วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กตส. สัมมนา “ทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 64”มุ่งนำพาสหกรณ์มีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชี และเกษตรกรมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน


            นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนา  ทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2564   ซึ่งจัดโดย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร และเกษตรกร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และช่วยส่งเสริมการออม เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในด้านของการสอบบัญชีและวางระบบบัญชีให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินได้ และในด้านการบัญชีให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้รายรับ รายจ่าย มองเห็นช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ช่วยส่งเสริมการออม และสร้างวินัยทางการเงินที่ดี อันเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมไปถึงการสร้างเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้เรียนรู้การจัดทำบัญชี เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ รายจ่าย ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง



                ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหกรณ์ได้เข้ามามีบทบาทในภาคการเงินของประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของเงินรับฝากและสินเชื่อ ซึ่งหากธุรกิจของสหกรณ์เกิดความคลอนแคลน ก็อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงินและการธนาคารของประเทศ และเนื่องจากเป็นสถาบันที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน หากเกิดการทุจริตจะก่อให้เกิดผลกระทบและ                  ความเสียหายต่อประชาชนโดยตรง จึงมอบนโยบายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งเน้นการทำงานตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้โปร่งใส ปราศจากการทุจริต เป็นไปตามมาตรฐาน และมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งหากสามารถตรวจพบแต่เนิ่น ๆ และอย่างทันท่วงที ก็จะสามารถระงับยับยั้ง หรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ ได้มุ่งหวังให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่าง ๆ  มีการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งเตรียมความพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน และร่วมกันบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทย



นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นกรอบทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ ตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญ       ในการพัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดโมเดลการพัฒนาเป็น         “CAD ๔.๐ : Value – Based Strategies” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ภายในปี ๒๕๖๕ สหกรณ์และเกษตรกรมีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ มุ่งเป้าหมายการบริการ คือ สหกรณ์มีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชี และเกษตรกรมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ 1.พัฒนาความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอบบัญชีของสถาบันเกษตรกรเป็นหลัก 2.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอนจัดทำบัญชีแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่ายและสร้างความเคยชินในการออม นำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และ 3.พัฒนาระบบการบริหารจัดการสู่องค์กรดิจิทัล มุ่งเน้นด้านการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยรองรับการเปลี่ยนแปลงพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ




ในปีงบประมาณ 2564 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และมุ่งสู่มาตรฐานสากล อาทิ         การพัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพการสอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดทำบัญชีและงบการเงิน ยกระดับชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน การพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร        ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรได้อย่างสูงสุด นอกจากนี้ ได้พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์เพื่อให้สมาชิก ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและหน่วยงานภาครัฐ ได้รับรู้ถึงการขับเคลื่อนของภาคสหกรณ์ไทย ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และให้สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สถานภาพความผิดปกติทางการเงิน แนวโน้มการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ ให้มีประสิทธิภาพ ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความพร้อมการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยการยกระดับโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้รองรับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (National e - Payment) รองรับการทำงานรูปแบบ Cloud และยกระดับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร โดยนำร่องสินค้ากาแฟและน้ำนมดิบ อีกทั้งการพัฒนาและปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่า (Smart4M) ให้มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น เป็นต้น ที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สู่ความเป็นมืออาชีพ เตรียมความพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัลในอนาคต

การจัดโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจกรมตรวจบัญชีสหกรณ์          ปี 2564” ระหว่างวันที่ 1719 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา จึงเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภารกิจ สามารถปฏิบัติงานตามกรอบแนวทางการปฏิบัติงานที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์โดยเฉพาะผู้บริหารในทุกระดับ มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งด้านงานเทคนิค งานบูรณาการ และงานด้านนโยบายของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นในทิศทางเดียวกัน

 

 

 

พิษโควิด กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวทีช่วยเจรจา เกษตรกรหน่อไม้ฝรั่งส่งออกญี่ปุ่น




นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า หน่อไม้ฝรั่ง เป็นผักเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าและใช้หลักตลาดนำการผลิตเพื่อดำเนินการมาโดยตลอด ปัจจุบันพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง มีประมาณ 12,200 ไร่ รูปแบบการรับซื้อหน่อไม้ฝรั่งมีทั้งการตกลงราคากันระหว่างบริษัทฯ ผู้รับซื้อกับเกษตรกร และการขายให้กับตลาด การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยจะเก็บเกี่ยว 4 เดือน พักต้น 2 เดือน ซึ่งเกษตรกรจะมีการวางแผนการพักต้นสลับกันภายในกลุ่ม เพื่อให้มีผลผลิตส่งได้ตลอดทั้งปี ส่วนเกษตรกรที่ได้มีการทำสัญญากับบริษัท ธานียามา สยาม จำกัด (ตามสัญญาซื้อ ขายหน่อไม้ฝรั่ง ปี 2562/2563) มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง จำนวน 16 กลุ่ม สมาชิก 347 ราย พื้นที่ประมาณ 645 ไร่ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม 2 กลุ่ม จังหวัดกาญจนบุรี 8 กลุ่ม จังหวัดราชบุรี 4 กลุ่ม จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ 1 กลุ่ม และจังหวัดลพบุรี 1 กลุ่ม



นางมาลินี ยุวนานนท์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่ง ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขาย กับ บริษัท ธานียามา สยาม จำกัด ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยสัญญาซื้อขายหน่อไม้ฝรั่ง ประจำปี 2562/2563 ได้ครบวาระเมื่อเดือน กรกฎาคม 2563 แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงทำให้บริษัท ธานียามา สยาม จำกัด ไม่สามารถต่อสัญญาได้ในปี 2563/2564 กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดเวที เพื่อให้บริษัท ธานียามา สยาม จำกัด และกลุ่มเกษตรกรได้มีโอกาสชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมหาแนวทางในการดำเนินการ เพื่อให้ผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤตินี้ไปด้วยกัน โดย บริษัทฯ ชี้แจงว่าได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ไม่สามารถส่งออกผลผลิตได้ตามเดิม สาเหตุเกิดจากไม่มีพื้นที่ในเที่ยวบินที่สามารถขนส่งได้ อีกทั้งค่าส่งขนที่เกิดขึ้นมีราคาสูงมาก บริษัทฯ จึงได้ใช้วิธีการส่งออกทางเรือ ซึ่งใช้ระยะเวลาขนส่งนาน ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก





แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้หาวิธีการที่จะรักษาคุณภาพของผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งโดยการนำเข้าเครื่องแช่แข็งเทคโนโลยีสูงจากประเทศญี่ปุ่น มาใช้ในการแช่แข็งหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการประกอบเครื่องจักรชนิดนี้ และการนำเข้าประมาณ 7-8 เดือน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้คำมั่นสัญญากับเกษตรกรที่จะรับซื้อปริมาณผลผลิตทั้งหมด ในราคา ณ ปัจจุบัน ที่เป็นราคานอกสัญญา และจะปรับเพิ่มให้เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึง เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายและดีขึ้น จะดำเนินการตกลงราคาเพื่อทำสัญญาซื้อขายหน่อไม้ฝรั่งตามเดิม ส่วนทางฝ่ายเกษตรกร ได้รับทราบ และเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นของบริษัท พร้อมทั้งจะยังคงขายผลผลิตให้กับบริษัทฯ ตามที่แจ้งไว้ แต่ขอให้บริษัทพิจารณาในการปรับราคาให้เมื่อมีความเป็นไปได้

                                      

 

มกอช. จับมือ ปตท. พัฒนาเกษตรกร “วังจันทร์รวมรักฯ” จ.ระยอง ผ่านการรับรอง GAP พืชอาหาร ส่งเสริมชุมชนปลูกผักปลอดภัยสำหรับบริโภค


นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เข้าร่วมพิธีมอบใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) สมาชิกโครงการวังจันทร์รวมรัก ปลูกผักแบ่งปัน พร้อมทั้งมอบใบรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการรับรองฯ เพื่อให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเห็นถึงความสำคัญของมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย ของสินค้าเกษตร การคงรักษาการปฏิบัติตามมาตรฐาน ต่อยอดการผลิตและช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มีความเหมาะสมและเกิดความยั่งยืนในอนาคต โดยมี นางณภัค กรรณสูต ผู้จัดการฝ่ายสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง



นายครรชิต เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการวังจันทร์รวมรัก ปลูกผักแบ่งปัน ร่วมกับชุมชนตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จำนวน 75 ครัวเรือน 3 โรงเรียน โดยส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักปลอดภัยสำหรับบริโภค แบ่งปัน และจำหน่าย เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เห็นถึงความสำคัญด้านมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร จึงได้ร่วมมือกับ มกอช. ในการขอรับการสนับสนุนความรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรและแนวทางการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้มีความรู้ด้านการผลิตพืชผักแบบปลอดภัยและได้การรับรองมาตรฐาน



ทั้งนี้ มกอช. ได้รับเกษตรกลุ่มโครงการวังจันทร์รวมรัก ปลูกผักแบ่งปัน เข้าร่วมโครงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยในสินค้าเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมีความรู้ในด้านการตรวจสอบเฝ้าระวังยาฆ่าแมลงตกค้างในสินค้าเกษตรที่ผลิตและจำหน่ายในพื้นที่ด้วยตนเองด้วยการใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย (Test kit) โดยผลการดำเนินงานโครงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ที่ผ่านมา เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบเฝ้าระวังยาฆ่าแมลงตกค้างในสินค้าเกษตรได้ด้วยตนเอง และได้รับความรู้เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) จำนวน 55 ราย และมีเกษตรกรสมัครและผ่านการรับรองมาตรฐาน เรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) จำนวน 15 ราย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรได้สำเร็จ นอกจากนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ มกอช. ยังร่วมกันจัดทำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q )สำหรับใช้ติดบนถุง package ให้กับเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้รับรู้และเป็นการสร้างแบรนด์สินค้าปลอดภัยเพื่อต่อยอดทางการตลาดให้กับเกษตรกร

 

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

CPF คว้า 5 รางวัล The Asian Excellence Awards ตอกย้ำองค์กรเป็นเลิศแห่งเอเชีย


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เปิดเผยว่า บริษัทสามารถ คว้า 5 รางวัล The Asian Excellence Awards 2020 จัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตอกย้ำบทบาทการดำเนินธุรกิจที่เป็นเลิศและได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งประกอบด้วยรางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” (Asia’s Best CEO)  รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” (Asia’s Best CFO)  รางวัล นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” (Best Investor Relations Professional) และ ตัวองค์กร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) ได้รับรางวัล บริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” (Best Investor Relations Company) และ ซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” (Best CSR Company) โดยทั้ง 5 รางวัลดังกล่าว มีรายละเอียดและเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้



1.รางวัล ซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” : นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ซึ่งพิจารณาจากผู้นำองค์กรที่มีความสามารถนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรอย่างเท่าเทียม เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ



2.รางวัล ซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” : นายไพศาล จิระกิจเจริญ ประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน  ซึ่งพิจารณาจากความสามารถบริหารการเงินในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน การจัดการหนี้สินเพื่อเพิ่มโครงสร้างทางการเงินของบริษัท รวมถึงการดำเนินงาน ด้านการเงินและการบริหารเงิน การวางแผนธุรกิจ และการจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ 



3.รางวัล นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” : นางกอบบุญ ศรีชัย เลขานุการบริษัทและหัวหน้าฝ่ายงานนักลงทุนสัมพันธ์และตลาดทุน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้บริษัทติดต่อกับนักลงทุน โดยสามารถสื่อถึงธุรกิจของบริษัทต่อชุมชนการลงทุนได้เป็นอย่างดี 4.รางวัล บริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” : บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ด้วยความที่ซีพีเอฟยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของการเปิดเผยความโปร่งใสและความยุติธรรมในการเผยแพร่ข้อมูล นอกเหนือจากรายงานประจำงวดที่ส่งไปยังหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว ยังเพิ่มการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ 5.รางวัล ซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย” : บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  จากการที่ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนที่ดำเนินการ โดยมุ่งมั่นพัฒนาและดำเนินนโยบาย 3 เสาหลักความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงการปกป้องและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพนักงานด้วย



จากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯสามารถบริหารจัดการธุรกิจ ท่ามกลางวิกฤตได้อย่างโดดเด่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและก่อเกิดความสำเร็จที่สำคัญ พร้อมๆไปกับการช่วยเหลือสังคมได้อย่างชัดเจนจากโครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19 ให้ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์  ครอบครัวแพทย์-พยาบาล  อาสาสมัครสาธารณสุข ตลอดจนผู้ที่ต้องกักตัวหลังกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง รวมถึงการมอบอาหารช่วยเหลือชุมชนแออัดต่างๆ

นอกจากนี้ การรักษามาตรฐานของธุรกิจยังทำให้ซีพีเอฟป้องกันโรคระบาด ASF ในสุกรได้ทั้ง 100% รวมถึงการป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มพนักงานและบริษัท ส่งผลให้สายพานการผลิตของบริษัทเดินต่อได้โดยไม่สะดุด ผลผลิตอาหารและเนื้อสัตว์มีเพียงพอ ไม่เกิดปัญหาขาดแคลน เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่บริษัททำได้อย่างโดดเด่นชัดเจน ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังร่วมฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการร่วมมือกับภาครัฐทำการจ้างงานแรงงานจบใหม่เพิ่มอีกถึง 8,000 อัตรา เพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงคำนึงถึงความเดือดร้อนของแรงงานจากการถูกเลิกจ้าง ถูกลดเงินเดือน ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบจากโควิด-19 จึงประกาศตัวช่วยลดค่าครองชีพประชาชนผ่านคูปองแทนใจให้ผู้ประกันตน ตลอดจนยังดำเนินโครงการเพื่อสังคมยั่งยืนอีกหลายโครงการ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญา 3 ประโยชน์ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นการบริหารจัดการธรรมาธิบาลในการกำกับดูแลกิจการอย่างโปร่งใส สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ถือหุ้น และทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งระดับประเทศและสากลส่งผลให้ ซีพีเอฟ ได้รับรางวัลระดับเอเชีย จากเวที Asian Excellence Awards นี้มาอย่างต่อเนื่อง อนึ่ง รางวัล Asia Excellence Awards เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ Corporate Governance Asia มอบให้แก่องค์กรที่มีการบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาลดีเยี่ยม เพื่อเป็นการสนับสนุนและให้เกียรติแก่องค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดีในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นที่สนใจของนักลงทุน  ครอบคลุม รางวัลที่มอบให้แก่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีการบริหารจัดการด้านการเงิน ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และมีความสัมพันธ์ต่อนักลงทุนอันดีเยี่ยม ซึ่งคัดสรรจากบริษัทต่างๆในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และ เวียดนาม จากผลการสัมภาษณ์นักลงทุน ประกอบกับข้อมูลขององค์กร

 

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

“กอระ” สบช่องแทรนด์ออร์แกนิคไลฟ์สไตล์มาแรง ดันส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยเจาะตลาดทั่วโลก


 


กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ” เตรียมผงาดผ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 63 พุ่งเป้าดันข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 100% เจาะตลาดกลุ่มประเทศอาหรับ พร้อมจับมือเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ขยายเครือข่าย คลัสเตอร์นาข้าวหอมมะลิ Organic แท้ 100%” ตั้งเป้าภายใน 5 ปีเพิ่มพื้นที่ปลูก 2 แสนไร่รองรับการเติบโตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก พร้อมเดินหน้ายกระดับราคาข้าวและคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยสู่ความยั่งยืน ส่วนกรณีถูกโยงเปิดระดมทุนให้ประชาชนลงทุนซื้อขายข้าวกอระโดยการันตีเงินปันผลที่เกินกฎหมายกำหนด    ยันดำเนินธุรกิจโปร่งใส  เป็นธรรม  พร้อมเร่งทยอยโอนเงินโบนัสสมาชิกแล้วกว่า 45%



นางสาวกรชวัล สมภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด(มหาชน) ในฐานะผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาตระหนักและใส่ใจกับสุขภาพการกินมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์การเลือกบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์ ปราศจากสารเคมี และสารพิษตกค้าง หรือออร์แกนิคไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่กระแสกำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจสินค้าออร์แกนิคทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว 3.55 ล้านล้านบาท โดยอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% ในขณะออร์แกนิคของไทยมีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ  900 ล้านบาทและตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของมูลค่าตลาดโลกซึ่งถือว่ายังต่ำมาก ในขณะที่อัตราการเติบโตในประเทศประมาณ 10% ต่อปีทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศอีกมาก



                 บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ  เป็นบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิออร์แกนิคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เล็งเห็นถึงลู่ทางการเติบโตของอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรออร์แกนิค จึงได้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ในการสร้างเครือข่ายสู่ความเป็น คลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิ Organic 100%ภาคอีสาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทยและรองรับงานวิจัยเพื่อพัฒนาแปรรูปและต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวไทยออกสู่ตลาดโลกตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน   ในพื้นที่กว่า 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นแปลงนาของกอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ จำนวน 500 ไร่



    “เพื่อรองรับแทรนด์การบริโภค/อุปโภคสินค้าเกษตรออร์แกนิคในตลาดและต่างประเทศ  ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายคลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิคเพิ่มมากขึ้นในปี 2563 อีกจำนวน 100,000 ไร่และจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยโดยวางเป้าภายใน 5 ปี จะมีคลัสเตอร์แปลงนาประมาณ180,000- 200,000 ไร่ทั่วประเทศ  เพื่อรองรับกำลังผลิตข้าวเพื่อส่งออกตลาดโลกให้ได้ 100,000 ตัน โดยวางเป้าหมายส่งออกในกลุ่มประเทศอาหรับเป็นหลัก ก่อนจะขยายตลาดครอบคลุมไปในประเทศต่างๆ ที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิไทย  ซึ่งแนวทางดังกล่าวบริษัทฯเชื่อมั่นว่าจะสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยและยกระดับเสถียรภาพราคาข้าวหอมมะลิให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ทราบว่าหลายพื้นที่ราคาข้าวชนิดทั่วไปตกต่ำอย่างมาก หากเราสามารถผลักดันการส่งออกให้มากขึ้นจะช่วยดันราคาข้าวให้สูงขึ้นและได้ช่วยยกกระดับชีวิตขาวนาไทยให้ดีขึ้นตามมา ส่วนราคาข้าวหอมมะลิออร์แกนิกในไทยอยู่ที่ 250 บาทต่อกิโลกรัม และตลาดต่างประเทศอยู่ที่ราคา 500-1,000 บาทต่อกิโลกรัม   ปัจจุบันบริษัทที่รับซื้อข้าวที่ให้ราคาดีที่สุดด้วย คือให้ราคาอยู่ที่ 16,000-20,000 บาทต่อตัน  นางสาวกรชวัล  กล่าว

               นางสาวกรชวัล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น 1 ใน 5 แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับกรมการข้าวได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao   Hom Mali Thung  Kula Rong Hai) กับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 และสหภาพยุโรปได้รับขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556

   สำหรับแผนการตลาด  ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ข้าวกอระมีช่องทางการจัดจำหน่าย ในท็อปส์ มาร์เก็ต, เดอะมอลล์, เซเว่น อีเลฟเว่น, ไปรษณีย์ไทย และซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำหลายแห่ง ส่วนตลาดต่างประเทศมีแผนในการที่จะเข้าไปบุกเบิกตลาดผ่านบริษัทคู่ค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีตลาดกลุ่มสำคัญ ได้แก่ ตลาดกลุ่มประเทศอาหรับ  จีน  นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทย ในปี 2563 บริษัท กอระยังเตรียมวิจัยและพัฒนาข้าวทุกสายพันธุ์ในประเทศ นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายมุ่งเจาะกลุ่มตลาด พรีเมียมในต่างประเทศอีกด้วย จากปัจจุบันบริษัทกอระฯ มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาหลากหลายในตลาด  อาทิ  ข้าวหอมมะลิอบกรอบหลากรส   Kora Cereal  กอระซีเรียล  ไม่มีส่วนผสมของแป้งเพราะทำจากจมูกข้าว ปลายข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์แปรรูป ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมอบกรอบ และชาใบข้าวหอมมะลิ ปลอดสาร 100%  เป็นต้น โดยผลการดำเนินงานของบริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ ในปี 2563 คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 250 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 กว่า 500 %

                  ส่วนกรณีองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบ บริษัท กอระฯ และบริษัท ไอริชอินเตอร์เนชั่นแนล 2018 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในข้อหาได้มีการระดมทุนให้ประชาชนร่วมลงทุนซื้อขายข้าวกอระโดยการันตีได้รับเงินปันผลเกินกฎหมายกำหนดนั้น นางสาวกรชวัล ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า บริษัทฯไม่เคยมีการเชิญชวนบุคคลมาสมัครสมาชิก หรือมาร่วมลงทุนหรือระดมทุนหรือดำเนินธุรกิจใดๆในลักษณะดังกล่าว บริษัท กอระฯ เป็นเพียงบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตร นวัตกรรม เกษตรแปรรูป ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 100% ออร์แกนิค,ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 100% ออร์แกนิค,ข้าวเหนียวเขาวงและกระเช้าของฝากจากชาวนาไทยฯลฯ เท่านั้น                         

                  ส่วนบริษัท ไอริชฯ เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเครือข่าย MLM   หรือดำเนินธุรกิจรูปแบบเครือข่ายผู้บริโภค มีแผนการจ่ายเงินโบนัสเป็นค่าตอบแทนระบบธรรมดา ขอย้ำว่าบริษัทฯ ไม่เคยออกเอกสารชี้ชวนให้บุคคลใดมาลงทุนหรือออกประกาศใดๆ ที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะคงที่ มีเพียงการจ่ายค่าโบนัสตามผลประกอบการตามแผนธุรกิจ MLM ตามใต้กรอกบของกฎหมายและข้อระเบียบที่ได้ยื่นต่อ สคบ. แต่ที่เกิดปัญหาเป็นเพราะมีบุคคลอื่นมาอ้างอิงแผนและทำให้สมาชิกเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโยบายของบริษัท

                อย่างไรก็ตาม  พร้อมยอมรับว่าในการดำเนินธุรกิจเครือข่าย MLM ของไอริชฯ ที่ผ่านมานั้น  เกิดข้อผิดพลาดอยู่ 1 เรื่อง ที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิก จากการใช้ระบบแต้มคะแนนสะสมแทนระบบกระแสเงินสดในการจ่ายโบนัสตอบแทนสมาชิก ซึ่งบริษัทฯพร้อมน้อมรับข้อผิดพลาดดังกล่าวและอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวในทันที โดยล่าสุดได้ทำหนังสือไปยังสมาชิกอิสระเพื่อขอยอมรับสภาพหนี้เพื่อเป็นการันตีต่อสมาชิกพร้อมทั้งได้ทำการยกเลิกใบสั่งซื้อเพื่อทยอยคืนเงินให้กับสมาชิก อีกทั้งยังได้ออกประกาศยกเลิกบิลสั่งซื้อให้แก่สมาชิกแต่ละรายแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหลายหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องแต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ปัจจุบันบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจปกติพร้อมให้สมาชิกและทุกหน่วยงานเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา 

              “ปัจจุบันเรามีสมาชิกประมาณ 50,000 คน ขอยืนยันได้ว่าสมาชิกกว่า 48,000 รายยังมีความเชื่อมั่นและเคียงข้างบริษัทฯ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในจุดยืนและนโยบายของบริษัทฯในการเดินหน้าสร้างความมั่นคงและอาชีพแก่สมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม และขอย้ำว่าบริษัทฯพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมน้อมรับและนำไปแก้ไขปรับปรุงและให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกทุกราย โดยขณะนี้ได้ทยอยโอนเงินชำระค่าโบนัสแก่สมาชิกอิสระแล้วกว่า 45%” นางสาวกรชวัล   กล่าว

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อุปนายกสมาคมหมู ชี้กินเจ-ฝนชุก กระทบราคาหมูช่วงสั้น กรมปศุสัตว์ย้ำหมูไทยปลอดภัย แนะสังเกตสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK




 


ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การบริโภคเนื้อหมูในท้องตลาด พบการจับจ่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ลดลง เนื่องจากใกล้เข้าสู่เทศกาลกินเจ ในระหว่างวันที่ 17-25 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ผนวกกับภาวะฝนตกชุกในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติชี้ว่าทั้งสองปัจจัยมีผลกระทบกับตลาดสุกรเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือเผยสามารถควบคุมโรคเพิร์ส (PRRS) ให้อยู่ในวงจำกัด แม้ว่าจะต้องมีต้นทุนสูงขึ้นตัวละกว่า 200 บาทก็ตาม แต่เกษตรกรยังพร้อมใจกันดูแลภาวะการผลิตให้มีปริมาณเพียงพอกับการบริโภค ด้านกรมปศุสัตว์ย้ำหมูไทยปลอดภัย ปลอดสาร ปลอดโรค สามารถบริโภคได้อย่างมั่นใจ แนะสังเกตสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK”

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันว่า การผลิตสุกรยังคงเพียงพอกับการบริโภคในประเทศ ที่ปริมาณความต้องการมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลงานบุญกฐินในช่วง 1 เดือนหลังจากออกพรรษา แม้ว่ากำลังซื้อผู้บริโภคจะไม่มากเหมือนปีก่อนๆ จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงภาวะฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ที่อาจกระทบกับการจับจ่ายบ้าง ตลอดจนเทศกาลกินเจที่จะเริ่มต้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่กระทบกับตลาดสุกรในภาพรวม หรือหากกระทบก็ไม่นานนักก็น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ จากการบริหารจัดการปริมาณสุกรภายในประเทศของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำให้มีสุกรเพื่อการบริโภคของคนไทยอย่างเพียงพอ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงเตรียมเสนอกรมปศุสัตว์ในการเปิดด่านด่านศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อให้สามารถส่งออกสุกรไปยังตอนใต้ของประเทศจีน ที่ยังมีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรอีกเป็นจำนวนมาก



เชื่อว่าเทศกาลกินเจอาจกระทบกับราคาหมูในช่วงสั้นๆเท่านั้น คาดว่าแนวโน้มสถานการณ์หมูของไทยหลังจากนี้น่าจะสดใส จากความต้องการหมูของชาวจีนที่ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ภาวะโรคสำคัญอย่าง ASF ที่เกิดขึ้นในจีน ยังคงกระทบกับปริมาณการผลิตหมูของจีน ทำให้มีหมูไม่เพียงพอกับการบริโภค และประเทศไทยที่ปลอดจากโรค ASF ประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชีย หมูไทยจึงเป็นที่ต้องการของจีนเป็นอย่างมาก นับเป็นโอกาสของเกษตรกรไทยในการส่งหมูคุณภาพดี ปลอดโรค ไปป้อนตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนน.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

ด้าน นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตหมูของเกษตรกรในภาคเหนือขณะนี้ ยังคงสามารถประคับประคองการเลี้ยงและการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการควบคุมและป้องกันโรคเพิร์ส ที่ระบาดในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้ จากความร่วมมือของเกษตรกรในการดำเนินการตามมาตรการของภาครัฐอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ที่ยังไม่พบการระบาดต่างเร่งป้องกันโรคอย่างเข้มแข็ง จนสามารถป้องกันโรคนี้ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค แม้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึงตัวละกว่า 200 บาทก็ตาม

ขณะนี้โรค PRRS ที่เป็นปัญหาในช่วงก่อนหน้า เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตามพบว่าหลายพื้นที่มีปัญหาปริมาณหมูลดลง ไม่มีหมูออกขาย หรือบางฟาร์มต้องขายหมูตัวเล็กลง ขณะที่ช่วงกินเจอาจมีการบริโภคลดลงบ้างในช่วงสั้นๆ และปริมาณหมูก็ยังพอดีกับการบริโภคนายสุนทราภรณ์ กล่าว

ส่วนมาตรฐานการผลิตสุกรที่ปลอดภัยนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.สรวิศ ธานีโต ให้ข้อมูลว่า การผลิตสุกรของไทยมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการป้องกันโรคที่ถือเป็นแนวหน้าของภูมิภาคเอเชีย ตัวอย่างเช่นความสามารถในการป้องกันโรค ASF ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย จากความร่วมมือกันทุกภาคส่วน หมูไทยจึงเป็นหมูปลอดภัย ปลอดสาร ปลอดโรค ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หมูเพื่อการบริโภคได้อย่างมั่นใจ และแนะนำว่าควรเลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีตราสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK" ทั้งในตลาดสด ร้านค้าเนื้อสัตว์ และห้างโมเดิร์นเทรด ซึ้งได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ว่าจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะที่ดี มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ยิ่งช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี


วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แม็คโคร ขยายทักษะวิชาชีพธุรกิจอาหารสู่รั้วมหาวิทยาลัย บูรณาการร่วม ม.เกษตรฯ ผุดหลักสูตรปั้นมืออาชีพ เพิ่มทางเลือกทำเงิน รับวิกฤตคนว่างงานพุ่ง


บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี หรือ MHA ขยายทักษะวิชาชีพธุรกิจอาหารสู่รั้วมหาวิทยาลัย ล่าสุด จับมือ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรฯ เชื่อมโยงหลักสูตรออนไลน์เรียนรู้ธุรกิจอาหารครบวงจรให้นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ปี 2-4 ในชั่วโมงกิจกรรม พร้อมออกวุฒิบัตรการันตีมีวิชาชีพติดตัว เพิ่มทางเลือกหางานหาเงินรับวิกฤตตกงานพุ่ง



นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของแม็คโคร นอกจากจะเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัยแล้ว แม็คโครยังมุ่งมั่นที่จะนำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอาหาร เผยแพร่สู่ลูกค้าสมาชิกเพื่อพัฒนาทักษะการประกอบการให้รอบด้าน ครอบคลุมความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการมืออาชีพเท่านั้น แม็คโคร โดย แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี หรือ MHA ยังขยายการเผยแพร่ทักษะความรู้ไปยังกลุ่มนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปี 2-4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจบริการอาหารระดับอุดมศึกษา ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 



แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี ได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ มาอย่างต่อเนื่อง และนำมาถ่ายทอดผ่านช่องทาง www.makrohorecaacademy.com รวมถึง  Facebook และ YouTube ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้นิสิตนักศึกษาได้รับความรู้และการบริหารจัดการธุรกิจอาหารในเชิงวิชาชีพ หรือเป็นทักษะติดตัวที่นำไปปรับใช้ในการสร้างงานสร้างอาชีพในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่มีตัวเลขคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของเรา คือ การพัฒนานิสิตให้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและความสามารถรอบด้าน (Expert Generalist) มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตชั้นปีที่ 2-4  ทุกสาขาวิชาเข้ารับการอบรมเชิงวิชาชีพก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะเชิงวิชาชีพและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพนอกจากเหนือจากความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เรียนตามหลักสูตร

การพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจบริการอาหารร่วมกัน  ข้อตกลงกำหนดไว้ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะให้นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปี 2-4 เลือกเรียนในชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านหลักสูตรออนไลน์ที่กำหนดและรับรองผลการอบรมโดยการวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐาน พร้อมมอบวุฒิบัตร ซึ่งจะเป็นทักษะที่นำไปประยุกต์ใช้สร้างงานสร้างอาชีพได้



สำหรับหลักสูตรออนไลน์ดังกล่าวประกอบด้วย 17 องค์ความรู้ แบ่งเป็นหมวดการตลาด 3 คอร์ส หมวดการบริหารการเงินและต้นทุน 6 คอร์ส  หมวดการพัฒนาเมนู 4 คอร์ส  หมวดการจัดการภายในร้าน 4 คอร์ส  สอนโดยผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร และผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมเชฟประเทศไทย อาทิ เชฟวิลแมน ลีออง ประธานไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมีและสมาคมเชฟโลก, อาจารย์ต่าย พรชัย นิตย์เมธาวงศ์ จากเพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร, เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ เชฟกะทะเหล็กแห่งประเทศไทย และอ.โบว์-มธุรส วงศ์ประดู่ เป็นต้น

นางศิริพร กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้เป็นโครงการเพื่อสร้างทางเลือก และเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตนักศึกษา ที่จะจบการศึกษาออกไปให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพในยุค New Normal  นอกจากนี้เรายังได้วางแผนความร่วมมือให้เกิดความต่อเนื่องไปถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากร และการขยายขอบเขตการศึกษาทักษะความรู้เชิงวิชาชีพนี้ไปยังกลุ่มเรียนที่เป็นบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

 

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ม.เกษตร กำแพงแสน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรายใหม่ ร่วมใจสู้โควิด 19 (มีคลิป)


วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรายใหม่ ร่วมใจสู้โควิด 19 ขึ้นระหว่างเดือน สิงหาคม 2563 ถึง เดือน กันยายน 2564 เพื่อพัฒนานิสิต บุคลากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หรือบุคคลในครอบครัว และประชาชนทั่วไปโดยรอบวิทยาเขต ให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ (Startup) และยังสามารถช่วยให้สร้างรายได้แบบพึ่งพาตนเองได้ต่อไป ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดโครงการและส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมี รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวรายงาน 



ซึ่งภายในงานได้การมีจัดนิทรรศการด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเกษตรต่างๆ อาทิ คณะเกษตร กำแพงแสน ภาควิชาสัตวบาล ผลิตภัณฑ์จากปุ๋ยหมักจากมูลแพะ ปุ๋ยจากมูลโค รวมถึงผลงานวิจัยพืชสมุนไพร เช่น ผลิตภัณฑ์สบู่จากกาวเครือขาว มังคุด ดอกดาวเรือง ไข่ไก่เพื่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผัก ได้แก่ เมล็ดพริกมันดำ พริกขี้หนู ถั่วพู โหระพา สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสน นำหนังสือ เอกสาร ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ไปแจกและสาธิตวิชาชีพ การทำขนม และศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว นำข้าวไรซ์เบอร์รี่ มาจำหน่ายและให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของข้าวพันธุ์ต่างๆ ณ บริเวณพื้นที่ 48 ไร่ (หลังโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสน)





 

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

“ธรรมนัส” มอบนโยบาย อ.ต.ก.ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องในวันครบรอบ 46 ปี อ.ต.ก.


ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ครบรอบ 46 ปี พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบาย ปีงบประมาณ 2564 ณ สำนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตร เพราะอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตอาหารและเป็นฐานวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารของไทยและก้าวไปสู่การเป็นครัวโลก



กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินงานที่สำคัญไปแล้วหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมและดิจิทัลมาปรับใช้กับการส่งเสริมตลาดนำการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชีวิตเกษตรกรเป็นไปในทางที่ดีขึ้นและมั่นคงร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว



ทั้งนี้ ทางสำนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ดำเนินงานตามนโยบายของทางกระทรวงเกษตรฯ โดยเป็นช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตร และเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการจัดหาช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์การการเกษตร โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นการลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร อีกทั้งมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดระดับสากล

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...