วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ผนึกกำลัง ซีพี ออลล์ เดินสายมอบอาหารและครุภัณฑ์ หนุนภารกิจแพทย์ จ.สุพรรณบุรี



    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันมอบอาหารและครุภัณฑ์ทางการแพทย์สนับสนุนแพทย์ พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ 3 โรงพยาบาล ในจังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” และ โครงการ "คนไทยไม่ทิ้งกัน" อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์  ภายใต้โครงการ “ซีพี ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” 

   นพ.พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์  ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นภารกิจสำคัญที่บุคลากรของรพ.เจ้าพระยายมราช มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ติดเชื้อสู้ภัยโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง ขอบคุณเครือซีพี ซีพีเอฟ และซีพีออลล์ ที่สร้างกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคน  โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวภายในโรงพยาบาล เมื่อมีอาหารพร้อมรับประทานมาสนับสนุนก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น ทั้งยังลดภาระการจัดเตรียมอาหาร ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่ยิ่งขึ้น 



   พญ.สมพิศ จำปาเงิน ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลอู่ทอง อำเภออู่ทอง กล่าวขอบคุณเครือซีพีและบริษัทในเครือฯ ทั้งซีพีเอฟที่สนับสนุนอาหารพร้อมทาน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง กำลังคนของเราต้องให้การดูแลผู้ป่วยโควิดที่มารักษาตัวกับโรงพยาบาล 28 ราย อาหารนี้จึงช่วยเติมพลังกายให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย ส่วนซีพี ออลล์ มอบแอลกอฮอลล์ เพื่อสนับสนุนการบริการ และยังมีน้ำดื่มมอบให้ด้วย ทั้งหมดนี้ถือเป็นขวัญกำลังใจและเสริมแรงให้บุคลากรทุกคนมีพละกำลัง ทั้งแรงกายและแรงใจในการทำหน้าที่ต่อไป

   นพ.พิสุทธ์ ภู่พวง รองผู้อำนวยฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17  อำเภอสองพี่น้อง กล่าวว่า การสนับสนุนเสบียงอาหารจากซีพีเอฟในครั้งนี้ นับเป็นอีกแรงหนุนสำคัญให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล ได้บริโภคอาหารปลอดภัย เพื่อให้มีพลังกายที่แข็งแรงและมีกำลังใจที่เข้มแข็งในการร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิดระลอกใหม่นี้ ขอขอบคุณเครือซีพี ซีพีเอฟ และซีพีออลล์ที่เล็งเห็นถึงความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เป็นการช่วยเหลือสังคมที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับความต้องการของโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก



   ด้าน นายสุริยะ ชูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าว ระหว่างนำชาวซีพีเอฟจิตอาสาร่วมกันส่งมอบอาหารในครั้งนี้ว่า  บริษัทยังคงเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมพลังกายและสร้างพลังใจแก่ทีมแพทย์ทุกท่าน ให้ได้รับประทานอาหารปลอดภัยหลากหลายเมนูบริโภคอย่างเพียงพอ ในช่วงเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ บริษัทขอนำความเชี่ยวชาญในการผลิตและกระจายอาหารปลอดภัย ไปช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เพื่อก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน

   ส่วนผู้แทน ซีพี ออลล์ นายสายชล ถึงกลาง ที่นำครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ เจลแอลกอฮอลล์ และน้ำดื่มมาร่วมมอบให้กับ รพ.อู่ทอง กล่าวว่า บริษัทร่วมเสริมทัพและเป็นกำลังใจให้กับทีมแพทย์และพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งโรงพยาบาลสนาม และโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยโควิด รวม 5 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่บริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง บริษัทขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทุกคน ให้มีแรงกายและแรงใจที่ดีเพื่อต่อสู้กับวิกฤตินี้ให้ได้

เกษตรกร-เอกชนไลฟ์สดซื้อ-ขายรังไหม​ สุดปัง​ 3 วันยอดทะลุ​ 5ล. เกษตรกร-เอกชนกลุ่มหม่อนไหมปังสุดๆ​



     ปรับตัวยุคโควิด​ ไลฟ์สดซื้อ-ขายรังไหม​ โชว์ขั้นตอนตั้งแต่คัดเกรด​ ตีราคารังไหม​ ชี้เพื่อความปลอดภัยโปร่งใส​ เป็นธรรมของผู้ซื้อ​-ผู้ขาย​  ทึ่ง​!! 3วันสร้างรายได้กว่า​ 5ล้าน



      นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมมีรายได้มากขึ้น และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ปัจจุบันได้ประสานให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งรับซื้อรังไหมตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นธรรม 



      อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐบาล บริษัทจุลไหมไทยได้ปรับกระบวนการรับซื้อรังไหมในรูปแบบ New Normal คือเปลี่ยนจากการรับซื้อ ตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมในพื้นที่ เป็นการรับรังไหมกลับมาที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมให้เกษตรกรชม ในเฟซบุ๊ค กลุ่ม “เกษตรกรจุลไหมไทย” ทำให้เกษตรกรสามารถเห็นกระบวนการรับซื้อรังไหมได้เหมือนเดิม โดยในระหว่างวันที่ 1 - 3 พฤษภาคม 2564 มีการรับซื้อรังไหม แบบไลฟ์สด 11 พื้นที่ จากเกษตรกร  483 ราย รังไหม 24 ตัน รวมรายได้ 4.08 ล้านบาท  การรับซื้อรังไหม ที่บริษัท 4 พื้นที่ เกษตรกร 109 ราย รังไหม 7.3  ตัน รวมรายได้ 1.27  ล้านบาท  รวมรับซื้อรังไหมในระหว่าง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 ใน 15 พื้นที่ เกษตรกร 592 ราย รังไหม 31.1 ตัน  สามารถสร้างรายได้รวมให้แก่เกษตรกร 5.35  ล้านบาท   



      จะเห็นว่า ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งส่งกระทบเป็นวงกว้างให้กับประชาชนหลายอาชีพ แต่สำหรับเกษตรกรหม่อนไหมที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทจุลไหมไทยนั้น ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด บริษัทยังคงรับซื้อรังไหมของเกษตรกรตามปกติ โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนการรับซื้อรังไหมแบบถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเฟซบุ๊คนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563  ซึ่งในช่วงแรกแม้จะมีเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจกับการรับซื้อในรูปแบบดังกล่าว แต่ในปัจจุบันนี้เกษตรกรเข้าใจแล้วว่า การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และมีข้อดี นั่นคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาขายรังนาน รีบขาย รีบกลับ มีเวลากลับไปดูแลสวนหม่อน และการถ่ายทอดสดดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้เป็นวิดีโอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการรับซื้อรังไหมได้ตลอดเวลา

     "การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสดังกล่าวนี้ ส่งผลให้อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลือกเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืน" อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว 

“มนัญญา”หนุนผลักดัน“ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง”เสริมเขี้ยวเล็บเกษตรกรไทยรับมือแข่งขันเชิงพาณิชย์และกรอบการค้าเสรี



       อ.ส.ค.ดีเดย์เตรียมเปิด“ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง”ชูเป็นฟาร์มสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการฟาร์มที่ทันสมัยแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมเปิดให้เกษตรกร นักวิชาการเข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตและเสริมเขี้ยวเล็บความสามารถด้านการแข่งขันการเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์ในประเทศและการแข่งขันได้ในกรอบการค้าเสรีในอนาคต 



      นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากเร่งรัดให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.)เร่งดำเนินการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai-Denmark Smart Dairy Farm)ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีนั้น  ล่าสุดโครงการดังกล่าวเตรียมเปิดบริการให้เกษตรกร นักวิชาการและประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในเดือนมิถุนายน 2564 นี้  ทั้งนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้อนุมัติงบประมาณ อ.ส.ค.ยืมเงินจำนวน 51.7 ล้านบาทจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สำหรับลงทุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงขึ้นในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อปี 2562 ซึ่งฟาร์มดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคต 

        “อ.ส.ค.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม  มีความจำเป็นต้องพัฒนากิจการโคนมของประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านกิจการโคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการฟาร์ม  ที่จะทำให้โคนมให้ผลผลิตเป็นไปตามความสามารถทางพันธุกรรมสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์รวมถึงสามารถแข่งขันได้ในกรอบการค้าเสรีในอนาคต “นางสาวมนัญญา กล่าว   

       ด้าน นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงที่กำลังเตรียมเปิดใช้ นั้น  อ.ส.ค.จะพัฒนาให้เป็นฟาร์มสาธิตเชิงธุรกิจในพื้นที่ของอ.ส.ค. ให้เป็น Smart Dairy Farm ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการฟาร์ม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สาหรับเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติและการสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเป็นฟาร์มสำหรับใช้ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์ม ให้มีความสะดวกและเหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีและรูปแบบการจัดการฟาร์มที่มีการแบ่งกลุ่มโคนมตามการให้ ผลผลิตน้ำนม การเรียนรู้รูปแบบการให้อาหารผสมสำเร็จ (Total Mixed Ration, TMR) ที่มีมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของโคแต่ละกลุ่ม เป็นต้น  



      โดยฟาร์มดังกล่าว   กำหนดการให้มีการจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิตในพื้นที่ของอ.ส.ค.ที่มีจำนวนแม่โครีดนมไม่น้อยกว่า 100 ตัว โดยแม่โคนม ให้ผลผลิตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20  กิโลกรัม/ตัว/วัน และมีองค์ประกอบน้ำนมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อและการจัดฝึกอบรม รวมถึงการศึกษาดูงานในฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง สำหรับนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ปีละไม่น้อยกว่า680คน และมีการเข้าเยี่ยมชมกิจการฟาร์มสำหรับนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ10 จากจำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ 60,000 คนต่อปี  ซึ่งฟาร์มดังกล่าวถือเป็นฟาร์มสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย นำร่องแห่งแรกของประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำไปปรับใช้สาหรับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตโคนม 

      ทั้งนี้  ถึงแม้ปัจจุบัน อ.ส.ค.จะมีฟาร์มโคนมอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นฟาร์มโคนมอินทรีย์ทั้งหมดแล้ว  เพื่อให้มีผลผลิตนมอินทรีย์เพียงพอสำหรับรองรับความต้องการของผู้บริโภคในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมมอร์แกนิค ทำให้ อ.ส.ค.ไม่มีฟาร์มโคนมที่มีการจัดการแบบทั่วไป สำหรับเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกร  นอกจากนั้นโรงเรือนคอกพักโคและเครื่องจักรอุปกรณ์ก็มีอายุการใช้มาอย่างยาวนานไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการจัดการฟาร์มโคนมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประกอบกับ อ.ส.ค. ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดฟาร์มที่มีเครื่องจักรอุปกรณ์และการจัดการฟาร์มด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้เข้าอบรม 

      ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดเขตการค้าเสรี (Free Trade Area, FTA) ในหลายกรอบการค้า ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรีโดยรวมแล้วประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์แต่ในอีกด้านหนึ่งพบว่าจะมีสินค้าเกษตรบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรวมถึงโคนมและผลิตภัณฑ์นมด้วยโดยเฉพาะการเปิดเขตการค้าเสรีกรอบทวิภาคีไทย-ออสเตรเลียและไทย–นิวซีแลนด์ซึ่งประเทศดังกล่าวนี้มีพัฒนาการความก้าวหน้า ในอุตสาหกรรมโคนมมากกว่าประเทศไทยมาก ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ 

 

 

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

รพ.ราชบุรี ขอบคุณซีพีเอฟ เดินหน้าส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด



นพ.นิคม มะลิทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลราชบุรี รับมอบอาหารพร้อมทาน จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ "ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19" เพื่อสร้างแรงกายและเสริมพลังใจในการปฎิบัติหน้าที่และลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยมี นายวิชานนท์ บุญประเสริฐ ผู้แทนซีพีเอฟ นำชาวซีพีเอฟจิตอาสาโรงงานอาหารสัตว์ราชบุรี ร่วมกิจกรรม




นพ.นิคม มะลิทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์  รพ.ราชบุรี เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะในระลอกใหม่นี้ ที่ผ่านมา รพ.ราชบุรี ได้เปิดรับการสนับสนุน สิ่งของจากภาคเอกชนให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อร่วมกันสู้ภัยโควิด ดังเช่นการส่งมอบอาหารปลอดภัยที่ซีพีเอฟมอบให้ในวันนี้ นับว่าเป็นโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้ ถือเป็นการส่งกำลังใจสนับสนุนการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี 



ขอขอบคุณเครือซีพีและซีพีเอฟ ที่เล็งเห็นปัญหาของบุคลากรทางการแพทย์ในด้านการจัดเตรียมอาหาร จึงเดินหน้าช่วยเหลือสังคมในภาวะวิกฤติ ในวันที่ทุกคนต่างเผชิญปัญหาเดียวกันคือวิกฤตโควิด-19 ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ อสม. รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้กับโรคร้ายนี้ตามหน้าที่ของตนเอง อาหารพร้อมทานที่บริษัทมอบให้ในวันนี้ ถือว่าตรงกับความต้องการของทางโรงพยาบาลในด้านอาหารปลอดภัยเพื่อบุคลากรทุกคน และถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ได้รับจากภาคเอกชนนพ.นิคม กล่าว 

ด้าน นายวิชานนท์ บุญประเสริฐ ผู้แทนซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการส่งมอบอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพรวม 38,000 แพ็ค น้ำดื่มซีพี 17,410 ขวด และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 3,500 ขวด เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และลดภาระแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ โดยนำความเชี่ยวชาญทั้งด้านการผลิตอาหารปลอดภัยและการกระจายอาหารด้วยระบบโลจิสติกของบริษัท ออกมาช่วยเหลือสนับสนุนบ้านเมืองทั้งในยามปกติและยามวิกฤต



สำหรับการระบาดระลอกใหม่นี้ ซีพีเอฟยังคงสานต่อนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ สอดคล้องหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ สู่ความยั่งยืน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลด้านอาหารปลอดภัยส่งตรงถึงมือแพทย์พยาบาลซึ่งเปรียบเหมืนอนักรบชุดขาว ผู้เป็นด่านหน้าต่อสู้กับโรคโควิด-19 การมอบอาหารปลอดภัย น้ำดื่ม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และอาหารสดต่างๆ แทนคำขอบคุณของคนไทยที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์ ที่ดูแลประชาชนคนไทยทุกคนอย่างเต็มกำลังความสามารถนายวิชานนท์ กล่าว 

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ชู "บรรจุภัณฑ์​ยั่งยืน" มาตรฐานความปลอดภัย​ใส่ใจสิ่งแวดล้อม



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ย้ำคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุดทั้งอาหารและบรรจุภัณฑ์​พลาสติก ใช้วัตถุดิบ Food Grade ที่ป้องกันการปนเปื้อนต่ออาหาร ช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ​ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมมาตรการสุขอนามัย​เข้มระหว่างขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค  และมุ่งมั่นมีส่วนร่วมลดปริมาณขยะจากการบริโภค



นายกิตติ​ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ในฐานะประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟ กล่าวว่า นอกจาก​ มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยในการผลิตอาหารทุกขั้นตอนแล้ว ซีพีเอฟยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาคุณภาพของอาหารให้ดีที่สุดด้วย โดยมุ่งมั่นศึกษาและนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายค​วามยั่งยืน​ในการเป็นผู้นำการผลิตอาหารมั่นคงและปลอดภัย​

ในช่วงการระบาดของ โควิด-19 ซีพีเอฟ ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ในบรรจุภัณฑ์​ที่ปลอดภัย ภายใต้ โครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด - 19" ให้กับแพทย์ บุคลากร​ทาง​การแพทย์​ ผู้ป่วย ผู้กักตัว เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้คนกลุ่มนี้ เข้าถึงอาหารที่มีคุณค่า ปลอดภัยปลอดโรค จากการผลิตที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ 99.9% ของบรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ นำมาใช้ใหม่ หรือ นำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายงหมด ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิ​ภาพสูงสุด



บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำมาใช้บรรจุอาหารของซีพีเอฟ ทั้งหมดเป็นคุณภาพ Food Grade ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีคุณสมบัติสามารถป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากภายนอก ช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการในอาหารได้ตลอดการจัดเก็บ และไม่ทิ้งสารตกค้างเมื่อสัมผัสกับอาหาร และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็งที่ปลอดภัยต่อการอุ่นร้อนในไมโครเวฟ 

“ซีพีเอฟ ตระหนักดีว่า การเลือกใช้ประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร เป็นหัวใจสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ช่วยให้ผู้บริโภคได้อาหารที่สะอาดปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อน มีการทดสอบบรรจุภัณฑ์ในทุกขั้นตอนการผลิตก่อนวางจำหน่ายจริงในตลาด ตลอดจน​รณรงค์​ให้ผู้บริโภค​มีส่วนร่วมลดปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์​อาหาร เพื่อสมดุลสิ่งแวดล้อม" นายกิตติ กล่าว



ทั้งนี้ ซีพีเอฟใช้เครื่องจักรในการบรรจุอาหาร เพื่อลดการสัมผัสของคน ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของเชื้อโรค ตลอดจนขนส่ง และจัดเก็บสินค้าตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนบนบรรจุภัณฑ์ที่เข้มงวด เพื่อเป็นหลักประกัน​การ​ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารที่มีความ​ปลอดภัยสูงสุดให้ผู้บริโภค

ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์​ ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาการออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการสรรหาเทคโนโลยีและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถช่วยยืดอายุการเก็บอาหารให้ยาวขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดขยะอาหาร และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีการใช้พลาสติก และพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาซื้ออาหารสำเร็จรูปพร้อมทานมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุทางเลือกอื่นๆ เช่น กระดาษรีไซเคิล วัสดุหมุนเวียน ทดแทนการใช้พลาสติก เช่น ถาดไข่ไก่สด ปลอดสาร CP Selection Cage Free ที่ทำจากกระดาษรีไซเคิลทั้งหมด และในส่วนของถาดพลาสติก PET มีสัดส่วนของพลาสติกรีไซเคิล ในชั้นที่ไม่ได้สัมผัสโดยตรงกับไข่ไก่อยู่ถึง 60 % รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมบรรจุุภัณฑ์ใหม่ร่วมกับคู่ค้าผู้ผลิตบรรจุุภัณฑ์สำหรับสินค้าหมูสด และไก่สดแช่เย็น CP Selection และ ผลิตภัณฑ์ CP ไข่ม้วนออมเล็ต ซึ่งใช้เทคโนโลยีพลาสติกฟิล์ม 2 ชั้นที่เป็นชนิดเดียวกัน(Mono Material) ทำให้บรรจุภัณฑ์นี้สามารถรีไซเคิลได้ 100% (100% Recyclable)

เพื่อส่งเสริม​การผลิตอาหารมั่นคงและยั่งยืน ซีพีเอฟ สนับสนุนการใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ เช่น ถาดพลาสติกใสชีวภาพ Polylactic acid (PLA) ที่ผลิตจากพืช ย่อยสลายได้100% โดยเริ่มต้นใช้กับเนื้อหมูและไก่สดแช่แย็น ที่ ซีพี บุชเชอร์ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี2558 และได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบัน ซีพีเอฟ ได้ใช้ถาดนี้ไปแล้วกับอาหารมากกว่า 20 ล้านชิ้น

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นมีส่วนร่วมลดขยะพลาสติก โดย​ตั้งเป้าว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ที่นำมาใช้บรรจุอาหารสามารถต้องนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ นำมาใช้ใหม่หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้ภายในปี 2568 สำหรับกิจการประเทศไทย และ ปี 2573 สำหรับกิจการต่างประเทศและได้เข้าร่วมโครงการส่งพลาสติกกลับบ้านกับเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network: TRBN) ในการเป็นจุดรับขยะพลาสติก (Drop Point) รวบรวมขยะพลาสติกไปทำการรีไซเคิล อีกทั้งขับเคลื่อนเรื่องของการลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ได้แก่การจัดทำสื่อรณรงค์และให้ความรู้พนักงาน ในการล้างแยกทิ้งขยะพลาสติก ภายใต้หลักการ 4 Rs  ได้แก่ Reduce Reuse Recycle Rethink เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในช่วงของการระบาดอีกทางหนึ่ง

 

 

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ซึ้งใจ! ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจหนุนภารกิจสู้ภัยโควิด-19



 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารพร้อมรับประทาน เสริมแรงกายและหนุนแรงใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแทพย์อย่างต่อเนื่อง ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ "ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19" ล่าสุดขึ้นภาคเหนือส่งอาหารและไข่ต้มสมุนไพรถึงมือแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

 


ผศ.นพ.บดินทร์ บุตรธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนานวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ที่ยังคงแพร่ระบาดในวงกว้าง ม.นเรศวร ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ซึ่งมีความพร้อมทั้งทางวิชาการ สถานที่ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ และความสามารถ จึงเปิดพื้นที่โรงพยาบาลเพื่อให้เป็นโรงพยาบาลสนาม รองรับผู้ป่วยติดเชื้อในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนการแก้ไขวิกฤติในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามภารกิจนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุน ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนอาหารและน้ำดื่มเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ดังเช่นที่ได้รับจากซีพีเอฟในวันนี้

 


“ขอบคุณซีพีและซีพีเอฟ ที่เข้ามาสนับสนุนด้านอาหารปลอดภัยให้กับบุคลากรและผู้ป่วยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ถือว่าช่วยลดขั้นตอนการจัดหาและเตรียมอาหาร เพราะมีเสบียงพร้อมให้กับทุกๆคนแล้ว เนื่องจากปัจจุบันโรงพยาบาล มีผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยติดเชื้อในโรงพยาบาลสนาม ซึ่งมีความต้องการอาหารสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ตลอดจนผู้ป่วย และยิ่งเป็นอาหารจากซีพีเอฟซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ก็ยิ่งมั่นใจในคุณภาพและเป็นอาหารที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน” ผศ.นพ.บดินทร์ กล่าว

 

ด้าน นายวัฒนา คำทับทิม ผู้แทนซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19 อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การระบาดในครั้งแรกเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา สำหรับการระบาดระลอกใหม่นี้ บริษัทยังคงสานต่อนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ สู่ความยั่งยืน “เพื่อประเทศ  ประชาชน  และองค์กร” ในการสนับสนุนอาหารปลอดภัยเพื่อแพทย์พยาบาล ในฐานะที่เป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 จนถีงปัจจุบันบริษัทมอบอาหารแล้ว 38,000 แพ็ค น้ำดื่มซีพี 17,410 ขวด และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 3,500 ขวด

 

“วันนี้ชาวซีพีเอฟจิตอาสาทุกคนได้รวมใจกัน ส่งมอบอาหารคุณภาพปลอดภัยและไข่ไก่ต้มสมุนไพรพร้อมรับประทาน เพื่อสนับสนุนการดูแลพี่น้องประชาชนชาวพิษณุโลก อันเป็นภารกิจสำคัญของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร การที่มีอาหารพร้อมสำหรับบุคลากรทุกคนทำให้มีเวลาในการดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น บริษัทภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และขอส่งกำลังใจถึงแพทย์ พยาบาล บุคลากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศที่ทุ่มเทระดมสรรพกำลังเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” นายวิชานนท์ กล่าว

กรมปศุสัตว์ให้บริการรับรอง GAP ฟรี เตรียมพร้อมฟาร์มหมูเกิน 500 ตัวสู่มาตรฐานบังคับ



      นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 เห็นชอบกำหนดให้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรฉบับทบทวน (Good Agricultural Practices : GAP) เป็นมาตรฐานบังคับ โดยมีขอบข่ายการบังคับใช้แบ่งเป็น 2 ระยะ ตามขนาดการเลี้ยงสุกร ดังนี้  

1) สุกรขุน ตั้งแต่ 1,500 ตัวขึ้นไป หรือ สุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 120 ตัวขึ้นไป ระยะเวลาปรับเปลี่ยน 90 วัน หลังประกาศราชกิจจาฯ

2) สุกรขุน ตั้งแต่ 500 – 1,499 ตัว หรือ สุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 95 - 119 ตัว ระยะเวลาปรับเปลี่ยน 180 วัน หลังประกาศราชกิจจาฯ

โดยขั้นตอนต่อไปสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะมีการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรกรฟาร์มสุกรที่อยู่ในเกณฑ์บังคับดังกล่าว และประชาชนทั่วไปโดยประกาศให้ทราบโดยทั่วกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน และให้เวลาแจ้งความคิดเห็นคัดค้าน ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน จากนั้นนำผลการแสดงความคิดเห็นนั้นเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกอบการพิจารณามาตรฐานบังคับต่อไป ซึ่งหากเกษตรกรมีข้อคิดเห็นให้ติดตามข่าวและรีบแจ้งได้



     ในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรฟาร์มสุกรมาโดยลำดับ ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานเดียวที่ให้บริการรับรองมาตรฐานฟาร์มสุกร GAP โดยไม่มีค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ปี 2542 จนล่าสุดฉบับปรับปรุงปี 2558 ซึ่งเป็นฉบับก่อนมาตรฐานบังคับนี้ โดยมียอดการรับรอง GAP ทุกขนาดฟาร์ม ณ เมษายน 2564 รวมจำนวน 4,768 ฟาร์ม ซึ่งในจำนวนนี้มี 4,531 ฟาร์มที่จะเข้าเกณฑ์มาตรฐานบังคับ นับเป็นร้อยละ 61.9 จากจำนวนฟาร์มสุกรทั้งหมดที่จะต้องเข้าสู่มาตรฐานบังคับรวม 7,314 ฟาร์ม สำหรับมาตรฐานบังคับ หากฟาร์มสุกรที่ได้รับรอง GAP อยู่ก่อนแล้วจะไม่กระทบเพราะไม่ต่างจากเดิมมากนัก หากแต่อีก 2,783 ฟาร์มที่ยังไม่ได้รับการรับรอง GAP หากมีผลบังคับใช้จะเกิดปัญหาตามมาได้ เนื่องจากมีผลบังคับตามกฎหมาย พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีสาระสำคัญที่ฟาร์มสุกรต้องทำตาม ดังนี้

1) ตามมาตราที่ 20 ต้องขอใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ โดยเมื่อมีการประกาศบังคับใช้มาตรฐานในราชกิจจานุเบกษา และประกาศจาก มกอช. สามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ที่ มกอช. หรือหน่วยงานรัฐที่ มกอช. มอบหมายหรือผ่านทางระบบออนไลน์ที่ http://tas.acfs.go.th/nsw/ เมื่อบังคับใช้หากฝ่าฝืนไม่มีใบอนุญาตต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท

2) ตามมาตราที่ 27 ต้องขอรับการตรวจสอบและได้ใบรับรองตามมาตรฐานบังคับสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งสามารถยื่นขอรับรอง GAP ได้ฟรีกับกรมปศุสัตว์ทันทีโดยไม่ต้องรอประกาศมาตรฐานฉบับใหม่ เมื่อมีการบังคับใช้หากฝ่าฝืนยังไม่ได้รับรอง GAP ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท



       กรมปศุสัตว์จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรฟาร์มสุกรที่มีสุกรขุนตั้งแต่ 500 ตัวขึ้นไป หรือมีสุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 95 ตัวขึ้นไปได้เตรียมความพร้อมการเข้าสู่ GAP ไว้ ซึ่งสามารถขอคำแนะนำได้จากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด หรือเขต โดยกรมปศุสัตว์ให้บริการฟรีตั้งแต่การอบรมให้ความรู้ GAP แก่เกษตรกร หรือการตรวจรับรอง GAP ให้แก่ฟาร์มท่านฟรี ซึ่งการทำตามหลักมาตรฐาน GAP 7 ข้อ คือ องค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม การบันทึกข้อมูล ถือเป็นสิ่งที่ให้ผลดีในยุค New normal นี้ เพราะช่วยให้มีระบบการป้องกันโรคที่เข้มแข็งขึ้นรับมือกับภาวะโรคระบาดสำคัญๆ ที่อาจมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โรคอหิวาห์แอฟริกันสุกร (ASF) ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อฟาร์มหากเกิดปัญหาขึ้น การจัดการที่ดีขึ้นของ GAP ยังช่วยแก้ปัญหาเข็มคงค้างหรือลดอัตราการเกิดฝีหนองลง รวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การร้องเรียนจากชุมชน อีกทั้งการอยู่ในระบบ GAP ยังได้รับสิทธิพิเศษจากกรมปศุสัตว์ในการบริการเฝ้าระวังโรค การเคลื่อนย้ายสุกร การทำฟาร์มปลอดโรค FMD การลดค่าใช้จ่ายในการตรวจห้องแลป ทั้งยังยกระดับทางการตลาดในประเทศได้กับโครงการ “ปศุสัตว์ OK” หรือเนื้อสุกรอนามัย และการต่อยอดการส่งออกทั้งสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์สุกรไปยังต่างประเทศ การทำ GAP จึงเป็นผลดีต่อฟาร์มสุกรของท่านทั้งสิ้น เกษตรกรที่สนใจ ขอรับรอง GAP ได้ฟรีที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือจังหวัดที่ตั้งฟาร์มของท่าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์เขตหรือสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทร 02-653-4444 ต่อ 3158

 

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสมุทรสงคราม ขอบคุณซีพีเอฟ เสริมเสบียงอาหารจากใจให้แพทย์-พยาบาล



 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เติมเสบียงอาหารแก่แพทย์และพยาบาล ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เดินหน้าหนุนภารกิจของ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสมุทรสงคราม มอบอาหารพร้อมทาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่และลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์

 


นายแพทย์โชคชัย ลีโทชวลิต ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้คณะแพทย์ พยาบาล บุคลาการทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานดูแลคนไข้ ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้ภัยโควิดอย่างเต็มกำลัง ที่ผ่านมาพบว่าผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีประวัติกลับมาจากการทำงานในพื้นที่กทม.  หรือญาติมิตรบุตรหลานที่ไปในพื้นที่เสี่ยงแล้วกลับมาเยี่ยมเยือนญาติในจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นเหตุให้ติดโรคโควิด-19 จึงต้องคุมเข้มมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ขณะที่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนมาตรการนอกจากอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการสนับสนุนการทำงานของบุคลากร คืออาหาร ดังเช่นวันนี้ที่ซีพีเอฟได้นำอาหารพร้อมทาน, ซุปผัก CP Veg it UP และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU มามอบให้กับโรงพยาบาล เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับประทานอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอ

 


“ขอบคุณซีพีและซีพีเอฟที่ให้การสนับสนุนในส่วนที่บริษัทสามารถดำเนินการได้ เพื่อบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข ครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรก บริษัทได้ดำเนินการมาหลายครั้งตั้งแต่โควิด-19 ระรอกแรก สิ่งที่สำคัญที่มากับการสนับสนุน คือ กำลังใจที่มาพร้อมกับอาหารเหล่านี้ สิ่งนี้ช่วยหล่อเลี้ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ของเรามีพลังต่อสู้กับโรคร้าย เพื่อให้ประชาชนของเรา ให้ชาวสมุทรสงครามปลอดภัย หากเจ็บป่วยก็ได้รับการดูแลรักษาเต็มที่อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” นายแพทย์โชคชัย กล่าว

 

ด้าน นายอดิศร สุจารี รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ที่นำชาวซีพีเอฟจิตอาสาร่วมกิจกรรม กล่าวว่า โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ สำหรับความช่วยเหลือในวิกฤตโควิดระลอกใหม่นี้ บริษัทฯ ได้สนับสนุนโรงพยาบาลแล้ว 20 แห่ง ด้วยการมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานหลากหลายเมนู จำนวน 34,000 แพ็ค ใช้ตัวเลขสรุปการเขียนแบบนี้นะ อาหารพร้อมทานกว่า 34,000 แพ็ค น้ำดื่ม 20,000 ขวด และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU 3,000 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัตถุดิบจาก CPF ได้แก่ เนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร สำหรับปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน แก่ รพ.สนามในทั่วไทย 

 

“ซีพีเอฟเล็งเห็นถึงความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ยืนหยัดต่อสู้กับโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง บริษัทฯ ขอนำเอาความเชี่ยวชาญของบริษัทในการผลิตและกระจายอาหารปลอดภัย มาช่วยเหลือสังคมในภาวะวิกฤติเช่นนี้ และร่วมเป็นกำลังหนุนภาครัฐบาลต่อสู้กับวิกฤตโควิดระลอกใหม่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการส่งมอบอาหารปลอดภัยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการจัดเตรียมอาหาร ช่วยเสริมแรงกายแรงใจให้กับผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อคนไทยทุกคน และขอขอบคุณทีมบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศที่ได้ร่วมแรงร่วมใจทุ่มเทสรรพกำลังช่วยเหลือประชาชนไทยมาโดยตลอด” นายอดิศร กล่าว

“กรมการข้าว”ยกระดับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่ชาวนา



            เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว            มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านข้าวของประเทศได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน ให้เร่งการผลิตและกระจายเมล็ดข้าวในปีการผลิต 2564 ให้มีคุณภาพให้มาตรฐาน มีปริมาณที่เพียงพอ ทันต่อเวลากับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนาทั่วประเทศ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ด้านคุณภาพและมาตรฐานมอบหมายสารวัตรข้าวกรมการข้าว ร่วมกับสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเข้าตรวจสถานที่รวบรวมผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด ซึ่งได้ดำเนินการแล้วมากกว่า 300 แห่ง พร้อมเร่งรัดการเข้าตรวจสถานประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อไม่ให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่มีคุณภาพในการเพาะปลูกที่จะถึงนี้

            อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ปริมาณความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวตลอดทั้งปีของชาวนาที่จำนวน 1,364,000 ตัน โดยมากกว่า 681,000 ตัน เป็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ซึ่งสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อเนื่องได้ 3 ฤดูกาล ส่วนที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่ายโดยกรมการข้าว ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการภาคเอกชนและสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว กว่า 528,000 ตัน ในขณะนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพื่อกระจายจำหน่ายให้พี่น้องชาวนาทั่วประเทศ อีกจำนวน 43,966 ตัน  ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว 33,255 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 280 ตัน สหกรณ์การเกษตร 1,171 ตัน และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ 9,260 ตัน ซึ่งคาดว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดีในฤดูนาปี 2564 ของพี่น้องชาวนา



            ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องชาวนาที่กำลังจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูกในฤดูการนี้ได้จัดซื้อหรือจัดหาได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใกล้บ้านท่าน ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน               สถานประกอบการรวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่กำหนด หากสถานที่รวบรวมหรือขายเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีใบอนุญาต เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ได้มาตรฐานปลอมปนหรือเสื่อมคุณภาพไม่มีเลขที่ พพ. ขายราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือพบการเร่ขายตามหมู่บ้านให้แจ้งสายด่วน กรมการข้าว โทร 1170 กด 4 หรือที่กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว        โทร 02-5612174 หรือที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน 

            อธิบดีกรมการข้าว ยังกล่าวอีกว่า กรมการข้าวได้ร่วมมือกับสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยโรงสีจะพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาที่ได้ทำการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูกในฤดูกาลปี 2564 โดยให้พี่น้องชาวนาได้นำใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารซื้อขายหรือเอกสารการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสถานประกอบการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์นำไปยื่นกับโรงสีเพื่อใช้ประกอบการขายผลผลิตซึ่งทางโรงสีภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะพิจารณาประกอบการให้ราคาที่เหมาะต่อไป ทั้งนี้ กรมการข้าวและสมาคมโรงสีข้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือหวังยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตข้าวก้าวสู่การพัฒนาอีกระดับหนึ่งโดยเริ่มต้นให้ถูก ปลูกด้วยเมล็ดข้าวพันธุ์ดี

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

รพ.บ้านหมี่ หายห่วง! คลังอาหารพร้อม ได้ซีพีเอฟช่วยเติมเสบียง หนุนภารกิจนักรบชุดขาวสู้ภัยโควิด


 

นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการ รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี รับมอบอาหารพร้อมทานและน้ำดื่ม ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยมี นายเกริกก้อง ไชยวงศ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ นำทีมซีพีเอฟจิตอาสาร่วมมอบ

 


นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการ รพ.บ้านหมี่ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่นี้ นับว่ามีความรุนแรงกว่ารอบที่ผ่านๆมา ทีมแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ต่างร่วมใจกันต่อสู้กับวิกฤตินี้อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกันประชาชนสามารถร่วมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทีมแพทย์ได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการลดการพบปะสังสรรค์ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยป้องกันตนเองเสมอ หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่เสี่ยงเพื่อลดการสัมผัสเชื้อ ขณะที่การสนับสนุนเสบียงอาหารจากซีพีเอฟในครั้งนี้ ก็นับเป็นอีกแรงหนุนการทำงานของบุคลากรของโรงพยาบาล เพื่อให้บริโภคอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอ ลดภาระการจัดเตรียมอาหาร สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

 


“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ห่วงใยบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านหมี่ อาหารปลอดภัยที่บริษัทนำมามอบให้ ถือเป็นการเติมเต็มเสบียงอาหารให้กับทุกคน และช่วยสนับสนุนภารกิจของภาครัฐ ที่บริษัทดำเนินการมาตลอดตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตินี้ขึ้น แสดงให้เห็นว่าในยามที่ประเทศมีวิกฤต ผู้ประกอบการยังคงเป็นห่วงเป็นใย และร่วมกันต่อสู้ตามกำลังความสามารถของตนเอง นับเป็นอีกกำลังใจที่มอบให้กับบุคลากรทุกๆคน ที่มุ่งมั่นต่อสู้กับสถานการณ์อันยากลำบากนี้ เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน” นายแพทย์จรัญ กล่าว

 


ด้าน นายเกริกก้อง ไชยวงศ์ ผู้แทน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมส่งมอบอาหารปลอดภัยให้ทีมแพทย์และพยาบาลมาตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยนำความเชี่ยวชาญในการผลิตและกระจายอาหารปลอดภัย มาช่วยเหลือสังคมในภาวะวิกฤติ และยังยืนหยัดร่วมเป็นกำลังหนุนภาครัฐบาล ต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่อย่างเต็มที่ ด้วยมอบอาหารพร้อมทานแก่รพ.สนาม ไปแล้วกว่า 27,000 แพ็ค และน้ำดื่ม 6,000 ขวด พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบ ทั้งเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร สำหรับปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน เพื่อเสริมพลังกายและส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ถือเป็นด่านหน้า ซึ่งเสียสละตนเองปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง ให้ได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย อิ่มอร่อย สะดวก และเพียงพอ 

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ เดินสายมอบอาหารจากใจ ส่งถึงมือแพทย์-พยาบาล จ.สุราษฎร์ธานี สู้โควิด


 

       บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินสายลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ส่งมอบอาหารพร้อมทาน คุณภาพปลอดภัย ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” แก่ โรงพยาบาลท่าโรงช้าง และโรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อเติมแรงกายและเป็นกำลังใจแก่ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 

       นายแพทย์ฌอชนา วิเชียร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลท่าโรงช้าง เปิดเผยภายหลังรับมอบอาหารจากทีมซีพีเอฟจิตอาสา ว่ารู้สึกดีใจมากที่บริษัทฯ เล็งเห็นถึงภารกิจดูแลประชาชนในวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการประกาศควบคุมพื้นที่งดออกจากเคหสถาน ช่วงเวลา 22.00 น. - 04.00 น. ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เวรดึก ค่อนข้างลำบากในการจัดหาอาหาร การได้รับอาหารพร้อมทานที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ที่สำคัญยังรับประทานสะดวกและจัดเก็บง่าย จึงช่วยลดภาระจัดเตรียมอาหาร ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ 



       “ขอบคุณซีพีเอฟเป็นอย่างมากที่สนับสนุนอาหารให้กับโรงพยาบาล ถือว่าตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าและความสะดวกในการรับประทาน นับเป็นกำลังใจที่บริษัทฯ มอบให้กับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกคนที่เป็นด่านหน้าในการดูแลประชาชน อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนตั้งการ์ดสูง มุ่งเน้นมาตรการป้องกันและแนวปฏิบัติเพื่อการดูแลสุขภาพตนเอง ทั้งใส่แมสก์ หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง และอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เป็นการสนับสนุนการทำงานของแพทย์ได้เช่นเดียวกัน” นายแพทย์ฌอชนา กล่าว 



      ด้าน นายแพทย์มนู ศุกลสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี รับมอบอาหารจากซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนการทำงานของแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ซึ่งในแต่ละวันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก การส่งอาหารจากใจในครั้งนี้ จึงเป็นกำลังใจที่ดียิ่งให้กับบุคลากรทุกคน  



       “ขอบคุณซีพีเอฟที่มีน้ำใจสนับสนุนอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ช่วยแบ่งเบาภาระครัวกลางของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างมาก อาหารของบริษัทฯ มีคุณภาพ และเป็นอาหารพร้อมทานจึงเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต้องเร่งรีบเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และคนไทยทุกคน ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังความสามารถ จะทำให้ประเทศของเราสามารถฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอน" นายแพทย์มนู กล่าว 

       สำหรับ โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟเล็งเห็นถึงความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ ที่เป็นด่านหน้ายืนหยัดต่อสู้กับโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง บริษัทฯ ขอร่วมเป็นกำลังหนุนภาครัฐบาลต่อสู้กับวิกฤตโควิดระลอกใหม่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการเดินหน้าส่งมอบอาหารปลอดภัยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการจัดเตรียมอาหาร ช่วยเสริมกำลังกาย สร้างกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อคนไทยทุกคน  

     ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สนับสนุนอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานหลากหลายเมนู ให้แก่ รพ.สนามเอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางบอน), ศูนย์เอราวัณ, รพ.สนามธรรมศาสตร์, รพ.สนาม จ.นนทบุรี, รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, รพ.วังน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา, รพ.ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์, รพ.สนาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้, รพ.สนาม ปตอ. และ สนามบินน้ำ, รพ.ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง และล่าสุดที่ รพ.ท่าโรงช้าง และรพ.สนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี รวมมอบอาหารกว่า 27,000 แพ็ค และน้ำดื่ม 6,000 ขวด นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัตถุดิบจาก CPF ได้แก่ เนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร สำหรับปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน แก่ รพ.สนามในทั่วไทย อาทิ จ.นครราชสีมา จ.สระบุรี จ.ลำพูน จ.สมุทรปราการ และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร./

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...