบปะและรับฟังปัญหาจากประชาชนและเกษตรในพื้นที่ พร้อมมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้กับตัวแทนเกษตรกร ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลท่านา อ.กะปง จ.พังงา



จากนั้นเดินทางต่อไปติดตามผลการดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมนุม (One/Stop Service) และโครงการยกระดับแปลงใหญ่ จังหวัดพังงา พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์และสภาพปัญหายางพาราในพื้นที่จังหวัดพังงา ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง




นอกจากนี้ เลขาธิการ มกอช. ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มตะกั่วป่า ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า มีสมาชิกผลิตปาล์มคุณภาพ จำนวน 50 ราย พื้นที่รวม 3,000 ไร่ ผลิตผลรวม 400 ตันต่อเดือน โดยวิสาหกิจฯ เข้าร่วมโครงการยกระดับเกษตรกรต้นแบบการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน โดยระยะที่ 1 (2564) มกอช. ได้อบรมให้ความรู้ การปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และหลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ซึ่งภายหลังการอบรม โดยเกตรกรนำความรู้ไปปฏิบัติและได้การรับรอง GAP จำนวน 30 ราย และเกษตรกรมีการตัดปาล์มคุณภาพจึงขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 30-50 สตางค์ต่อกิโลกรัม



สำหรับระยะที่ 2 (2565) มกอช. จะพัฒนาคู่มือระบบควบคุมภายในกลุ่ม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพแรง ตามมาตรฐานการผลิดปาล์มอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรมีความพร้อมขอการรับรองต่อไป

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ชาวซีพี-ซีพีเอฟ จิตอาสา เร่งช่วยเหลือนักเรียน รร.วัดเสาธงกลาง สมุทรปราการ สู้ภัยน้ำท่วม


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ส่งความห่วงใยผ่านเสบียงอาหาร ในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม" โดยชาวซีพี-ซีพีเอฟจิตอาสา โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ บางนา เดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและร่วมเคียงข้างประชาชนชาวสมุทรปราการ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันอย่างเร่งด่วน



นายกิตติศักดิ์  ปัจจวงษ์  ผู้อำนวยการ  โรงเรียนวัดเสาธงกลาง (พิทักษ์ประชาสรรค์) รับมอบ ข้าวสาร 50 ถุง ไข่ไก่ 2,250 ฟอง และอาหารอาหารกึ่งสำเร็จรูป จากซีพีเอฟ เพื่อนำไปจัดเป็นถุงยังชีพช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนของโรงเรียนวัดเสาธงกลาง ที่ครอบครัวได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้ โดยมี นายนิธิพงศ์ นงค์นาค ผู้แทนซีพีเอฟ พร้อมด้วยผู้บริหารและชาวซีพีเอฟจิตอาสา ร่วมมอบ ณ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ บางนา



เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในครั้งนี้ เกิดจากน้ำในคลองมีปริมาณมากจากน้ำทะเลหนุนสูง ผนวกกับฝนตกมาก ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ถนน และบ้านเรือนชาวชุมชน หลายจุดน้ำท่วมสูงประมาณ 30-40 เซ็นติเมตร ส่วนพื้นที่ติดริมแม่น้ำพบว่ามีน้ำท่วมสูงเกิน 1 เมตร ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างยากลำบาก  โรงเรียนวัดเสาธงกลาง มีความห่วงใยต่อนักเรียนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงประสานงานขอความช่วยเหลือจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ บางนา ซึ่งซีพีเอฟยินดีช่วยเหลือในทันที โดยสนับสนุนเสบียงอาหารเพื่อจัดถุงยังชีพให้กับนักเรียน 90 คน ที่ประสบอุทกภัย ขอขอบคุณบริษัทที่ห่วงใยและเคียงข้างชาวสมุทรปราการสู้ภัยน้ำท่วมผู้อำนวยการ รร.วัดเสาธงกลาง กล่าว



ด้าน นายนิธิพงศ์ นงค์นาค กล่าวว่า ซีพีเอฟตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ที่ผ่านบริษัทได้ริเริ่มโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่เริ่มเกิดภัยน้ำท่วมในประเทศ และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการระดมสรรพกำลังของชาวซีพี-ซีพีเอฟจิตอาสา ลงพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยในหลายจังหวัด อาทิ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาญจนบุรี มอบความช่วยเหลือผ่านอาหารปลอดภัยส่งตรงถึงมือคนไทย เพื่อให้ได้เข้าถึงอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างเพียงพอในยามที่ประสบกับสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับเหตุน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่สมุทรปราการในครั้งนี้ซีพีเอฟในฐานะหนึ่งในสมาชิกของชุมชน ได้เข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนให้กับน้องๆนักเรียนอย่างเร่งด่วน

เกษตรกรเลี้ยงหมูระทม โรคหมูทำผลผลิตลดกว่า 30% ต้นทุนเพิ่ม ซ้ำขาดทุนสะสมกว่า 3 ปี


 

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู กำลังเผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง ทั้งปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายแก่ฟาร์มเลี้ยงหมูในหลายพื้นที่ และยังมีโรคระบาด PRRS หรือโรคเพิร์ส ที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้แม่พันธุ์หมูเสียหายไปมากกว่า 300,000 ตัว ส่งผลให้ฟาร์มหมูขุนได้รับความเสียหายไป 30% ทั้งเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ขณะเดียวกันผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การบริโภคเนื้อหมูลดลงด้วย ประกอบกับ การท่องเที่ยวที่หยุดชะงักทำให้การบริโภคทั้งของผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวน้อยลงตามไปด้วย



ขณะเดียวกัน เกษตรกรทุกคนต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นแทบทุกตัว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากราคา 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ปรับเพิ่มเป็น 12.50 บาทต่อกิโลกรัม กากถั่วเหลือง จากราคา 17 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มเป็น 21 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงปลายข้าวที่ขณะนี้ราคาขึ้นไปถึงกระสอบละ 1,100 บาทแล้ว ขณะที่ต้องมีภาระในการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity เพื่อการป้องกันโรคในสุกรที่เข้มงวด ทำให้จำเป็นต้องใช้ต้นทุนการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นกว่า 300-400 บาทต่อตัว นอกจากนี้ ยังต้องเดินหน้าเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน ซึ่งต้องปรับตัวให้พร้อมกับระบบนี้ ที่จำเป็นต้องใช้ทุนอีกเป็นจำนวนมาก

"สิ่งที่เกษตรกรทุกคนอยากร้องขอคือ ขอผู้บริโภคเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเกษตรกรจะขายหมูได้ราคาดีมีกำไร ปัจจุบันนี้ราคาหมูเป็นที่เกษตรกรขายได้ยังไม่คุ้มกับต้นทุนเสียด้วยซ้ำ เพราะต้นทุนถีบตัวสูงขึ้นไปมากกว่ากิโลกรัมละ 80.03 บาทแล้ว ยังไม่นับภาวะขาดทุนสะสมที่ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 ปีที่ผ่านมา วันนี้คนเลี้ยงหมูพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือกันเอง เพื่อประคองอาชีพให้ผ่านพ้นวิกฤติให้ได้ ขอเพียงผู้บริโภคและภาครัฐเข้าใจกลไกตลาดที่เกิดขึ้นจริง และจนถึงตอนนี้ราคาขายจริงหน้าฟาร์มก็ยังไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม" น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวอีกว่า คาดว่าปี 2565 เกษตรกรจึงจะกลับมาเข้าเลี้ยงสุกรใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากที่คนเลี้ยงตัดสินใจชะลอการเลี้ยง หรือเข้าเลี้ยงสุกรบางลงไม่เต็มการผลิตของฟาร์ม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งจากภาวะโรค PRRS รวมถึงรอดูสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยเชื่อว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีที่ภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูจะกลับมาเป็นปกติ และผู้เลี้ยงกลับมาเลี้ยงหมูได้ 100%

เฉลิมชัยปลื้มผลตอบรับจากเกษตรกร สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าสนับสนุนพืชพันธุ์ดีแก่เกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19


 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ หลายธุรกิจได้รับผลกระทบไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตร โดยในภาพรวมของภาคการเกษตรนั้น โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจภาคการเกษตรต้องหยุดชะงัก ผลผลิตไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ หรือวัสดุทางการเกษตรไม่สามารถนำเข้ามาภายในประเทศได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุสำคัญจึงได้กำชับให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานความก้าวหน้าให้ได้รับทราบว่า เกษตรกรและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและตอบรับโครงการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นอย่างดี จึงได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการต่อไปจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคจะคลี่คลาย



ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า  สำหรับโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ดำเนินการเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการระบาดจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย

1.โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิต สู้โควิด-19 ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านมติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 เห็นชอบมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์ภัยแล้ง  เพื่อให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ มีความรู้ในการปลูกพืชผักและสมุนไพร และมีพืชอาหารและพืชสมุนไพรสำหรับการบริโภคภายในชุมชน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการผลิตต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร 7 ชนิด ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะละกอ พริก มะเขือ มะรุม ผักหวานบ้าน และแคบ้าน รวม 3,634,464 ต้น กระจายพันธุ์ผ่านอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน จำนวน 75,130 ราย ให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรจำนวน 225,390 ครัวเรือน นำไปปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



2.โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัย COVID-19 ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย กรมส่งเสริมการเกษตร บริษัทอีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด และบริษัทเจียไต๋ เมล็ดพันธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ แต่เป็นการรวมน้ำใจจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว โดยใน 1 ชุด ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ผัก 4 – 5 ชนิด ได้แก่ ผักบุ้ง โหระพา แตงกวา พริกขี้หนู มะเขือพวง คะน้า กระเพรา มอบให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจทำการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัวและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในภาวะวิกฤตดังกล่าวในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในระยะเวลาอันรวดเร็ว มีพืชอาหารบริโภคสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมโครงการเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ จนทำให้ต้องมีการขยายผลโครงการเพิ่มเติม จนมีสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว รวมทั้งสิ้น 310,000 ชุด



3.โครงการผลิตขยายต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร เพื่อส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นยาสมุนไพรประจำบ้านในการป้องกันและรักษาอาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยดำเนินการผลิตต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร รวมจำนวน 2,000,000 ต้น สนับสนุนให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีมอบต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร จำนวน 1 แสนต้น แก่ผู้แทนเกษตรกร ณ จังหวัดสงขลา สำหรับในภาพรวมปัจจุบันได้ดำเนินการแจกจ่ายแล้ว 830,137 ต้น และมีต้นพันธุ์พร้อมแจกจ่ายอีก 1,028,863 ต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า โครงการผลิตพืชพันธุ์ดีเพื่อสำรองใช้ในกรณีช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย และใช้ในภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ภารกิจตามชื่อโครงการที่เน้นช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนทั่วไปผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร แรงงานคืนถิ่นและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยในปีงบประมาณ 2563 - 2564 ได้ดำเนินการผลิตต้นพันธุ์พืชพันธุ์ดี ได้แก่ ต้นพันธุ์พริก มะเขือ กะเพรา โหระพา และแมงลัก พร้อมแจกจ่ายไปแล้ว รวม 4,410,000 ต้น และในปีงบประมาณ 2564 - 2565 โครงการนี้ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี 5 ชนิด จำนวน 4,586,400 ต้น ประกอบด้วย ต้นพันธุ์พืชผัก/พืชอาหาร ต้นพันธุ์ไม้ผล/ไม้ยืนต้นหรือพืชเศรษฐกิจ ซึ่งการสนับสนุนต้นพันธุ์แต่ละชนิด ขึ้นอยู่กับความต้องการในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้าน จำนวน 4 แสนซอง ทั้งนี้ ไม่เฉพาะการสนับสนุนพืชพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรเท่านั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจะยังคงเดินหน้าโครงการที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้แก่เกษตรกรต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูย้ำรัฐ เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบก่อนเสียหายหนัก พร้อมวอนผู้บริโภคเข้าใจสถานการณ์


 

จากสถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาสูงขึ้นยกแผง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง ปลายข้าว รำข้าว ส่งผลต้นทุนการเลี้ยงสัตว์สูงขึ้น 20-30% ตอกย้ำความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคปศุสัตว์ เร่งรัฐเร่งแก้ปัญหาก่อนเสียหายไปมากกว่านี้ ขณะที่การเลี้ยงหมูเจอโรครุมเร้า ซ้ำด้วยน้ำท่วมหนัก และคนเลี้ยงแห่เลิกเลี้ยงเพราะขาดทุน ส่งผลปริมาณหมูลดน้อยลง วอนผู้บริโภคเข้าใจ



นายเสน่ห์ นัยเนตร เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขณะนี้อยู่ที่กว่า 11 บาท และเชื่อว่าจะไปถึง 12 บาทแน่ ส่งผลถึงต้นทุนการผลิตหมู แต่ที่แปลกใจ คือราคาปลายข้าวที่แพงมากถึง 10 กว่าบาท ทั้งๆที่ข้าวเปลือกราคาถูกมาก เกษตรกรรายย่อย 80% ผสมอาหารสัตว์กันเอง การที่พืชอาหารสัตว์ทุกชนิดมีราคาแพงขึ้นเช่นนี้ก็เดือดร้อนกันหมด เพราะการเลี้ยงหมูหนึ่งตัวมีต้นทุนค่าอาหารถึง 65% แล้ว 

นอกจากนี้ฟาร์มหมูหลายแห่งยังประสบปัญหาโรคระบาด PRRS ด้วย จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันโรคซึ่งใช้งบสูงมาก ราคาขายก็ไม่ได้ดี เพราะถ้ามีฟาร์มใกล้ๆเกิดโรค ก็ต้องรีบขายหมูทิ้งในราคาไม่คุ้มทุน ตอนนี้รายย่อยจากที่มีแสนกว่าราย เลิกเลี้ยงกันไปมากแล้ว ไม่รู้จะเหลือรอดถึง 20,000 รายหรือไม่ ซ้ำร้ายในบางพื้นที่ยังเจอน้ำท่วมฟาร์มอีก จึงอยากขอให้รัฐเข้ามาช่วยจัดการในส่วนที่เป็นต้นทุนหลักก่อน นั่นก็คือราคาวัตถุดิบ เพื่อช่วยให้ต้นทุนไม่บานปลายไปกว่านี้ และต้องขอวอนให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วยว่าเนื้อหมูอาจขยับราคาสูงขึ้นบ้าง เป็นเพราะปริมาณหมูในท้องตลาดมีน้อยลงจากสถานการณ์ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น



ด้าน นายเกรียงศักดิ์ เสรีรัตน์ยืนยง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จ.ยะลา กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ผู้เลี้ยงหมูเผชิญความท้าทายมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดที่ทำให้ปัจจุบันต้องแบกรับต้นทุนด้านการป้องกันโรคในฟาร์มค่อนข้างสูง และขณะนี้ยังต้องประสบปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์สูงขึ้นไปอีกกว่า 20-30% แล้ว แม้ปัจจัยของราคาวัตถุดิบอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือกากถั่วเหลืองจะแพงขึ้นจากตลาดโลก แต่ส่วนหนึ่งก็คือผลพวงจากการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศด้วย   

ข้าวเปลือกมีราคาถูกมากราว 5-6 พันบาท/ตัน ราคาปลายข้าวสำหรับทำอาหารสัตว์ควรจะอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. แต่ปัจจุบันปลายข้าวกลับมีราคาถึง 10 กว่าบาทโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือ ข้าวโพดที่มีการประกันราคารับซื้อให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชขั้นต่ำที่ 8.00 บาท/กก. แต่ไม่มีการกำหนดราคาขั้นสูง ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นถึง 11 บาท ซ้ำเติมต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ ในเมื่อปล่อยราคาข้าวโพดได้แบบนี้ ก็ควรปล่อยราคาขายของฟาร์มตามต้นทุนที่เกิดขึ้นด้วย จึงจะสอดคล้องและเป็นธรรมนายเกรียงศักดิ์กล่าว

คอนแทรคฟาร์มซีพีเอฟ ชูเทคโนโลยียกระดับการเลี้ยงหมูสู่สมาร์ทฟาร์ม ผลิตอาหารปลอดภัย


 

เกษตรทันสมัยสู่ฟาร์มอัจฉริยะ หรือ  สมาร์ท ฟาร์ม  การนำนวัตกรรม เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์มาใช้ เป็นแนวทางใหม่ที่เกษตรกรให้ความสำคัญ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต  เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์  "สมาร์ท ฟาร์ม " นอกจากเป็นการทำการเกษตรที่ทันสมัย  สามารถวางแผนการทำงานได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังตอบโจทย์การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ฟาร์มสุขสำราญ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี  ฟาร์มเลี้ยงสุกรในรูปแบบสมาร์ท ฟาร์ม เต็มรูปแบบ ซึ่งเจ้าของฟาร์มในวัย  46 ปี  "วุฒาฤทธิ์ สันติวิชัยกุล" หรือ วุฒ เจ้าของกิจการโรงสีข้าวและโรงงานไม้สัก ที่ตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู เริ่มต้นจากความสนใจทำฟาร์มเลี้ยงหมูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับได้รับการชักชวนและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  เข้ามาชักชวนว่ากำลังขยายโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกร (ฝากเลี้ยง) หรือคอนแทรคฟาร์ม ในพื้นที่ อ.สิรินธร จึงศึกษาระบบฯอย่างจริงจัง  ตระเวนดูงานในฟาร์มหมูของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มรายอื่นๆ พบว่าเป็นระบบที่มีมาตรฐาน ทั้งเรื่องระบบการเลี้ยงและการให้ผลตอบแทน จึงตัดสินใจสร้างฟาร์มสุขสำราญ เมื่อปลายปี 2562 บนพื้นที่ 84 ไร่ มีโรงเรือนเลี้ยงหมูขุน 8 หลัง ความจุรวม 14,000 ตัว



วุฒาฤทธิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการทำสมาร์ทฟาร์มว่า เขานำเทคโนโลยีเต็มรูปแบบมาใช้  ทั้งระบบให้อาหารอัตโนมัติ ที่ช่วยลดแรงงาน ไม่ใช้คนเข้าไปให้อาหารในโรงเรือน เพื่อให้คนสัมผัสตัวสัตว์น้อยที่สุด  ลดความเสี่ยงการนำโรคต่างๆเข้าสู่ฝูงสัตว์ ตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)  มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั้งภายในโรงเรือนเลี้ยงและภายนอก  ภาพทั้งหมดเชื่อมต่อเข้ามือถือ ทำให้สามารถติดตามความเป็นอยู่ของสัตว์ เห็นภาพรวมภายในโรงเรือน และเห็นการทำงานของอุปกรณ์รวมถึงคนเลี้ยงได้ตลอดเวลา หากสภาพแวดล้อมไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ก็สามารถปรับแก้ไขได้ทันท่วงที มีการสั่งงานผ่าน CCTV ช่วยให้สื่อสารกับคนเลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว  ระบบสามาร์ทฟาร์มยังทำให้มีข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ต้นทุนต่อตัว และวางแผนการเลี้ยงได้



วุฒ เล่าต่อว่า ฟาร์มสุขสำราญ  ลงทุนระบบป้องกันโรค หรือ Biosecurity ขั้นสูงสุด เพราะถือเป็นกุญแจสำคัญของการป้องกันโรคไม่ให้เข้าสู่ฝูงสัตว์ ด้วยการทำฟาร์มระบบปิด ทางเข้า-ทางออกของหมูแยกออกจากกัน แยกส่วนพักอาศัย ส่วนเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ขายหมูอย่างชัดเจน ควบคู่กับการซีล (Seal) ให้บุคลากรที่ทำงานฟาร์มพักอาศัยอยู่ภายในฟาร์ม งดการออกนอกพื้นที่ และดูแลความเป็นอยู่อย่างดีที่สุด เพื่อการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงต่อการนำโรคจากภายนอกเข้ามาสู่ฟาร์ม ก่อนเข้าทำงานในฟาร์มทุกคนต้องอาบน้ำ-สระผม เปลี่ยนชุดและรองเท้าที่เตรียมไว้ให้เท่านั้น และห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโดยไม่ได้รับอนุญาต

การลงทุนทั้งระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ไขในภายหลัง  ขณะเดียวกัน  เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตที่ดี ทั้งมาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ และยึดหลักสวัสดิภาพสัต (Animal  Welfare) โดยไม่มีการกั้นคอกเลี้ยง หมูทุกตัวมีอิสระจะอยู่ในคอกไหนก็ได้  กิน นอน ขับถ่ายได้อิสระ มีอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ เมื่อหมูอยู่สบาย จึงไม่เครียด การเจริญเติบโตก็ดีตามไปด้วย ระบบทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง และส่งเสริมการผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพ ปลอดภัย ปลอดโรควุฒาฤทธิ์ กล่าว



ด้วยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน และมีสภาพแวดล้อมที่สวยงามน่าอยู่ ฟาร์มสุขสำราญ ยึดแนวกรีนฟาร์ม (Greenfarm) ของซีพีเอฟ  โดยเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนปิดแบบอีแวป  ช่วยให้สภาพอากาศภายในโรงเรือนเหมาะสมทำให้หมูอยู่สบาย และช่วยป้องกันเรื่องกลิ่นและสัตว์พาหะต่างๆ มีระบบส้วมน้ำ ที่ช่วยแบ่งแยกจุดขับถ่ายในคอกเลี้ยง ทำให้คอกสะอาดและช่วยลดการใช้น้ำในการล้างคอก  มีระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน  ลดกลิ่นเหม็นและกลิ่นแก๊สแอมโมเนียได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มระบบพ่นน้ำยาปรับอากาศ และมีระบบไบโอแก๊ส ที่ทั้งลดกลิ่นและได้ก๊าซชีวภาพที่เป็นพลังงานสะอาด ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าได้มากกว่า 80%



จากความสำเร็จของฟาร์มสุกรแห่งแรก ในเวลาอีกไม่ถึงปี วุฒาฤทธิ์ ตัดสินใจขยายฟาร์มเลี้ยงหมูขุนแห่งที่สอง ที่ อ.พิบูลมังสาหาร จำนวน 12 โรงเรือน บนพื้นที่ 128 ไร่ เริ่มเข้าเลี้ยงหมู  ในช่วงเดือนมกราคม 2565 นี้  เขาบอกว่า  เมื่อก่อนเรามองเรื่องการเลี้ยงหมูอาจดูว่าไม่ค่อยมีมาตรฐาน หมูกินเศษอาหาร และมีกลิ่นเหม็น จนเมื่อได้เป็นเกษตรกรทำคอนแทรคฟาร์มกับซีพีเอฟ ถึงรู้ว่าที่เราคิดนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะการเลี้ยงมีมาตรฐาน หมูสะอาด กินอาหารที่ดี ไม่มีการใช้สารเคมี  ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง และกว่าจะเข้าฟาร์มได้ต้องทำความสะอาด อาบน้ำ ฆ่าเชื้อ โรงเรือนไม่มีแมลงเข้า หมูอยู่เย็น สบาย มีความสุข ผลผลิตจึงมีคุณภาพ ปลอดสารปลอดภัย ปลอดโรค ในฐานะเกษตรกรรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภควุฒาฤทธิ์ กล่าว



บุญเลิศ มาศผล หรือ เลิศ  เจ้าของ ฟาร์มมาศผล ต.กะเฉด อ.เมือง จ.ระยอง อายุ 54  ปี  เป็นเกษตรกรอีกรายที่ประสบความสำเร็จกับอาชีพเลี้ยงหมู  หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนทุเรียนมาทำฟาร์มหมูขุนกับซีพีเอฟ ตั้งแต่ปี 2552 เลี้ยงหมูขุน 3,000 ตัว ด้วยระบบการเลี้ยงมาตรฐานของซีพีเอฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์  นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ ภายใต้การเลี้ยงระบบปิด โรงเรือนอีแวปที่มีระบบส้วมน้ำเต็มรูปแบบ ใช้ไบโอแก๊สในการจัดการกับของเสียภายในฟาร์ม ได้ประโยชน์ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและได้พลังงานไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 100% ติดตามสภาพแวดล้อมในฟาร์มด้วยกล้อง CCTV ส่วนระบบการให้อาหาร ระบบน้ำ พัดลมระบายอากาศ มีเซนเซอร์ควบคุม ขณะที่อุณหภูมิ ความชื้น และความเร็วลม จะควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์  ส่งคำสั่งผ่านสมาร์ทปลั๊กในโรงเรือน

จากฟาร์มหมูขุนแห่งแรก ต่อยอดสู่มาศผลฟาร์ม 2 อ.เมือง จ.สระแก้ว เลี้ยงหมูขุน 6,000 ตัว เมื่อปี 2556 เป็นฟาร์มที่ติดตั้งระบบอัตโนมัติเช่นเดียวฟาร์มแรก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งนำระบบโซลาร์เซล  ขนาด 20 กิโลวัตต์ มาใช้ควบคู่กับไบโอแก๊ส ทำให้ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเลย บางช่วงเวลามีไฟฟ้าเหลือใช้ด้วยจากขุมพลังของทั้งโซลาร์เซล และไบโอแก๊ส  ทั้งฟาร์มและบ้านพักใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ตั้งแต่ระบบปั๊มน้ำ การใช้พัดลม และการจัดการน้ำเสียในกระบวนการผลิต

การนำระบบอัตโนมัติมาช่วยในกระบวนการเลี้ยงหมู  ทำให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้ การเลี้ยงหมูทั้ง 2 ฟาร์ม มีการติดตามผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์  ด้วยระบบสมาร์ทฟาร์มที่ช่วยให้มองเห็นความเป็นอยู่ของหมู กิจกรรมในฟาร์ม การทำงานของบุคลากร ซึ่งที่ฟาร์มมีคนเลี้ยงเพียง 2 คน มีหน้าที่หลัก คือ ทำความสะอาด อาบน้ำหมู และดูสุขภาพหมู  หากไม่มีงานเร่งด่วนจะไม่เข้าไปในโรงเริอนเลย เพื่อลดการสัมผัสฝูงสัตว์  ลดการนำเชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ตัวหมู  การลงทุนกับระบบสมาร์ทฟาร์มถือว่าคุ้มค่ามากกับผลตอบแทนการเลี้ยงที่ได้รับ ซึ่งดีขึ้นเป็นลำดับตลอด 12 ปีที่ยึดอาชีพนี้"  บุญเลิศ กล่าว

ความสำเร็จทั้งหมดนี้ บุญเลิศบอกว่า มีซีพีเอฟเป็นเพื่อนที่ช่วยผลักดันมาตลอด ทำให้ชาวสวนที่ไม่เคยรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์สามารถทำอาชีพเลี้ยงหมูภายใต้ระบบมาตรฐาน ได้ผลผลิตหมูที่ปลอดภัย ปลอดสาร มีอาชีพที่มั่นคง ต่อยอดอาชีพ ขยายความสำเร็จได้อย่างเข้มแข็ง

ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ  ซีพีเอฟมุ่งมั่นยกระดับระบบการบริหารฟาร์มเลี้ยงสัตว์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม ก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพและปลอดภัย  นำไปสู่ความสำเร็จของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

จิตอาสาซีพี-ซีพีเอฟ ระดมกำลังส่งมอบความห่วงใย เคียงข้างชาวสระบุรี สู้ภัยน้ำท่วมต่อเนื่อง


 

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายอำเภอของจังหวัดสระบุรียังไม่คลี่คลาย มีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเฉพาะด้านอาหารและน้ำดื่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เครือซีพี และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงระดมทีมจิตอาสาลงพื้นที่นำอาหารและน้ำดื่ม ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วมช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเคียงข้างพี่น้องชาวสระบุรีผู้ประสบอุทกภัย ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไปด้วยกัน

นางสาวญาณิพัชญ์ ศรีโคตร นายอำเภอดอนพุด พร้อมด้วยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอดอนพุด ร่วมกันรับมอบผลิตภัณฑ์อาหารสด ทั้งเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด และไข่ไก่ จากซีพีเอฟ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน สำหรับแจกจ่ายแก่ประชาชนใน 3 ตำบล ของอำเภอดอนพุด ได้แก่ ตำบลไผ่หลิ่ว ตำบลบ้านหลวง และตำบลดอนพุด ที่ชาวชุมชนยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พื้นที่บ้านเรือนมีน้ำขัง ประชาชนต้องอยู่อย่างยากลำบาก และบางจุดเส้นทางถูกตัดขาดต้องใช้เรือท้องแบนในการสัญจรเข้าออกพื้นที่ โดยมี นายชาญณรงค์ ส้มแก้ว และนายภัทรพงษ์ มงคล ผู้แทนซีพีเอฟ นำทีมงานซีพีเอฟจิตอาสาจากธุรกิจไก่เนื้อ ธุรกิจสุกร และธุรกิจไก่ไข่ ผนึกกำลังช่วยเหลือในครั้งนี้ ณ ที่ว่าการอำเภอดอนพุด



สถานการณ์น้ำท่วมอำเภอดอนพุดขณะนี้อยู่ในระดับทรงตัว เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ จึงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำเกือบ 100% มีน้ำที่ลงมาสู่พื้นที่นี้ถึง 3 แหล่งคือ คลองตาเมฆ จ.ลพบุรี คลองชัยนาทป่าสัก จ.อยุธยา และคลอง 23Rน้ำ ทำให้น้ำล้นคลองและเอ่อท่วมไร่นารวมถึงบ้านเรือนประชาชน มีพื้นที่การเกษตรเสียหายเกือบ 7,000 ไร่  ที่ผ่านมามีความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยซีพีเอฟเข้ามาสนับสนุน ภารกิจช่วยเหลือประชาชนชาวดอนพุดมาตั้งแต่ต้น ด้วยการมอบถุงยังชีพ และมอบผลิตภัณฑ์อาหารสดคุณภาพดี สนับสนุนกิจกรรมธนาคารอาหารดอนพุด จัดตั้งโรงครัวที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในอำเภอดอนพุด มาร่วมกันประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 500 หลังคาเรือน ขอขอบคุณความช่วยเหลือที่ดีเสมอมาจากซีพีเอฟ ที่ไม่เคยทอดทิ้่งชาวดอนพุดนายอำเภอดอนพุดกล่าว



ภายหลังจากประกอบอาหารแล้วเสร็จ กำนันและผู้ใหญ่บ้านของทั้ง 3 ตำบล นำหน่วยเคลื่อนที่เร็วร่วมกันกระจายความช่วยเหลือให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง  นางสาวลักษมี มาสอน ชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลไผ่หลิว กล่าวขอบคุณซีพีเอฟ ที่ส่งมอบความห่วงใยมาถึงพี่น้องชาวดอนพุดที่ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน และมอบอาหาร น้ำดื่ม ตลอดจนวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่นเดียวกับ นายประเดิม ดาวลอย ชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลไผ่หลิ่ว ขอบคุณชาวซีพีเอฟที่ส่งมอบอาหารปลอดภัย สู้ภัยน้ำท่วมต่อเนื่อง อาหารที่มอบให้ถือเป็นกำลังใจให้ชาวดอนพุดได้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน




โครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วมของซีพีเอฟ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยชาวซีพี-ซีพีเอฟจิตอาสา ผนึกกำลังลงพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัยในจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาญจนบุรี เพื่อมอบความช่วยเหลือผ่านอาหารปลอดภัยส่งตรงถึงมือคนไทย ได้เข้าถึงอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างเพียงพอในยามที่ประสบกับสถานการณ์น้ำท่วม

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ขอผู้บริโภคเห็นใจ ทุกข์เกษตรกร แบกภาระต้นทุนสูง PRRS ทำหมูเสียหายหนัก น้ำท่วมซ้ำ- โรคมากับน้ำ


 

สถานการณ์น้ำท่วมจากผลกระทบพายุหลายลูกที่พัดผ่านประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ 33 จังหวัด กลายเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรทั้งภาคการเพาะปลูกและภาคปศุสัตว์ หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ที่ปีนี้ได้เห็นภาพการขนหมูหนีน้ำท่วมในหลายจุด มีหมูเสียหายจากเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งกว่าจะพลิกฟื้นฟาร์มให้กลับมาเลี้ยงหมูได้ตามปกติก็ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ทั้งซ่อมแซม ทำความสะอาด และพักโรงเรือนตามมาตรฐานเพื่อป้องกันโรคต่างๆที่อาจมากับน้ำ และก่อความเสียหายให้กับฝูงสัตว์ได้

ขณะเดียวกัน เกษตรกรหลายรายกังวลกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น จึงตัดใจขายหมูออกก่อนกำหนด ดีกว่าปล่อยหมูจมน้ำ ประกอบกับความกังวลว่าพื้นที่น้ำท่วมติดปัญหาโรงฆ่าสัตว์ปิดตัว ไม่สามารถนำหมูขุนเข้าโรงฆ่าได้ และปัญหาด้านการเดินทางที่ไม่สะดวก กระทบกับการส่งหมูไปโรงฆ่า จึงมีปริมาณหมูออกสู่ตลาดมาก ส่งผลต่อราคาหมูหน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ลดลงค่อนข้างมาก นี่คือทุกข์ที่คนเลี้ยงหมูได้รับ

ขณะเดียวกัน ยังมีทุกข์หนักที่ส่งผลกับผู้เลี้ยงมาเกือบ 1 ปี จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2563 เป็นต้นมา โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปรับขึ้นไปถึง 10.85 บาท/กิโลกรัม และยังมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นต่อไป แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยในปี 2564 นี้ จะมีมากขึ้นอยู่ในระดับ 4.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ผลิตได้ 4.7 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% ก็ตาม แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในภาคการผลิตอาหารสัตว์ที่มีมากถึง 8.4 ล้านตันต่อปี เท่ากับว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยผลิตได้เพียง 57% ของความต้องการในประเทศเท่านั้น ขณะที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่น ก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งกากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ที่ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 19.80 บาท ด้านราคาปลายข้าวอยู่ที่กระสอบละ 1,100 บาท



ภาระหนักจึงตกกับเกษตรกรเลี้ยงหมู ที่ต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนผสมในสูตรอาหารมากถึง 50% โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ประสบกับปัญหาการขาดทุนสะสมนานกว่า 3 ปี ในช่วงก่อนหน้านี้ และยังต้องมีเจ็บซ้ำ จากการแบกรับภาระขาดทุนอย่างหนักมานานกว่า 7 เดือน จากภาวะโรคเพิร์ส หรือ PRRS ที่สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมหมูในทุกภูมิภาค สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ข้อมูลว่าแม่พันธุ์หมูทั่วประเทศได้รับความเสียหายประมาณ 30 - 40 % จากภาวะปกติแม่พันธุ์หมูทั่วประเทศมีปริมาณ 1.2  ล้านตัว แต่ปัจจุบันมีปริมาณเพียง 7-8 แสนตัว ทำให้คาดว่าไทยจะมีการผลิตหมูขุนจำนวน 15 ล้านตัวต่อปี จากเดิมที่มีการผลิตอยู่ที่ 19-20 ล้านตัวต่อปี หรือลดลง 25 % มีการประเมินความเสียหายช่วง 7-8 เดือน จากราคาขายหมูขุนต่ำกว่าต้นทุนทั้งประเทศอยู่ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท โดยราคาหมูเคยลดลงไปต่ำสุดที่ 56 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าวันนี้ราคาหมูจะอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ตามความต้องการบริโภคเนื้อหมูมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังการเปิดประเทศ สวนทางกับปริมาณหมูขุนที่ออกสู่ตลาดที่ลดลง จากสถานการณ์น้ำท่วม และการชะลอการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโรคในหมูของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามต้นทุนการเลี้ยงหมูเฉลี่ยไตรมาส 3/2564 ที่สูงถึง 80.03 บาทต่อกิโลกรัม ตามตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

ขณะที่การป้องกันโรค ASF ในหมู ที่เกษตรกรต้องเพิ่มความเข้มงวดกับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) สูงสุด ยิ่งในเกษตรกรรายย่อยด้วยแล้ว หากประสบปัญหาเรื่องโรคแล้ว การจะกลับมาเลี้ยงใหม่นั้นทำได้ยาก ฟาร์มต่างๆจึงยกระดับการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด กลายเป็นต้นทุนแฝง ส่งผลให้มีต้นทุนการสูงขึ้นอีก 4-5 บาทต่อกิโลกรัม

ทุกข์ของเกษตรกร จากผลกระทบของราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมความเดือดร้อนทั้งจากภาวะน้ำท่วม และโรคในหมู ที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกร ในช่วงนี้ขอความเห็นใจภาครัฐปล่อยตามกลไกราคาที่แท้จริง รวมถึงขอความเข้าใจจากผู้บริโภคในสถานการณ์ที่เกษตรกรต้องประสบอยู่ ก่อนคนเลี้ยงหมูจะหมดแรงสู้เลิกเลี้ยงหมูไป เพราะวันนั้นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนคนไทยนั่นเอง

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ส่งอาหารเป็นกำลังใจ ช่วยชาวกาญจนบุรีสู้ภัยน้ำท่วม


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยทีมจิตอาสายังลงพื้นที่นำอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค-บริโภค และน้ำดื่มซีพี ภายใต้โครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วมไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลังในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแก่น ล่าสุด จิตอาสาซีพี-ซีพีเอฟ ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวกาญจนบุรี ที่ประสบความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่หลายอำเภอ

นายภูซิต บัวทอง กำนันตำบลหลุ่มรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี รับมอบ ไข่ไก่สด 1,050 ฟอง น้ำดื่มซีพี 1,800 ขวด และเครื่องบริโภคต่างๆ อาทิ อาหารกระป๋อง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป จากซีพีเอฟ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ตำบลหลุ่มรัง โดยมี นายสุริยะ ซูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกรภาคตะวันตก นำชาวซีพี-ซีพีเอฟจิตอาสาโครงการส่งเสริมสุกรขุนกาญจนบุรี ร่วมมอบ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลหลุ่มรัง



จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ 8 อำเภอ อาทิ อำเภอหนองปรือ บ่อพลอย เลาขวัญ และห้วยกระเจา โดยเฉพาะตำบลหลุมรังมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้น้ำท่วมทางสัญจรเข้าออกของชุมชนถูกตัดขาด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง กำนันและผู้ใหญ่บ้านได้ให้การช่วยเหลือนำอาหารแห้ง สิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไปกระจายให้กับทุกครัวเรือน ขอขอบคุณซีพีเอฟที่เป็นสมาชิกของชุมชน และเห็นถึงความยากลำบากของชาวชุมชน และนำอาหารและน้ำดื่มมาสนับสนุน นับว่าเป็นการช่วยบรรเทาทุกข์และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดีกำนันตำบลหลุ่มรัง กล่าว



สำหรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วมของซีพีเอฟ เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิดพายุเตี้ยนหมู่ โดยซีพีเอฟจิตอาสากระจายกำลังลงพื้นที่สนับสนุนด้านอาหารให้ถึงมือผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และล่าสุดที่กาญจนบุรี เพื่อให้คนไทยเข้าถึงอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างเพียงพอในยามที่ประสบกับสถานการณ์น้ำท่วม

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...