วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สอ. ครูจันทบุรี จำกัด เน้นสวัสดิการไม่อั้นคืนกำไรให้กับสมาชิกกว่า 7,000 คน


 

    สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จำกัด เป็นศูนย์กลางทางการเงินให้กับสมาชิก เน้นรวมหนี้ ไว้ที่สหกรณ์ที่เดียว ตอบโจทย์การบริหารหนี้ของ สมาชิกครูจันทบุรี ทั้งระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2509 มีสมาชิกแรกตั้ง 355 คน ปัจจุบันย่างเข้าปีที่ 57 มีสมาชิก 7,213 คน มีทุนดำเนินงานแรกตั้ง 0.44 ล้านบาท ปัจจุบันมีทุนดำเนินงานประมาณ11,454.91 ล้านบาท กำไรสุทธิเมื่อแรกตั้ง 0.001 ล้านบาท ปัจจุบันมีกำไรสุทธิ อยู่ที่  300 กว่าล้านเศษ  มีการประกอบธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสมาชิกอยู่ 3 ประเภท 1.เงินกู้สามัญ 2.เงินกู้พิเศษ 3. เงินกู้ฉุกเฉิน นอกจากเงินกู้แล้วสหกรณ์ยังมีการทำธุรกิจด้านค้ำจุนเงินกู้ ซึ่งเน้นเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิก สหกรณ์ได้ให้ความสำคัญแก่สมาชิกผู้กู้ยืมเงิน นอกจากกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราต่ำและมุ่งมั่นที่จะจัดสรรเงินเฉลี่ยคืน ในอัตราที่เหมาะสมเพื่อเป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้กับสมาชิกผู้กู้ยืมเงินแล้ว สหกรณ์ยังมีกองทุนไว้รองรับ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้กู้กรณีเสียชีวิต และยังมีหนี้เงินกู้อยู่กับสหกรณ์ 



    ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเอื้ออาทรแก่ครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิต โดยแยกเป็นสองกองทุน กองทุนแรกเรียกกว่า เงินที่สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกทุกคน ได้แก่ เงินจากกองทุนประกันชีวิตสมาชิก ที่ช่วยตัดหนี้เงินกู้สามัญคงเหลือ ร้อยละ 20 สูงสุด 1แสนห้าหมื่นบาท แต่ไม่น้อยกว่า 1หมื่นบาท สำหรับสมาชิกที่ไม่มีหนี้เงินกู้สามัญ จัดเป็นสวัสดิการให้ 1หมื่นบาท 2.เงินกองทุน 2 กองทุน ได้แก่กองทุนสวัสดิการเพื่อความมั่นคงสหกรณ์  สหกรณ์จะให้สิทธิ์คุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท และกองทุนเอื้ออาทรได้รับสิทธิ์คุ้มครองสูงสุด 2 ล้านบาท แต่ทั้งนี้สมาชิกต้องไม่กระทำการใดใด ที่ผิดระเบียบ ของ 2 กองทุน ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า สหกรณ์แห่งนี้ ไม่เพียงแต่ปล่อยกู้ แต่ยังจัดสวัสดิการ ให้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้ง เงินสงเคราะห์จากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ฯ เงินประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเพื่อค้ำประกันเงินกู้ นอกจากนี้สหกรณ์ยังมีสวัสดิการด้าน อุ้มชูสวัสดิการ ซึ่งเป็นเงินสวัสดิการที่จัดให้สมาชิกในลักษณะให้เปล่าทั้งตอนมีชีวิต และเมื่อตอนเสียชีวิต จึงจะเห็นได้ว่าสหกรณ์แห่งนี้ถือเป็นต้นแบบของสหกรณ์ขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์จำนวนมหาศาลแต่ไม่ลืมที่จะดูแลเจ้าของสหกรณ์ นั้นก็คือสมาชิกนั้นเอง



    ว่าที่ร้อยตรี สุรชัย ภัทราภรณ์ไพบูลย์ รองประธานฯสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี เปิดเผยว่า  “นโยบายหลักๆ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จํากัด เราสนับสนุนการออม ส่งเสริมการลงทุน และค้ำจุนเงินกู้ อุ้มชูด้วยสวัสดิการ อันนี้คือหลักสำคัญของเรา เรื่องของการออมถือว่าเป็นหลักของสหกรณ์ เพราะเราเป็นออมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทุนในการดำรงชีวิต วันนี้เรามีทุนอยู่หลายๆ ตัวที่เราสนับสนุนให้กับสมาชิก ของเราที่มีความพร้อม และเราก้อค้ำจุนเงินกู้ เรื่องของเงินกู้จะเป็นเรื่องของการที่เมื่อกู้เงินไปแล้ว  เราจะต้องมีหลักประกันที่ผ่านมา เราใช้บุคลากรที่เป็นสมาชิกด้วยกันมาค้ำประกัน แต่ในอนาคตในส่วนของเงินกู้ต่างๆเราอาจจะใช้การค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ส่วนเรื่องสวัสดิการเราก็จัดให้กับสมาชิกทุกคน บางสวัสดิการก็ให้เปล่าไปเลย เช่น กรณีเสียชีวิต กรณีมีบุตร จะได้รับสวัสดิการจากทางสหกรณ์ฟรีๆ ปัจุจบันเรามีสวัสดิการอยู่ 2 กองทุน ให้สมาชิกเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อให้สมาชิกได้รับเงินกลับคืนไป เช่นการคุ้มครองในเรื่องสินเชื่อต่างๆ ปัจจุบัน สหกรณ์จัดสรรเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์ 7,000 กว่าคน และถือว่าเป็นพัฒนาการ 57 ปี ซึ่งเมื่อเทียบเป็นอัตราความเจริญเติบโตก็ถือว่าสหกรณ์มีความก้าวหน้าสูงมาก ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่าครูมีหนี้สินสูงมาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจมีการช่วยเหลือเรื่องหนี้สินของสมาชิกหลักๆ คือ 1.การรีไฟแนนซ์ 2.ดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 6 กว่า 13 ปีที่เรายังยืนหยัดในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ผมคิดว่าการทำดอกเบี้ยให้ต่ำเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกที่เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ สมาชิกที่ขอกู้เงิน ถึงสหกรณ์จะมีกำไรลดลงก็ไม่เป็นไร แต่เราถือว่าถ้าเราลดอัตราดอกเบี้ยลง ยกตัวอย่างเช่น 1 ล้านบาทถ้าเราลดดอกเบี้ยเป็น 1 บาทสมาชิกก็จะลดดอกเบี้ยไป 10,000 บาท ต่อปี ปัจจุบันสมาชิกครูมีหนี้เยอะคนหนึ่ง 3 ล้านก็จะลดไป 3 หมื่นบาทต่อปี อันนี้คือการที่สหกรณ์ช่วยให้มีการรวมหนี้มาที่สหกรณ์และเราก็ให้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสมาชิก สมาชิกจะได้มีเงินเหลือเพื่อไว้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้สมาชิกและครอบครัวมีความสุขเพิ่มขึ้น นี้คือกรอบหลักการของสหกรณ์แห่งนี้”



     ในส่วนของฝ่ายจัดการ  นางอัจรา จันทร์รักษ์ ผู้จัดการ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรีกล่าวว่า “สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จำกัด เราก่อตั้งเมื่อปี 2509 ซึ่งปัจจุบันก็ 50 กว่าปีแล้ว และในเรื่องของการบริหารจัดการของคณะกรรมการนั้น ปัจจุบันคณะกรรมการอยู่ในชุดที่ 57 ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยมาก เมื่อก่อนเราบริหารงานกับสมาชิกแค่ไม่กี่พันคนจนปัจจุบันสหกรณ์เรามีสมาชิกกว่า 7,000 คน เป็นสมาชิกสามัญอยู่ 6,800 คน และสมาชิกสมทบประมาณ 200 - 300 คน ในปัจจุบันทุนดำเนินงานของเราต้องเรียกว่าเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มาก เนื่องจากมีทุนการดำเนินงานเกิน1หมื่นกว่าล้านบาท และในเรื่องของการปล่อยกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จำกัด ก็มีเหมือนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วๆไป ก็คือเน้นเรื่องของการออมก่อน เพราะการก่อตั้งสหกรณ์เป็นเรื่องของการออม แต่เมื่อสมาชิกออมเสร็จแล้วก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ก็มาเรื่องของการกู้ สหกรณ์เราก็ปล่อยกู้ค่อนข้างสูง ปัจจุบันสมาชิก 1 คนสามารถกู้ได้ในวงเงิน 2 ล้านห้าแสนบาท กู้ฉุกเฉินอยู่ที่ 2 แสนบาท ส่วนเรื่องสวัสดิการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทร์จะมี 2 กองทุนด้วยกัน กองทุนแรก เรียกว่ากองทุนรักษาความมั่นคง ตอนที่สหกรณ์คิดขึ้นมาก็เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก เน้นการกู้ตามอายุการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ เมื่อถึงแก่กรรมเรามีเงินกองทุนเข้าไปช่วย กับทายาทและผู้ค้ำประกันอยู่ประมาณ1ล้านบาท 



    ซึ่งกองทุนฯตรงนี้มีสมาชิกอยู่ประมาณ 4,000 คน กองทุนนี้ตั้งตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันบริหารงานมา 10 กว่าปี เรื่องของกองทุนเราก็จ่ายให้กับคนที่ถึงแก่กรรมไป หลายร้อยรายมาก สมาชิกที่จะกู้ในเรื่องของกองทุนนี้ มีเงื่อนไขว่า การส่งเงินจะต้องไม่ผิดนัดขอเงินงวดชำระหนี้ คือไม่ผิดนัดไม่ผิดระเบียบ จึงจะได้เงินสวัสดิการตัวนี้ไป กองทุนที่ 2 เรียกว่ากองทุนเอื้ออาทร กองทุนเอื้ออาทรเราจะให้กับสมาชิกที่เป็นข้าราชการ กู้สามัญเต็มสิทธิ์ก่อนแล้วจึงจะสามารถกู้กองทุนที่ 2 ได้ไม่เกิน1ล้านห้าแสนบาท หากถึงแก่กรรมจะช่วยไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จำกัด สมาชิกค่อนข้างจะได้สวัสดิการ ที่มากมายจากสหกรณ์ กองทุนแรก 1 ล้านบาทกองทุนที่ 2 อีกประมาณ 1ล้านห้าแสนบาท รวมกับเรื่องของอายุการเป็นสมาชิก เรื่องของจำนวนหุ้นอะไรก็ตาม ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จํากัด ค่อนข้างปล่อยกู้เยอะมาก สมาชิกสหกรณ์หลายท่านมีวงเงินกู้ถึงประมาณ 5 ล้านเศษ แต่ในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของสวัสดิการต่างๆ ถ้าสวัสดิการไม่เพียงพอเราก็จะให้สมาชิกทำเรื่องของการประกันชีวิตsupport ถึงกรณีที่ท่านถึงแก่กรรมด้วย เพื่อให้กับคนเบื้องหลังไม่เดือดร้อน และนี่คือข้อมูลเบื้องต้นของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จํากัด นำเสนอให้ทุกท่านได้ทราบ สหกรณ์เน้นสวัสดิการของสมาชิกเป็นหลัก มากกว่าผลกำไร เพราะถ้าจะเปรียบเทียบดูจะเห็นว่าเราเน้นเรื่องสวัสดิการที่ค่อนข้างเยอะ มากกว่าเรื่องของการทำผลกำไร เพราะผลกำไรเป็นเรื่องของการบริหารสหกรณ์ทั่วๆไปที่จะต้องคาดหวังว่ากำไรเพื่ออะไร มีกำไรเพื่อจะได้จัดสรรเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืนกลับคืนสู่สมาชิก อันนี้เป็นเรื่องของหลักการสหกรณ์ ซึ่งหลายคนมองว่าการบริหารสหกรณ์คงไม่ต้องการกำไร แต่ปัจจุบันมันไม่ได้ เพราะจะต้องนำกำไรกลับคืนสู่สมาชิก ในส่วนของเราปีที่ผ่านมา สหกรณ์กำไร 300 กว่าล้าน เราคืนสมาชิกไปกว่า 80% และกันเอาไว้ในส่วนของข้อกฎหมายกำหนดให้กันเอาไว้เท่านั้นเอง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เราคืนกลับคืนสู่สมาชิกทั้งหมด อัตราเงินปันผลของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 5.3 และเฉลี่ยคืนค่อนข้างที่จะสูง ร้อยละ 14 ซึ่งถ้าลองเปรียบเทียบเรื่องอัตราของเงินปันผลและอัตราเงินเฉลี่ยคืนของสหกรณ์ทั่วประเทศของเราอยู่ในเกรดค่อนข้างสูง ตรงนี้เป็นจุดเด่นของสหกรณ์ที่เราเน้นในเรื่องของสมาชิก เรารู้ว่าสมาชิกกู้ก้อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นเราก็จะปันคืนให้กับเขาได้ในสิ่งที่เขาต้องเสียไปให้ได้มากที่สุด อันนี้เป็นเรื่องของแนวคิดและเป็นเรื่องของนโยบายที่คณะกรรมการทุกคณะ ตั้งแนวและตั้งประเด็นเอาไว้ที่จะบริหารโดยเน้นเรื่องของสวัสดิการให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจันทบุรี จํากัด ดำเนินงานเพื่อสมาชิก ต่อไป”


วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สส.ชสอ.โชว์ศักยภาพ สัมมนาสมาชิก 4 ภูมิภาคประจำปี 2565 เชิญปรเมศวร์ บรรยาย กฎหมายการบริหารสหกรณ์


    วันที่ 8 พฤษภาคม 2565 สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (สส.ชสอ.) จัดสัมมนาสมาชิก สส.ชสอ. 4 ภูมิภาค 2565 พื้นที่ 7 ภาคกลาง-ตะวันออก ณโรงแรม การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท พัทยาจังหวัด ชลบุรี โดยมีนายอุทัย ศรีเทพ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สส.ชสอ.เป็นประธานที่ประชุม และนายสมชาย รัตนอารี ผู้จัดการ สส.ชสอ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้เข้าอบรมสัมมนาประมาณ 140 คน



    นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท.  กล่าวในงานสัมมนา ฯ สมาชิก สส.ชสอ. ว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวให้แก่สมาชิกเมื่อถึงแก่กรรม โดยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศที่เป็นศูนย์ประสานงานทำหน้าที่แทนสมาคมในการบริการสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ในสังกัดปัจจุบันสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีศูนย์ประสานงานจำนวน 495 ศูนย์ ( ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565)  โดยสมาคมฯ มีสมาชิก  319,100 คน สมาคมดำเนินมาครบ 10 ปี และก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจมีสาเหตุหลายประการ ผมจึงต้องเข้ามาบรรยายเรื่องกฎหมายเพื่อการบริหารสหกรณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ เชื่อมั่นในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ การทำความเข้าใจกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินงานเป็นไปตามทิศทางเดียวกัน จึงต้องมีการสัมมนาสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั้ง 4 ภูมิภาค  8 พื้นที่  ได้แก่ ภาคเหนือ อีสานบนอีสานล่าง กลางตะวันตกกลางตะวันออก ภาคใต้ 



    นายปรเมศวร์  อินทรชุมนุมกล่าวอีกว่า  กฏหมายเป็นเรื่องสำคัญมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์ จำเป็นที่สหกรณ์จะต้องเข้าใจและมีความรู้ เพื่อจะได้นำไปบริหารสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง สันนิบาตสหกรณ์ฯ เป็นหัวขบวนในการให้ความรู้และจัดอบรมทั่วประเทศ หากสหกรณ์ใด ต้องการอบรมความรู้ด้านกฎหมาย สามารถติดต่อมาได้ที่สันนิบาตสหกรณ์ฯ เพื่อที่สันนิบาตสหกรณ์ฯ จะได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้ทุกสหกรณ์ต่อไป


 

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ไทยยื่นเอกสารขอรับรอง “วิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย” เป็นมรดกโลกทางการเกษตร พื้นที่แรกของประเทศไทย คาดสิ้นปีนี้ได้รับข่าวดี


     วันที่ 6 พ.ค.65 นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ประจำกรุงโรม เปิดเผยว่า ประเทศไทย ได้ดำเนินการผลักดันให้ “วิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย” เป็น "มรดกโลกทางการเกษตร" ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นมากว่า 5 ปีแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค กรมอุทยานฯ หน่วยงานในพื้นที่ จ.พัทลุง สงขลา อาจารย์มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และสำนักการเกษตรต่างประเทศ รวมทั้งชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว



     ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการด้านวิชาการเพื่อติดตามและปรับปรุงเอกสารข้อเสนอระบบการเลี้ยงควายปลัก ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง และสงขลา พร้อมด้วย น.ส.รัชนก แสงเพ็ญจันทร์ และนางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม ได้ยื่นเอกสารข้อเสนอ (GIAHS proposal) ฉบับแก้ไขสมบูรณ์ (Revised version) เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกทางการเกษตร (GIAHS) ที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง และสงขลา ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม เรียบร้อยแล้ว




     ทั้งนึ้ มรดกโลกทางการเกษตร (Globally Important Agricultural Heritage System หรือ GIAHS) ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2545 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตร เพื่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ปกป้องและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางชีวภาพให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและเป็นการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน



     ปัจจุบันมีพื้นที่/ระบบมรดกโลกทางการเกษตรที่ได้รับการรับรองจาก FAO ให้เป็นพื้นที่ GIAHS site แล้วจำนวน 62 พื้นที่ ใน 22 ประเทศ สำหรับทวีปเอเชีย มีพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร จำนวน 40 แห่ง ใน 8 ประเทศ และ 1 เขตดินแดนสหภาพ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย อิหร่าน ศรีลังกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และเขตแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ โดยคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอ (GIAHS proposal) จากประเทศสมาชิกทั่วโลก รวมถึงข้อเสนอจากประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2565 ณ สำนักงานใหญ่ FAO ประจำกรุงโรม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาข้อเสนอ และร่วมจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรกับประเทศสมาชิก เพื่อประกาศรับรองพื้นที่ ภายในระยะเวลา 6-10 เดือน โดยฝ่ายเลขานุการ GIAHS จะประสานกับฝ่ายไทย เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action plan) ในลำดับต่อไป และคาดว่าภายในปลายปีนี้จะได้รับข่าวดี


วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ซีพี - ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ขับเคลื่อนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียนในพื้นที่ชนบทห่างไกล สู่เป้าหมาย 1,000 รร.ภายในปี 2568



ซีพี จับมือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ขับเคลื่อนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เข้าสู่ปีที่ 34 ส่งเสริมเด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารปลอดภัย เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการให้น้องๆ นักเรียน เป้า 1,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ในพื้นที่ชนบทห่างไกล เป็นห้องเรียนสร้างอาชีพจากการเรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่ แปรรูปอาหารจากผลผลิตไข่ไก่ ต่อยอดสู่การบริหารจัดการของเสียจากมูลไก่นำมาทำเป็นปุ๋ย  ขยายผลสู่ชุมชนเป็นคลังเสบียงในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19



นายจอมกิตติ  ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือซีพี และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือซีพี ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตาม “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” สานต่อดำเนิน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและในถิ่นทุรกันดาร ได้บริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างโภชนาการที่ดี และการเติบโตสมวัย ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา โดยตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 905 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 180,000 คน และเป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจให้กับครู 12,000 คน ตลอดจนชุมชน 1,900 แห่ง ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มีไข่ไก่บริโภคในราคาย่อมเยาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เกิดการพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลผลิต นำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการ ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นปีละ 25 โรงเรียน คาดว่าภายใน 2568 จะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ 1,000 โรงเรียน    



ด้าน นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็นหนึ่งในโครงการที่ซีพีเอฟดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดินน้ำป่าคงอยู่  ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในข้อ 2  การขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และ ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ทุกช่วงอายุ ซึ่งตลอด 34 ปีของการดำเนินโครงการดังกล่าว ซีพีเอฟให้การสนับสนุนโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยง พันธุ์สัตว์ และอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงรุ่นแรก (ระยะเลี้ยงประมาณ 60 สัปดาห์) ให้กับโรงเรียน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการโรงเรือน ตามหลักวิชาการและสุขาภิบาล รวมถึงให้คำแนะนำการบริหารจัดการผลผลิตและบัญชี เพื่อให้โครงการฯมีผลประกอบการที่ดี  และมีเงินเข้ากองทุนโครงการฯ สำหรับการเลี้ยงเองในรุ่นถัดไป โดยการเลี้ยงไก่ตั้งแต่รุ่นที่ 2 เป็นต้นไป โรงเรียนจะได้รับพิจารณาให้สามารถซื้อพันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ไข่ในราคาพิเศษ โดยส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นมีซีพีเอฟเป็นผู้ให้การสนับสนุน



“เครือซีพี ซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนโครงการฯ ประกอบด้วย หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) และ บมจ.สยามแม็คโคร มุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็นศูนย์เรียนรู้และคลังความรู้ในโรงเรียนที่เปิดให้ชุมชนเข้ามาเรียนรู้อาชีพเกษตร เทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ การจัดการฟาร์ม และการตลาด เพื่อนำโมเดลธุรกิจเกษตรฉบับย่อไปประยุกต์ใช้ในอาชีพ” นายสมคิด กล่าว     



นอกจากนี้ ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ยังเป็นคลังเสบียงสำหรับชุมชน โดยผลผลิตไข่ไก่ที่ได้นำมาทำเป็นอาหารกลางวัน และนำผลผลิตส่งให้นักเรียนถึงที่บ้านตามบ้านตามวิถี New Normal  เพื่อให้เด็กๆได้บริโภคไข่ไก่เสริมสุขภาพให้แข็งแรงแม้อยู่ในช่วงโควิดก็ตาม ขณะเดียวกัน สามารถบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่จำหน่ายให้แก่ชุมชน หรือผู้ปกครองนักเรียน เป็นคลังเสบียงอาหารที่มั่นคงของชุมชน ทำให้ประชาชนได้บริโภคไข่ไก่คุณภาพดี สด ใหม่ สะอาด และปลอดภัย ผลผลิตจากฝีมือของลูกหลาน ในราคาย่อมเยา ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารของครัวเรือน 




โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ยังเป็นโครงการต้นแบบของการบริหารจัดการทรัพยากรเกิดประโยชน์คุ้มค่า ตั้งแต่ผลผลิตไข่ไก่ที่ถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวัน ผลผลิตส่วนเกินถูกจำหน่ายให้ชุมชนในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกัน โรงเรียนต่อยอดนำผลผลิตไข่ไก่มาแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายประเภท อาทิ เบเกอรี่  เป็นการสร้างอาชีพทางเลือกให้กับนักเรียนนำไปใช้ได้ในอนาคต มูลไก่ซึ่งเป็นของเสียถูกนำมาทำเป็นปุ๋ย และนำกลับมาใช้กับแปลงผักในโรงเรียน  นักเรียนนำความรู้การทำปุ๋ยไปใช้ที่บ้าน มีการเรียนรู้ในการนำเปลือกไข่ที่เหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์  



          นายสมคิด กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลี้ยงไก่ อาทิ นำระบบแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ที่ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ของซีพีเอฟ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงาน  สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาในการเลี้ยงไก่ได้อย่างทันท่วงทีใช้กูเกิลฟอร์ม (Google Form) ในการรวบรวมข้อมูลทางออนไลน์ ทั้งการรายงานข้อมูลผลผลิตไข่ไก่ จำนวนไข่ที่จำหน่ายให้ชุมชน ฯลฯ ซึ่งน้องๆนักเรียนต้องมีการรายงานอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ทำให้ทราบข้อมูลที่รวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการผลิต ทั้งนี้ โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อขอข้อมูลได้ที่   มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท โทรศัพท์ 02-766-7340/4310 โทรสาร 0-2638-2716 หรือดาวน์โหลดเอกสารการสมัครและหลักเกณฑ์ ที่เว็บไซต์ www.rurallives.org 

มกอช. จับมือ CFIA จัดสัมมนา “รู้ทันข้อกฎหมาย…ส่งออกแคนาดาปลอดภัยจากจุลินทรีย์”


 

มกอช. จับมือ CFIA จัดสัมมนา “รู้ทันข้อกฎหมาย…ส่งออกแคนาดาปลอดภัยจากจุลินทรีย์” เสริมความรู้การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทยุณภาพ สอดรับเกณฑ์มาตรฐานของแคนาดา     



นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ร่วมกับองค์การตรวจสอบอาหารแคนาดา (Canadian Food Inspection Agency : CFIA) ได้จัดการสัมมนา “รู้ทันข้อกฎหมาย…ส่งออกแคนาดาปลอดภัยจากจุลินทรีย์” ผ่านระบบการประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ Zoom Teleconference ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเฝ้าระวังและปฏิบัติงานกำกับดูแลห้องปฏิบัติการทดสอบอ้างอิง (Reference Laboratory) ผู้ประกอบการผลิต แปรรูป และส่งออกอาหารไปยังแคนาดา พร้อมทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ จำนวนประมาณ 170 คน เข้าร่วมสัมมนา



การสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการให้ข้อมูลเกณฑ์ปฏิบัติ แนวทางพัฒนามาตรฐานการเฝ้าระวัง ตลอดจนถึงความพร้อมทางห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านการตรวจสอบความปลอดภัยด้านจุลชีววิทยาของแคนาดาเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลตามกฎหมายแม่บทและระเบียบ Safe Food for Canadians ที่เป็นกฎหมายแม่บทความปลอดภัยอาหารของแคนาดาที่ได้รับการปรับปรุงข้อบทให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะการใช้หลักการควบคุมเชิงป้องกัน (Preventive Controls) อันตรายที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ที่ถือเป็นมาตรฐานระบบคุณภาพที่โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) กำลังผลักดันให้เป็นมาตรฐานระดับสากล ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของกรมวิชาการเกษตรและกรมปศุสัตว์ให้การบรรยายโครงสร้างความพร้อมและแนวทางบริการตรวจสอบสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความเชื่อมั่นในแนวทางปฏิบัติเพื่อตรวจสอบและรับรองของประเทศไทย โดยเฉพาะในการพัฒนาห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านความปลอดภัยทางจุลชีววิทยาของรัฐที่ประเทศคู่ค้าสำคัญทั่วโลกให้การยอมรับ



มกอช. ได้พัฒนาความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงาน CFIA ของแคนาดา มาเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ของทั้งภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานของรัฐสามารถปฏิบัติด้านมาตรฐานระบบคุณภาพและการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย Safe Food for Canadians ตลอดจนถึงมาตรการและแนวทางปฏิบัติต่างๆ ซึ่งส่งผลให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีคุณภาพ สามารถขยายตลาดเข้าถึงผู้บริโภคของแคนาดาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าประมงที่ไทยมีความร่วมมือในการจัดทำความตกลงความเข้าใจร่วมด้านการยอมรับความเท่าเทียมในระบบการตรวจสอบรับรอง (MRA) ที่ดำเนินการโดยกรมประมงตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งทำให้โรงงานภายใต้ MRA ได้รับการอำนวยความสะดวกทางการค้าเป็นพิเศษ และยังสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในกลุ่มไก่แปรรูปได้อย่างเป็นทางการด้วย

“แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ของไทย และยังเป็นประเทศเป้าหมายที่ไทยจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าโดยจัดทำความตกลงการค้าเสรีพหุภาคี อาเซียน-แคนาดา จึงถือเป็นตลาดที่มีโอกาสการเติบโตทางการค้าสูง การจัดสัมมนาในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการแปรรูป จนถึงหน่วยงานรับรอง ตรวจสอบ และให้คำปรึกษา ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพห่วงโซ่การผลิตของไทย โดยเฉพาะความปลอดภัยทางจุลชีววิทยาที่ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความปลอดภัยที่สำคัญในการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างประเทศ” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

อ.อ.ป. เตรียมพัฒนา ‘สวนป่าสาละวิน’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของ จ.แม่ฮ่องสอน


     นายสุกิจ  จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากบทบาทหน้าที่ และพันธกิจของ อ.อ.ป. ที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นโดยใช้สวนป่าเป็นฐานและการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดการบริหารจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วม ซึ่งดำเนินการบริหารงานแบบบูรณาการร่วมกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ และรักษาทรัพยากรป่าไม้โดยการใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวเชื่อม ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อีกวิธีหนึ่ง



     ผอ.ออป. กล่าวต่อไปอีกว่า สวนป่าสาละวิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เนื่องจากจากลักษณะของพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 800 เมตร มีธารน้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งต้นกำเนิดของธารน้ำร้อนมีลักษณะเป็นบ่อน้ำมีน้ำไหลออกจากซอกหินเป็นบ่อๆ มีอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 79 องศาเซลเซียส โดยแต่ละบ่อธารน้ำจะไหลรวมกันมาเป็นลำธารน้ำอุ่นและไหลลงสู่ลำห้วยแม่สะเรียง และแหล่งน้ำร้อน “บ่อน้ำพุร้อนแม่อุมลอง” ยังคงความเป็นธรรมชาติไม่มีการปรับแต่งสภาพบ่อและบริเวณบ่อแต่อย่างใด




     อ.อ.ป. คาดหวังต่อไปอีกว่า สวนป่าสาละวินนอกจากจะให้ประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว เป็นสถานที่พักผ่อนแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่จะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเป็นพื้นที่บริการทางด้านวิชาการต่างๆ การถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพยากรป่าไม้ สำหรับการเรียนรู้ของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ชุมชนท้องถิ่น และผู้สนใจทั่วไป ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ ตลอดจนการรู้จักใช้ธรรมชาติที่ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

     ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดอยากมาเยี่ยมชมและเข้าสัมผัสความเป็นธรรมชาติของสวนป่าสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของ อ.อ.ป. สามารถสอบถามได้ที่ Facebook Fanpage : น้ำพุร้อนแม่อุมลอง สวนป่าสาละวิน /โทร. 081 881 5037


วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กสส.สั่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ย้ำสมาชิกไม่ต้องกังวลเงินฝาก


    กสส.สั่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ย้ำสมาชิกไม่ต้องกังวลเงินฝาก กสส.ตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์สอบยอดเงินเสียหายให้จบใน  30 วัน  หลังสอบเสร็จเงินเข้าบัญชีตามจริงทุกคน



    นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รายงานว่า นายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว สาเหตุจากกรรมการสหกรณ์ไม่ตรวจสอบยอดความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดของนายทะเบียน เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อาจทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างขึ้น  ซึ่งในเรื่องนี้ได้กำชับให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำความเข้าใจกับสมาชิกในเรื่องสภาพคล่องของสหกรณ์แห่งนี้ซึ่งมีอยู่มากเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกและแห่มาถอนเงิน



    นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.)เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 พ .ค.2565  นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (สสพ.1 ) 9/2565   เรื่องให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว (ชุดที่  50) จากนั้นได้มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่(สสพ.1) 10/2565  ลงวันที่ 3 เม.ย.65 เรื่องมอบหมายให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ดำเนินการแทนคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด  30 วัน และให้สอบสวนหาผู้กระทำการทุจริตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินฝากของสมาชิก พร้อมรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต  พร้อมทั้งตรวจสอบยอดการทุจริตทั้งหมด

    "กรณีนี้ฝากแจ้งสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ ทุกท่านว่าไม่ต้องตื่นตระหนกมาถอนเงิน เนื่องจากสภาพคล่องของสหกรณ์ยังมีอยู่มาก และเมื่อชุดของผู้ตรวจสหกรณ์เข้าตรวจสอบบัญชีแล้วเสร็จ จะมีการคืนเงินเข้าบัญชีตามเงินออมจริงของท่านทุกประการ  และหากการตรวจสอบไม่พบว่ามีกรรมการผู้ใดเข้าไปมีส่วนในการทุจริตก็จะออกคำสั่งให้กลับเข้าทำหน้าที่เช่นเดิม” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว



    ทั้งนี้คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (สสพ.1)9/2565   เรื่องให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานผลสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าทำการตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2565 พบว่ายอดเงินรับฝากของสมาชิกบางรายไม่ตรงกับยอดเงินรับฝากคงเหลือในบัญชีคุมของสหกรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหกรณ์อาจมีการกระทำการทุจริต ยักยอกเงินฝากสมาชิก เบื้องต้นพบความเสียหายจำนวนมาก  คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับหัวหน้าการเงินและผู้จัดการสหกรณ์ เมื่อ  3เม.ย.65   นายทะเบียนสหกรณ์จึงได้มีคำสั่งที่ (สสพ.1)6/2565 ลงวันที่  4 เม.ย.65 ให้สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่ามีการทุจริตอย่างไร ผู้ใดกระทำผิดและรวบรวมหลักฐานการกระทำผิดโดยให้ดำเนินการแล้วเสร็จใน  7 วัน แต่เมื่อพ้นกำหนดพบว่าสหกรณ์ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นยังไม่ทราบยอดความเสียหาย ซึ่งกรณีการทุจริตพบว่ามีความเสียหายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสหกรณ์และประโยชน์ส่วนรวมจำนวนมาก การดำเนินการที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียน จึงเป็นการกระทำการหรืองดเว้นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจเสื่อมเสียผลประโยชน์สมาชิก ประกอบกับมีเหตุอันสงสัยได้ว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำการทุจริตในสหกรณ์เพิ่มเติม  นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการสอบสวนหาผู้ใดเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิก ผู้ใดที่ต้องรับผิดชอบ เพื่อให้ทราบความเสียหายทั้งหมดพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำทุจริตและให้ตรวจสอบยอดเงินสมาชิกทุกราย โดยให้ดำเนินการโดยเร็ว จึงอาศัยอำนาจตามพรบ.สหกรณ์  พ.ศ.2542  มาตรา  22 ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562  เรื่องมอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติหน้าที่แทนนายทะเบียนสหกรณ์ สั่ง ณ วันที่ 27 พ.ค.2562 นายทะเบียนจึงออกคำสั่งที่ (สสพ.1) 9/2565 ให้คณะกรรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชุดที่ 50 จำนวน 15 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวมีกำหนดเวลา  30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้  ทั้งนี้หากกรรมการประสงค์อุทธรณ์คำสั่ง ให้ยื่นต่อกรรมการพิจารณาใน30 วัน




 


 



วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

แม็คโครจัดพื้นที่ให้ชาวสวนทุเรียนมาขายตรง หมอนทองเริ่มเพียงกก.ละ 159 บาท พร้อมจับมือกระทรวงพาณิชย์ หนุนผลไม้ฤดูกาล ตั้งเป้ารับซื้อ 8 ล้านกิโลกรัม


    แม็คโคร ชวนคนไทยบริโภคทุเรียนคุณภาพดี สดจากสวนโดยเกษตรกรรายย่อย พร้อมราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียง 159 บาทต่อกก. ในเทศกาลพาณิชย์ Fruit Festival 2022 เตรียมขนทัพผลไม้ฤดูกาล ทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุดฯ รวมกว่า 8 ล้านกิโลกรัม ปลุกกระแสการบริโภคของลูกค้าทุกกลุ่ม 

    นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากปีนี้ผลไม้ฤดูกาลมีแนวโน้มออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก  และยังได้รับผลกระทบจากการส่งออก แม็คโครจึงได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในทุกช่องทาง โดยเฉพาะทุเรียน ที่แม็คโครเปิดพื้นที่ให้ชาวสวนมาจำหน่ายตรงกับลูกค้า พร้อมทำราคาสุดพิเศษ ทุเรียนหมอนทอง เริ่มต้นเพียงกิโลกรัมละ 159 บาท ถึงวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม นี้ และเชิญชวนลูกค้าสนับสนุนการบริโภคผลไม้ฤดูกาลอื่นๆ ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด ในงานพาณิชย์ Fruit Festival 2022 ที่แม็คโครทุกสาขา โดยในการนี้ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในและคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมแม็คโคร สาขาประดิษฐ์มนูญธรรม เพื่อติดตามการดำเนินงานท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่เป็นไปอย่างคึกคักของลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการ และลูกค้าทั่วไป



    “ปีนี้แม็คโครวางแผนรับซื้อผลไม้ฤดูกาลที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง  ทั้ง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย ลองกอง จำนวนกว่า  8,000,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบเท่าตัว นับเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในการระบายผลผลิตให้ทันท่วงที ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ส่วนผู้บริโภคก็ได้รับประทานผลไม้ไทยคุณภาพดีในราคาย่อมเยา”




    เฉพาะอย่างยิ่งไฮไลท์สำคัญอย่าง ทุเรียน ที่เราเปิดพื้นที่ให้ชาวสวนนำผลผลิตมาจำหน่ายตรงถึงมือลูกค้าใน 135  สาขาทั่วประเทศในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียงกิโลกรัมละ 159 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม นี้ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลด้วย


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ผู้เลี้ยงหมูอีสานสนองนโยบายรัฐ จับมือรักษาระดับราคาหมูไม่เกิน 100 บาท/กก.หนุนเปิดประเทศ

    นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศพร้อมใจกันสนองนโยบายรัฐบาล โดยรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มอยู่ไม่เกิน 100 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงที่ทุกฝ่ายพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หลังเริ่มนโยบายเปิดประเทศ 1 พฤษภาคมนี้ 



    “ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในการรักษาระดับราคาสุกรเพื่อผู้บริโภค แม้ยังคงต้องรับภาระต้นทุนมาตรการด้านสุขภาพสัตว์ และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงอย่างต่อเนื่อง และยังคงรอความชัดเจนกับแนวทางแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ตาม ด้วยขณะนี้กำลังเข้าสู่การเปิดประเทศ และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไว้ไม่เกิน 100 บาท/กก.” นายสิทธิพันธ์กล่าว 

    ทั้งนี้ รายงานข้อมูลสภาวะตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม (สัปดาห์ที่ 17/2565) วันพระที่ 30 เมษายน 2565 จากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มีราคาดังนี้ ภาคตะวันตก 98-100 ภาคตะวันออก 98-100 ภาคอีสาน 98-100 ภาคเหนือ 100 ภาคใต้ 98 สถานการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่การเกิดโรคระบาด ASF ทำให้จำนวนเกษตรกรและปริมาณผลผลิตสุกรหายไปจากระบบกว่า 50% ส่งผลถึงปัจจุบันที่ปริมาณสุกรมีน้อยกว่าความต้องการบริโภค ไม่มีการกักตุนใดๆจากผู้เลี้ยงรายใหญ่ หรือรายกลางทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีการจับมือขึ้นราคาตามอำเภอใจ ราคาที่ขยับจึงขึ้นอยู่กับระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ย้ำวอนรัฐอย่านำเข้าเนื้อสุกร รวมทั้งเร่งสกัดกั้นและกวาดล้างขบวนการ “ลักลอบนำเข้าหมู” ที่นำเนื้อสุกรและชิ้นส่วนผิดกฎหมายจากเยอรมนี บราซิล แคนาดา อิตาลี เกาหลี เบลเยียม และสหรัฐอเมริกาเข้ามาสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าอื่น เช่น เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเล จนทำให้พบสินค้าเหล่านั้นกระจายขายอยู่ในประเทศโดยเฉพาะย่านราชบุรี-นครปฐม รวมถึง ยังมีความพยายามที่วิ่งเต้นยกระดับการลักลอบนำเข้า ให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการทำมาหากินด้วย ซึ่งเท่ากับบั่นทอนอาชีพเกษตรกร และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 



    ขณะนี้ทุกคนในวงการเลี้ยงหมู ต่างพยายามป้องกันโรค ASF และผลักดันให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรกลับเข้าสู่ระบบอย่างมั่นใจและรวดเร็ว หากปล่อยให้มีการนำเข้าหมูก็จะลดแรงจูงใจในการกลับเข้าระบบของผู้เลี้ยง ขณะที่หมูนำเข้านั้นมีโรคหมูประจำถิ่น ที่เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อระบบการเลี้ยงหมูของไทย และยังปนเปื้อนสารอันตรายอย่างเช่นสารเร่งเนื้อแดงซึ่งเป็นสารต้องห้ามและผิดกฎหมายไทย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ซึ่งจะก่อผลกระทบร้ายแรงต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค นอกจากอาชีพคนเลี้ยงหมูจะล่มสลาย ต้องพึ่งพาหมูนอกเรื่อยไป คนไทยยังต้องตายผ่อนส่งไปกับการถดถอยของความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจไทยคงยากที่จะฟื้นฟู 

    "การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจะขับเคลื่อนให้ทุกอย่างเข้าสู่สมดุลได้เอง ซึ่งเป็นการจูงใจให้ผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นในระบบ ช่วยเพิ่มผลผลิตเนื้อหมูด้วย และเป็นการแก้ปัญหาราคาหมูอย่างยั่งยืน" นายกสมาคมฯ กล่าว


วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565

กรมปศุสัตว์ เตรียมจัดงานย้อนรำลึก 8 ทศวรรษ 80 ปี วิถีชาวปศุสัตว์สู่การพัฒนาประเทศ สืบสานงานตามพระราชปณิธานตามรอยพ่อของแผ่นดิน


 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานวันสถาปนากรมปศุสัตว์ครบรอบ 80 ปี โดยมีนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล นายสัตวแพทย์โสภัชย์  ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการแถลงข่าว ในวันที่ 28 เมษายน 2565 เวลา 09.00 น. ณ ลานน้ำพุ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์



         นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต  อธิบดีกรมปศุสัตว์  แถลงว่า งานวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 80 ปี จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2565 ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท โดยมีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ย้อนรำลึก 8 ทศวรรษ 80 ปี วิถีชาวปศุสัตว์สู่การพัฒนาประเทศ สืบสานงานตามพระราชปณิธานตามรอยพ่อของแผ่นดิน”รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ พิธีไถ่ชีวิตโค กระบือจำนวนทั้งสิ้น 80 ตัว โดยนำไปมอบให้เกษตรกรในโครงการธนาคารโค–กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดําริ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโคจำนวน 30 ตัว จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นโคจำนวน 30 ตัวและจังหวัดนครราชสีมา เป็นกระบือจำนวน 20 ตัว การมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ โดยการมอบโล่รางวัล "คนดีศรีปศุสัตว์ "  รางวัล " DLD Award " รางวัล " โครงการธนาคารโค - กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ" แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ทั้งยังมีนิทรรศการ ภาพเก่าเล่าประวัติ เกี่ยวกับความเป็นมากรมปศุสัตว์ รวมทั้ง ผลงานที่โดดเด่นของกรมปศุสัตว์ในหลากหลายหัวข้อ เช่น ลดต้นทุนอาหารสัตว์ ทางรอดแก้วิกฤติวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพง ของสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ IFarmer  แอพพลิเคชั่นสำหรับการจัดการฟาร์มโคนม ของสำนักพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ การผลิตวัคซีนต้นแบบสำหรับป้องกันโรคลัมปีสกิน ของสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ด้านอาหารสัตว์และวัตถุอันตรายด้านการปศุสัตว์ ของกองควบคุมอาหารและยาสัตว์  การตรวจประเมินสถานประกอบการเพื่อการส่งออก (Human food และ Pet food) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโคโรนาไวรัส (COVID-19)  โดยการตรวจประเมินแบบระยะไกล (Remote audit)  ของสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  



อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมเนื่องในโอกาสกรมปศุสัตว์ครบรอบ 80 ปีกรมปศุสัตว์ได้จัดกิจกรรม CSR ผ่านโครงการแบ่งปันความสุข แต่งเติมรอยยิ้ม คืนความดีสู่สังคม โดยนำเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นมอบแก่ มูลนิธิ สมาคมและสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน จำนวน 9 แห่ง รวมทั้งกิจกรรม CSR ผ่านโครงการ DLD Smart heart Pet  โดยนำอาหารสัตว์และสิ่งของจำเป็นไปมอบแก่สถานสงเคราะห์สัตว์ จำนวน 9 แห่ง นอกจากนี้ ในงานนี้มีการจำหน่ายสินค้าคุณภาพดีราคาถูกในราคา 80 บาท เช่น เนื้อหมู ราคากิโลกรัมละ 80 บาท  ไข่แผงละ 80 บาท  นมโหลละ 80 บาท ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค

“กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านปศุสัตว์ ให้มีความเจริญก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ  จึงถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่สร้างความเข้มแข็งของภาคปศุสัตว์ไทย ซึ่งในปี 2565 กรมปศุสัตว์มีแนวทางการขับเคลื่อนที่สามารถนำไปต่อยอดได้ อาทิ  ด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ด้านการป้องกันและควบคุมโรค ด้านการสร้างมาตรฐานการผลิตปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและเป็นไปตามมาตรฐานสากล  และนอกจากนี้  ยังมีการใช้ระบบการตลาดนำการผลิต การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ รวมทั้ง การสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์สามารถนำความรู้ไปพัฒนาอาชีพ  ซึ่งการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์นั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ปล่อย "กลไกตลาด" ทำงานเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์ นักวิชาการแนะ ‘ไก่ ไข่ ปลา’ ทางเลือกผู้บริโภค


 ปล่อย "กลไกตลาด" ทำงานเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์ นักวิชาการแนะ ‘ไก่ ไข่ ปลา’ ทางเลือกผู้บริโภค

โดย : กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์

    ภาวะราคาเนื้อหมูที่ปรับขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรต้องตกเป็นจำเลยสังคมอีกครั้งว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งที่จริงๆแล้วคนเลี้ยงหมูต้องแบกภาระขาดทุน จากต้นทุนการผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 99 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 96-98 บาทต่อกิโลกรัม แต่เหตุไฉนเมื่อราคาหมูหน้าฟาร์มไปถึงผู้บริโภค กลับต้องซื้อเนื้อหมูราคาแพง 

    เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในห่วงโซ่การผลิตจนถึงการขายเนื้อหมูไปยังผู้บริโภค ทุกขั้นตอนมีต้นทุนทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคา 96-98 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขายขาดที่หน้าฟาร์มได้กำไรหรือขาดทุนตามแต่จะตกลงกับพ่อคาจับหมูที่มารับซื้อ โดยส่วนนี้พ่อค้าจะทำการขนหมูเข้าโรงเชือดซึ่งมีค่าขนส่งและมีค่าน้ำหนักหมูที่หายไประหว่างขนส่ง (จากส่วนของมูล และปัสสาวะ) ต้นทุนส่วนนี้ประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อถึงโรงเชือด จะมีค่าจ้างเชือดและมีน้ำหนักสูญเสีย (เลือดและขน) กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นหมูซีกจะถูกขนส่งต่อไปที่แม่ค้ามีค่าขนส่งอีก 1 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อรวมต้นทุนแม่ค้าและค่าบริหารจัดการ-วัสดุ-อุปกรณ์ในการขาย เช่น ค่าเช่าแผง ค่าลูกจ้าง ค่าน้ำแข็ง ประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับต้นทุนที่เขียงรวม 111-113 บาทต่อกิโลกรัม

    ทั้งนี้การคำนวณราคาเนื้อหมูโดยปกติจะใช้สูตร ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม คูณด้วย 2 เท่ากับราคาหมูเนื้อแดงหน้าเขียงควรจะอยู่ที่ 192-196 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาแต่ละพื้นที่อาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด จากอัตราการบริโภคในพื้นที่นั้นๆ กับปริมาณผลผลิตหมูที่ออกสู่ตลาดว่าสอดคล้องกันหรือไม่ โดยการขึ้นหรือลงของราคา เป็นไปตามกลไกตลาดนั่นเอง

    มาถึงตรงนี้เราๆท่านๆคงเข้าใจที่มาที่ไปของราคาหมูหน้าเขียงแล้ว และต้องทำความเข้าใจว่าเหตุที่เกษตรกรจำเป็นต้องขายหมูราคานี้ก็เพราะต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงขึ้นไปอย่างไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งสาเหตุหลักๆเกิดจาก ปัญหาโรค ASF ที่พบเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และความวิตกของเกษตรกรที่มีต่อภาวะโรค จึงมีเกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูไปมากกว่าครึ่ง ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ จนถึงวันนี้การเลี้ยงหมูก็ยังไม่ได้กลับมาเต็มกำลังการผลิตของทั้งประเทศ ปัจจุบันปริมาณหมูลดลงไปมากกว่า 40-50% จากภาวะปกติ



    ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบสำรหับผลิตเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ต่างปรับราคาขึ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบราคาเมื่อปี 2563 กับปัจจุบัน พบว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศราคาปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ราคาสูงขึ้นถึง 41% ขณะที่ข้าวสาลีนำเข้าราคาปรับไปถึง 76% กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาสูงขึ้น 67% และปลาป่น ราคาเพิ่มขึ้นถึง 30% คิดเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว 25-30% และยังมีต้นทุนค่าพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก ยังไม่นับผลกระทบภัยแล้งที่ทำให้เกษตรกรต้องซื้อน้ำมาใช้ในฟาร์ม รวมถึงอัตราเสียหายในฟาร์มที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและหมูโตช้าต้องเลี้ยงนานขึ้น กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    เกษตรกรขอให้ผู้บริโภคเข้าใจในภาระที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับ และขอให้ปล่อยกลไกตลาดทำงานต่อไป เพื่อให้ราคาหมูสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างที่แท้จริง หากราคาปรับขึ้น ตลาดจะปรับตัว การบริโภคจะลดลงจนกลับสู่สมดุลเอง วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ ที่สำคัญ กลไกตลาดทำงานที่ทำงานอย่างเสรี โดยไม่มีใครมาควบคุม คือ “สูตรสำเร็จ" ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าทุกประเภท 

    สำคัญที่สุด ผู้บริโภคคือหัวใจหลักของเรื่องนี้ เพราะวันนี้ราคาสินค้าทุกประเภทต่างปรับตัวขึ้นทั่วทั้งโลก จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและผลกระทบสงคราม ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกอีกมากมายในการบริโภคเนื้อสัตว์ หรืออาหารโปรตีนต่างๆ ทั้งเนื้อไก่ ซึ่งถือเป็นอาหารในหมวดหมู่โปรตีน ที่นำมาใช้ทดแทนเนื้อหมูอยู่แล้ว รวมถึงไข่ไก่ ไข่เป็ด ปลาหลากหลายชนิด หรือแม้แต่กุ้งและสัตว์น้ำต่างๆ ให้สามารถเลือกซื้อหามาบริโภคได้ ซึ่งถือเป็นการช่วยเกษตรกรทั้งผู้เลี้ยงหมูและเกษตรกรเลี้ยงสัตว์อื่นๆด้วย

    ในทางกลับกันเกษตรกรไม่มีทางเลือก เพราะเขายึดการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียวในการเลี้ยงตัวเอง ความเห็นใจ ความเข้าใจ และความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรกำลังเรียกร้องจากทั้งผู้บริโภคและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และคำแนะนำที่ให้ผู้บริโภคเลือกโปรตีนหลากหลายทดแทนกันนี้ ก็เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้าเห็นว่าหมูแพงก็แค่เปลี่ยนไปบริโภคอย่างอื่นแทน เท่านี้ปริมาณหมูก็กลับสู่สมดุลการบริโภค ราคาก็จะปรับสู่ปกติได้อย่างแน่นอน


สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...