วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565

องคมนตรีลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารศูนย์ฝนหลวงภาคเหนือจ.ตาก พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล


           
 องคมนตรีลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตากพร้อมติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล   ด้านอธิบดีกรมฝนหลวงเผยผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 65  บินปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 145 วัน 1,702 เที่ยวบิน มีฝนตกคิดเป็นร้อยละ 97.5 พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 174.3 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 58 แห่ง ปริมาณน้ำทั้งสิ้นรวม 142.9 ล้าน ลบ.ม.




            วันที่ 14 กันยายน 2565 เวลา 09.30 น.   พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตาก ณ ตำบลน้ำรึม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก พร้อมรับฟังสรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2565   โดยมีนายสำเริง แสงภู่วงค์   อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นผู้รายงานฯ   ซึ่งอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตากสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ   ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง และ ลำพูน การทำฝนเพื่อเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนแม่กวงอุดมธารา และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขอใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์จัดสร้างศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตาก มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2565 




            นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า     ขณะนี้การก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตาก มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 96% เหลือเพียงงานระบายน้ำบ่อพัก งานถนนคอนกรีตงานอาคารสำนักงานที่อยู่ระหว่างงานปรับภูมิทัศน์งานไฟฟ้าส่องสว่าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดตาก จะเป็นศูนย์ปฏิบัติการฯ ทดแทนศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากท่าอากาศยานตาก ตั้งอยู่ในพื้นทีที่ไม่ขัดขวางเส้นทางการบินพาณิชย์ สามารถรองรับภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมในด้านอาคารสถานที่และโครงสร้างพื้นที่ ความยาวทางวิ่งของสนามบินมีระยะทางที่เหมาะสมในการ ขึ้น-ลง ของเครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวยังสามารถสร้างโรงเก็บและซ่อมบำรุงอากาศยานเพื่อรองรับเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่มีในปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเป็นศูนย์การบินดัดแปรสภาพอากาศระดับสากลในอนาคตต่อไป




            นายสำเริง   กล่าวเพิ่มเติมว่า   สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2565 นับตั้งแต่เริ่มเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เป็นต้นมา มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 145 วัน จำนวนเที่ยวบินรวม 1,702 เที่ยวบิน พบว่ามีฝนตกจากการปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 97.5 พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 174.3 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 58 แห่ง ปริมาณน้ำทั้งสิ้นรวม 142.9 ล้าน ลบ.ม. จึงเห็นได้ว่าจากการปฏิบัติการฝนหลวงดังกล่าว สามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่พี่น้องประชาชนในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร   




                ดังนั้น    จึงได้ทำการปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้งหมดเร็วขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงซึ่งต้องอาศัยปัจจัยความชื้นสัมพัทธ์เป็นสิ่งสำคัญและให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังคงหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ จำนวน 2 ชุด ณ สนามบินนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2565   โดยใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ และเครื่องบิน Caravan จำนวน 2 ลำ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ซึ่งแม้ขณะนี้ฝนจะตกชุกหนาแน่น แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล หรือเขื่อนอื่นๆ ยังมีปริมาณไม่มากนัก เพื่อสำหรับเก็บกักไว้ให้รองรับกับความต้องการใช้น้ำของประชาชนในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงหลังจากสิ้นสุดฤดูฝนในปีนี้    

 

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

ซีพีเอฟ รุดช่วยชาวชลบุรี-ระยอง-บางนา-มีนบุรี สู้ภัยน้ำท่วม


    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ส่งความห่วงใยเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่บางนา นำอาหารพร้อมรับประทานและน้ำดื่มซีพี ภายใต้โครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม" ส่งถึงมือพี่น้องประชาชนอาสาคลายทุกข์ในช่วงที่เดือดร้อน




    นายสรายุทธ สมประยูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ นำทีมซีพีเอฟจิตอาสา โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ร่วมกันปรุงอาหารพร้อมรับประทาน อาทิ ข้าวกระเพราหมู ไข่ดาว ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพของซีพีเอฟ ในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม" พร้อมน้ำดื่มซีพี จำนวน 500 แพ็ค ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวชุมชนหลังโรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีราชา ในตำบลบางพระ มากกว่า 100 หลังคาเรือน ที่ได้รับผลกะทบ จากกรณีที่ในพื้นที่อำเภอศรีราชา เกิดฝนกระหน่ำ ส่งผลทำให้น้ำไหลลงมาสะสมและระบายไม่ทัน จนเอ่อล้นเข้าท่วมขังหลายจุด บางจุดรถเล็กสัญจรไปมาลำบากและผ่านไม่ได้




    ขณะที่ นายกังวาน จินตนา หน่วยงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) ซีพีเอฟ พร้อมด้วยจิตอาสาจากโรงงานอาหารแปรรูปสัตว์น้ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ระดมกำลังลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือชาวตำบลทุ่งควายกิน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดระยอง โดยบริษัทได้นำน้ำดื่มและอาหารแห้ง ไปมอบให้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ กุมภะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งควายกิน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ โดยนายกอบต.ทุ่งควายกิน กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่ห่วงใยชุมชนในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยและสนับสนุนพี่น้องประชาชนในช่วงปกติและในยามวิกฤตมาโดยตลอด

    ด้าน นายนิธิพงศ์  นงค์นาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยชาวซีพีเอฟจิตอาสา โรงงานผลิตอาหารสัตว์บางนา กม.21 นำอาหารพร้อมรับประทานและน้ำดื่มซีพีในโครงการฯ ไปมอบแก่เพื่อนพนักงานและชาวชุมชนในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์จากสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลันและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ตรอกซอกซอยยังมีน้ำรอการระบายสูงครึ่งน่อง ทำให้มีความยากลำบากในการเข้าออกพื้นที่ ทีมงานซีพีเอฟจึงเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ประสบภัยได้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน




    ทางด้านโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูป มีนบุรี 1 นายดิถดนัย ผ่องสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ นำกำลังของทีมงานจิตอาสาลงตรวจสอบพื้นที่ชุมชนรอบโรงงานเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทีมงานซีพีเอฟร่วมกับชาวชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจิตอาสาจากหลายภาคส่วน ร่วมกันบรรจุทรายใส่กระสอบ เพื่อทำแนวกั้นน้ำ บริเวณชุมชนลำไทรที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักเริ่มเอ่อล้นท่วมถึงระดับถนนในชุมชนแล้ว โดยบริษัทได้นำน้ำดื่มซีพีไปสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ด้วย


 

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565

อ.ส.ค.เปิดโลกใบใหญ่ให้เด็กไทย สัมผัส เรียนรู้โคนมอาชีพพระราชทานและอาณาจักรฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

    อ.ส.ค.เปิดอาณาจักรฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คต้อนรับเด็กจากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรีร่วมกิจกรรม “แบ่งฝันปันรัก กับนมไทย-เดนมาร์ค”  ครั้งที่6เพื่อเปิดโลกใบใหญ่ให้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับโคนมอาชีพพระราชทานและเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการดื่มนม



    เมื่อเร็วๆนี้ ณ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี นายพีระ ไชยรุตม์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “โครงการแบ่งฝันปันรัก กับนมไทย-เดนมาร์ค” ครั้งที่ 6 ”ภายใต้แคมเปญ  “ฟาร์มโคนมในฝันของเด็กไทย” โดยมีน้องๆจากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีเข้าร่วมกว่า  30 คน 



    นายพีระ ไชยรุตม์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่าอ.ส.ค.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีบทบาทหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยและทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือจากบทบาทดังกล่าวแล้ว อ.ส.ค.ยังมีนโยบายสำคัญด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม(CSR)และกิจกรรมเสริมสร้างสังคมเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องภายใต้กิจกรรมที่หลากกลายโดยหนึ่งในกิจกรรมCSRที่สำคัญคือการจัดทำ“โครงการแบ่งฝันปันรักกับนมไทย-เดนมาร์” ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้แคมเปญ  “ฟาร์มโคนมในฝันของเด็กไทย”  โดยการนำน้องๆจากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีจำนวน 30 คนมาเยี่ยมชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค  เพื่อให้น้องๆได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับโคนมอาชีพพระราชทานและเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการดื่มนม โดยตลอดทริปจะเปิดโอกาสให้น้องๆได้ทดลองรีดนมโค  ป้อนนมลูกโค  การทำปุ๋ยอินทรีย์จากนม  พร้อมสัมผัสบรรยากาศคาวบอยที่มีฝูงวัวใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศซึ่งถือเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับเด็กไทยในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งนอกจากการนำน้องๆมาเยี่ยมชมฟาร์มแล้วทางอ.ส.ค.ยังได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คจำนวน 75 โหลให้กับทางโรงเรียนอีกด้วย





    สำหรับโครงการ "แบ่งฝันปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค” อ.ส.ค.ได้ขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพหรือโรงพยาบาลเด็กเป็นแห่งแรกภายใต้แคมเปญการรณรงค์เด็กไทยดื่มนมโคสดแท้100%ไม่ผสมนมผงเพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของนมโคสดแท้และต้องการมอบสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนไทย จากนั้นก็จัดต่อเนื่องเรื่อยมาจนปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 นับเป็นกิจกรรมที่สำคัญของ อ.ส.ค. ที่ต้องการต่อยอดกลยุทธ์ทางด้านการตลาดควบคู่กับการเป็นองค์กรนำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรและยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรและมุ่งพัฒนาธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งอ.ส.ค.เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีบทบาทหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทยที่ให้ความสำคัญและยึดมั่นในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างเข้มแข็งและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

อ.ส.ค.ยืนหนึ่งด้านมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ผงาดคว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน


    “อ.ส.ค.”ยืนหนึ่งด้านมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ผงาดคว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนทั้ง5โรงงานทั่วประเทศ  ตอกย้ำมาตรฐานดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน   พร้อมเตรียมยกระดับก้าวสู่“อีโคแฟคตอรี่” รองรับการขึ้นแท่นสู่ผู้นำอุตสาหกรรมนมระดับอาเซียน




     นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า   ปัจจุบันแนวโน้มการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้แข่งขันกันที่ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ภาคผู้ประกอบการในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมด้วย การประกอบกิจการอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากภาคประชาชน พึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขด้วย ทำให้ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการผลักดันนโยบายให้โรงงานผลิตนมทั้ง5แห่งทั่วประเทศรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    รวมถึงส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมดูแลชุมชนและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในฐานะสมาชิกของชุมชน ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้เร็วๆ นี้ อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัลและเกียรติบัตร “CSR-DIW Continuous Award 2022” ภายใต้โครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนประจำปี2565ที่จัดขึ้นโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาได้อีก 1 ปี โดยสำนักงาน อ.ส.ค.ภาคกลาง (โรงงานนมมวกเหล็ก)  จ.สระบุรีได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ส่วนอีก 4 โรงงานได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ได้แก่ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคใต้ (โรงงานนมปราณบุรี) จ.ประจวบคีรีขันธ์  สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โรงงานนมขอนแก่น)  จ.ขอนแก่น สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง (โรงงานนมสุโขทัย) จ.สุโขทัยและสำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนบน (โรงงานนมเชียงใหม่) จ.เชียงใหม่   ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ตอกย้ำมาตรฐานดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืนของอ.ส.ค.ที่มียังคงรักษามาตรฐานไว้อย่างต่อเนื่อง และนอกจากรางวัลดังกล่าวแล้ว อ.ส.ค.มีแผนยกระดับโรงงานทั้ง5แห่งก้าวสู่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศหรืออีโคแฟคตอรี่ ซึ่งมุ่งเน้นให้โรงงานมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า ก่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุดและมีความเกื้อกูลกับสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย




    “ที่ผ่านมาอ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยให้นโยบายโรงงานนมทั้ง 5แห่งจัดกิจกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานและชุมชนได้อย่างยั่งยืน  พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำวัตถุดิบหรือวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น การน้ำนมที่สูญเสียจากกระขบวนการผลิตมาทำปุ๋ยอินทรีย์ การสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียอย่างเพียงพอเพื่อให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบนอก การจัดกิจกรรมรณรงค์ ลด ละ เลิก บุหรี่ แอลกอฮอล์และยาเสพติด การให้ชุมชนนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในบริเวณหน้าโรงงาน  การส่งเสริมเชิงเกษตรในชุมชน การถ่ายทอดการทำปุ๋ยอินทรีย์จากมูลโคให้กับชุมชน เป็นต้น  เพื่อให้โรงงานทั้ง 5 ภาคได้รับการยอมรับ เชื่อมั่น ไว้วางใจ จากชุมชนและสังคม สามารถดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง




    สำหรับรางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดขึ้นเพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคมทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน

      

 

 

 

  

อ.ส.ค.เปิดฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก ชูเป็นฟาร์มสาธิตต้นแบบที่ที่มีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัยแห่งแรกของประเทศ


    อ.ส.ค.เปิดฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก พร้อมเผยเตรียมผลักดันเป็นฟาร์มสาธิตต้นแบบที่มีเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัยนำร่องแห่งแรกของประเทศ  เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรุ่นใหม่นำไปปรับใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตโคนมของตัวเอง




    นายพีระ ไชยรุตม์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า  ตามที่คณะรัฐมนตรี( ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ อ.ส.ค.ยืมเงินจำนวน51.7ล้านบาท จากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสำหรับลงทุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง(Thai-Denmark Smart Dairy Farm) ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมานั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมของประเทศ และสำหรับใช้ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มด้วยเทคโนโลยี เช่น การสแกนเบอร์โค เพื่อเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ระบบรีดนมแบบไปป์ไลน์ที่บันทึกปริมาณน้ำนมดิบรายตัวรายวัน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (การจัดของเสียในฟาร์ม) และคำนึงถึงการกินอยู่ของแม่โคตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ 




    “ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง ถือเป็นฟาร์มสาธิตเชิงธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ของอ.ส.ค. ซึ่งอ.ส.ค.มีแผนที่จะพัฒนาให้เป็น Smart Dairy Farm ใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการฟาร์ม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติและสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเป็นฟาร์มสำหรับใช้ในการศึกษาพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มให้มีความสะดวกและเหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ ที่สอดสอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare)และถือเป็นฟาร์มสาธิตต้นแบบที่เปิดนำร่องเป็นฟาร์มแรกของประเทศไทย   ”นายพีระ  กล่าว




    นายพีระ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงมีจำนวนแม่โครีดนมจำนวน120 ตัว  มีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการฟาร์ม เช่น การเลี้ยงแบบขังในคอกและใช้อาหารผสมสำเร็จที่มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของโคการจัดการคอกพักโคและระบบระบายความร้อนที่ทำให้แม่โคอยู่สบายตามหลักสวัสดิภาพสัตว์การบริหารจัดการและเก็บข้อมูลโครายตัวในระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบการรีดนมที่มีการบันทึกปริมาณน้ำนมดิบรายตัวรายวันมีระบบทำความสะอาดโดยมีเป้าหมายให้มีการฝึกอบรมและศึกษาดูงานในฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงสำหรับนักวิชาการเจ้าหน้าที่ส่งเสริมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปีละไม่น้อยกว่า680คนและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมกิจการฟาร์มไม่น้อยกว่า10%จากปัจจุบันบันที่60,000คนต่อปี  




    ด้าน ว่าที่ร้อยตรีกิตตว์ธรรศ์ จิตต์มนัส หัวหน้ากองงานฟาร์มฝ่ายวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงโคนมอ.ส.ค.กล่าวว่า อ.ส.ค.ได้ตั้งดัชนีชี้วัดความสำเร็จ(KPI) ของโครงการฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงไว้ 12 ด้าน  อาทิ  ให้ผลผลิตเฉลี่ย 16กก/ตัว/วันแต่ทำได้ 21.75 กก./ตัว/ เปอร์เซ็นปริมาณเนื้อนมทั้งหมด (Total Solid) ไม่น้อยกว่า 12 ทำได้ 12.51 เปอร์เซ็นไขมัน (Fat) ไม่น้อยกว่า 3.5 ทำได้ 3.87 และเปอร์เซ็นธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนย (Solid not fat) ไม่น้อยกว่า 8.5 ทำได้ 8.67 ส่วนปริมาณน้ำนมดิบสูญเสียกำหนด 0 % ทำได้ตามเป้าคือ 0% นอกจากนี้ยังได้วางเป้าหมายมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมกิจการฟาร์มไม่ร้อยกว่า ปีละ 60,000 คนแต่เพียงระยะ 4เดือนหลังเปิดดำเนินการมีผู้เข้าเยี่ยมแล้ว 14,351ราย  ส่วนผลดำเนินการด้านอื่นก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน อาทิ มีบุคลากรด้านกิจการโคนมเข้าฝึกอบรมและศึกษาดูงานจนถึงปัจจุบันแล้วจำนวน  932 รายวัน  องค์ประกอบน้ำนมดิบสูงกว่ามาตรฐานการรับซื้อและมีรายได้จากการขายนมจนถึงปัจจุบันทำรายได้แล้ว 4.1 ล้านบาท

          


 

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

พิศาล เลขาธิการ มกอช. เน้นยกระดับ Q Restaurant Premium สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค


    นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พร้อมให้คำแนะนำกับร้านพาทิโอ บูทิค เฮ้าส์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า 
Q (Q Restaurant)  โดยมีนางอัญชลี พฤทธิพงศ์กุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านดังกล่าวด้วย 




    โอกาสนี้ เลขาธิการ มกอช. ได้ร่วมบันทึกเทปรายการ “เรื่องจริงผ่านจอ” และ “เรื่องจริงไนท์ไลฟ์” ออกอากาศทางช่อง 7HD ในประเด็น “อาหารปลอดภัยเลือกใช้สินค้า และร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant)” โดยมี นายธัญนพ ตระกูลโชคดี เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ ร้านพาทิโอ บูทิค เฮ้าส์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 





    ร้านพาทิโอ บูทิค เฮ้าส์ เป็นร้านที่ปลูกพืชผักสวนครัว และผลไม้หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก เพื่อสุขภาพที่ของลูกค้าที่มาใช้บริการ  ซึ่งลูกค้าเปรียบเสมือนคนในครอบครัว ทั้งนี้ร้านพาทิโอ บูทิค เฮ้าส์ มีเมนูอาหารสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบที่ มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น แกงเหลืองปลากะพง ปลากะพงทอดน้ำปลา ส้มตำหมูย่าง เป็นต้น โดยมีคุณกิ่งมนฑา ชุณหรัชพันธุ์ เจ้าของร้าน ให้การต้อนรับ 

    สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ที่แวะมาท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ มองหาร้านอาหารสุขภาพและที่พักสุดเก๋ พร้อมจุดเช็คอินถ่ายภาพสุดชีค สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและใช้บริการ ที่ร้านพาทิโอ บูทิคเฮ้าส์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์  พิกัดตาม Google Map 15.857615 , 100.255367 หรือสามารถเข้าไปเยี่ยมชมผ่าน facebook https://www.facebook.com/patiocs

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565

สันนิบาตสหกรณ์ฯ สัมมนา 4 ภูมิภาค พบสมาชิก 14จังหวัด ภาคใต้


   
 วันที่ 4 กันยายน 2565 - สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) จัดโครงการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สัญจรพบสหกรณ์สมาชิก 4 ภาค (ภาคใต้) โดยมี นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นประธานฯ ในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของการมีสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด โดยมี นายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจาก นายนัทธี ถิ่นสาคู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)จังหวัดภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ กล่าวต้อนรับ โดยมีคณะกรรมการสสท.ให้เกียรติเข้าร่วมดังนี้ นายนพดล วรมานะกุล รองประธานกรรมการ นางมณีพรรณ  โครตบุตร รองประธานกรรมการ รศ.พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธาน ชสอ. และกรรมการ สสท. นายวีระโชติ  ชุณหรุ่งโรจน์ ประธาน ชสค. และกรรมการ นายจันทร์ หวนสันเทียะ ประธานชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถฯและกรรมการสสท. นายเจียง นาอุดม กรรมการ นายยอดฉัตร วงษ์ละม่อม นายณรงค์ สุขโท้ กรรมการ นายทวิวัส เหลี่ยมดี ประธานชุมนุมสหกรณ์ประมง ฯ และกรรมการ นายวงศกร  เอการัมย์กรรมการ นายอุทัย  ศรีเทพ ประธานผู้ตรวจสอบกิจกรรม นายจำเริญ พรหมมาศ ผู้ตรวจสอบกิจการ สสท. ดร.ปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ สสท.และคณะเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ณ ห้องประชุม โรงแรมเดอะพาโก้ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต



     การจัดโครงการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สัญจรพบสหกรณ์สมาชิก 4 ภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางนโยบายการดำเนินงานของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดและสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดในภาคใต้ อีกทั้งให้คณะกรรมการสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด และสหกรณ์จังหวัดในภาคใต้ ได้มีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของสันนิบาตสหกรณ์ฯ มากขึ้น และเพื่อใช้เป็นเวทีแห่งการพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

     นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธาน สสท. กล่าวว่า สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้การบริหารงานคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์ฯ ชุดที่ 25 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์ โดยส่งเสริมการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดให้ครบทุกจังหวัด เพื่อยกระดับและเพิ่มบทบาทของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ทั้งในด้านการบัญชี การบริหาร การเงิน การลงทุนและกฎหมาย เพื่อพัฒนาด้านวิชาการในระดับจังหวัด เป็นศูนย์กลางเครือข่ายเชื่อมโยงธุรกิจและศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัด “ในฐานะองค์การสูงสุดของสหกรณ์ทั่วประเทศได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาการด้านวิชาการ การเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงธุรกิจและศูนย์กระจายสินค้าของสหกรณ์สมาชิกในระดับจังหวัด หน้าที่ของคณะกรรมการสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด สหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยน หารือ และสร้างโครงข่ายความร่วมมือกันขององค์กรสหกรณ์ในระดับจังหวัดอันนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกสหกรณ์




    สำหรับการสัมมนาโครงการสันนิบาตสหกรณ์ฯ สัญจรพบสหกรณ์สมาชิก (ภาคใต้) ครั้งนี้ ช่วงบ่ายเป็นการเสวนาหัวข้อ “การบูรณาการขับเคลื่อนงานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดในระดับพื้นที่” ในประเด็น การเชื่อมโยงเครือข่ายของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด และแนวทางการปฏิบัติ/แผนงานประจำปีของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สันนิบาตสหกรณ์ฯ นางมณีพรรณ โคตรบุตร รองประธานฯ สันนิบาตสหกรณ์ฯ นายดรุณ  สุกใส  รองประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต นายอุทัย ศรีเทพ  ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดตรัง นายนัทธี ถิ่นสาคู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ โดยมีนายสมชาย รัตนอารี ผู้จัดการ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (สส.ชสอ.) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมด 60 คน จากสหกรณ์ใน14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นสหกรณ์ทุกประเภท เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในส่วนของสันนิบาตสหกรณ์ในแต่ละจังหวัด 

    นายปรเมศวร์ อินทรชุมชน ประธานฯ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผมขอเสนอให้ที่ประชุมสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดนำเทคโนโลยีมาช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดจากการจัดประชุม โดยสามารถใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คจัดประขุมเครือข่ายเชื่อมโยง สสจ.โดยใช้ระบบซูมจากมือถือ หรือแท็ปเล็ต เพื่อใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้ และขอขอบคุณสสจ.ภาคใต้ที่เดินทางมาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ และจะนำทุกข้อเสนอแนะไปถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องสหกรณ์ภาคใต้”



    นางมณีพรรณ โครตบุตร รองประธานสันนิบาตสหกรณ์ฯ กล่าวว่า “สสจ. เป็นกลไกสำคัญ ในการพัฒนาสหกรณ์ เราจัดตั้งสสจ.มาได้ รวมกว่า 71จังหวัด  ในส่วนเงินอุดหนุน เราพยายามสนับสนุนการจัดกิจกรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนเกิดประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความร่วมมือกันภายในจังหวัดสหกรณ์ใหญ่ช่วยสหกรณ์เล็ก เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาทั้งระบบ”

    นายดรุณ สุกใส อดีตประธานสหกรณ์สี่ล้อเล็ก และรองประธาน สสจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “จังหวัดภูเก็ตถือเป็นสหกรณ์ที่มีสหกรณ์ประเภทบริการมากที่สุดถึง 21 สหกรณ์ และมีการให้บริการรถสี่ล้อเล็กสี่แดง ทั่วจังหวัดภูเก็ต  สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดภูเก็ตเริ่มจัดตั้ง ตั้งแต่ปี62 มีคณะกรรมการแรกตั้ง 9 คน ปัจจุบันมีปัญหาหลายด้าน ทั้งในส่วนของการได้มาซึ่งกรรมการสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด และการร่วมมือกัน การจัดประชุมต่างๆ ซึ่งจำเป็นที่ต้องได้บุคคลที่มีความเสียสละและมีความรับผิดชอบสูง ทำให้ขาดบุคลากรในการมาเป็นกรรมการสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด”

    สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จัดประชุมในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดกิจกรรมในหลักสูตรอบรมการบัญชี และการจัดอบรมการจัดการประชุมอย่างมืออาชีพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดสามารถนำความรู้สู่บุคลากรสหกรณ์มากยิ่งขึ้น โดยการกระจายอำนาจและความรู้สู่สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรปันสุข” ตลาดนัดในมิติใหม่เน้นเทคนิคการทำเกษตรสบายๆ สไตล์คนยุคใหม่เอาใจคนเมือง

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี  เดินหน้าสืบสาน รักษา และต่อยอดเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรปันสุข” ตลาดนัดในมิติใหม่ชูเทคนิคการทำเกษตรสบายๆ สไตล์คนยุคใหม่เอาใจคนเมือง  พร้อมเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ชม ช้อป จุใจกับตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ของกินของใช้ ส่งตรงจากสวนท้องถิ่นในราคามิตรภาพระหว่างวันที่ 3 – 4 กันยายน 2565  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานี หรือรับชมภาพบรรยากาศงาน ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ



    พลอากาศเอก  เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า   เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงและสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายความคิดในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนและเกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ให้อย่างเหมาะสมกับตนเอง ระหว่างวันที่ 3 – 4 กันยายน 2565นี้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯจึงได้จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรปันสุข”ขึ้น   โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย  อาทิ  การจัดอบรมให้ความรู้จากเกษตรกรผู้ปฏิบัติจริง  ตลาดตลาดเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งจะมีการนำสินค้าที่มาจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือจาก 4 ภูมิภาคมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา  




    นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมอบรมวิชาของแผ่นดินพบกับหลักสูตรเกษตรปันสุข โดยอาจารย์บุญล้อม  เต้าแก้ว หลักสูตรอาณาจักรคนเมือง โดยอาจารย์นคร  ลิมปคุปตถาวร หลักสูตรเกษตร เกษียณ สร้างสุข โดยอาจารย์วีรยุทธ ศรีเลอจันทร์ หลักสูตรเพาะผักแบบง่าย ได้ทั้งปี โดยอาจารย์สรศักดิ์  ไวจันทึก พร้อมหลักสูตรการลงมือปฏิบัติ เช่น หลักสูตรถั่วกรอบแก้ว โดยอาจารย์น้ำฝน  วงศ์คำชัย หลักสูตรน้ำมันพริก โดยอาจารย์กมลภทร  กสิกรรมหลักสูตรถั่วงอก  ทำเงิน โดยอาจารย์เพชรรุ่ง พุกกะเวส เรียนรู้ฟรีกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร ในรูปแบบ Onsite และรูปแบบ Online สามารถรับชมพร้อมกันทั่วประเทศโดยถ่ายทอดสดผ่านทาง Youtube live ช่อง พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

    “ปิ่นโตปันสุข” กิจกรรมพิเศษในเดือนนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการใช้ถุงพลาสติกและถ้วยกระดาษภายในงาน ประชาชนท่านใดที่นำปิ่นโตหรือภาชนะมาใส่อาหารภายในงาน รับไปเลย “ตะกร้าผักจิ๋ว” ชุดผักไมโครกรีน กลับไปดูแลต่อที่บ้านมีจำนวนจำกัด เฉพาะในงานนี้เท่านั้น   รวมทั้งพลาดไม่ได้กับการเรียนรู้รูปแบบการทำเกษตรสไตล์คนเมือง การเกษตรตามวิถีของคนยุคใหม่ แม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักไว้ทานได้ อาทิ การปลูกผักคอนโด การปลูกผักกลับหัว การปลูกผักในวัสดุเหลือใช้ พร้อมเคล็ดลับการปลูก การดูแล แบบไม่มีกั๊ก



     หลายคนอาจมองว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคนที่ทำการเกษตรเท่านั้น     แต่แท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในอาชีพใดก็ควรเรียนรู้วิถีเกษตร เพราะองค์ความรู้ด้านการเกษตรเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และสร้างความสุขให้กับชีวิตได้แท้จริง เพราะความสุข สำหรับใครหลายคนอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต อาจจะเป็นเพียงความสุขเล็ก ๆ น้อยที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น เมล็ดที่เพาะไว้มีต้นอ่อนงอกขึ้นมา กล้วยไม้หน้าบ้านออกดอกสวย มะม่วงหลังบ้านกำลังสุก ความสุขที่เกิดจากความเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน แล้วความสุขบนวิถีเกษตรของท่านเป็นอย่างไร มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ แบบนี้ได้ที่งานตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรปันสุข ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี”  พลอากาศเอก  เสนาะ  กล่าว 



     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติเปิดบ้านแถลงผลดำเนินงานปี65 พร้อมเผยแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคม



    พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติเปิดบ้านแถลงผลดำเนินงานปี65  พร้อมเผยแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคม ปี 66 วางเป้าผลักดันสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านเกษตรของประเทศ   และขยายผลเปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ อีก 6 แห่ง ใน 4 จังหวัดภายในปี 2566




    วันนี้ (3กย.65) พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำทีมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ต้อนรับสื่อมวลชน และร่วมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมรับฟังเสียงของพี่น้องสื่อมวลชน เพื่อนำไปสู่การทำงานร่วมกันในอนาคต และถือโอกาสขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนที่ร่วมประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรม กิจการให้กับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ด้วยดีเสมอมา โดยมีพี่น้องสื่อมวลชนเข้าร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเอง




    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ มีภารกิจหลักในการดำเนินการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง             และขับเคลื่อนงานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2565 แม้จะประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ                  โควิด – 19  ทำให้มีการจำกัดผู้เข้าชม 




    อย่างไรก็ตามได้ปรับรูปแบบการเข้าชมและการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ และผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งการพัฒนา Virtual Museum และสื่อสารผ่านรายการ Online ทำให้มียอดผู้เข้าชมมากขึ้น รวมถึงการจัดโครงการส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โครงการที่ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเรียนรู้จากทฤษฎีสู่การลงมือปฏิบัติในรูปแบบแนวคิด “สุข สนุก เรียนรู้ชัด ปฏิบัติได้จริง” ให้กับนักเรียน ประชาชน  ผู้ที่สนใจในรูปแบบหมู่คณะที่มีจำนวนสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้

    ทางด้านนโยบายและแนวทางในการดำเนินงานในงบประมาณปีถัดไป พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล เปิดเผยว่า “พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคม และเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านเกษตรของประเทศ รวมทั้งขยายผลความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน มีศูนย์เครือข่าย และศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จำนวน 81 แห่ง จากทั่วประเทศ และมีสมาชิกเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ถึง 72 จังหวัด และพร้อมเดินหน้าขยายผล เปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ อีก 6 แห่ง ใน 4 จังหวัด ภายในปี 2566 นี้และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของการเผยแพร่องค์ความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ในทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ สัปดาห์ที่แรกของเดือน ขยายผลการจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มเติมอีกหนึ่งครั้งในวันเสาร์-อาทิตย์ในสัปดาห์ที่สามของเดือน ตามเสียงเรียกร้องของผู้เข้าร่วมงานที่ต้องการสินค้าปลอดภัยได้คุณภาพ และเป็นการเพิ่มศักยภาพเครือข่าย และช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ให้ถึงมือผู้บริโภคเพิ่มมากยิ่งขึ้น”  





    การจัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมพื้นที่โดยรอบพิพิธภัณฑ์ ทั้งพิพิธภัณฑ์ภายในอาคาร พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกษตรตามรอยพ่อ พิพิธภัณฑ์นวัตกรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสนองพระราชปณิธานและอาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เส้นทางสนองพระราชปณิธานสืบสาน รักษา ต่อยอด (Wisdom Farm) และโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 70 พรรษา

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...