วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566

กรมปศุสัตว์แนะซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยของไหว้เทศกาลตรุษจีน

อธิบดีกรมปศุสัตว์แนะนำประชาชนให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่เป็นของไหว้เทศกาลตรุษจีนจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ย้ำเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” แก่ร้านจำหน่ายในตลาดอ.ต.ก. เผยปัจจุบันมีร้านเข้าร่วมโครงการ ปศุสัตว์ OK” กว่า 8,400 แห่งทั่วประเทศ  



นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ตรวจเยี่ยมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และมอบป้าย ปศุสัตว์ OK” แก่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ในตลาดสดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์เป็นของไหว้ในเทศกาลตรุษจีน 

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จะมีปริมาณสูงขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี โดยสินค้าปศุสัตว์ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมเลือกซื้อเพื่อเตรียมจัดพิธีไหว้ขอพรเทพเจ้าและบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด รวมถึงไข่ไก่ไข่เป็ด ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการโรงแปรรูปจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อผลิตเนื้อสัตว์ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์จนกระทั่งเป็นเนื้อสัตว์ก่อนถึงมือผู้บริโภคจึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะและสุขอนามัย 



ในเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ โดยต้องมีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้ โดยเฉพาะสถานที่จำหน่ายภายใต้สัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์จัดทำขึ้นเพื่อรับรองว่า ร้านค้าที่จำหน่ายเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ ปศุสัตว์นั้นๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านกระบวนการเชือดชำแหละในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย สามารถสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ โดยปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด 7 ชนิดได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด 



สำหรับสถานที่จำหน่ายที่เข้าร่วม โครงการปศุสัตว์ OK” ปัจจุบันมีมากถึง 8,400 แห่งทั่วประเทศ ผู้บริโภคสามารถค้นหาแหล่งร้านค้าปศุสัตว์ OK ได้โดยใช้แอปพลิเคชันแผนที่ (Google Maps) และค้นหาคำว่า ร้านปศุสัตว์ OK” เพิ่มความสะดวกการค้นหาสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ใกล้บ้านในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์รับรองมาตรฐานและความปลอดภัยเพื่อใช้จัดพิธีไหว้ในวันปีใหม่ของจีน เสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่งร่ำรวย และเจริญรุ่งเรือง        

หากประชาชนต้องการข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้ที่ http://certify.dld.go.th หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 

 

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

สยามคูโบต้า จัดโครงการ “KUBOTA Farm-Tech Innovator Hackathon 2022” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียนวัตกรรมเกษตรเพื่อความยั่งยืน


 


สยามคูโบต้า จัดโครงการ ‘KUBOTA Farm-Tech Innovator Hackathon 2022 นำนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรม ‘AGRI-TECH’ & ‘FARM-TECH’ สร้างสรรค์นวัตกรรมสุดล้ำที่จะช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยทีมผู้ชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Business Value Creation บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดประกวด KUBOTA Hackathon 2022 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี เรียนรู้นวัตกรรมการเกษตร พร้อมนำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษานำมาต่อยอด สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยแข่งขันชิงเงินรางวัล รวมกว่า 300,000 บาท ซึ่งทีมผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โจทย์การแข่งขันในปีนี้คือ “AGRI-TECH & FARM-TECH” การเสาะหาโซลูชัน ใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาภาคการเกษตร ตอบโจทย์กับผู้ใช้ไม่เพียงแค่เฉพาะเกษตรกรแต่ยังรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตร (Non-Farmer) สำหรับกิจกรรมจะเป็นการพาน้องๆ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 60 คน ไปลงพื้นที่คูโบต้าฟาร์ม จ.ชลบุรี ให้เรียนรู้วิถีการทำเกษตรยุคใหม่และเทคโนโลยีสุดล้ำจากคูโบต้า พร้อมจัด Workshop เสริมทักษะผู้ประกอบการและเสริมการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงจากพี่ๆ ทางสยามคูโบต้า”



ด้าน นายบุรยกร อุดมสิน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักศึกษาทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เล่าถึงนวัตกรรมที่ได้ออกแบบว่า “ผลงานของทีมเราคือกล้องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน ที่ใช้ระบบ Image Processing ทำงานคู่กับ ข้อมูล Weather Station สามารถทำการประเมินความอ่อนแก่ของผลทุเรียนได้ โดยทีมเล็งเห็นว่าทุเรียนถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ได้ค่อนข้างสูงแต่พอเข้าไปดูความเสียหายของราคาผลผลิตก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากลูกอ่อนถูกตัดมามากเกินทำให้ขายไม่ได้หรือราคาต่ำ จึงคิดว่าหากเราช่วยลดความเสียหายจากตรงนี้ได้ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม ทำให้เกษตรกรสามารถไปบริหารจัดการในส่วนอื่นมากขึ้น”



นวัตกรรมการวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน มีหลายงานวิจัยที่เผยว่าสามารถทำได้จริง เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว ทีมจึงมองเห็นความเป็นไปได้และคิดว่าสามารถต่อยอดได้ อีกทั้งมองว่านวัตกรรมดังกล่าวจะสามารถเข้าไปช่วยพัฒนาภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมเกษตรไทยได้”



นายธรภัทร์ แพงวาป นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักศึกษาทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เล่าเพิ่มเติมสำหรับโครงการดังกล่าวเราได้เห็นถึงความตั้งใจของน้องๆ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถออกแบบนวัตกรรมด้านการเกษตรขึ้นมาได้อย่างดี ตอบโจทย์กับภาคการเกษตรและสามารถนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจใช้ได้จริง เราเชื่อว่านวัตกรรมจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากการทำนวัตกรรม ซึ่งผลงานของน้องๆ ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์ภาพเกษตรกรรมไทยและสามารถก้าวเข้าสู่การเกษตรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายรัชกฤต กล่าวทิ้งท้าย



อย่างไรก็ตามสยามคูโบต้าต้องการสนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตนเอง และพร้อมสร้างประสบการณ์เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อคงจุดยืนการเป็น นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” โดยในปี 2566 นี้ สยามคูโบต้ายังคงจะจัดโครงการ KUBOTA Hackathon 2023 ขึ้น เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ภาคการเกษตรในอนาคต และพร้อมผลักดันเยาวชนรุ่นใหม่ในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรต่อไป

สามารถติดตามโครงการผ่านทางเฟสบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/SiamKubotaClub หรือผ่านทาง Official line @Siamkubota

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566

ประธานฯ สสท. แถลงข่าวยื่นหนังสือ ขอให้ ยกเลิกหรือทบทวนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ การพ้นตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์


     วันที่ 11 มกราคม 2566 นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  แถลงข่าวการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องขอให้พิจารณาสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง ขอให้ยกเลิกหรือทบทวนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ โดยการยื่นหนังสือดังกล่าว สืบเนื่องจากมติที่ประชุมการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ทั่วประเทศ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 และสหกรณ์มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว    


 

    นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า การยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะของนายะทะเบียนผู้ออกระเบียบเพื่อขอให้ยกเลิกหรือทบทวน พร้อมกันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้พิจารณาสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ  ทั้งนี้ เหตุผลที่จำเป็นต้องยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการฯ เนื่องด้วย เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารนโยบาย ให้เป็นไป ตามนโยบายแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 6 คือต้องออกกฎหมายตามที่จำเป็นและยกเลิกกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องสอบถามความเห็นก่อนทุกครั้ง  เมื่อระเบียบฯที่ออกมามีผลกระทบต่อสหกรณ์โดยรวมสันนิบาตสหกรณ์ฯ ต้องรับผิดชอบคุ้มครองปกป้องสิทธิประโยชน์ของสหกรณ์ที่พึงได้จากราชการ ภายหลังการยื่นหนังสือหากไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับภายในวันที่ 20 มกราคม 2566  สันนิบาตสหกรณ์ฯ จะยื่นฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าวต่อไปตามมติที่ประชุม และจะแถลงความคืบหน้าให้สหกรณ์สมาชิกทราบอีกครั้งในวันที่  21 มกราคม นี้ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายว่าขอให้สหกรณ์สมาชิกมั่นใจว่าปีที่ผ่านมา “เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดไว้ข้างหลัง” อีก 4 ต่อไปนี้ “เราขอความเป็นอิสระและปกครองตนเอง”คืนให้กับสหกรณ์ ตามหลักการสหกรณ์.


 

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีจัดการแปลงปลูกผักให้ได้ผลผลิตคุณภาพ


    นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชในการประกอบอาชีพการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ปลูก และผู้บริโภค โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ไปให้คำแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร เช่น การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน (
IPM) เช่น การใช้ชีวภัณฑ์ รวมถึงการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกวิธี  



    ทั้งนี้ การปลูกพืชผักสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย และใช้น้ำน้อย แต่เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักวิธีจัดการแปลงผักของตนเอง เพื่อป้องกันผลกระทบทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณผลผลิต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเกษตรกรต้องมีวางแผนการผลิตให้ดี และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษา โดยสามารถปฏิบัติตามง่ายๆ ดังนี้ 1) การเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาด ควรใช้เมล็ดพันธุ์ดี จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและตรงตามพันธุ์ 

     2) พื้นที่ปลูกควรมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำ และอย่าให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ จะทำให้พืชเน่าตายได้ ควรให้น้ำในช่วงเช้าหรือเย็น และไม่ควรให้น้ำตอนแดดจัด 3) สภาพพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากแหล่งที่มีสารปนเปื้อนและโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดสารตกค้างในผลผลิต และควรมีวัสดุคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นในแปลงปลูก 



    4) เกษตรกรควรป้องกันการเกิดโรคจากเชื้อราโดยการโชยน้ำ ชำระล้างใบในช่วงเช้า และการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคเน่าในพืชผักได้ และ 5) หมั่นดูแลและสังเกตการเจริญเติบโตของพืชผักที่ปลูก หากพบศัตรูพืชเข้าทำลายให้รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดความเสียหายมาก หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือกรณีที่จำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในปริมาณที่กำหนดตามคำแนะนำ และเกษตรกรควรหยุดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดก่อนการเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำบนฉลาก เพื่อให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค



    อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรหมั่นสำรวจดูแลพืชสวนไร่นาของตนเองอยู่เสมอไม่ว่าในฤดูกาลใด เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูก และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นลดน้อยลงได้ และควรกระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค  หากเกษตรกรต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566

ภาคีเกษตร รัฐ เอกชน เดินหน้าโครงการ เกษตร 5G (KASET5G) เพื่อชีวิตคนไทยที่ดีขึ้น


    กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมอารักขาพืชไทย พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศ เดินหน้าโครงการ “เกษตร 5G (KASET5G)” หรือ 5 good คือ เกษตรดี 5 ด้าน โดยจะมุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำ หรือ กลุ่มเกษตรกร พร้อมพัฒนาศักยภาพและคุณภาพภาคการเกษตรไทย 

    กลุ่มเกษตรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศ ที่ร่วมโครงการและพัฒนาเครือข่ายเกษตรคุณภาพ ได้แก่ สมาคมเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดเชียงใหม่ วิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี (KMK) ศูนย์ทุเรียนลุงแกละ สวนสมโภชน์เกาะช้าง Wild Calling ฟาร์มปาร์ค สวนอินทผาลัมคุณไข่ สวนเพชรรุ่งเรือง สวนรวมทองกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านวังน้ำบอก จังหวัดพิษณุโลก สวนลุงเบิร์ด ไร่วิยะศรีเมล่อนคาเฟ่ และ ลาวาน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม 



    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เกษตรกรไทยเตรียมเข้าสู่ยุค Next Normal นั่นคือ เกษตรกรต้องพึ่งพาตนเอง เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค ประเด็นความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องใหญ่ ใครมี “อาหารที่ดี” จะกลายเป็นผู้มีอำนาจในการต่อรองมากที่สุด การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กลายเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน “อาหารปลอดภัย” เป็นเทรนด์โลก ผู้บริโภคปัจจุบันใส่ใจด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ภาคเกษตรกร จะต้องปรับตนเองให้สามารถผลิต “แหล่งอาหาร” ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณการผลิตที่เหมาะสม

    เป้าหมายสำคัญของ เกษตร 5คือ ยกระดับสินค้าและคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยกลุ่มเกษตรกรเป็นหลัก ถ่ายทอดความรู้และสร้างทักษะผ่านการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเกษตรดี (Good Agriculture) ผลผลิตดี (Good Produce) ชีวิตดี (Good Life) สุขภาพดี (Good Health) และสิ่งแวดล้อมดี (Good Environment)



    การเตรียมความพร้อมเกษตรกรสู่ยุค 5อาหารที่มีคุณภาพ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า นโยบายด้านการเกษตรของไทยใช้ “ตลาดนำการผลิต” นั่นคือ ผลิตอย่างไรให้ได้สินค้าเกษตรและอาหารที่ตรงตามความต้องการของตลาด อันประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ สินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐาน สินค้าเกษตรมีความมั่นคงทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ส่วนสุดท้าย สินค้าเกษตรมีความยั่งยืนและสมดุลกันทั้งระบบจากผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค โดย มกอช. ได้สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งการให้ความรู้ อำนวยความสะดวกในการยื่นขอใบรับรองระบบออนไลน์ ส่งเสริมระบบการตลาดออนไลน์และการตรวจสอบย้อนกลับ

    ด้าน นางสาวนภาพร รัตนเมตตา ผู้จัดการด้านความปลอดภัยในอาหารจากโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (Global G.A.P) อธิบายถึงมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ไว้ว่า ในกระบวนการเพาะปลูกหรือการผลิตอาหารของเกษตรกรจะต้องมีความปลอดภัย การผลิตแบบ G.A.P. สามารถใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามคำแนะนำและมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้มีการตกค้างเกินมาตรฐาน หากเกษตรกรสามารถปฎิบัติได้ก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดจำหน่ายภายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ

    หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุค Next Normal ของเกษตรกรไทย ดร. เปรม ณ สงขลา ผู้ประกอบการสวนมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเป็นระบบ อาทิ สหกรณ์เกษตรกร จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง มีระบบการตลาดและการบริหารขนส่งสินค้าที่ดีขึ้น รวมทั้ง เกษตรกรต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์และความต้องการสินค้าเกษตรของโลก เช่น ตลาดยุโรปต้องการสินค้าแบบไหน กำลังแบนสินค้าใด เพื่อให้สามารถปรับตัวและการผลิตได้อย่างเหมาะสม

    นอกจากนี้ โครงการเกษตร 5G (KASET5G)  ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย จากเดิมการเผาอ้อย ก่อให้เกิดมลพิษ เปลี่ยนมาตัดใบสด ใช้ใบคลุมดิน เพิ่มความชุ่มชื้นประหยัดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรลง นายชวการ ช่องชลธาร ไร่ชวการ จังหวัดชลบุรี อธิบายว่า การเผาจะทำให้เกิดมลพิษ จึงพยายามสื่อสารให้ชาวไร่ใกล้เคียง และในหมู่บ้านเปลี่ยนมาตัดใบสดเพื่อส่งโรงงานไฟฟ้า อีกทั้งใบอ้อยยังใช้คลุมดินได้ เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินไป เพราะปัจจุบันมีราคาแพง ซึ่งการตัดใบสดของอ้อยยังเป็นการสนัลบสนุนนโยบาย BCG เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

    นายพิพัฒนา เต็งเศรษฐศักดิ์ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี (KMK) แสดงความคิดเห็นว่า เกษตร 5G (KASET5G) ให้กระบวนการ วิธีการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง ทำให้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรรุ่นพี่ ทำให้สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตของตนเองได้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้ง การรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ช่วยกันคิดและพัฒนา ทำให้กลุ่มเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถต่อรองในเรื่องราคาได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ นางชลธิชา ช่างประดิษฐ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง บ้านวังน้ำบอก จังหวัดพิษณุโลก กล่าวสนับสนุนว่า การรวมกลุ่มเกษตรกร 5G (KASET5G) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้ความรู้ที่สนุกเป็นกันเอง แต่ยังช่วยให้กลุ่มเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ ควบคุมการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

    “การรวมกลุ่มของเกษตรกรครั้งนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้ว แม็คโครยินดีให้การสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ด้วยการพัฒนาจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ แล้วค่อย ๆ ยกระดับสินค้าเกษตรของไทยจากความปลอดภัยระดับประเทศไปสู่ระดับสากล โครงการ “เกษตร 5G” (KASET5G) จะเป็นต้นแบบการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนได้และสามารถใช้ช่องทางของแม็คโครเปิดตลาดโลก นำสินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายที่ต่างประเทศได้” ดร. จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวทิ้งท้าย


 

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

สสท . เปิดเวที ถก ประเด็นร้อน ระเบียบนายทะเบียนฯ การพ้นตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยพร้อมกำหนด 5 ข้อ ดำเนินการ


     (วันที่ 8 มกราคม 2566) สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2566  ซึ่งสาระสำคัญคือให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้างหรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ โดย มีนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธาน ฯ สสท. เป็นประธานในการประชุม รวมถึงนายวิฑูรย์ แนวพานิช รองประธานฯ นายปัณฐวิชญ์  มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ และผู้แทนสหกรณ์ ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบ Zoom กว่า 100 คน ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว และมีมติร่วมกัน 5 ข้อ ประกอบด้วย






    1) วันที่ 11 มกราคม 2566  ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายทะเบียนสหกรณ์ ว่าขบวนการสหกรณ์ไม่เห็นด้วยกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ตามเหตุผลที่อภิปรายมาแล้ว 2 ) แจ้งให้ทุกสหกรณ์ และหรือ ผู้จัดการสหกรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ยื่นยัน “ความเห็น” ดังกล่าว พร้อมหนังสือมอบอำนาจให้สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 20  มกราคม 2566  เพื่อเตรียมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 3) ขอให้นายทะเบียนสหกรณ์ มีคำสั่งเพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 หรือ ตอบกลับเป็นหนังสือว่า ในระหว่างที่ยังไม่ยกเลิก จะสั่งการไม่ให้รองนายทะเบียนดำเนินการใด ๆ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว 4 ) ห้ามนายทะเบียน รองนายทะเบียน ผู้ตรวจการสหกรณ์ ใช้อำนาจเข้าตรวจสอบสหกรณ์กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ หรือดำเนินการใดตามมติที่ประชุม เกินกว่าการปฏิบัติหน้าที่ปกติ และ  5 ) หากนายทะเบียนสหกรณ์ ไม่มีคำตอบใดแก่ขบวนการสหกรณ์ภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 ขบวนการสหกรณ์จะดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองในวันที่  25 มกราคม /2566 ให้สั่งยกเลิกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ฯ ดังกล่าว ต่อไป

 

 

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ปลูกแตงโมเสริมสร้างรายได้ โมเดลการปลูกพืชใช้น้ำน้อย อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี


   
 กรมส่งเสริมการเกษตรชู “แตงโมหนองโดน” ต้นแบบการปลูกพืชใช้น้ำน้อยจากจังหวัดสระบุรี ในโครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร กิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรปลูกแตงโม ในพื้นที่อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ซึ่งเกษตรกรมีวิธีการให้น้ำแตงโมที่มีความพิเศษและแตกต่างจากที่อื่น คือ ในช่วงหยอดเมล็ดจนถึงระยะต้นกล้า จะรดน้ำด้วยวิธีการตักหาบ ต่อมาในช่วงเจริญเติบโตจนถึงออกผลผลิต เกษตรกรจะใช้สายยางรดน้ำแทน ซึ่งการรดน้ำลักษณะนี้ส่งผลดีต่อแตงโม 3 ด้าน คือ



    1. ลดโรคและแมลงศัตรูพืช เนื่องจากการตักหาบและการรดน้ำแบบใช้สายยาง จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคราน้ำค้าง ที่มักจะมีการระบาดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่มีความต่างของอุณหภูมิมาก เพราะอุณหภูมิต่ำลงในเวลากลางคืนและอุณหภูมิสูงขึ้นในเวลากลางวัน 



    2. ลดวัชพืช เนื่องจากเกษตรกรให้น้ำบริเวณโคนต้น หรือใกล้เคียงบริเวณรากโดยตรง ทำให้ความชื้นในบริเวณอื่นมีน้อย ส่งผลให้วัชพืชเจริญเติบโตน้อย จึงสามารถกำจัดได้โดยใช้แรงงานคนแทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ช่วยให้ลดต้นทุนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช และเพิ่มความปลอดภัยให้ผลผลิตด้วย



    3. ลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะปลูกแตงโมแบบขุดหลุมหยอดเมล็ด  ที่เน้นการใช้แรงงานของสมาชิก และคนในครัวเรือนเป็นหลัก อีกทั้งไม่มีการคลุมพลาสติกเพื่อป้องกันวัชพืช จึงเป็นการลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานไถ ยกร่อง และวางผ้าพลาสติกคลุมดิน



    ด้วยวิธีการปลูกแตงโมด้วยลักษณะเฉพาะของเกษตรกร โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมานี้ ทำให้แตงโมของอำเภอหนองโดนมีคุณภาพ หวาน กรอบ อร่อย และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งสินค้ายังมีความพิเศษที่ 1 ปีจะมีเพียงครั้งเดียว โดยปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ช่วงเดือนมกราคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น  ในช่วงเวลาดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร นายอำเภอหนองโดน พร้อมกับหน่วยงานราชการในอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่าน ซื้อ”แตงโมหนองโดน” จากเกษตรกร ซึ่งจะนำแตงโมจากสวนมาตั้งร้านขายบริเวณถนนหนองโดน – บ้านหมอ จ. สระบุรี ระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2566 นี้

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

“ลุงป้อม” เตรียมประชุม กนช.ปลายเดือนนี้ ผลักดันการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน


    
 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มีการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพยากรน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เชื่อมโยงกับแผนแม่บทลุ่มน้ำ แผนจังหวัดและแผนชุมชน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำของตัวเอง แต่รัฐบาลให้ความสำคัญในการอนุมัติงบประมาณให้กับแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน พัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน พัฒนาน้ำบาดาล เพื่อการเกษตร สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 



   ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาทรัพยากรน้ำจากพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับจากการลงพื้นที่และกล่าวขอบคุณรัฐบาล ตลอดระยะเวลาที่กำกับดูแลงานด้านน้ำกว่า 44 ครั้ง ใน 42 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 12 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด  ภาคกลาง 8 จังหวัด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ภาคตะวันตก 2 จังหวัด และภาคใต้ 9 จังหวัด ซึ่งหลายๆ โครงการเกิดประโยชน์โดยตรงจนเป็นที่พอใจต่อประชาชนและมีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เช่น การอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง เช่น การพัฒนาเวียงหนองหล่ม  จ.เชียงราย กว๊านพะเยา จ.พะเยา บึงสีไฟ จ.พิจิตร ขับเคลื่อนแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือในระยะยาวอย่างเป็นระบบ ให้เกิดความมั่นคงโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก รวมถึงจัดทำแผนงานและโครงการจัดหาน้ำบนดินและใต้ดิน เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับใช้แก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ในระยะเร่งด่วน การศึกษาโครงการประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม ในแม่น้ำสายหลักพื้นที่ภาคกลาง เร่งขยายผลโครงการพัฒนาน้ำบาดาลในเกษตรแปลงใหญ่ไปทุกพื้นที่อย่างน้อยหนึ่งอำเภอหนึ่งโครงการในพื้นที่ภาคอีสาน เป็นต้น 



    อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าจะยังคงผลักดันและเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างด้านน้ำทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม และการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ๆ ซึ่งในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. เพื่อพิจารณาขับเคลื่อนโครงการด้านทรัพยากรน้ำเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนต่อไป



    ด้าน ดร.สุรสีห์  กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิมเติมว่า จากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561 – ปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ประชุมใหญ่ฯ 65 สสท. ผลเลือกตั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ทีมพลังรักษ์สัตตะสหกรณ์ ชนะยกทีม


     (วันที่ 24 ธ.ค. 65)  สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน ประกอบด้วยผู้แทนสหกรณ์จากทุกประเภททั่วประเทศ ร่วมรับทราบผลการดำเนินงาน สสท. และพิจารณาตามวาระ พร้อมกันนี้ภายในงาน มีการมอบโล่บุคลากรทรงคุณค่าต่อขบวนการสหกรณ์จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ 1.นายศิริชัย จันทร์นาค ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด  2.พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ประธานฯ สสจ.จังหวัดกาฬสินธุ์ รวมถึงเลือกมีการเลือกตั้งคณะกรรมการฯ สสท .ชุดใหม่ (ชุดที่ 26) 




    สำหรับผลการเลือกตั้ง ทีมพลังรักษ์สัตตะสหกรณ์ ชนะยกทีม ประกอบด้วย 1.นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม สหกรณ์ประเภท ออมทรัพย์ 811 คะแนน 2. นายนพดล วรมานะกุล สหกรณ์ประเภทร้านค้า 688 คะแนน 3. นายเจียง นาอุดม สหกรณ์ประเภทนิคม 733 คะแนน 4. นายวงศกร เอการัมย์ สหกรณ์ประเภทประมง 724 คะแนน 5. นายจรัล เอี่ยมสำอางค์ สหกรณ์ประเภทเครดิต ยูเนี่ยน 709 คะแนน 6. นายประภาส งามสงวน สหกรณ์ประเภทเกษตร 704 คะแนนและ 7. นายวงศ์วรัณ แนวพานิช สหกรณ์ประเภทบริการ 701 คะแนน



    นายปรเมศวร์ กล่าวว่า ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2562-2565) คณะกรรมการดำเนินการฯ สสท. ชุดที่ 25 บริหารงานมุ่งเน้น พัฒนาส่งเสริมสหกรณ์ทุกประเภททั่วประเทศ ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคมจนสำเร็จเป็นรูปธรรม อาทิ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ให้มีขีดความสามารถมากยิ่งขึ้น เช่น ฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อให้สหกรณ์ได้รับความรู้อย่างทั่วถึง โดย รวมถึงเร่งจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและเชื่อมโยงกระจายสินค้า ปัจจุบันจัดตั้งแล้วจำนวน 73 จังหวัด อยู่ระหว่างการจัดตั้งฯ จำนวน 4 จังหวัด นอกจากนี้  สสท. ยังได้จัดตั้งสำนักงานที่ปรึกษาและช่วยเหลือสหกรณ์ทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือด้านกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นต้น ด้วยผลงานที่ผ่านมาสร้างความศรัทธาส่งผลให้ทีมได้รับความไว้วางใจจากสหกรณ์ทั่วประเทศให้ได้ทำหน้าที่บริหารงานในฐานะคณะกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนพัฒนาขบวนการสหกรณ์ต่อไป และตามนโยบายที่ว่า เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง"


 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กรมการข้าว นำทีม สื่อมวลชนดูงานโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 มุ่งส่งเสริมเกษตรกรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว


    นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท นำทีม สื่อมวลชนดูงาน โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566  เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะปลูก ณ จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดชัยนาท 



    นายสุวิทย์ เผือกจีน ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท กล่าวว่า สำหรับโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท มีพื้นที่ที่รับผิดชอบโครงการ ด้วยกัน 3  จังหวัด คือ จังหวัด ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 4,336 ครัวเรือน คิดเป็นปริมาณเมล็ดพันธุ์ จำนวน 1,734,000 กิโลกรัม โดยวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าวนั้น มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดกรมการข้าว ซึ่งหากเกษตรกรยังคงใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีผลทำให้คุณภาพข้าวลดลง จึงเห็นสมควรส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 



    ด้าน นายวินัย จีนจัน  ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท  กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ถือว่าเป็นโครงการที่ดีต่อเกษตรกร เพราะว่าเกษตรกรชาวนา การใช้เมล็ดพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งในแต่ละปีเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ในปริมาณที่มากพอสมควร ต้นทุนก็สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อมีโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 เข้ามาเกษตรกรก็มีตัวเลือก ช่องทางการซื้อเมล็ดพันธุ์มากขึ้น รวมถึงราคาที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายให้แก่เกษตรกร ถูกกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งถ้าตลาดทั่วไปราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ก็ถือว่าเป็นผลดีที่เกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ และยังได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ  ซึ่งตอนนี้ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาทก็ได้เข้ามาสร้างความรู้ ความเข้าใจในโครงการมากขึ้น ผ่านการประชุมอบรม เรื่องการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และกลุ่มอยู่ระหว่างการสมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อยกระดับให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต  

    ด้านนายอุทัย บัวศรีตัน ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ตนมีความสนใจและอยากนำพาเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 เพื่อพัฒนาให้กลุ่มผลิตข้าวได้คุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น มีแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ที่ชัดเจน สามารถต่อรองราคากับท้องตลาดได้ อีกทั้งยังสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ได้ในราคาที่ถูก ก็ส่งผลให้เกษตรกรมีกำลังในการซื้อมากขึ้น ผลผลิตข้าวก็มีประสิทธภาพ พร้อมทั้งเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย 




    หากเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถรวมกลุ่มและ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท ผู้นำชุมชน อาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน (อกม.) เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) หรือประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)  ประธานศูนย์ข้าวชุมชน ในเขตจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขดังนี้ 1. เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2564/65 และไม่ได้รับความช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานของกรมการข้าวในปี 2565 – 2566 2.เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริงที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ไร่ละ 15 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 450 กิโลกรัม

 

 

 


 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...