วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

“ ตั๊น จิตภัสร์”นำคณะกมธ. ตำรวจ ลงใต้เยี่ยม ร.ร.ตชด. มอบบ้าน “ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19”


    “ตั๊น จิตภัสร์ “พร้อมคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนฯ เยี่ยมให้กำลังใจ ร.ร.ตชด.สื่อมวลชนกีฬา อ.สะเดา จ.สงขลา และมอบบ้านในโครงการ "มอบบ้าน ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19 ” 


        วันนี้ (10 กรกฏาคม 2563) น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ  ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสื่อมวลชนกีฬา ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรับฟังการบรรยายการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่


        โดยได้มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียนสนับสนุนการเรียนการสอนให้กับนักเรียน นอกจากนี้นางสาวจิตภัสร์ และคณะยังได้เดินทางไป มอบบ้านให้กับตำรวจอาสา ณ สถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์ ในโครงการ "มอบบ้าน ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” อ.สะเดา จ.สงขลา พร้อมมอบสิ่งของช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีพให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย


  นางสาวจิตภัสร์กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 46 แล้ว แต่ยังคงต้องมีมาตรการควบคุม เตรียมการเพื่อรองรับหากเกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ต่อไป เนื่องจากทั่วโลกขณะนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น และจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศของเราคลี่คลายลงไปได้ ก็เพราะด้วยความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจของคนไทย ในฐานะผู้แทนของประชาชนจะได้ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปร่วมรับฟังปัญหาและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

พรศิลป์ ย้ำกากถั่วเหลืองในอาหารไก่ไทยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม


         นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า กรณีที่ห้างเทสโก้ของสหราชอาณาจักร นำผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและน้ำกะทิของไทยออกจากชั้นวาง โดยอ้างว่าแหล่งที่มาของมะพร้าวมาจากการใช้แรงงานลิงที่ถูกจับมาจากป่ามาฝึกเพื่อใช้งาน เป็นการทารุณกรรมสัตว์นั้น  เป็นคนละประเด็นกับเนื้อไก่ส่งออกของไทย ซึ่งจะมีมุมมองในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเทสโกมีมาตรการเข้มในการตรวจสอบย้อนกลับถึงกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงไก่ว่าต้องเป็นกากถั่วเหลืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
          ปัจจุบัน มีบริษัทผู้ผลิตไก่จากไทย 3 บริษัท ที่ส่งเนื้อไก่เข้าไปจำหน่ายยังเทสโก้ ซึ่งได้รับการตรวจสอบย้อนกลับถึงวัตถุดิบกากถั่วเหลืองดังกล่าวแล้วพบว่าผ่านมาตรฐานทั้งหมดมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ หากบริษัทอื่นใดที่ต้องการส่งออกไปยังเทสโก้ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเด็นที่โลกสังคมออนไลน์มองว่าเทสโก้อาจแบนไก่ไทยต่อจากประเด็นของน้ำกะทินั้น จึงไม่น่ากังวล

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อ.ต.ก. จัดกิจกรรม “อินทผลัม ปันสุข” ส่งเสริมเกษตรกร กระจายผลผลิตสู่ตลาด ระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563



องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดกิจกรรม อินทผลัม ปันสุขโดยจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่าย เช่น อินทผลัมสดจากสวน น้ำอินทผลัมสด อินทผลัมอบแห้ง รวมถึงผลไม้ภาคตะวันออกต่างๆ และสินค้าแปรรูป ที่คัดสรรมาจำหน่ายในงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-๑๙) พร้อมชูนโยบายการตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ และสนองตอบต่อนโยบายของภาครัฐ ในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง โดยกิจกรรม อินทผลัม ปันสุขจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563 นี้ ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ


นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวสวนเป็นวงกว้าง ทำให้เกษตรกรและชาวสวนประสบปัญหาหนักจนบางรายปล่อยให้ผลผลิตยืนต้นตายไปหลายร้อยไร่ อีกทั้งบางสวนที่พอจะเก็บผลผลิตได้กลับต้องมาเจอปัญหาจากระบบขนส่ง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับแผนงานทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว โดยนำระบบการตลาดนำการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน กระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในรูปแบบตลาดออฟไลน์ที่มีหน้าร้าน โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคนำผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้สด สินค้าแปรรูปต่างๆ มาจำหน่ายในพื้นที่ตลาดน้ำ ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรตามนโยบายของภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง และให้ประชาชนได้มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ จึงขอเชิญชวนให้มาซื้อสินค้าภายในงาน นอกจากจะได้สินค้าที่ดีและมีคุณภาพแล้วยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนอีกทางหนึ่งด้วย



ทั้งนี้ ทาง อ.ต.ก. ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า อ.ต.ก. สามารถสั่งซื้ออินทผลัมสดโดยตรงจากสวนของเกษตรกร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม โดย Pre-order ผ่านทาง Line Mini อตก ได้อีกช่องทางหนึ่ง และฝากติดตามสินค้าเกษตรคุณภาพ ซึ่ง อ.ต.ก.    คัดสรรมานำเสนอเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรของไทย บน Platform Line Official Account และ Facebook Fanpage  ภายใต้ชื่อ Mini อ.ต.ก .
        

คนเลี้ยงหมู..มีอาชีพเดียว



ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คนเลี้ยงหมูต้องเชิญปัญหาและอุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาชีวิตคนเลี้ยงหมูก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้ง 200,000 ราย ต่างเผชิญกับปัญหาเดียวกัน คือ ราคาหมูผันผวนขึ้นลงตาม วัฏจักรสุกร หรือวงจรราคาสุกร” (Hog Cycle) เข้าวังวนเดิมที่ว่า "อาชีพเลี้ยงหมูเสีย 3 ปี ดี 1 ปี" ราคาหมูตกต่ำสามปี ขณะที่ราคาดีอยู่แค่ปีเดียว กลายเป็นภาพสะท้อนว่าการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่คนเลี้ยงมีรายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน มีต้นทุนสูง และในแต่ละช่วงเวลาคาดเดาราคาได้ยาก ทำให้ตอนที่ขาดทุนเกษตรกรต้องขาดทุนอย่างหนัก วงการนี้จึงต้องเป็นคนที่เลี้ยงมานาน และอาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด

ยิ่งปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหมูยิ่งถูกท้าทายด้วย โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ที่กลายเป็นความกดดันให้คนเลี้ยงหมูต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายวงการหมูไทยและภาคผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาทนับว่าโชคดีที่ความพยายามของทุกภาคส่วนทั้งทางภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้อย่างเข้มงวด ด้วยการปิดทุกความเสี่ยงจนทำให้ไทยคลองอันดับ ประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปลอดโรค ASF” แม้ว่าเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคที่สูงขึ้น แต่คนเลี้ยงหมูทุกคนก็ยินดีทำตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนำ ทั้งที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 100 บาทต่อตัว จากการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นป้องกันทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง ตลอดจนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรทั้งหมดยังคงพยายามประคอง อาชีพเดียวของพวกเขาให้ไปต่อได้ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ไม่ให้ขาดแคลนอย่างที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาอยู่จากปัญหา ASF ที่ผลักดันให้ราคาหมูในประเทศนั้นๆต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น จีนที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคาปรับขึ้นไปถึง 141 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 109 บาทต่อกิโลกรัม กัมพูชาราคา 97 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูไทยอยู่ที่ 72-80 บาทต่อกิโลกรัม

ด้วยปัจจัยคุณภาพหมูปลอดโรคของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหาร และยังมีราคาถูกที่สุดในภูมิภาค ทำให้เป็นที่ต้องการของทุกประเทศที่กำลังต้องการเนื้อสัตว์เพื่อป้อนคนในประเทศอย่างเพียงพอ เรียกว่าเพิ่งจะมีโอกาสก็คราวนี้ที่หมูไทยจะกลายเป็นทัพหน้าตีตลาดต่างประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด ขอเพียงแรงผลักดันของทุกฝ่ายและขอความเข้าใจจากทุกคน โอกาสที่เปิดกว้างให้กับเกษตรกรไทยนี้ ต้องรีบคว้าก่อนที่คนเลี้ยงหมูต้องล้มหายตายจากไปอย่างที่เป็นมา และต้องไม่ลืมว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมีอาชีพเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นได้ ขณะที่ผู้บริโภคเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือก สามารถเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ ยิ่งฤดูกาลนี้ มีอาหารธรรมชาติและโปรตีนทดแทนให้เลือกมากมาย ทั้งปลา ไข่ ไก่ ที่ล้วนราคาไม่แพงทั้งสิ้น หากสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ไม่เพียงช่วยให้คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศกว่า 200,000 ราย  ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรรายย่อยมากถึง 90% หรือราว 180,000 ราย สามารถก้าวผ่านภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีไปได้เท่านั้น ประโยชน์ยังต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ทำให้ราคาพืชผลกลับมาดีอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้หมูกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญ ในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

มกอช. เผย Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ คุมเข้มจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร



นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่ 43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)


มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล

ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ


อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคตเลขาธิการ มกอช. กล่าว


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมบริษัทในเครือซีพี ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่บุกรุกป่า



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ตอกย้ำการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและคู่ค้าเติบโตไปด้วยกัน


นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผู้พัฒนาแหล่งผลิต เพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตร และธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ผู้บริโภคในระดับโลก โดยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า การประกาศรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ยืนยันเจตนารมย์การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีฐานข้อมูลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนำระบบบริหาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าธุรกิจและผู้รวบรวมข้าวโพดในการติดตั้งระบบ GPS Tracking บนรถขนส่งทุกคัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในติดตามข้อมูลแบบ real time สำหรับการขนส่งข้าวโพดเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเอฟในเขตประเทศไทยได้ครบ 100% ทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถอำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัว และประสิทธิภาพการขนส่งให้แก่คู่ค้าอีกด้วย


ซีพีเอฟ ยังได้เริ่มนำระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวไปขยายผลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยซีพีเอฟ และกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกาศรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องในเขตประเทศเมียนมา ภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น โดยเกษตรกรมอบความมั่นใจให้กับโรงงานอาหารสัตว์ซีพีเขตประเทศเมียนมาและร่วมลงชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนตามการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อจากแหล่งผลผลิตข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่องจนถึงเกษตรกร เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืนตั้งแต่ปี 2558 ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้สมัยใหม่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลง พัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสามารถขายตรงให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีที่เหมาะสม รวมทั้งกระบวนการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยในปี 2563 นี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.สีคิ้ว และ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรทั้งสิ้น 1,000 ราย พื้นที่เพาะปลูก 30,000 ไร่

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังได้ร่วมมือกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินแผนงานโครงการ ความร่วมมือพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าในหลากหลายธุรกิจ และผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานมีการบริหารจัดการแรงงานด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามกฎหมาย และผลักดันให้ผู้ประกอบการได้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทยอีกด้วย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน


วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

พาณิชย์ บุกโคราช ดันน้อยหน่าปากช่อง สินค้า GI รายต่อไป หวังโกยรายได้สู่ชุมชน



นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายทศพล ทังสุบุตร) และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกและแหล่งผลิต น้อยหน่าปากช่องพร้อมมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI มะขามเทศเพชรโนนไทย เผยเตรียมส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดให้เข้มแข็ง และพร้อมออกสู่ตลาดโลก


 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ได้เดินทางพร้อมคณะ  ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครราชสีมาได้นำเสนอ น้อยหน่าปากช่องณ สวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง บ้านหนองตาแก้ว ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีโอกาสได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพราะถือเป็นของดี ของเด่นของชุมชน และอัตลักษณ์โดดเด่นกว่าน้อยหน่าที่อื่น    ซึ่งหากได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ นอกจากน้อยหน่าปากช่องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังได้ร่วมหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ อาทิ ทุเรียนปากช่องเพื่อผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอนาคตต่อไป



สำหรับ น้อยหน่าปากช่องปลูกมากในพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งมีสภาพดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกน้อยหน่ามากที่สุด มีฤดูกาลผลิตในช่วง พฤษภาคม ธันวาคม ของทุกปี แบ่งออกเป็น                3  สายพันธุ์ คือ (1) สายพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย มีลักษณะตาแคบ ร่องตาลึก รสหวาน เนื้อสีขาวละเอียดครีม               กลิ่นหอม (2) สายพันธุ์น้อยหน่าหนัง มีลักษณะตากว้าง ร่องตาตื้น เนื้อสีขาวละเอียดเหนียว เปลือกร่อนได้ง่าย  (3) สายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม มีลักษณะผลใหญ่ รูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้น เปลือกบางลอกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อเหนียว กลิ่นหอม รสชาติหวาน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไป ณ ศาลาประชาคมบ้านดอนสระจันทร์ ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI สำหรับมะขามเทศเพชรโนนไทยของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับมอบหนังสือรับรองฯ จึงทำให้ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่าจังหวัดเชียงราย ถึง 6 รายการ


นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าท้องถิ่นซึ่งมีคุณภาพ เป็นของดี ของหายาก รวมทั้งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะต้องทำควบคู่กับการผลักดันการจดทะเบียนคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ


ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ยึดประโยชน์สมาชิก “เพื่อนช่วยเพื่อน”



เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมด้วยพล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการดำเนินการ ชสอ. ในนามคณะกรรมการบริหารทีมพลังรักษ์สหกรณ์ นำทีมผู้สมัคร เป็นคณะกรรมการ ชสอ. ชุดที่ 48 ร่วมแถลงข่าวเปิดนโยบาย 8 ระบบ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ.


นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มี อุดมการณ์ หลักการ และแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์ โดยยึดการทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้นทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จึงได้สรรหาคนดี   มีฝีมือ  มากด้วยความสามารถ มาร่วมงานอย่างหลากหลายทั้งจากกลุ่มวิชาชีพ  และเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ภายใต้นโยบาย  8 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบการบริหารจัดการ ผลักดันให้ ชสอ. เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิก และจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤต เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้มีความหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้อย่างคลอบคลุม 7.ระบบการลงทุน บริหารการลงทุนของ ชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับ ชสอ.เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลาง DATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS
หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9  ยกทีมนายปรเมศวร์ กล่าว


ด้าน รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่งเน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาของสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากร และสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหา ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้ง ผลักดัน ชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์


ขณะที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืนซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหาร ชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องมีการออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลาง และมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดำเนินการต่อไป คือ การผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ไขปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวจัดการขยะอย่างยั่งยืน รับเทรนด์โลกเศรษฐกิจหมุนเวียน



จากกระแสตื่นตัวต่อสถานการณ์วิกฤติขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลที่เป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ในขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยก็น่ากังวลไม่แพ้กัน มีอัตราการทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากติดอันดับต้นๆ ของโลก ความร่วมมือกันของรัฐ เอกชนและประชาชนที่ลดและเลิกใช้พลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single-use plastic) นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กำลังเป็นเทรนด์ของโลกที่จะมาช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่ยั่งยืน
ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการจัดการพลาสติกที่ครบวงจร ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด และการจัดการให้พลาสติกหรือทรัพยากรถูกหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุด ลดปริมาณของเสียที่ปล่อยออกสู่ธรรมชาติให้มากที่สุด ทั่วโลกต่างให้ความสนใจนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ต่อสู้กับวิกฤติขยะพลาสติก อย่าง สหภาพยุโรปที่กำหนด ยุทธศาสตร์การจัดการพลาสติกของยุโรป (A European strategy for plastic) ขึ้นโดยมีเป้าหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมจากมลภาวะพลาสติก กำหนดให้พลาสติกที่ใช้ในตลาดทั้งหมดต้องสามารถใช้ซ้ำหรือนำไปรีไซเคิลได้ฃ
เช่นเดียวกับ จีนที่ประกาศนโยบายลดใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง และสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้แทนในอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้นำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้แก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่เบริโภค ทั้งนี้ พลาสติก ยังมีความสำคัญต่อภาคการผลิตอาหาร ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกัน ช่วยปกป้องคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหาร ป้องกันปนเปื้อนเชื้อโรคจากภายนอก ช่วยยืดอายุในการเก็บรักษา แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้ขยะพลาสติกตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน ภาคการผลิตอาหารของไทย เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตั้งแต่โรงงานผลิตจนถึงร้านอาหาร การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ซ้ำ หรือนำมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง


นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ในฐานะประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก กล่าวว่า ซีพีเอฟมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อที่จะร่วมขับเคลื่อนการลดปริมาณขยะพลาสติกจากกระบวนการผลิตและบริโภคอาหาร บนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่ ยึดหลัก Reduce-Reuse-Recycle มาใช้ตั้งแต่เริ่มออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พยายามลดการใช้พลาสติกในแต่ละบรรจุภัณฑ์มากที่สุด ควบคู่กับการคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร  หรือ เลือกใช้พลาสติกที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ และวัสดุที่เอื้อต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีเป้าหมายที่ให้มีวัสดุเหลือทิ้งหลังการบริโภคให้น้อยที่สุด


ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารของซีพีเอฟส่วนใหญ่เป็นพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable plastic) ส่วนที่เหลือ เป็นพลาสติกนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reusable plastic) และพลาสติกที่ย่อยสลายได้ คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของปริมาณวัสดุที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังเดินหน้าศึกษาและออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้วัสดุชนิดเดียว (mono material) ตลอดทั้งชิ้น เพื่อให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้สะดวกขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เป็นของเหลือทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่ผ่านมา แต่ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นภายหลังจากการบริโภคถูกนำกลับเข้ามาใช้ประโยชน์ใหม่เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ส่วนใหญ่ถูกทิ้งปนอยู่กับขยะทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่า บรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ แต่การนำกลับมาใช้ใหม่ไม่ว่าจะเป็น recycle และ reuse จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้บริโภค ในการลดการใช้พลาสติก และคัดแยกประเภทขยะพลาสติกให้ถูกวิธีก่อนทิ้ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรการจัดการขยะที่สมบูรณ์ และเกิดการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด


โครงการหนึ่งที่ซีพีเอฟได้ดำเนินการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดย ร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท ได้ร่วมกับ GEPP ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพไทยที่เชี่ยวชาญในการทำระบบจัดการขยะ ดำเนินโครงการ “CP Fresh Mart มาเก็บในเดือนตุลาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา มีเป้าหมายสร้างชุมชนต้นแบบในการรีไซเคิลขยะ โดยส่งเสริมให้ประชาชนที่อยู่รอบๆ ร้านซีพี เฟรชมาร์ทเข้ามีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะให้ถูกต้อง โดยให้ผู้บริโภคนำขยะพลาสติก 50 ชิ้นมาแสดงต่อพนักงานเพื่อรับไข่ไก่สด 10 ฟอง โดยนำร่องกับร้านซีพี เฟรชมาร์ทในกรุงเทพมหานครจำนวน 8 สาขา จากการดำเนินโครงการในระยะเวลาร่วม 6 เดือน สามารถรวบรวมขยะพลาสติกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ประมาณ 180,000 ชิ้น เป็นความพยายามที่ช่วยกันลดปริมาณขยะในชุมชน และนำไปสู่การจัดการขยะพลาสติกที่สอดคล้องกับแนวทางของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไป
การจัดการพลาสติกที่มุ่งสู่แนวทาง เศรษฐกิจหมุนเวียน”​ ไม่เพียงเป็นหนทางที่จะช่วยสนับสนุนการใช้พลาสติกหมุนเวียนแล้ว ยังนับเป็นโอกาสทางธุรกิจในการเปลี่ยนไปสู่ทิศทางการค้าแบบยั่งยืน ส่งเสริมการปกป้องสิ่งแวดล้อม  และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อาหารของมนุษยชาติควบคู่กัน

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

หมอยง ติงคนไทยอย่าตระหนก ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในหมู..แค่งานวิจัยในจีน


      แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำไข้หวัดใหญ่ G4EAH1N1 เป็นเพียงการศึกษาวิจัยไข้หวัดใหญ่ในฟาร์มหมู ในประเทศจีนตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 และเหตุการณ์แพร่ระบาดยังไม่เกิดขึ้นในคน แต่เป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการเท่านั้น “งานวิจัยนี้ศึกษาไข้หวัดใหญ่ในหมูเป็นหลัก และยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดของโรคนี้ในคนแต่อย่างใด และแม้ในงานวิจัยจะกล่าวว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันจะใช้ไม่ได้ผลกับไวรัสสายพันธุ์นี้ แต่การพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก็สามารถทำได้ง่ายเป็นเพียงเปลี่ยนสายพันธุ์ให้ตรงกับสายพันธุ์ที่มีการระบาด” ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
        ศ.นพ.ยง ได้อธิบายผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่า หมูเป็นสัตว์ที่พบไข้หวัดใหญ่อยู่แล้วและมักจะไม่มีอาการ  แต่จะเป็นตัวกลางที่ผสมให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ และแพร่เชื้อเข้าสู่มนุษย์ได้ เมื่อเข้าสู่มนุษย์ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหม่ทุกคนยังไม่เคยเป็นจึงไม่มีภูมิต้านทานก็จะเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกได้
       สำหรับไข้หวัดใหญ่ G4EAH1N1 เป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่พบในหมูประเทศจีน ชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดใหญ่จะมีทั้งหมด 8 ชิ้น จึงมีการแลกเปลี่ยนกันได้ G4 คือ genotype ที่ 4 EA คือ Eurasian avian และ H1N1 จึงเรียกเป็น G4EAH1N1 ซึ่งเป็นการผสมผสานของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหมูในนกและในคน เข้าเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ คล้ายกับครั้งหนึ่งที่เคยมีจุดเริ่มต้นที่เม็กซิโก แล้วระบาดใหญ่ทั่วโลกเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009
        อย่างไรก็ตาม ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวยังไม่เกิดการระบาดจากคนสู่คน แต่เป็นเพียงการศึกษาไข้หวัดใหญ่ในหมู ในประเทศจีนตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 โดยทางการจีนทำการศึกษาพบว่า สายพันธุ์ลูกผสม G4 + EA (Eurasian avian-like) + Triple reassortant คือการผสมชิ้นส่วน 3 สายพันธุ์ G4EAH1N1 ซึ่งภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีดวัคซีนในปัจจุบัน ยังไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์ที่พบนี้ได้
       สำหรับไข้หวัดใหญ่ในหมูมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จากเดิมในอดีตไข้หวัดใหญ่ในหมู จะเป็นสายพันธุ์เดิม classical swine ต่อมามีการผสมผสานเอาชิ้นส่วนของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ Eurasian avian-like ซึ่งพบได้ตั้งแต่ก่อนปี 2010 เป็นสายพันธุ์ G1 หลังเกิดการระบาดด้วยไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1  ในปี 2009 ชิ้นส่วนพันธุกรรมของ H1N1  2009  จึงเข้าไปผสมเป็นไส้ในของไข้หวัดหมู จึงเรียกสายพันธุ์นี้ว่า G2 ส่วน G4  มีการสอดแทรกสายพันธุ์อีก 1 ชิ้น  triple-reassortant และพบมากขึ้นในช่วงระยะหลัง สายพันธุ์นี้จึงแตกต่างจาก G1 และ G2  ส่วน G 3, 5  และ 6 จะไม่ขอกล่าวในที่นี้
      ศ.นพ.ยง กล่าวต่อไปว่า การทดลองในสัตว์ พบการติดต่อได้ง่ายผ่านละอองฝอยและการสัมผัสโดยตรง สัตว์ทดลองมีอาการค่อนข้างรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นและยังมีการศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าไวรัสตัวนี้ติดเชื้อได้ง่ายในเซลล์เยื่อบุ โดยสรุปก็คือว่า G4EAH1N1สายพันธุ์นี้พบในหมูที่ประเทศจีน ในระยะหลังจนถึงปี 2018  และจากการทดลองภูมิต้านทานที่ฉีดวัคซีนประจำฤดูกาลในคน ไม่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้ได้ และไวรัสสายพันธุ์นี้ยังก่อโรคในสัตว์ทดลองได้ มีอาการมากกว่าสายพันธุ์อื่น และสามารถติดต่อได้ทั้งสัมผัสโดยตรงและทางฝอยละออง
       “ข่าวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงทางการจีนเสนอผลงานทางวิชาการในวารสารที่มีชื่อเสียง PNAS (Proceedings of the National Academy of Science of the United States of America) และเป็นงานวิจัยที่ทำมายาวนานและเป็นการศึกษาแบบลึกซึ้ง เราอยากเห็นงานวิจัยแบบนี้ในบ้านเรา แต่ต้องเป็นการลงทุนที่เป็นจำนวนมากและหวังว่า คงจะไม่ถูกถามว่าทำวิจัยแบบนี้แล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นไหมเพราะเป็นงานวิจัยพื้นฐาน ผมเคยถูกถามมาแล้วว่าทำแล้วขายได้หรือเปล่า” ศ.นพ.ยง กล่าว

ปศุสัตว์ย้ำหมูไทยปลอดภัย ชี้เชื้อ G4 พบเฉพาะในจีน


   กรมปศุสัตว์ เผยการผลิตหมูไทยมีมาตรฐานอาหารปลอดภัยในระดับสูง ย้ำไม่เคยพบเชื้อ G4 EA H1N1 ที่เกิดในประเทศจีน เคลียร์ชัด คำว่า “ไข้หวัดหมู” ไม่มีความเกี่ยวข้องกับใดๆกับหมู
      นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบร่องรอยการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน ที่ระบุว่าเป็นไข้หวัดหมู มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า G4 EA H1N1 และผู้เชียวชาญทำการศึกษาดังกล่าวย้ำว่า สถานการณ์ของไวรัสชนิดนี้ ยังไม่น่าวิตกมากนัก โดยรายงานการตรวจเชื้ออย่างต่อเนื่องในประเทศไทยพบว่า “ไทยยังไม่เคยพบเชื้อดังกล่าว” ที่สำคัญการผลิตเนื้อสัตว์ของไทย ได้มาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยในอาหารระดับสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันไทยยังถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่สามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรได้ ขอให้ชาวไทยอย่าตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว


     “จากการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของโรคในภาคปศุสัตว์สัตว์มาอย่างต่อเนื่อง และมีการสุ่มตรวจหาเชื้อในสัตว์มาโดยตลอด ยังไม่พบเชื้อ G4 ดังกล่าวในหมูไทย ที่สำคัญการระบุว่า H1N1 เป็นไข้หวัดหมูก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำว่าไข้หวัดหมูนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับหมูแม้แต่น้อย แต่คำนี้เป็นคำที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ใช้เรียกไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A H1N1 ที่มีการระบาดเมื่อปี 2009 และต่อมา WHO ได้เปลี่ยนชื่อให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว
       อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ว่า ผู้บริโภคควรซื้อจากผู้ผลิตมาตรฐาน สังเกตสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากฟาร์มถึงร้านจำหน่าย และประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับภาคปศุสัตว์หรือข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ “DLD 4.0” ได้ตลอดเวลา หรือสอบถามข้อสงสัยด้านโรคสัตว์ได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...