วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
“ ตั๊น จิตภัสร์”นำคณะกมธ. ตำรวจ ลงใต้เยี่ยม ร.ร.ตชด. มอบบ้าน “ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19”
พรศิลป์ ย้ำกากถั่วเหลืองในอาหารไก่ไทยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
อ.ต.ก. จัดกิจกรรม “อินทผลัม ปันสุข” ส่งเสริมเกษตรกร กระจายผลผลิตสู่ตลาด ระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563
คนเลี้ยงหมู..มีอาชีพเดียว
ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
คนเลี้ยงหมูต้องเชิญปัญหาและอุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่ปี 2560
เป็นต้นมาชีวิตคนเลี้ยงหมูก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้ง 200,000 ราย ต่างเผชิญกับปัญหาเดียวกัน คือ ราคาหมูผันผวนขึ้นลงตาม “วัฏจักรสุกร หรือวงจรราคาสุกร” (Hog Cycle) เข้าวังวนเดิมที่ว่า
"อาชีพเลี้ยงหมูเสีย 3 ปี ดี 1
ปี" ราคาหมูตกต่ำสามปี ขณะที่ราคาดีอยู่แค่ปีเดียว
กลายเป็นภาพสะท้อนว่าการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่คนเลี้ยงมีรายได้ไม่แน่นอน
เนื่องจากใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน มีต้นทุนสูง และในแต่ละช่วงเวลาคาดเดาราคาได้ยาก
ทำให้ตอนที่ขาดทุนเกษตรกรต้องขาดทุนอย่างหนัก วงการนี้จึงต้องเป็นคนที่เลี้ยงมานาน
และอาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด
ยิ่งปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหมูยิ่งถูกท้าทายด้วย
โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ที่กลายเป็นความกดดันให้คนเลี้ยงหมูต้องทำทุกวิถีทาง
เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายวงการหมูไทยและภาคผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าสูงถึง
2 แสนล้านบาทนับว่าโชคดีที่ความพยายามของทุกภาคส่วนทั้งทางภาครัฐ
เอกชน และเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้อย่างเข้มงวด
ด้วยการปิดทุกความเสี่ยงจนทำให้ไทยคลองอันดับ “ประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปลอดโรค
ASF” แม้ว่าเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคที่สูงขึ้น
แต่คนเลี้ยงหมูทุกคนก็ยินดีทำตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนำ
ทั้งที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 100 บาทต่อตัว
จากการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นป้องกันทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง
ตลอดจนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรทั้งหมดยังคงพยายามประคอง “อาชีพเดียว” ของพวกเขาให้ไปต่อได้
เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ
ไม่ให้ขาดแคลนอย่างที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาอยู่จากปัญหา ASF ที่ผลักดันให้ราคาหมูในประเทศนั้นๆต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น
จีนที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคาปรับขึ้นไปถึง 141
บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 109 บาทต่อกิโลกรัม กัมพูชาราคา 97 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูไทยอยู่ที่ 72-80
บาทต่อกิโลกรัม
ด้วยปัจจัยคุณภาพหมูปลอดโรคของไทย
ที่มีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหาร และยังมีราคาถูกที่สุดในภูมิภาค
ทำให้เป็นที่ต้องการของทุกประเทศที่กำลังต้องการเนื้อสัตว์เพื่อป้อนคนในประเทศอย่างเพียงพอ
เรียกว่าเพิ่งจะมีโอกาสก็คราวนี้ที่หมูไทยจะกลายเป็นทัพหน้าตีตลาดต่างประเทศ
เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด ขอเพียงแรงผลักดันของทุกฝ่ายและขอความเข้าใจจากทุกคน
โอกาสที่เปิดกว้างให้กับเกษตรกรไทยนี้
ต้องรีบคว้าก่อนที่คนเลี้ยงหมูต้องล้มหายตายจากไปอย่างที่เป็นมา และต้องไม่ลืมว่า
เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมีอาชีพเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นได้
ขณะที่ผู้บริโภคเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือก
สามารถเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ ยิ่งฤดูกาลนี้
มีอาหารธรรมชาติและโปรตีนทดแทนให้เลือกมากมาย ทั้งปลา ไข่ ไก่
ที่ล้วนราคาไม่แพงทั้งสิ้น หากสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้
ไม่เพียงช่วยให้คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศกว่า 200,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรรายย่อยมากถึง
90% หรือราว 180,000 ราย
สามารถก้าวผ่านภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีไปได้เท่านั้น
ประโยชน์ยังต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์
ทำให้ราคาพืชผลกลับมาดีอีกครั้ง
ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้หมูกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญ
ในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
มกอช. เผย Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ คุมเข้มจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร
นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์
เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า
การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่
43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 (COVID-19) ทาง Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์
จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex
โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร
(General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร
กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร
ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ
(Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย
ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP
แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น
จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม
ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)
มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ
ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร
ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ:
หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง
ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550)
รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต
เพื่อให้สอดคล้องกับสากล
ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่
เรื่อง “หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร”
(Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่
ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร
เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด
โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ
ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้
อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan
Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว
(Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ
0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100
ml ตามลำดับ
“อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร
ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช.
ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex
จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล
เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้
รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก
พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคต”เลขาธิการ มกอช. กล่าว
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมบริษัทในเครือซีพี ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่บุกรุกป่า
บริษัท
เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” สนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น
ตอกย้ำการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและคู่ค้าเติบโตไปด้วยกัน
นายไพศาล
เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร
กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)
เป็นบริษัทผู้พัฒนาแหล่งผลิต เพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตร
และธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ผู้บริโภคในระดับโลก
โดยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า
การประกาศรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง
และใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี
2559
ที่ยืนยันเจตนารมย์การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
มีฐานข้อมูลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง
เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง
ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนำระบบบริหาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ระบบ GPS
เพื่อติดตามรถขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว บริษัทฯ
ได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าธุรกิจและผู้รวบรวมข้าวโพดในการติดตั้งระบบ GPS
Tracking บนรถขนส่งทุกคัน ตั้งแต่วันที่ 1
กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในติดตามข้อมูลแบบ real
time สำหรับการขนส่งข้าวโพดเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเอฟในเขตประเทศไทยได้ครบ
100%
ทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน
นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถอำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัว
และประสิทธิภาพการขนส่งให้แก่คู่ค้าอีกด้วย
ซีพีเอฟ
ยังได้เริ่มนำระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวไปขยายผลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย
โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยซีพีเอฟ
และกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกาศรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องในเขตประเทศเมียนมา
ภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น
โดยเกษตรกรมอบความมั่นใจให้กับโรงงานอาหารสัตว์ซีพีเขตประเทศเมียนมาและร่วมลงชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนตามการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อจากแหล่งผลผลิตข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ์
และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้
ซีพีเอฟยังได้มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่องจนถึงเกษตรกร
เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน
ข้าวโพดยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2558
ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้สมัยใหม่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลง
พัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสามารถขายตรงให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้
ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ดิน
การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีที่เหมาะสม
รวมทั้งกระบวนการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยในปี 2563 นี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.สีคิ้ว
และ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรทั้งสิ้น 1,000 ราย พื้นที่เพาะปลูก 30,000 ไร่
ทั้งนี้
ซีพีเอฟ ยังได้ร่วมมือกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
ดำเนินแผนงานโครงการ ความร่วมมือพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าในหลากหลายธุรกิจ
และผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานมีการบริหารจัดการแรงงานด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามกฎหมาย
และผลักดันให้ผู้ประกอบการได้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทยอีกด้วย
เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
พาณิชย์ บุกโคราช ดันน้อยหน่าปากช่อง สินค้า GI รายต่อไป หวังโกยรายได้สู่ชุมชน
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายทศพล ทังสุบุตร)
และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกและแหล่งผลิต “น้อยหน่าปากช่อง” พร้อมมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน
GI มะขามเทศเพชรโนนไทย เผยเตรียมส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดให้เข้มแข็ง
และพร้อมออกสู่ตลาดโลก
นายวีรศักดิ์
หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่
3 กรกฎาคม 2563
ได้เดินทางพร้อมคณะ
ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
(Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา
และร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชน
ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครราชสีมาได้นำเสนอ “น้อยหน่าปากช่อง”
ณ สวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง บ้านหนองตาแก้ว ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง
จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีโอกาสได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพราะถือเป็นของดี ของเด่นของชุมชน
และอัตลักษณ์โดดเด่นกว่าน้อยหน่าที่อื่น
ซึ่งหากได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว
คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้
นอกจากน้อยหน่าปากช่องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ยังได้ร่วมหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ อาทิ
ทุเรียนปากช่องเพื่อผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอนาคตต่อไป”
สำหรับ “น้อยหน่าปากช่อง”
ปลูกมากในพื้นที่อำเภอปากช่อง
ซึ่งมีสภาพดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกน้อยหน่ามากที่สุด
มีฤดูกาลผลิตในช่วง พฤษภาคม – ธันวาคม ของทุกปี
แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ คือ (1) สายพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย มีลักษณะตาแคบ ร่องตาลึก รสหวาน เนื้อสีขาวละเอียดครีม กลิ่นหอม (2) สายพันธุ์น้อยหน่าหนัง มีลักษณะตากว้าง ร่องตาตื้น
เนื้อสีขาวละเอียดเหนียว เปลือกร่อนได้ง่าย
(3) สายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม มีลักษณะผลใหญ่ รูปหัวใจ
ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้น เปลือกบางลอกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อเหนียว กลิ่นหอม
รสชาติหวาน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไป ณ
ศาลาประชาคมบ้านดอนสระจันทร์ ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา
เพื่อมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI สำหรับมะขามเทศเพชรโนนไทยของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
GI ไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับมอบหนังสือรับรองฯ
จึงทำให้ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่าจังหวัดเชียงราย
ถึง 6 รายการ
นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า
ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ
เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าท้องถิ่นซึ่งมีคุณภาพ
เป็นของดี ของหายาก รวมทั้งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
ซึ่งจะต้องทำควบคู่กับการผลักดันการจดทะเบียนคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ
ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ยึดประโยชน์สมาชิก “เพื่อนช่วยเพื่อน”
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
อุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวจัดการขยะอย่างยั่งยืน รับเทรนด์โลกเศรษฐกิจหมุนเวียน
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
หมอยง ติงคนไทยอย่าตระหนก ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในหมู..แค่งานวิจัยในจีน
ปศุสัตว์ย้ำหมูไทยปลอดภัย ชี้เชื้อ G4 พบเฉพาะในจีน
สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...
-
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกร ต่อเนื่องปีที่ 19 มุ่งลดใช้ทรัพยากรน้ำในธรรมชาต...
-
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( Coronavirus Disease 20...
































