วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2563

กรมประมงแจงข่าวลือ “ตลาดกุ้งมหาชัยปิด” เช็คข่าวให้ชัวร์หวั่นเป็นข่าวลวงสร้างความเสียหายให้วงการอุตสาหกรรมกุ้ง


          จากกรณีที่มีข่าวลือปรากฎในสื่อโซเชียลมีเดียประเด็น “ตลาดกุ้งมหาชัย” จะปิดตลาดตามประกาศพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและเคอร์ฟิว ซึ่งข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลจะประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 26 มี.ค.63 ส่งผลให้ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตขึ้นจำหน่ายซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหากุ้งราคาตกเนื่องจากผลผลิตล้นตลาด กรมประมงตรวจสอบข้อเท็จจริงกับตลาดกุ้งมหาชัย พบว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือตลาดยังเปิดจำหน่ายกุ้งปกติแต่มีการปรับเวลาเปิด - ปิดตลาด


              นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในฐานะโฆษกกรมประมงว่า ข่าวลือดังกล่าวได้สร้างความกังวลและตื่นตระหนกให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรบางรายเกรงว่าผลผลิตจะไม่มีตลาดรองรับจึงเร่งจับกุ้งขึ้นมาจำหน่ายก่อนระยะเวลาที่เหมาะสม ปัญหาดังกล่าวนี้หากปล่อยไว้จะส่งผลให้เกิดสภาวะกุ้งราคาตกเนื่องจากผลผลิตล้นตลาดรวมไปถึงปัญหาการแปรรูปไม่ทัน อันจะสร้างความเสียหายกับภาคอุตสาหกรรมกุ้ง กรมประมงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวทราบว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือที่มีการแชร์มาในช่องทางต่างๆ ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินและประกาศเคอร์ฟิวที่อาจมีข้อกำหนดห้ามออกจากเคหะสถาน


          ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวจะส่งผลต่อระยะเวลาในการขนส่งกุ้งมาขายในตลาด เนื่องจากตลาดขายกุ้งจะเริ่มเปิดขายในช่วงเวลา 23.00 น. – ช่วงเช้าจนกว่าสินค้าจะหมด จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดข่าวลือว่าตลาดกุ้งมหาชัยจะปิดตลาดตามประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งความจริง "พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน" ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ล่าสุดในวันที่ 26 มีนาคม 2563 เบื้องต้นเป็นการขอความร่วมมือประชาชน ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิวหรือสั่งห้ามประชาชนออกจากเคหะสถาน
          ด้าน นายสิทธวีร์ ปัทมนิธิวรกิตต์ ผู้จัดการชมรมผู้ค้ากุ้งสมุทรสาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดกุ้งมหาชัยเป็นตลาดที่ขายกุ้งขาวแวนนาไมเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันทางตลาดยังเปิดให้บริการเป็นปกติ แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในประเทศไทยจึงส่งผลให้ผู้ค้าบางร้านไม่มาจำหน่ายสินค้า  ในส่วนของมาตรการป้องกันโรคระบาดดังกล่าว ทางตลาดได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อป้องกันโรคดังกล่าว อาทิ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในบริเวณตลาด การกำหนดให้ผู้ขายและพนักงานในตลาดต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย การตั้งจุดล้างมือและเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ และล่าสุดทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรสาครได้ออกประกาศกำหนดเวลาเปิด-ปิดตลาด โดยกำหนดให้แพกุ้งเปิดทำการตั้งแต่เวลา 23.00 น. – 05.00 น. และแพปลาเปิดทำการตั้งแต่เวลา 04.00 น – 10.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : ชมรมผู้ค้ากุ้งสมุทรสาคร


          โฆษกกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ในช่วงสถานการณ์ที่การสื่อสารเปราะบางเช่นนี้ ขอความร่วมมือทุกฝ่ายงดสื่อสารประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับข่าวลือที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัด เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อันจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคอุตสาหกรรมกุ้งตลอดสายการผลิตและส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เลวร้ายลงกว่าเดิม  

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงภัยแล้งกระทบพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดน้ำ

  
            กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง เผยแล้งหนักในรอบ 40 ปี พร้อมสร้างการรับรู้แนะเกษตรกรดูแลพืชผลอย่างถูกวิธี 


            นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ โดยในรอบปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปีที่แล้วมีฝนตกทั้งปี 1,342.6 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปีที่แล้งมากคือ ปี 2558 มีฝนตก 1,419.6 มิลลิเมตร จะเห็นได้ว่าปี 2562 ฝนตกน้อยกว่า ปี 2558 และจากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยานับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ยังพบว่า ปี 2562 มีฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะฤดูฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา มีฝนตกทั้งประเทศเพียง 1,114 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีน้ำใช้การเหลือน้อยไม่เกินร้อยละ 30 ของความจุอ่าง จำนวน 14 แห่ง เมื่อฝนตกน้อยน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็มีเหลืออยู่น้อยเช่นกัน จึงไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกตามปกติได้ แม้ระยะนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตามแต่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย


            ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมการมาตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ออกเยี่ยมเยียน แจ้งข่าวเพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้ปรับตัวในภาคการผลิตและใช้น้ำอย่างประหยัด ทำให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาในบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าปีนี้จะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนประมาณปลายเดือนพฤษภาคม และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งแจ้งเตือนเกษตรกรให้รับทราบสถานการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะพืชที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 2 กลุ่ม คือ 1) การปลูกข้าวรอบที่ 2 เกรงว่าจะขาดแคลนน้ำได้เนื่องจากใช้น้ำมาก ซึ่งปีนี้คณะกรรมการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้กำหนดพื้นที่การเพาะปลูกตามศักยภาพน้ำ มีแผนควบคุมพื้นที่การปลูกข้าวรอบที่ 2 ทั้งประเทศจำนวน 4.54 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 40 ของปีที่ผ่านมาที่ได้กำหนดพื้นที่แผนควบคุม 11.21 ล้านไร่ ปัจจุบันภาพรวมของประเทศมีการเพาะปลูกแล้ว 6.56 ล้านไร่ จึงเกินแผนควบคุมแล้ว ร้อยละ 44 ซึ่งขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวไปแล้ว ร้อยละ 37 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มี.ค. 2563) สำหรับพื้นที่ปลูกเกินแผนควบคุมไปค่อนข้างมากอยู่ในเขตลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูก 3.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 21.5 โดยเฉพาะในเขตชลประทานไม่มีแผนส่งน้ำให้ปลูกข้าว แต่มีผลการเพาะปลูกถึง 2.01 ล้านไร่ ทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมชลประทานต้องทำงานหนักมากในปีนี้ เพื่อประคับประคองน้ำในระบบชลประทานที่มีน้อยอยู่แล้วให้สามารถส่งน้ำไปรักษาระบบนิเวศน์ผลักดันน้ำเค็มและป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าทำลายพืชสวน ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ร้อยละ 55 จึงได้ขอความร่วมมือไม่ให้ปลูกข้าวรอบที่ 3 ต่อเนื่องอีก


            2) กล้วยไม้และไม้ผล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจเสี่ยงน้ำเค็มรุกเข้าสวนสร้างความเสียหายใน 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีพื้นที่เฝ้าระวัง 57,106 ไร่ แบ่งเป็น กล้วยไม้ 10,784 ไร่ และไม้ผล 46,322 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรโดยให้คำแนะนำติดตามข้อมูลข่าวสารน้ำเค็ม ระมัดระวังเรื่องการปิดเปิดประตูน้ำเข้าพื้นที่สวน การดูแลรักษาความชื้นในสวน ลดการคายน้ำของพืช การปรับลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดความเค็มที่เข้าสู่ต้นพืช การสำรองแหล่งน้ำในสวนของตนเอง รวมทั้งให้ความร่วมมือกับระบบการผลักดันน้ำเค็มของระบบชลประทาน


            นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังป้องกันเชิงรุกในพื้นที่ไม้ผลที่มีฝนตกน้อยกว่า 800 มิลลิเมตร ซึ่งได้วิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้เวลาปลูกนานกว่าจะให้ผลผลิต หากมีความเสี่ยงและตายจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบเสียโอกาสเรื่องรายได้ จึงได้สำรวจในพื้นที่จริงและประเมินพื้นที่ปลูกไม้ผลพื้นที่นอกเขตชลประทานใน 30 จังหวัด พบว่า จากพื้นที่ปลูก 2.66 ล้านไร่ มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำและอาจตายได้รวม 375,000 ไร่ โดยเฉพาะไม้ผลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง จำนวน 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง ลำไย ส้มโอ กล้วยหอม เงาะ ส้มเขียวหวาน มังคุด และลิ้นจี่ จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลส่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  (สทนช.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรในการดูแลรักษาสวนไม้ผลดังกล่าว ซึ่งผลการดำเนินงานได้มีการจัดหาน้ำเข้าไปเติมแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรวม 124,294 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 33 โดยกรมทรัพยากรน้ำ ส่วนการสร้างการรับรู้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ให้คำแนะนำการดูแลรักษาสวนไม้ผลแก่เกษตรกร ดังนี้ การรักษาความชื้น ให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น คลุมแปลง และการปลูกพืชคลุมดิน ลดการคายน้ำของพืช เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบังลม พรางแสง เป็นต้น ปรับปรุงวิธีการให้น้ำแก่พืช โดยเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น การปรับเปลี่ยนหัวจ่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเวลาหลีกเลี่ยงช่วงแสงแดดจัด เพื่อลดการระเหยของน้ำ การสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่สวน เพื่อให้เกษตรกรเตรียมการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยในส่วนของกรมฯ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร ปี 2563 ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับกรม เขต และจังหวัด เพื่อรวบรวมและติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศ น้ำ ผลกระทบและความเสียหายด้านการเกษตร รวมถึงจัดทำรายงานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการประเมินสถานการณ์และการจัดการความเสี่ยงภัยแล้งในปีนี้
            “อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรโดยขอความร่วมมือที่จะไม่ปลูกข้าวรอบที่ 3 ต่อเนื่อง เพราะอาจขาดแคลนน้ำทำให้เกิดความเสียหายได้ ในส่วนของพื้นที่สวนใกล้แหล่งน้ำเค็มขอให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันระบบการผลักดันน้ำเค็มยังควบคุมได้ แต่เนื่องจากน้ำมีน้อยมาก ภาครัฐต้องใช้หลายมาตรการทั้งการนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วย การระวังไม่ให้มีการสูญเสียน้ำระหว่างทาง ดังนั้น เกษตรกรควรต้องเพิ่มการแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วยการสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเองให้ได้ รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่ไม้ผลควรมีแหล่งน้ำสำรองเช่นกัน หรืออาจจะปรับรูปแบบกิจกรรมการเกษตรให้เหมาะสมกับช่วงฤดูแล้ง เช่น การทำเกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฏีใหม่ ที่จัดการพื้นที่ให้มีแหล่งน้ำในไร่นา เป็นต้น หากมีฝนตกลงมาให้หาทางเก็บกักน้ำ รักษาความชื้นให้ได้ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานอย่าเพิ่งเร่งทำการเพาะปลูก ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เมื่อมั่นใจแล้วจึงดำเนินการในฤดูกาลผลิตใหม่ต่อไป” รองอธิบดีกล่าว

มกอช. ออกมาตรการคุมเข้มรับมือ COVID-19 ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง คัดกรองคนเข้าออก

        มกอช. สนองนโยบายรัฐบาล ออกประกาศฯ หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เน้นย้ำให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค 


         ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) ที่ประเทศไทยได้ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มการระบาดรุนแรงขึ้น และมีผู้ติดเชื้อในวงกว้างเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้สั่งการให้ส่วนราชการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ และปฏิบัติตามมาตรการข้อสั่งการอย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอและหยุดยั้งการระบาดของโรค ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 


        มกอช. จึงได้ออกประกาศฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีมาตรการและแนวทางเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อ COVID-19 ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยให้มีคณะทํางานเฉพาะกิจ และให้จัดตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์   การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)” รวมทั้งจัดให้มีจุดคัดกรองและควบคุมการเข้าออก โดยผู้ที่จะเข้ามาภายในสํานักงานต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายที่จุดตรวจ ณ บริเวณประตูทางเข้าสํานักงาน ทั้งนี้ หากผลการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพบว่ามีไข้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายในอาคารสํานักงาน โดยให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลําดับชั้นโดยเร่งด่วน เพื่อสั่งการให้หยุดปฏิบัติงาน


           นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้เหลื่อมเวลาการปฏิบัติงาน โดยกําหนดเวลาทํางานเป็น 3 ช่วงเวลา รวมทั้งให้งดกิจกรรมรวมคนจํานวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่น การจัดประชุมสัมมนาที่มีผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป การจัดงานแสดงสินค้าเกษตร เป็นต้น งดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดของหน่วยงานที่มีคนจํานวนมาก หรือหากจําเป็นต้องเคลื่อนย้ายต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ของโรค ส่งเสริมให้ใช้งานระบบอินเตอร์เน็ต เช่น การประชุมทางไกล เป็นต้น ให้บุคลากรใช้หน้ากากผ้าเมื่อเดินทางเข้าสถานที่ที่มีคนจํานวนมาก รวมถึงการลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ เช่น การวางเจลล้างมือในจุดที่มีการใช้ร่วมกัน การทําความสะอาดพื้นผิวและห้องสุขา รวมไปถึงการจัดสถานที่ทํางานไม่ให้แออัดและจัดที่นั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
         เลขาธิการ มกอช. กล่าวต่อไปว่า หากมีความจําเป็นที่จะต้องปฏิบัติราชการนอกสถานที่ ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นรายงานและเสนอให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาสั่งการให้ข้าราชการ พนักงานราชการ ปฏิบัติราชการนอกสถานที่ พร้อมทั้งระบุเป้าหมายของงานที่ปฏิบัติในช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติราชการ ณ สํานักงานฯ โดยให้ ข้าราชการ พนักงานราชการ ทําบันทึกข้อตกลงกับผู้บังคับบัญชาชั้นต้น และระบุเป็นผลสําเร็จของงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นกํากับและติดตามอย่างสม่ำเสมอ โดยข้าราชการ พนักงานราชการ จะต้องรายงานความก้าวหน้าการดําเนินงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเป็นระยะ ซึ่งการกํากับและติดตามการปฏิบัติงาน อาจดําเนินการโดยผ่านระบบหรือช่องทางดิจิทัล และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการปฏิบัติราชการนอกสถานที่ ข้าราชการ พนักงานราชการ จะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชาจะต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ พร้อมทั้งรายงานผลสําเร็จของงานต่อหัวหน้าส่วนราชการ
         “ให้บุคลากรในสังกัดถือปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้โดยเคร่งครัด หากไม่ดําเนินการตามประกาศฉบับนี้ถือเป็นการกระทําผิดวินัย กรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และในกรณีที่มีการรายงานเท็จ หรือปกปิดข้อมูล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ ถือเป็นการกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง” เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

ซีพี ปลื้มโครงการทุนการศึกษา “คนน่านไม่ทิ้งกัน” ก้าวแรกสู่ความสำเร็จของลูกหลานเกษตรกรน่าน

        
         เครือซีพีตอกย้ำนโยบายสนับสนุนและพัฒนาด้านการศึกษา ชูมิติการศึกษาเพื่อพัฒนาบ้านเกิด สุดภาคภูมิใจกับบัณฑิตรุ่นแรก โครงการทุนการศึกษา “คนน่านไม่ทิ้งกัน” ก้าวแรกสู่ความสำเร็จของลูกหลานเกษตรกรน่าน พลังแห่งความมุ่งมั่น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
          เมื่อเร็วๆนี้ ณ สำนักงานด้านความยั่งยืนเเละพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.น่าน - นายศุภชัย  เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์วิศวกรรม จำกัด ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล  ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.มนตรี  คงตระกูล คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตโครงการทุนการศึกษา “คนน่านไม่ทิ้งกัน” รุ่นที่ 1 ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี ที่คณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 10 คน ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ มุ่งสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ลูกหลานเกษตรกรในครอบครัวที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่าน พร้อมส่งเสริมให้นำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับมาพัฒนาบ้านเกิดต่อไปในอนาคต


          ดร.มนตรี  คงตระกูล คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า เครือซีพี ร่วมกับจังหวัดน่าน เริ่มดำเนินโครงการทุนการศึกษา“คนน่านไม่ทิ้งกัน”ในปีการศึกษา 2559 โดยสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปีพร้อมที่พักและค่าครองชีพ ที่คณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ปีละ 10 ทุน ปัจจุบันมีจำนวน 2 รุ่น โดยเยาวชนผู้ได้รับทุนจะได้เรียนรู้วิชาการเกษตร เทคโนโลยี การจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จริยธรรมในการทำธุรกิจ พร้อมฝึกปฏิบัติงานจริงภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบ Work based Learning ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนวัตกรรมด้านพืชหลากชนิด และเป็นพืชที่มีศักยภาพด้านการตลาด การเรียนรู้การผลิตในฟาร์มเพื่อเพิ่มศักยภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการในการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อนำองค์ความรู้กลับไปช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตด้านการเกษตรของ จ.น่านต่อไปในอนาคต


        ด้าน นายชัยชนะ แซ่โซ้ง หรือ น้องชัย บัณฑิตในโครงการทุนการศึกษา “คนน่านไม่ทิ้งกัน” รุ่นที่ 1 เปิดเผยว่า โครงการนี้ส่งเสริมให้ได้ศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กัน ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งในช่วงปีที่ 1- ปีที่ 3 ได้เลือกฝึกปฏิบัติงานตามความสนใจของตัวเอง เพื่อให้ได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเองมากขึ้น และในปีที่ 4 ได้ฝึกปฏิบัติงานที่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จ.ศรีสะเกษ โดยรับผิดชอบงานเกี่ยวกับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพริกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนประสบความสำเร็จ  ทั้งนี้ หลังจบการศึกษาแล้ว จะนำทักษะต่างๆที่ได้เรียนรู้มาตลอด 4 ปี กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้านในชุมชนเกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยใช้แนวคิดการตลาดนำการผลิต ที่เป็นการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ ที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตร ซึ่งให้ผลดีกว่าการปลูกข้าวโพดหรือพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายป่าเหมือนที่ผ่านมา


         น.ส.นิชธาวัลย์ มีอาจ หรือ น้องบิว หนึ่งในบัณฑิตในโครงการทุนการศึกษา “คนน่านไม่ทิ้งกัน” รุ่นที่ 1 กล่าวว่า การได้รับทุนในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต นอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว แล้ว ยังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนด้านการเกษตรแทน ซึ่งการเรียนการสอนตามหลักสูตรของโครงการนี้ มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่เน้นเรื่องการจัดการด้านธุรกิจเกษตร ทำให้ระหว่างเรียนมีโอกาสได้ทำงานและมีรายได้ดูแลตัวเองได้ โดยในชั้นปีที่ 3 ได้เลือกไปฝึกปฏิบัติงานที่บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด เกี่ยวกับการปลูกกาแฟเบื้องต้นและทักษะการชิมกาแฟ หรือที่เรียกว่า Q-Grader นักประเมินคุณภาพกาแฟ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต

“เฉลิมชัย” สั่งชะลอส่งออกไข่ พร้อมส่งสารวัตรปศุสัตว์ตรวจสอบศูนย์รวบรวมและสถานที่จำหน่ายไข่ไก่สดทั่วประเทศ



กระทรวงเกษตรฯ วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกซื้อไข่ไก่ กักตุนในครัวเรือนมากเกินควร โดยขณะนี้ได้ออกมาตรการชะลอการส่งออกไข่ไก่สดไปจำหน่ายต่างประเทศทุกประเทศ และให้ฟาร์มไก่ไข่ยืดอายุการเลี้ยงแม่ไก่ไข่ยืนกรงออกไป เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศ พร้อมส่งสารวัตรกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์รวบรวมและสถานที่จำหน่ายไข่ไก่สดเข้มงวด จนกว่าสถานการณ์ไข่ไก่สดขาดตลาดในประเทศจะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกระแสที่ประชาชนหาซื้อไข่ไก่สดได้ยากลำบาก มีราคาแพง จนมีผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนนั้น โดยก่อนหน้าที่จะมีกระแสประชาชนตื่นตระหนกและซื้อไข่สดเพื่อกักตุนสำรองใช้บริโภค  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์สำรวจข้อมูลพบว่า มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 49 ล้านตัว ให้ผลผลิตไข่สดประมาณ 41 ล้านฟองต่อวัน โดยอัตราการบริโภคไข่สดภายในประเทศ ประมาณ 39 ล้านฟองต่อวัน จึงมีไข่สดบางส่วนที่เกินความต้องการในประเทศ และผู้ประกอบการบางรายจำเป็นต้องส่งไข่ส่วนเกินออกไปจำหน่ายต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ไข่ล้นตลาดและพ่อค้าคนกลางในประเทศกดราคารับซื้อ เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศให้เกษตรกรพออยู่ได้ไม่ขาดทุนและไม่ทำให้ผู้บริโภคในประเทศเดือดร้อน ต่อมาเมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความตื่นตระหนกของประชาชน จนเกิดกระแสการกักตุนไข่สด ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในครัวเรือนทำให้ปริมาณความต้องการซื้อไข่สดเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าตัวจากภาวะปกติ จนทำให้ปริมาณไข่ไก่สดขาดตลาด ประชาชนหาซื้อได้ยากขึ้นและมีราคาจำหน่ายปลีกแพงขึ้นแบบกะทันหัน และยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายลง ดังนั้นเพื่อป้องกันกระแสการกักตุนไข่ไก่สด หรือป้องกันราคาสินค้าไข่ไก่สดสูงเกินต้นทุนที่แท้จริง และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ประสานเจรจาเป็นการเร่งด่วนขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการส่งออกไข่ไก่สด ในการชะลอการส่งออกไข่ไก่สดไปจำหน่ายยังต่างประเทศทุกประเทศ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยจะไม่มีการอนุญาตให้ส่งออก ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย


ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการชะลอการส่งออกไข่ไก่สด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสั่งการแล้ว กรมปศุสัตว์ยังแจ้งให้ฟาร์มไก่ไข่ทั่วประเทศยืดอายุการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงออกไปตามที่แต่ละฟาร์มเห็นว่าเหมาะสม จากเดิมที่กำหนดให้ปลดแม่ไก่ยืนกรงที่อายุ 80 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์จะจัดส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจสอบตามศูนย์รวบรวมไข่ไก่ และสถานที่จำหน่ายไข่ไก่ ทั่วประเทศโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2559 เพื่อตรวจสอบปริมาณไข่ไก่ การเคลื่อนย้ายและแหล่งที่มาของไข่ไก่ อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังมิให้มีการนำไข่ไก่ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา รวมถึงไข่ไก่ที่ไม่สะอาดปลอดภัย แล้วนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคด้วย
หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ ต้องการร้องเรียน แจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โปรดแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) "DLD 4.0"  ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการ ตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

เกษตรกร วอนรัฐเร่งตรวจสอบผู้ค้าไข่กว้านซื้อทำกำไร-ขายข้ามเขต ยันไข่ไม่ขาดแคลนไม่ต้องกักตุน



เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเฉลี่ยอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ขณะที่ภาคใต้ราคาจะอยู่ระหว่าง 2.90-3.00 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตได้ตกลงไว้กับกระทรวงพาณิชย์ไม่ให้เกินกว่า 3 บาทต่อฟอง และไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใดๆ เกษตรกรผู้ผลิตก็ต้องทำการผลิตให้มีปริมาณไข่ไก่ที่เพียงพอกับการบริโภคของคนไทยอย่างแน่นอน เกษตรกรทุกคนขอยืนยันอีกครั้งว่าไข่ไก่ไม่ขาดแคลนแน่นอน ผลผลิตไข่ยังคงออกสู่ท้องตลาดวันละ 40-41 ล้านฟองมาโดยตลอดทุกวัน แต่วันนี้นอกจากไข่ไก่ที่เคยอยู่ในสต๊อกของร้านและชั้นวางสินค้าหน้าร้าน จะถูกซื้อไปไว้ในบ้านเรือนประชาชนจากความกังวลดังกล่าวแล้ว พบว่ามีผู้ค้าไข่และพ่อค้าคนกลางที่อยากมีกำไรในช่วงนี้ ไปกว้านซื้อไข่ไปจำหน่ายต่อเพื่อทำกำไร ยิ่งทำให้เกิดภาวะดีมานด์เทียมเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสินค้าขาดตลาด จึงขอให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบในกรณีนี้ และขอกรมปศุสัตว์ช่วยดูแลเรื่องการขายไข่ไก่ข้ามเขตด้วย เนื่องจากมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่กว้านซื้อไข่ไก่แต่ละเขตเพื่อข้ามไปจำหน่ายในเขตอื่นๆ แล้ว


ขอให้ประชาชนซื้อไข่ไก่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะไข่ไก่จะไม่ขาดแคลน แม่ไก่ยังคงให้ผลผลิตเช่นเดิม หากทุกคนซื้อไข่เพียงพอบริโภคในครัวเรือนไม่กักตุนไว้ ปริมาณและการบริโภคเข้าสู่สมดุล ราคาไข่ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กลไกตลาดก็จะกลับสู่สมดุลอีกครั้ง และขอความร่วมมือห้างร้านบริหารการจำหน่ายให้ลูกค้าอย่างทั่วถึง หากมีผู้ค้าไข่ต้องการไข่จำนวนมากกว่าที่กำหนดก็ต้องแสดงใบอนุญาตทำการค้าสัตว์หรือซากสัตว์ หรือใบ ร.10 เพื่อเป็นหลักฐาน ก็จะช่วยลดการกว้านซื้อของกลุ่มพ่อค้าได้นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าว
นายสุเทพ กล่าวว่า ทั้งนี้ การซื้อไข่ไก่กักตุนและนำไปจำหน่ายต่อเพื่อทำกำไรถือเป็นความผิด หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อเอาผิดต่อไป

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563

ราคาไข่ไก่...ว่าด้วยกลไกตลาด


        การเลี้ยงไก่ไข่ ถือเป็นอาชีพของเกษตรกรไทยมาเป็นเวลายาวนาน ในจำนวนฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ 2,915 ฟาร์มทั่วประเทศ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงรายเล็กและรายย่อยถึง 1,830 ฟาร์ม รายกลางจำนวน 923 แห่ง และอีก 162 ฟาร์มที่เหลือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งผู้เลี้ยงในแต่ละกลุ่มเหล่านี้จะมีการรวมตัวกันในลักษณะของชมรม สหกรณ์ หรือสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อคอยดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ซึ่งกันและกัน ช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพเป็นไปตามนโยบายของรัฐ


       หากแต่ช่วงเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า เกษตรกรต่างต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติราคาไข่ไก่ตั้งแต่ปี 2557 - 2562 ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้นั้นต่ำกว่าต้นทุนมาโดยตลอด โดยในปี 2557 ขาดทุน 0.12 บาทต่อฟอง ปี 2558 ขาดทุน 0.14 บาทต่อฟอง ปี 2559 เป็นปีเดียวที่มีกำไรอยู่ที่ 0.06 บาทต่อฟอง ปี 2560 ขาดทุน 0.21 บาทต่อฟอง ปี 2561 ขาดทุน 0.30 ต่อฟอง


       ทั้งนี้ อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ นักวิชาการอิสระ ได้ชี้แจงถึงคำถามขาดทุนทุกปีแล้วเกษตรกรอยู่ได้อย่างไรว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า สถานการณ์ไข่ไก่ในรอบหนึ่งปีนั้น จะมีการขึ้นลงของราคาตลอดทั้งปี พบว่าในแต่ละปีจะมีช่วงที่ราคาไข่ไก่สูงเพียง 4-5 เดือน ขณะที่ช่วงราคาตกต่ำมีมากถึง 7-8 เดือน โดยมีระดับของอุปสงค์-อุปทาน หรือกลไกตลาด เป็นตัวกำหนด เมื่อใดที่ปริมาณไข่มีน้อย ความต้องการบริโภคมีมาก ราคาก็จะสูง เมื่อใดที่ไข่ไก่มีปริมาณมากเกินกว่าความต้องการ ราคาไข่ไก่ก็จะตกต่ำลง และยังมีปัจจัยอื่นที่เป็นตัวกำหนดราคาในแต่ละช่วง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต ปริมาณการเลี้ยงแม่พันธุ์ไก่ไข่ ภาวะโรค ฤดูกาล สภาวะอากาศ และช่วงเทศกาลต่างๆ


       การเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรที่ผ่านมาในแต่ละปีจึงมีทั้งช่วงขาดทุน และบางช่วงที่ไข่ไก่ราคาอยู่เหนือต้นทุนบ้างดังกล่าวข้างต้น ที่ผ่านมาจึงมีทั้งเกษตรกรที่ต้องเลิกเลี้ยงไปเพราะแบกรับต้นทุนกับภาวะราคาตกต่ำไม่ไหว ที่ยังเลี้ยงอยู่ก็พยายามประคับประคองอาชีพเดียวนี้ไว้โดยต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยการปรับลดปริมาณแม่ไก่ยืนกรงให้เหมาะสม ถึงได้ผ่านพ้นวิกฤติมาได้
       ไข่ไก่ถือว่าเป็นสินค้าอ่อนไหว เนื่องจากแม่ไก่ไข่เป็นสิ่งมีชีวิต มีผลผลิตออกมาทุกวัน แต่เมื่อใดที่มีปัจจัยมากระทบย่อมส่งผลถึงปริมาณไข่ไก่ทันที  โดยเฉพาะเรื่องของสภาพอากาศ  ที่หากอากาศร้อนจนเกินไป ไก่จะเครียด กินอาหารได้น้อย แม่ไก่จะให้ไข่น้อยไปโดยปริยาย ดังเช่นปัจจุบันนี้ที่ประเทศไทยเข้าหน้าร้อน แม่ไก่เริ่มส่งสัญญาณไข่ลดแล้ว ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกปี
       ขณะที่เดือนมีนาคมของทุกปีเป็นช่วงปิดภาคเรียนที่การบริโภคของนักเรียนจะต่ำลง ผนวกกับปีนี้มีสถานการณ์ COVID-19 เข้ามาทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวหายไป คนบริโภคไข่หายไปจำนวนมาก ปริมาณไข่เหลือล้นตลาด ราคาก็ตกต่ำลงอีก เกษตรกรจึงวางแผนการผลิตด้วยการเข้าเลี้ยงแม่ไก่น้อยลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่สมดุลขึ้น จึงเพิ่งเริ่มเห็นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของเกษตรกรขยับขึ้นบ้าง ล่าสุดอยู่ที่ฟองละ 2.60 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึงฟองละ 2.69-2.70 บาท และเมื่อดูสถิติราคาไข่ไก่ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะพบว่าไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 2.50- 2.70 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าหรือเท่ากับต้นทุนการผลิตเท่านั้น เกษตรกรยังไม่มีกำไรจากการขายไข่แต่อย่างใด
       และจากปริมาณการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ในแต่ละปีสามารถผลิตไข่ไก่ได้ถึงกว่า 15,000 ล้านฟอง หรือวันละประมาณ 41  ล้านฟอง โดยเป็นการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคในประเทศถึง 95% ของไข่ไก่ทั้งหมด ซึ่งคนไทยบริโภคไข่วันละประมาณ 39 ล้านฟอง จึงมีไข่คงเหลือในระบบ 1–2 ล้านฟองต่อวันละ ปริมาณไข่ไก่ส่วนเกินนี้ผู้ประกอบการจะทำการส่งออก เพื่อบริหารจัดการสมดุลของอุปทานในประเทศไม่ให้ไข่ไก่ล้นตลาดนั่นเอง ขณะที่ปัจจุบันปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 41 ล้านฟองยังคงออกสู่ตลาดอย่างเสมอ จึงไม่ต้องกังวลว่าปริมาณไข่ไก่จะไม่เพียงพอกับการบริโภค
       จากข้อมูลทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่าไข่ไก่เป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นอยู่กับดีมานด์-ซัพพลาย ราคาขึ้นลงตามสถานการณ์ในขณะนั้น ดังเช่นวันนี้ที่ราคาขยับขึ้นก็เพราะกลไกตลาดเริ่มทำงาน จากการวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบของเกษตรกร เพราะไม่มีใครอยากแบกรับภาระขาดทุนเหมือนอย่าง 10 ปีที่ผ่านมาอีก...วันนี้ต้องขอให้ผู้บริโภคเห็นใจเกษตรกร อย่าได้กดราคา เหมือนกดหัวเกษตรกรเลย

ขบวนการสหกรณ์พร้อมเป็นกองหนุนส่งเสบียงอาหารถึงบ้าน



ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศพร้อมเป็นกองหนุนส่งเสบียงอาหาร ทั้งข้าวสาร ไข่ไก่ นม ผักผลไม้ และอาหารแปรรูปให้กับประชาชนในทุกพื้นที่  ระหว่างหลบภัยไวรัสโควิด – 19 ระบาด เพื่อรอสถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจับมือสหกรณ์รถแท็กซี่ เปิดรับออเดอร์ผ่านแอป Co-op Click สั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งข้าวสาร นม UHT  ปลากระป๋อง กาแฟ น้ำปลา น้ำตาลและน้ำดื่ม พร้อมจัดส่งถึงหน้าบ้าน ทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล


นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานไปยังสหกรณ์การเกษตรในทุกจังหวัด ซึ่งมีสหกรณ์การเกษตรกว่า 1,300 แห่ง เป็นผู้ผลิตสินค้า ทั้งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ และอาหารแปรรูป เปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคายุติธรรมให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด ของโรคไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อข้าวสาร อาหารแห้งไปเก็บไว้บริโภคระหว่างอาศัยอยู่ในบ้านพัก ซึ่งนอกจากการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์การเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์อีก 120 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์ร้านค้า 100 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 10 แห่ง ที่จะประสานกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต้นทางส่งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ รวมถึงจัดหาสินค้าอุปโภค ทั้งปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟ น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำตาล น้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย มาบริการเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคด้วย


สำหรับผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหกรณ์ผ่านช่องทางออนไลน์  ขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมกับสหกรณ์รถแท็กซี่ Smart Taxi  50 แห่ง  ได้เปิดบริการ รับสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพริเคชั่น Co-op Click หรือ www.co-opclick.com และจัดส่งโดยรถแท็กซี่ถึงหน้าบ้านในทันที เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหาซื้อสินค้านอกบ้าน เพียงกดคลิ๊ก Co-op Click ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายชนิด และยังสามารถสั่งเป็นชุดสินค้าบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร  นม UHT  ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟ น้ำปลา น้ำตาลและเกลือ ก็มีให้บริการด้วยเช่นกัน ซึ่งรถแท็กซี่ที่จัดส่งสินค้าจะติดสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์รถกระจายสินค้าสหกรณ์สู่ชุมชนไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน และมีแผ่นพับแจ้งรายการและราคาสินค้า เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาของผู้ขับรถแท็กซี่ที่ขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดขณะนี้ด้วย 



 สำหรับผู้ประกอบการเอกชนหรือร้านค้าต่างๆ ที่ต้องการสั่งสินค้าของสหกรณ์ทั้งข้าวสาร กาแฟ นม น้ำตาล และน้ำดื่ม ไปบริการเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ สามารถติดต่อกับสหกรณ์การเกษตรผู้ผลิตสินค้าได้โดยตรง ซึ่งมีสหกรณ์หลายแห่งแปรรูปข้าวสารและเก็บสต๊อกไว้พร้อมส่งจำหน่ายได้ทันที โดยตรวจสอบรายชื่อและเบอร์โทรติดต่อสหกรณ์ที่ผลิตข้าวสารได้ที่เว็บไซด์กรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือจะสั่งซื้อผ่านทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่จะเป็นตัวกลางในการประสานกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าในจังหวัดต่างๆ ได้เช่นกัน โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร.081-8233639” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

"จุรินทร์" นำ พาณิชย์ ส่ง “คาราวานรถพุ่มพวง” ธงฟ้าเคลื่อนที่ บริการถึงหน้าบ้าน ช่วยประชาชน ฝ่าภัยโควิด-19



นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ตรวจความพร้อมสินค้าในรถคาราวานธงฟ้า ฝ่าภัย COVID-19  หรือรถพุ่มพวง ก่อนออกไปให้บริการกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพัก


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการตรวจสินค้าในรถคาราวานว่า โครงการ คาราวานธงฟ้าฝ่าภัย COVID ซึ่งจะเป็นรถที่เรียกว่า รถพุ่มพวง ที่เข้าร่วมโครงการกับกรมการค้าภายใน ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะนำสินค้าราคาประหยัด 7 รายการด้วยกันเบื้องต้น สำหรับสินค้าที่จะมีในรถพุ่มพวงมี 7 รายการเบื้องต้น  ประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่เป็ด ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และเจลล้างมือ ในราคาประหยัดเพื่อขายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงที่มีคำสั่งจาก กรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไปให้บริการถึงหมู่บ้านและชุมชน โครงการนี้ประกอบด้วยรถพุ่มพวง 200 คัน หากพบว่ายังไม่เพียงพอ ทางกรมการค้าภายในก็จะพิจารณาเพิ่มจำนวนต่อไป โดยจะมีการติดตามความต้องการสินค้าเป็นรายวันด้วย


โครงการดังกล่าวหวังจะเป็นการช่วยเสริมจากระบบตลาดปกติ ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับรูปแบบการขายแบบออฟไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ไปเป็นการขายในระบบออนไลน์ และระบบส่งถึงบ้าน (ดิลิเวอรี่) มากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ก็ส่งเสริมการขายดังกล่าวให้มีการขายในระบบดิลิเวอร์รี่มากขึ้น
โดยในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค.) กระทรวงพาณิชย์จะได้เชิญผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในส่วนที่ขายหน้าร้าน ในส่วนการขายออนไลน์ ในส่วนผู้ให้บริการดิลิเวอรี่ อาทิ ไลน์แมน ลาลามูฟ ฟูดแพนด้า แกร๊บ รวมทั้งผู้ประกอบการซุปเปอร์มาร์เก็ต สมาร์ทโชว์ห่วย มาหารือถึงปัญหาอุปสรรคใด ที่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปส่งเสริม สนับสนุน หรือช่วยแก้ปัญหาให้ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคในภาวะวิกฤติโควิด และอาจมีมาตรการเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ประชาชนต้องอยู่บ้าน ให้ได้รับบริการอย่างดีที่สุด ทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพรุ่งนี้จะได้มีคำตอบตามมาเพิ่มเติมอีกครั้ง


ขณะนี้ทราบว่าผู้ประกอบการหลายบริษัทที่ให้บริการแบบดิลิเวอรี่ได้เพิ่มกำลังคนในการให้บริการแล้ว ถือว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยในการพูดคุยวันพรุ่งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะรับฟังปัญหาอุปสรรค รวมถึงจะช่วยประสานการทำงานกับกระทรวงอื่นให้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นายจุรินทร์กล่าว

อีสท์ เวสท์ ซีดร่วมใจฝ่าวิกฤต แนะ “ปลูกผักอยู่บ้าน ต้าน Covid-19” (มีคลิป)




            จากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเริ่มที่ประเทศจีนจนแผ่วงกว้างทั่วโลก ไม่เว้นแม้ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะออกนอกบ้านเพราะกังวลกับเชื้อโรค รวมทั้งคนที่ต้องกักตัวเอง 14 วัน นั่นทำให้ บ้าน” เป็นสถานที่ที่ทุกคนจะทำกิจกรรมทุกอย่าง




           
           คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัดหรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในนามเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า ในสถานการณ์แบบนี้ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ บ้าน” เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เราไม่รู้ว่าออกไปข้างนอกจะเจออะไรบ้าง กิจกรรม ปลูกผักอยู่บ้าน เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ทางเราอยากเชิญชวนคนไทยได้มีโอกาสปลูกผักอยู่ที่บ้าน ลดการเดินทางออกไปข้างนอก ทำให้ได้บริโภคผักสดใหม่จากบ้านคุณเอง และนอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่เราสามารถทำร่วมกันภายในครอบครัวได้อีกด้วยครับ
เมล็ดพันธุ์ผัก คืออาหารของพวกเราในอนาคต
            ตอนนี้ทุกคนได้มีการเก็บข้าวสาร อาหารแห้งไว้ในครัวเรือนของตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเก็บไว้ได้นาน  แต่ผักเป็นพืชอายุสั้นที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน สิ่งที่ทุกคนอาจมองข้ามไปนั่นก็คือ เมล็ดพันธุ์ผักเราอยากให้มองว่า เมล็ดพันธุ์จะแปรเปลี่ยนเป็นอาหารของคุณในอนาคต เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน มันจะดีกว่าไหม ถ้าเรามีผักที่เราปลูกเองไว้ในบ้าน เมื่อไรที่เราอยากทานก็ไปเก็บแล้วมาทำเป็นอาหารได้ทันที การทานผักสด ๆ นั้นมีวิตามินสูงมาก ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงด้วยครับ และในสภาวะแบบนี้จะซื้อผักสดๆ ก็หายาก เก็บได้ไม่นาน ทางที่จะเก็บไว้ได้ดีที่สุด คือ เก็บไว้ในดินบ้านท่านนั่นแหละครับ


อีสท์ เวสท์ ซีดแนะปลูก 4 พืชผักต้านไวรัส
นอกจากการปลูกผักไว้เพื่อบริโภคในครอบครัวที่ผมได้แจ้งไปแล้วนั้น  เมื่อวันที่ 18 มี.. ที่ผ่านมา กรมการแพทย์แผนไทยได้ออกมาแนะนำถึงสมุนไพรที่มีผลวิจัยชัดเจนว่าสามารถช่วยป้องกันเชื้อ Covid-19 ได้ โดยในนั้นมีพืช 4 ตัวที่ทางเราอยากแนะให้คนปลูกไว้ในบ้านของตัวเอง เพื่อนำมารับประทานเสริมภูมิคุ้มกันกันด้วยครับ
ลำดับ
พืช
สรรพคุณ
ระยะเวลาเก็บเกี่ยว
1.
กะเพรา กลิ่นไท
-          มีโอเรียนทิน (orientin) เป็นสารสำคัญที่มีศักยภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์
40-50 วัน
2.
มะระขี้นก ไซเบอร์
-          มีวิตามินซีสูง ไบโอฟลาโวนอยด์สูง
-          มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน
45-50 วัน
3.
พริกขี้หนู ซุปเปอร์ฮอท 2
-          สารแคปไซซินที่อยู่ในพริก มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งที่ขัดขวางระบบทางเดินหายใจ
-          สารเบต้าแคโรทีนในพริก ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ
90 วัน
4.
คะน้า บางบัวทอง 35
-          ผักสีเขียวมีแมกนีเซียม โปรแตสเซียมทำให้ฟื้นจากหวัดได้เร็ว
-          วิตามินซี เสริมสร้างเนื้อเยื่อ
-          เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
45-50 วัน

        
  
        ทางด้าน คุณอิสระ วงศอินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ได้กล่าวว่า จากสถานการณ์ขณะนี้ที่ทุกคนมีความกังวลเกี่ยวกับ Covid-19  นั้น อีสท์ เวสท์ ซีด เราอยากร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าการป้องกันไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย การใช้เจลแอลกฮอลล์ ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราทำร่างกายให้แข็งแรง โดยการบริโภคพืชผักสดใหม่ เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้กับตัวเราเอง
กิจกรรม ปลูกผักอยู่บ้าน ต้าน Covid-19 “
ในส่วนของกิจกรรม ปลูกผักอยู่บ้าน ต้าน Covid-19 “ นั้น เราจะเน้นไปในส่วนของออนไลน์เป็นหลัก โดยมีกิจกรรมดังต่อไปนี้
1.      How to ปลูกผักอยู่บ้าน ต้าน Covid-19 โดยจะมีการสอนเกี่ยวกับการปลูก การใช้พื้นที่ ถ้ามีพื้นที่น้อยเราควรปลูกผักอย่างไร การให้น้ำ หรือการดูแล สำหรับมือใหม่ที่อยากปลูกผัก
2.      แนะนำในเรื่องปลูกผักกี่วันได้กิน เช่นผักบุ้ง 20 วันก็สามารถนำเป็นอาหารได้แล้ว

ระยะเวลา
กลุ่มพืช
20 วัน
ผักบุ้ง
30 วัน
แตงกวา แตงโมผลอ่อน
40-45 วัน
บวบเหลี่ยม บวบงู แตงร้าน  ผักกาดกวางตุ้งดอก ผักกวางตุ้งต้น ผักชีลาว
50-55 วัน
มะระ ถั่วฝักยาว  คะน้า โหระพา กะเพรา  แมงลัก ขึ้นฉ่าย
60-65 วัน
กระเจี๊ยบ ผักกาดหอม ผักชี มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศสีดา พริกหนุ่ม พริกหยวก
70-75 วัน
บวบหอม แฟง ฟักทอง
80-90 วัน
พริกขี้หนู

3.      มีเกมส์สนุก ๆ และแจกเมล็ดพันธุ์โดยให้คนทางบ้านร่วมสนุกกับเรา เช่น คิด caption เมล็ดพันธุ์สำคัญอย่างไรในช่วง วิกฤต covid-19
4.      และมีกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ เฟสบุคเพจ : เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง หรือ Line: @sorndaengseed
อีสท์ เวสท์ ซีด ร่วมแจกเมล็ดพันธุ์กะเพรา พันธุ์กลิ่นไท-ต้าน Covid 19
บริษัท ฯ อยากให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถฟันฝ่าวิกฤต Covid-19 นี้ไปได้ทางบริษัท ฯ จึงขอร่วมแจกเมล็ดพันธุ์กะเพรา พันธุ์กลิ่นไทเนื่องจาก ใบกะเพรา มีสารโอเรียนทิน (orientin) เป็นสารสำคัญที่มีศักยภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ โดยเราจะแจกวันละ 100 ซองเป็นเวลา 10 วัน เร่ิ่มแจกตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 นี้เป็นต้นไป ลูกค้าหรือคนทั่วไปสามารถร่วมกิจกรรมนี้ได้ที่ เฟสบุคเพจ เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง กันได้เลยครับ


ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก แต่ไม่อยากออกนอกบ้านทำอย่างไรดี
ลูกค้าหรือคนที่สนใจซื้อเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง สามารถซื้อออนไลน์ได้แล้วที่ Line:@sorndaengseed เรามีทีมงานบริการท่านอยู่ครับ
อีสท์ เวสท์ ซีด เราเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ผักที่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และสามารถให้ความรู้ด้านการปลูกผักให้กับพี่น้องชาวไทยได้ เราอยากร่วมเป็นกำลังใจให้คนไทยฝ่าวิกฤต Covid-19 ในครั้งนี้ไปด้วยกันครับ 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด โทร. 02-831-7777 , เฟสบุคเพจ เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง, Line: @sorndaengseed หรือที่ www.eastwestseed.com

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...