วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สินค้าปศุสัตว์ไทย ตัวช่วยกอบกู้เศรษฐกิจ


       ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2563 ติดลบ 8.1% ถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และหนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง  รวมถึงคาดการณ์ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ว่าจะมีผู้ว่างงานในภาคอุตสาหกรรม 8 ล้านคน เป็นภาพสะท้อนผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ได้อย่างชัดเจน วันนี้เห็นเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น คือการเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ  โดยเฉพาะสินค้าเกษตรปศุสัตว์ที่มีศักยภาพและสามารถเป็นเรือธงนำเศรษฐกิจไทยหลังโควิดได้ไม่ยาก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งเรื่องมาตรฐานการป้องกันโควิดที่ไทยแสดงให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่า เป็นแนวหน้าในเรื่องนี้ 
          ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรของไทยได้รับการยอมรับในด้านมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ที่พิสูจน์ถึงความสามารถและศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรค จนทำให้ไทยกลายเป็นประเทศเดียวที่ “ปลอดจาก ASF” โรคที่สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมหมูทุกประเทศในภูมิภาค และวันนี้ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหานี้กันถ้วนหน้า ทั้งจีน เวียดนาม เมียนมา แต่ไทยกลับประสบความสำเร็จในการสร้างปราการป้องกันโรคนี้ จนทำให้หมูไทย ได้ชื่อว่าเป็นหมูที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และปลอดโรค ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงทั้ง 2 แสนราย ที่พร้อมใจกันดำเนินทุกมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรค เพื่อคงสถานะปลอด ASF ไว้ ไม่เพียงแค่ปกป้องอาชีพเลี้ยงหมูของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน เหมือนอย่างที่ทุกประเทศในภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ จากภาวะขาดแคลนหมูเพราะพิษของโรคนี้ จนราคาหมูปรับสูงขึ้นหลายเท่าตัว
         อย่างในจีนที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับขึ้นไปถึง 141 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 109 บาท กัมพูชาราคา 97 บาท ขณะที่ราคาหมูไทยยังอยู่ที่ 78-79 บาท เรียกได้ว่า “หมูไทยราคาถูกที่สุดในภูมิภาค” ทั้งที่มีมาตรฐานการผลิตอยู่ระดับแถวหน้า และต้องทุ่มเทกับป้องกันโรคอย่างสุดกำลัง แม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพี่ม เป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ แต่เกษตรกรทุกคนก็ยอมขอเพียงป้องกันโรคนี้ให้ได้ ขึงไม่น่าแปลกใจที่หมูไทยจะกลายเป็นที่ต้องการของหลายประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม สิงโปร์ รวมถึงฮ่องกงที่ระงับการนำเข้าหมูเป็นจากจีน ทำให้ต้องหันมาพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ แทน โดยเฉพาะหมูคุณภาพของไทย นี่จึงเป็น "โอกาสที่แท้จริง" ของอุตสาหกรรมหมูไทย เป็นโอกาสที่แทบไม่เคยมีมาก่อน เพราะก่อนนี้การจะส่งออกหมูได้ต้องผ่านด่านเรื่องโรคในหมูซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญ 
         ต้องยอมรับว่าสินค้าปศุสัตว์ ถือเป็นความหวังหลังวิกฤติโควิด และยังคงเห็นโอกาสในสินค้าเกษตรที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ตราบใดที่คนยังต้องบริโภค อย่างหมูที่ควรสนับสนุนให้เป็นสินค้าเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจไทย เพราะไม่เพียงแค่ช่วยคลายทุกข์ให้คนเลี้ยงหมูจากที่ต้องรับภาระขาดทุนมากว่า 3 ปีเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อเนื่องไปตลอดทั้งห่วงโซ่จนถึงเกษตรผู้เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เป็นวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งคนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชาวนาที่จะได้ขายรำข้าว-ปลายข้าว ชาวไร่ผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่จะสามารถขายผลผลิตได้มากขึ้น ขายได้ราคาสูงขึ้น ได้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง วันนี้ผลตอบแทนสำหรับความมุ่งมั่นของคนเลี้ยงหมู จึงไม่ควรเป็นการถูกดึงเข้าดราม่า เรื่องเนื้อหมูราคาแพง ที่ทั้งผู้บริโภค คนขายหมูเขียง หรือแม้แต่คนค้าคนขายด้วยกันเอง พาทัวร์มาลงรุมชี้ว่าเกษตรกรเป็นต้นเหตุ ทั้งๆที่เกษตรกรยังยึดราคาขายหมูเป็นไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่ตกลงไว้กับกรมการค้าภายใน เพื่อไม่ให้หมูหน้าเขียงขายเกิน 160 บาท เพราะไม่อยากให้คนซื้อต้องแบกรับภาระค่าครองชีพซ้ำเติม และแม้วันนี้ราคาจะปรับขึ้นก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ตามกลไกตลาด จากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก สวนทางกับซัพพลายหมูที่ลดลงจากภาวะโรค ที่สำคัญหมูไทยไม่ได้ราคาสูงไปกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค และปริมาณหมูก็มีมากเพียงพอกับการบริโภค ไม่เคยต้องขาดแคลน ทั้งหมดนี้เพราะคนเลี้ยงหมูทุกคนต้องการรักษาอาชีพเดียวของพวกเขาไว้ และต้องดูแลผู้บริโภคไม่ให้เดือดร้อนไปพร้อมๆกัน

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เปิดแผน อ.ต.ก. เตรียมขยายตลาดครบ 76 จังหวัด เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมส่งตรงถึงมือผู้บริโภค



องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) หรือที่รู้จักกันในนามตลาด อ.ต.ก. ได้รับการจัดอันดับให้ติด 1 ใน 10 ตลาดสด คุณภาพที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งแต่ละวันจะมีผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติมาจับจ่ายสินค้าดี มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยปัจจุบันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คน ทำให้ อ.ต.ก. ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการให้เข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบัน


นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) กล่าวว่า การจัดตั้ง อ.ต.ก. ตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2517 ตามพันธกิจและบทบาทหลักๆ ก็เพื่อช่วยส่งเสริมเกษตรกรในการสร้างมูลค่าทางการตลาดให้สินค้าเกษตร รวมถึงการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมและตรงตามเวลาที่ต้องการให้แก่เกษตรกร แต่ในปัจจุบันสถานการณ์และพันธกิจได้เปลี่ยนแปลงไป การส่งเสริมสินค้าเกษตรไม่เพียงให้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตเพียงอย่างเดียวจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่ายตามไปด้วย ซึ่ง อ.ต.ก. มีแผนการดำเนินงานในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นส่งเสริมการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบตลาดเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร


โดยที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาแบรนด์ อ.ต.ก.  โดยกำหนดมาตรฐานการคัดเลือกสินค้าเกษตรเพื่อเป็น       แนวทางการควบคุมคุณภาพการผลิตภายใต้สินค้าตรา อ.ต.ก. มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรไทย ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบ online และ offline  เพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปยังตลาดต่างประเทศ ดำเนินการส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพ ภายใต้ตราสินค้า อ.ต.ก. สู่ระดับสากล การเพิ่มช่องทางตลาดสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อ อ.ต.ก. สมาร์ทมาร์ท (Ortorkor Smart Mart) และยังมีโครงการ อ.ต.ก. เดลิเวอรี่ บริการจัดส่งสินค้าผ่านทางออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า อ.ต.ก. โดยสั่งสินค้าผ่าน www.ortorkor.com, facebook และ Line @ortorkordelivery


นอกจากนี้ อ.ต.ก.ได้นำสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรมาจัดจำหน่ายผ่านโครงการร้านค้ามินิ อ.ต.ก. ซึ่งได้คัดสรรสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ โดยที่ผ่านมามีการจัดจำหน่าย ทุเรียนภูเขาไฟ เป็นทุเรียนคุณภาพดีจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และมังคุดออร์แกนิค จากจังหวัดจันทบุรี  ร้านค้า มินิ อ.ต.ก. เป็นร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีรูปแบบการขายแบบออฟไลน์ ( Offline) มีหน้าร้านดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี ทั้งหมด 3 สาขา ที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครพนม และจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีหน้าร้านแสดงสินค้าจริง โดยคัดสรรสินค้าจากเกษตรกรมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง และผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อแบบออนไลน์ได้โดยผ่าน Line @miniortorkor  และเร็วๆ นี้ยังมีอีกหลายโครงการที่เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคผ่านโครงการของ อ.ต.ก. และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกช่องทางหนึ่ง


            อย่างไรก็ตาม อ.ต.ก. กำลังวางแผนที่จะขยายตลาด อ.ต.ก. ให้ครบทั้ง 76 จังหวัด ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด สามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพกระจายไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยยึดหลักเกณฑ์คัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานและราคายุติธรรมตามหลักของสำนักงาน อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อ.ต.ก. เป็นตลาดที่ได้มาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ และได้รับการจัดอันดับของสำนักข่าว CNN ว่าเป็นตลาดสดดีที่สุดอันดับ 4 ใน 10 ของโลก ซึ่งเป็นเครื่องการันตีให้กับผู้บริโภค ได้มีความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าในตลาด อ.ต.ก. ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดีและเป็นการช่วยอุดหนุนเกษตรกรโดยตรงอีกด้วย


นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ อ.ต.ก. ได้ติดอันดับ 1 ใน 10 ตลาดสดคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก เป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ยากกว่านั้นคือการต้องรักษาความดีให้อยู่ต่อไปอีก ทั้งยังต้องคิดหาทางพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นบทพิสูจน์และการันตีคุณภาพว่าเรามีศักยภาพพร้อมในการพัฒนาและเติบโตต่อไป ซึ่งตนในฐานะผู้บริหาร อ.ต.ก. ยังเชื่อมั่นว่า อ.ต.ก. จะยังคงเป็นองค์กรในการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงในการกระจายสินค้าส่งตรงถึงผู้บริโภค และจะยังคงพัฒนาต่อยอดในการหาช่องทางรองรับผลิตผลทางการเกษตรให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญคือการรักษามาตรฐานตลาด อ.ต.ก. ให้เป็นตลาดสดมาตรฐาน และตลาดคุณภาพระดับพรีเมียมตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เรือกรมประมง ช่วยเหลือลูกเรือประมงพลัดตกน้ำ



เมื่อวันที่ 10​ กรกฎาคม 2563 หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ​ จังหวัดสตูล​ ได้รับแจ้งเหตุจาก​ ศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมงกันตัง​ จังหวัดตรัง ว่า​มีลูกเรือสัญชาติไทยประสบอุบัติเหตุพลัดตกน้ำในเวลา 22.00 น. จำนวน 1 ราย ทราบชื่อคือ นายสม เจียมสกุล อายุ 44 ปี โดยเหตุเกิดบริเวณหินตะกนโป​ ทิศตะวันตกเกาะตะรุเตา​ อำเภอเมือง​ จังหวัดสตูล โดยหลังจากที่ได้รับแจ้งเหตุ จึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่นำเรือตรวจประมงทะเล​ 214​ ออกค้นหาผู้ประสบเหตุจนกระทั่งเวลา 13.15 น. ของวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 (วันนี้) ได้พบลูกเรือประมงคนดังกล่าวแล้ว ณ บริเวณอ่าวพันเต ด้านทิศตะวันตกของเกาะตะรุเตา ทางหน่วยฯ ของกรมประมงได้เข้าทำการช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขณะนี้ลูกเรือคนดังกล่าวอาการปลอดภัย




รายงานโดย : นายสิทธิพล เมืองสง ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเล เขต 3 กระบี่


วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

“ ตั๊น จิตภัสร์”นำคณะกมธ. ตำรวจ ลงใต้เยี่ยม ร.ร.ตชด. มอบบ้าน “ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19”


    “ตั๊น จิตภัสร์ “พร้อมคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนฯ เยี่ยมให้กำลังใจ ร.ร.ตชด.สื่อมวลชนกีฬา อ.สะเดา จ.สงขลา และมอบบ้านในโครงการ "มอบบ้าน ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19 ” 


        วันนี้ (10 กรกฏาคม 2563) น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ  ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสื่อมวลชนกีฬา ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรับฟังการบรรยายการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่


        โดยได้มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียนสนับสนุนการเรียนการสอนให้กับนักเรียน นอกจากนี้นางสาวจิตภัสร์ และคณะยังได้เดินทางไป มอบบ้านให้กับตำรวจอาสา ณ สถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์ ในโครงการ "มอบบ้าน ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” อ.สะเดา จ.สงขลา พร้อมมอบสิ่งของช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีพให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย


  นางสาวจิตภัสร์กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 46 แล้ว แต่ยังคงต้องมีมาตรการควบคุม เตรียมการเพื่อรองรับหากเกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ต่อไป เนื่องจากทั่วโลกขณะนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น และจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศของเราคลี่คลายลงไปได้ ก็เพราะด้วยความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจของคนไทย ในฐานะผู้แทนของประชาชนจะได้ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปร่วมรับฟังปัญหาและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

พรศิลป์ ย้ำกากถั่วเหลืองในอาหารไก่ไทยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม


         นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า กรณีที่ห้างเทสโก้ของสหราชอาณาจักร นำผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและน้ำกะทิของไทยออกจากชั้นวาง โดยอ้างว่าแหล่งที่มาของมะพร้าวมาจากการใช้แรงงานลิงที่ถูกจับมาจากป่ามาฝึกเพื่อใช้งาน เป็นการทารุณกรรมสัตว์นั้น  เป็นคนละประเด็นกับเนื้อไก่ส่งออกของไทย ซึ่งจะมีมุมมองในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเทสโกมีมาตรการเข้มในการตรวจสอบย้อนกลับถึงกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงไก่ว่าต้องเป็นกากถั่วเหลืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
          ปัจจุบัน มีบริษัทผู้ผลิตไก่จากไทย 3 บริษัท ที่ส่งเนื้อไก่เข้าไปจำหน่ายยังเทสโก้ ซึ่งได้รับการตรวจสอบย้อนกลับถึงวัตถุดิบกากถั่วเหลืองดังกล่าวแล้วพบว่าผ่านมาตรฐานทั้งหมดมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ หากบริษัทอื่นใดที่ต้องการส่งออกไปยังเทสโก้ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเด็นที่โลกสังคมออนไลน์มองว่าเทสโก้อาจแบนไก่ไทยต่อจากประเด็นของน้ำกะทินั้น จึงไม่น่ากังวล

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อ.ต.ก. จัดกิจกรรม “อินทผลัม ปันสุข” ส่งเสริมเกษตรกร กระจายผลผลิตสู่ตลาด ระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563



องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดกิจกรรม อินทผลัม ปันสุขโดยจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่าย เช่น อินทผลัมสดจากสวน น้ำอินทผลัมสด อินทผลัมอบแห้ง รวมถึงผลไม้ภาคตะวันออกต่างๆ และสินค้าแปรรูป ที่คัดสรรมาจำหน่ายในงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-๑๙) พร้อมชูนโยบายการตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ และสนองตอบต่อนโยบายของภาครัฐ ในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง โดยกิจกรรม อินทผลัม ปันสุขจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563 นี้ ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ


นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวสวนเป็นวงกว้าง ทำให้เกษตรกรและชาวสวนประสบปัญหาหนักจนบางรายปล่อยให้ผลผลิตยืนต้นตายไปหลายร้อยไร่ อีกทั้งบางสวนที่พอจะเก็บผลผลิตได้กลับต้องมาเจอปัญหาจากระบบขนส่ง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับแผนงานทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว โดยนำระบบการตลาดนำการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน กระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในรูปแบบตลาดออฟไลน์ที่มีหน้าร้าน โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคนำผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้สด สินค้าแปรรูปต่างๆ มาจำหน่ายในพื้นที่ตลาดน้ำ ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรตามนโยบายของภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง และให้ประชาชนได้มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ จึงขอเชิญชวนให้มาซื้อสินค้าภายในงาน นอกจากจะได้สินค้าที่ดีและมีคุณภาพแล้วยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนอีกทางหนึ่งด้วย



ทั้งนี้ ทาง อ.ต.ก. ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า อ.ต.ก. สามารถสั่งซื้ออินทผลัมสดโดยตรงจากสวนของเกษตรกร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม โดย Pre-order ผ่านทาง Line Mini อตก ได้อีกช่องทางหนึ่ง และฝากติดตามสินค้าเกษตรคุณภาพ ซึ่ง อ.ต.ก.    คัดสรรมานำเสนอเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรของไทย บน Platform Line Official Account และ Facebook Fanpage  ภายใต้ชื่อ Mini อ.ต.ก .
        

คนเลี้ยงหมู..มีอาชีพเดียว



ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คนเลี้ยงหมูต้องเชิญปัญหาและอุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาชีวิตคนเลี้ยงหมูก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้ง 200,000 ราย ต่างเผชิญกับปัญหาเดียวกัน คือ ราคาหมูผันผวนขึ้นลงตาม วัฏจักรสุกร หรือวงจรราคาสุกร” (Hog Cycle) เข้าวังวนเดิมที่ว่า "อาชีพเลี้ยงหมูเสีย 3 ปี ดี 1 ปี" ราคาหมูตกต่ำสามปี ขณะที่ราคาดีอยู่แค่ปีเดียว กลายเป็นภาพสะท้อนว่าการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่คนเลี้ยงมีรายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน มีต้นทุนสูง และในแต่ละช่วงเวลาคาดเดาราคาได้ยาก ทำให้ตอนที่ขาดทุนเกษตรกรต้องขาดทุนอย่างหนัก วงการนี้จึงต้องเป็นคนที่เลี้ยงมานาน และอาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด

ยิ่งปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหมูยิ่งถูกท้าทายด้วย โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ที่กลายเป็นความกดดันให้คนเลี้ยงหมูต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายวงการหมูไทยและภาคผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาทนับว่าโชคดีที่ความพยายามของทุกภาคส่วนทั้งทางภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้อย่างเข้มงวด ด้วยการปิดทุกความเสี่ยงจนทำให้ไทยคลองอันดับ ประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปลอดโรค ASF” แม้ว่าเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคที่สูงขึ้น แต่คนเลี้ยงหมูทุกคนก็ยินดีทำตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนำ ทั้งที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 100 บาทต่อตัว จากการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นป้องกันทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง ตลอดจนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรทั้งหมดยังคงพยายามประคอง อาชีพเดียวของพวกเขาให้ไปต่อได้ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ไม่ให้ขาดแคลนอย่างที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาอยู่จากปัญหา ASF ที่ผลักดันให้ราคาหมูในประเทศนั้นๆต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น จีนที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคาปรับขึ้นไปถึง 141 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 109 บาทต่อกิโลกรัม กัมพูชาราคา 97 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูไทยอยู่ที่ 72-80 บาทต่อกิโลกรัม

ด้วยปัจจัยคุณภาพหมูปลอดโรคของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหาร และยังมีราคาถูกที่สุดในภูมิภาค ทำให้เป็นที่ต้องการของทุกประเทศที่กำลังต้องการเนื้อสัตว์เพื่อป้อนคนในประเทศอย่างเพียงพอ เรียกว่าเพิ่งจะมีโอกาสก็คราวนี้ที่หมูไทยจะกลายเป็นทัพหน้าตีตลาดต่างประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด ขอเพียงแรงผลักดันของทุกฝ่ายและขอความเข้าใจจากทุกคน โอกาสที่เปิดกว้างให้กับเกษตรกรไทยนี้ ต้องรีบคว้าก่อนที่คนเลี้ยงหมูต้องล้มหายตายจากไปอย่างที่เป็นมา และต้องไม่ลืมว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมีอาชีพเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นได้ ขณะที่ผู้บริโภคเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือก สามารถเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ ยิ่งฤดูกาลนี้ มีอาหารธรรมชาติและโปรตีนทดแทนให้เลือกมากมาย ทั้งปลา ไข่ ไก่ ที่ล้วนราคาไม่แพงทั้งสิ้น หากสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ไม่เพียงช่วยให้คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศกว่า 200,000 ราย  ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรรายย่อยมากถึง 90% หรือราว 180,000 ราย สามารถก้าวผ่านภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีไปได้เท่านั้น ประโยชน์ยังต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ทำให้ราคาพืชผลกลับมาดีอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้หมูกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญ ในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

มกอช. เผย Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ คุมเข้มจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร



นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่ 43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)


มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล

ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ


อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคตเลขาธิการ มกอช. กล่าว


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมบริษัทในเครือซีพี ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่บุกรุกป่า



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ตอกย้ำการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและคู่ค้าเติบโตไปด้วยกัน


นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผู้พัฒนาแหล่งผลิต เพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตร และธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ผู้บริโภคในระดับโลก โดยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า การประกาศรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ยืนยันเจตนารมย์การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีฐานข้อมูลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนำระบบบริหาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าธุรกิจและผู้รวบรวมข้าวโพดในการติดตั้งระบบ GPS Tracking บนรถขนส่งทุกคัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในติดตามข้อมูลแบบ real time สำหรับการขนส่งข้าวโพดเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเอฟในเขตประเทศไทยได้ครบ 100% ทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถอำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัว และประสิทธิภาพการขนส่งให้แก่คู่ค้าอีกด้วย


ซีพีเอฟ ยังได้เริ่มนำระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวไปขยายผลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยซีพีเอฟ และกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกาศรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องในเขตประเทศเมียนมา ภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น โดยเกษตรกรมอบความมั่นใจให้กับโรงงานอาหารสัตว์ซีพีเขตประเทศเมียนมาและร่วมลงชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนตามการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อจากแหล่งผลผลิตข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่องจนถึงเกษตรกร เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืนตั้งแต่ปี 2558 ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้สมัยใหม่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลง พัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสามารถขายตรงให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีที่เหมาะสม รวมทั้งกระบวนการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยในปี 2563 นี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.สีคิ้ว และ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรทั้งสิ้น 1,000 ราย พื้นที่เพาะปลูก 30,000 ไร่

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังได้ร่วมมือกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินแผนงานโครงการ ความร่วมมือพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าในหลากหลายธุรกิจ และผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานมีการบริหารจัดการแรงงานด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามกฎหมาย และผลักดันให้ผู้ประกอบการได้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทยอีกด้วย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน


วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

พาณิชย์ บุกโคราช ดันน้อยหน่าปากช่อง สินค้า GI รายต่อไป หวังโกยรายได้สู่ชุมชน



นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายทศพล ทังสุบุตร) และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกและแหล่งผลิต น้อยหน่าปากช่องพร้อมมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI มะขามเทศเพชรโนนไทย เผยเตรียมส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดให้เข้มแข็ง และพร้อมออกสู่ตลาดโลก


 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ได้เดินทางพร้อมคณะ  ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครราชสีมาได้นำเสนอ น้อยหน่าปากช่องณ สวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง บ้านหนองตาแก้ว ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีโอกาสได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพราะถือเป็นของดี ของเด่นของชุมชน และอัตลักษณ์โดดเด่นกว่าน้อยหน่าที่อื่น    ซึ่งหากได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ นอกจากน้อยหน่าปากช่องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังได้ร่วมหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ อาทิ ทุเรียนปากช่องเพื่อผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอนาคตต่อไป



สำหรับ น้อยหน่าปากช่องปลูกมากในพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งมีสภาพดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกน้อยหน่ามากที่สุด มีฤดูกาลผลิตในช่วง พฤษภาคม ธันวาคม ของทุกปี แบ่งออกเป็น                3  สายพันธุ์ คือ (1) สายพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย มีลักษณะตาแคบ ร่องตาลึก รสหวาน เนื้อสีขาวละเอียดครีม               กลิ่นหอม (2) สายพันธุ์น้อยหน่าหนัง มีลักษณะตากว้าง ร่องตาตื้น เนื้อสีขาวละเอียดเหนียว เปลือกร่อนได้ง่าย  (3) สายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม มีลักษณะผลใหญ่ รูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้น เปลือกบางลอกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อเหนียว กลิ่นหอม รสชาติหวาน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไป ณ ศาลาประชาคมบ้านดอนสระจันทร์ ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI สำหรับมะขามเทศเพชรโนนไทยของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับมอบหนังสือรับรองฯ จึงทำให้ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่าจังหวัดเชียงราย ถึง 6 รายการ


นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าท้องถิ่นซึ่งมีคุณภาพ เป็นของดี ของหายาก รวมทั้งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะต้องทำควบคู่กับการผลักดันการจดทะเบียนคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ


ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ยึดประโยชน์สมาชิก “เพื่อนช่วยเพื่อน”



เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมด้วยพล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการดำเนินการ ชสอ. ในนามคณะกรรมการบริหารทีมพลังรักษ์สหกรณ์ นำทีมผู้สมัคร เป็นคณะกรรมการ ชสอ. ชุดที่ 48 ร่วมแถลงข่าวเปิดนโยบาย 8 ระบบ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ.


นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มี อุดมการณ์ หลักการ และแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์ โดยยึดการทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้นทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จึงได้สรรหาคนดี   มีฝีมือ  มากด้วยความสามารถ มาร่วมงานอย่างหลากหลายทั้งจากกลุ่มวิชาชีพ  และเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ภายใต้นโยบาย  8 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบการบริหารจัดการ ผลักดันให้ ชสอ. เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิก และจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤต เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้มีความหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้อย่างคลอบคลุม 7.ระบบการลงทุน บริหารการลงทุนของ ชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับ ชสอ.เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลาง DATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS
หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9  ยกทีมนายปรเมศวร์ กล่าว


ด้าน รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่งเน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาของสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากร และสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหา ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้ง ผลักดัน ชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์


ขณะที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืนซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหาร ชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องมีการออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลาง และมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดำเนินการต่อไป คือ การผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ไขปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย


สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...