วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนประชาชนช็อปสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขแทนใจในเทศกาลปีใหม่2565


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ระดมสินค้าคุณภาพและผลิตภัณฑ์เด่นจากสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้พี่น้องประชาชนซื้อหาเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่  2565 นี้ เน้นสินค้าสดใหม่ ส่งตรงจากแหล่งผลิตและราคาย่อมเยา เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนจัดเป็นกระเช้าของขวัญส่งความสุขให้แก่กัน



นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่2565 ด้วยสินค้าสหกรณ์ ภายใต้แนวคิดส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจ ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยกรมได้คัดสรรผลผลิตและสินค้าหลากหลายชนิดจากสหกรณ์ทั่วประเทศมานำเสนอ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญสำหรับประชาชนได้ซื้อหาไปเป็นของขวัญของฝากเพื่อแสดงถึงความรักความปรารถนาดีต่อกัน ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดลงในกระเช้าของขวัญปีใหม่ ล้วนมาจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่ดี จากความตั้งใจของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 18 นับแต่ครั้งแรกเริ่มเมื่อปี2546 โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่แต่ละปี จะมีประชาชนให้ความสนใจโทรเข้ามาสอบถามและสั่งซื้อกระเช้าของขวัญจากสินค้าสหกรณ์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.3  ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ และการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น



ทั้งนี้ สินค้าที่กรมนำมาจำหน่ายเพื่อให้ประชาซื้อหาเป็นของขวัญและจัดลงในกระเช้าปีใหม่นั้น ได้คัดสรรมาจากสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพทั่วประเทศ และสินค้าบางส่วนจากโครงการนำลูกหลานเกษตรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร และสินค้าจากสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ  ดังนั้น การซื้อสินค้าสหกรณ์ นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้สินค้าคุณภาพกลับไปแล้ว ทุกท่านยังมีส่วนสนับสนุนสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศด้วย เป็นการกำลังใจที่สำคัญกับสมาชิกสหกรณ์ที่จะผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยสินค้าเหล่านี้นอกจากประชาชนจะซื้อหาไปจัดลงกระเช้าหรือกล่องของขวัญได้เองแล้ว  กรมยังมีบริการจัดกระเช้าของขวัญสำเร็จรูป ให้เลือกซื้อได้ตามชนิดสินค้าและราคาที่ต้องการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอีกด้วย



 สินค้าสหกรณ์ที่นำมาวางจำหน่ายปีนี้จะมีสินค้าที่ทันสมัยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ที่นอกจากเน้นเรื่องของคุณภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวกในชีวิตมากขึ้น รูปแบบบรรจุภัณฑ์จะมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากาแฟที่นำเสนอของดีท้องถิ่น   ทั้งจากภาคใต้และภาคเหนือ เช่น จากสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ยางหัก จำกัด จ.ราชบุรี หรือกาแฟจากสหกรณ์การเกษตรกระบุรี จำกัด จ.ระนอง กาแฟจากภาคเหนือของสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด จ.ลำปาง และกาแฟอาราบิก้า จากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ด จำกัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งกาแฟของสหกรณ์หลายแห่งได้รับรางวัลในการประกวดมาหลายเวที นอกจากนั้นกลุ่มสินค้าจากลูกหลานเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หัวไว ใจสู้ เช่น น้ำผึ้งมะนาวพร้อมดื่ม   และกระเทียมสกัดแคปซูลจากแม่ฮ่องสอนที่เป็นแหล่งปลูกกระเทียมคุณภาพสำหรับคนรักสุขภาพ เป็นต้น รูปแบบสินค้าปีนี้ จึงเป็นสินค้าที่สามารถมอบเป็นของขวัญที่น่าจะถูกใจผู้รับเทศกาลปีใหม่ 2565 นี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว






 สำหรับสินค้าสหกรณ์ที่นำมาจำหน่ายและจัดลงกระเช้าของขวัญปีใหม่ในปีนี้มีหลากหลายประเภท อาทิ สินค้าประเภทข้าว เป็นข้าวสารคุณภาพดี หอม นุ่ม เม็ดข้าวเรียวสวย มีทั้งข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิอินทรีย์และข้าวสีที่มีสรรพคุณชั้นเลิศ  เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ข้าวกข 43  ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวธัญพืช และข้าว GI หรือข้าวที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้าวสังข์หยด นอกจากนี้ยังมีสินค้าอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์  คุกกี้รสงา คุกกี้จากจมูกข้าวกล้อง  ผลไม้อบแห้ง แยมมัลเบอร์รี่ เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ  รวมไปถึงสินค้าเครื่องดื่มประเภทสมุนไพร เช่น ขิงผง ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ เก็กฮวยผง  ดอกคำฝอย น้ำฟักข้าว น้ำมัมเบอรี่ และน้ำหวานดอกมะพร้าว ซึ่งล้วนมาจากการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นมาแปรรูป

 นอกจากนั้นยังมีสินค้ากลุ่มสินค้าผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ  ที่มาจากกลุ่มสตรี สังกัดสหกรณ์ ที่ได้สืบสานวิชาความรู้การทอผ้าที่ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น  กลุ่มสินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์เครื่องเบญจรงค์ แก้วมุก ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ตุ๊กตาสำหรับเด็กและหมอนยางพารา สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่ม อาทิ นมยูเอชทีจากสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป และผลิตภัณฑ์จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เช่น นมปรุงแต่งชนิดอัดเม็ด และสินค้าจากโครงการหลวงดอยคำ และสินค้าจากโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร อาทิ ข้าวลืมกิ๊ก (5สายพันธุ์) น้ำผึ้งมะนาว กล้วยตากเคลือบช๊อกโกแลต และผงชาโคล์ไลด์   กระเช้าสินค้าสหกรณ์จะวางจำหน่ายที่ห้องประชุม 126 อาคาร  1  ชั้น 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2564- 15 มกราคม 2565 เปิดจำหน่ายทุกวันจันทร์-ศุกร์  เวลา 09.00-18.30 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00  น. ราคากระเช้าเริ่มตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไปจนถึง 3,000 บาท  และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนจะมีช่องทางซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย

โดยสามารถดู ตัวอย่างกระเช้าของขวัญและสินค้าสหกรณ์ผ่านระบบไลน์ โดยแอดLine ID : cpdadmin  และช่องทาง Facebook : COOP Market และช่องทางเว็บไซด์ coopshopth.com และทางอีเมลล์ www.welfare1.cpd@gmail.com นอกจากนั้นสามารถโทรสอบถามได้ที่ 02-2825845 และ 065-5241124 ซึ่งหากท่านใดซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป มีบริการจัดส่งฟรีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ประธานอาวุโสซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ร่วมดูแลคนไทย จับมือ ก.เกษตรฯ-การเคหะฯ-ซีพี-ซีพีเอฟ แจกยาฟ้าทะลายโจรแก่ชาวดินแดง - ห้วยขวาง ต่อเนื่อง


             กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ เขตดินแดงและเขตห้วยขวาง รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบแก่ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 04  ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 52 อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงขอมนุษย์ (อพม.) ผู้นำชุมชนเขตดินแดง และเขตห้วยขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ในการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพร



นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการฯนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่  ก.เกษตรฯ ร่วมกับ เครือซีพีและซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่างดีมาโดยตลอด จากเป้าหมายเดียวกันในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน ทั้งการเข้าถึงอาหารปลอดภัยและยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล ที่ซีพีผลิตและแจกฟรีให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้คนไทยมีกำลังใจต่อสู้กับวิกฤตนี้ ขอชื่นชมซีพี-ซีพีเอฟ ที่เป็นตัวอย่างภาคเอกชนที่ออกมาช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 



ส่วน นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่ร่วมกันดำเนินโครงการดีๆ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องประชาชนและชาวดินแดง เพื่อใช้ดูแลตนเองในเบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 และผู้ที่มีความเสี่ยง ด้าน นายวรวรรษ นิลประพันธ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ตัวแทนผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่าหลังจากนี้จะร่วมกับ อสส. อพม. และผู้นำชุมชน นำยาสมุนไพรไปส่งมอบถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด 

นายวีรพงค์ คงเรือง ประธานเครือข่ายเขตดินแดง กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่จัดโครงการฯ เพื่อพี่น้องชาวไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การมอบอาหารพร้อมทานแก่ประชาชน เพื่อคลายความเดือดร้อนในวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการมอบยาฟ้าทะลายโจรในครั้งนี้ โดยจะเร่งส่งมอบแก่สมาชิกทั้ง 23 ชุมชนโดยเร็ว เช่นเดียวกับ นายนวการ ขอนศรี ประธานคณะกรรมการสภาเคหะชุมชนห้วยขวาง กล่าวว่า โครงการฯ นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทยช่วยดูแลสุขภาพในช่วงโควิดเช่นนี้ ขอขอบคุณความห่วงใยที่มอบให้ประชาชนมาโดยตลอด 



ทางด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรภายใต้แนวคิด ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปีเกิดจากความห่วงใยของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ที่มีต่อพี่น้องคนไทย ด้วยการสนับสนุนประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร โดยจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ ใช้เวลา 100 วัน เพื่อผลิตยาแคปซูล 30 ล้านเม็ด แจกจ่ายฟรีแก่ชาวไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตร ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยซีพีเอฟร่วมมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา และกรุงเทพฯ 

สำหรับยาฟ้าทะลายโจร เพาะปลูกที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตาม พ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด

ชสอ. เปิดตลาดกลาง เพื่อคนสหกรณ์ ส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์เข้าสู่ตลาดออนไลน์


 

วันที่ 15 ธ.ค.64 รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) เป็นประธานในพิธี เปิดตัวโครงการ ตลาดกลาง ชสอ. เพื่อคนสหกรณ์โดยมีนายชัยวุฒิ  มัฒฑะนานนท์ สหกรณณ์จังหวัดนนทบุรี คณะกรรมาการ ชสอ. ชุดที่ 49 และตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิต ร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม 601 สำนักงาน ชสอ.

จากวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคลากรสหกรณ์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์  คณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 49  กำหนดนโยบาย เรื่อง การพัฒนา ชสอ. ด้านสวัสดิการสหกรณ์สมาชิก  โดยการจัดตั้งตลาดสินค้า Online  เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ ให้สมาชิกของสหกรณ์สมาชิกซื้อขายสินค้ากันเองโดยตรง  เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์การจัดตั้งสหกรณ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกให้มีความกินดีอยู่ดี  เป้าหมายหลัก  เพื่อให้ ชสอ.เป็นองค์กรที่พัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์และบุคลากรของสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างยั่งยืน



รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ เปิดเผยว่า ชสอ.ร่วมกับเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก 8 ภูมิภาคจัดเวทีซื้อขายสินค้าสมาชิกสหกรณ์โดย จัดทำโครงการตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์และ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศในฐานะผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางการทำตลาดออนไลน์ เนื่องจากคนไทยร้อยละ 60 ซื้อสินค้าผ่านตลาดออนไลน์  ในช่วงโควิดเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า ตลาดออนไลน์ คือ โอกาสการซื้อขายในแหล่งที่ผู้ซื้อมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่องทางการทำธุรกิจที่มีแนวโน้มที่จะเห็นการเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ร้านค้า หรือผู้ค้าขายจึงควรเข้ามาอยู่ในช่องทางดังกล่าว และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่องทางออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่สะดวกสบายและสามารถทำได้ทันที ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการปรับตัวของสมาชิกสหกรณ์ในฐานะผู้ประกอบการในการพัฒนาศักยภาพให้ รอด พร้อม โต ในสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวที่โลกของเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ชสอ.พร้อมเล็งเห็นโอกาสของการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์ในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนของโลกในปัจจุบันซึ่งถือได้เป็นการยกระดับศักยภาพให้กับสหกรณ์ไทย ชสอ.ในฐานะศูนย์กลางของขบวนการสหกรณ์ พร้อมช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในยุคโควิดให้ร่ำรวยและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภายใต้ โครงการ ตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์ ชสอ.พร้อมสู้ อยู่ได้ ไปรอด กับตลาดออนไลน์ ในยุคโควิด




ทั้งนี้ ชสอ.จึงขอเชิญชวน ชาวสหกรณ์และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกลุ่มตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์ในการซื้อขายสินค้าหลากหลายจากสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศในราคาถูกและคุณภาพดีที่ถูกเลือกสรรจากสหกรณ์ในแต่ละภูมิภาค ผู้สนใจเข้าไปเลือกช้อปสินค้าดีมีคุณภาพราคาพิเศษจากชาวสหกรณ์ เพียงสแกน QR Code พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายภายในงาน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กล้วยไม้ดอกด่าง จุดขายบนความไม่ธรรมดา หวังกระตุ้นวงการกล้วยไม้ไทย หลังแทบติดลบจากวิกฤตโควิด-19 สนนราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน


 

นายไชยพันธุ์ คุ้มวิเชียร ผู้จัดการ แอร์ออร์คิดส์ซุปเปอร์มาเก็ต กล้วยไม้ เปิดเผยว่า หลังเปิดประเทศ ตั้งแต่เดือนตุลาคมธุรกิจการจำหน่ายต้นไม้ มียอดการจำหน่ายกลับมาโต 50-60 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเร่งหาจุดเด่นของสินค้า ด้วยการพัฒนา การผสมพันธุ์กล้วยไม้ให้ไม่ซ้ำใคร จนได้กล้วยไม้ดอกด่าง โดยแต่ละดอกจะได้สีและลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน และเปิดให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชม



“เป็นการผสมพัฒนาพันธุ์โดย 1 ในหมื่นต้นถึงจะได้ ดอกด่างแต่ละดอกที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้รอบในการการผสมพัฒนาพันธุ์ เราผสมให้กล้วยไม้ตั้งท้อง แล้วไปเพาะในห้องแลป ใช้เวลา 2 ปี และนำไปเลี้ยงในฟาร์มเพื่อพิสูจน์ดูดอกอีก 2 ปี ต่อหนึ่งรอบ โดยได้อย่างนี้มา3-4 รอบ ดังนั้นจึงใช้เวลา 12-16 ปีถึงจะได้การกลายพันธุ์ ที่ได้ดอกด่างแต่ละดอกที่ไม่เหมือนกัน และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ย้ำว่าเป็นลูกผสมจากฟาร์มกล้วยไม้ของเราเอง ซึ่งเป็นความภูมิใจมากๆ” นายไชยพันธุ์ กล่าว




ทั้งนี้ ราคากล้วยไม้ดอกด่างอยู่ที่หลักหมื่น ถึงหลักแสน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้ โดยที่แอร์ออร์คิดส์ซุปเปอร์มาเก็ต กล้วยไม้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้จัดมาตรการการป้องกันโควิด-19อย่างเคร่งครัด มีการจัดสถานที่โปร่ง ไม่แออัด สามารถเลือกซื้อต้นไม้ ดอกไม้ที่มีอย่างหลากหลาย ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการจัดกระเช้ากล้วยไม้อย่างสวยงาม ที่สำคัญยังเป็นกำลังใจให้กับชาวสวน ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

"เฉลิมชัย" ห่วงใยพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน สั่งกรมประมงเร่งเปิดช่องทางตลาดเพื่อกระจายผลผลิต หลังประสบปัญหาจากวิกฤตโควิด - 19


 

รมว.เกษตรฯ สั่งการกรมประมงให้ความช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน เร่งพัฒนาการผลิตการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประมงพื้นบ้าน รวมถึงเปิดช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิต พร้อมให้กรมประมง Kick off จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากชาวประมงพื้นบ้าน ณ ตลาดนัดกรมประมง ในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคมนี้ 



ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีความห่วงใยถึงการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน 23 จังหวัดชายทะเล กรณีที่ประสบปัญหาด้านช่องทางตลาดในการจัดจำหน่ายผลผลิต จากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด -19 จึงได้มอบนโยบายและสั่งการให้กรมประมงเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาการผลิตการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประมงพื้นบ้าน รวมถึงเร่งเปิดช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิต โดยในระยะเร่งด่วนนี้ให้ประมงจังหวัด 23 จังหวัดชายทะเล เร่งลงพื้นที่ติดตามปัญหาและพบปะผู้นำชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่ทุกแห่ง พร้อมทำการสำรวจและจัดส่งข้อมูลรายละเอียดผลผลิตที่ได้จากการทำประมงพื้นบ้าน และประสานงานกับห้างสรรพสินค้าทั้งค้าส่ง และค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งตลาดในชุมชน สำหรับเพิ่มช่องทางกระจายการจำหน่ายผลผลิตที่มาจากการทำประมงพื้นบ้าน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น เทศบาล องค์การบริหาร ส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น นอกจากนี้ ในระยะยาวได้ให้กรมประมงทำการศึกษาวิจัยพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าให้เก็บรักษาคุณภาพได้นานขึ้น สามารถขนส่งได้สะดวก อีกทั้งเน้นส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย สร้างความจดจำและให้การยอมรับในสินค้ามากยิ่งขึ้นด้วย รวมถึงพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์เพื่อให้การกระจายสินค้าได้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางมากขึ้น



เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ได้สั่งการให้กรมประมงเปิดโซนตลาดนัดกรมประมงในทุกวันศุกร์ เป็นแหล่งซื้อ-ขายอาหารทะเลคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยาว์ เพื่อเป็นช่องทางให้ชาวประมงพื้นบ้านได้กระจายผลผลิตถึงผู้บริโภคได้โดยตรงอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจัดจำหน่ายหมุนเวียนให้ครอบคลุมผลผลิตจากทุกชุมชนและทุกจังหวัดชายทะเล ประชาชนผู้สนใจซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากชาวประมงพื้นบ้านได้ โดยกรมประมงจะทำการ Kick off เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไปดร.เฉลิมชัย กล่าวในที่สุด

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564

‘พรีเมี่ยม บีฟ’ กับเส้นทางเติบโตของเอสเอ็มอีไทยก้าวไปสู่อาเซียน เคียงข้างเพื่อนคู่คิดธุรกิจอย่าง “แม็คโคร”


 

จากธุรกิจของคนตัวเล็ก หรือ เอสเอ็มอี วันนี้ พรีเมี่ยม บีฟเติบโตขึ้นอย่างน่าปลื้มใจ หลังเดินในเส้นทางแห่งโอกาสที่มี แม็คโคร เป็นเพื่อนคู่คิด สุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์ประธานบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพรีเมี่ยม บีฟ ได้ขยับจากธุรกิจเอสเอ็มอี ขนาดเล็กมาสู่ขนาดกลาง ด้วยรายได้ 25-30 ล้านบาทต่อเดือน โดยมากกว่า 50% มาจากการได้ร่วมงานกับแม็คโคร !

ด้วยช่องทางแห่งโอกาสที่เขาและสมาชิกผู้เลี้ยงโคขุนในเมืองไทยได้รับ จนพัฒนาศักยภาพและมองเห็นเส้นทางการเติบโตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ทางด้านการตลาด โดยเฉพาะ ความต้องการของผู้บริโภคเนื้อ กุญแจสำคัญที่จะช่วยต่อยอดให้เอสเอ็มอีผลิตสินค้าได้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม 



พรีเมี่ยม บีฟ ได้ผลิตสินค้าประเภทเนื้อวัวตัดแต่งคุณภาพจากโคขุนในประเทศ โดยเราค่อยๆ เรียนรู้ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ก็พัฒนากันมาเรื่อย อย่างช่วงแรกผู้บริโภคต้องการเนื้อวัวจากไม่กี่ชิ้นส่วน  แต่เมื่อเริ่มวางจำหน่ายที่แม็คโครภายใต้แบรนด์ โปรบุชเชอร์ แม็คโครก็เข้ามาช่วยด้านการจัดการ และร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหันมานิยมเนื้อวัวในส่วนอื่นๆ มากขึ้น เราก็ปรับวิธีการตัดแต่ง เปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม กลายเป็นจุดแข็งที่เนื้อนำเข้าไม่สามารถทำได้ ประกอบกับราคาที่ดึงดูด ทำให้สินค้าจาก    พรีเมี่ยม บีฟ เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีขายในแม็คโครมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศและไม่เพียงแค่ในประเทศไทย พรีเมี่ยม บีฟ ยังได้ส่งออกสินค้าไปขายยังภูมิภาคอาเซียน ผ่านสาขาของ       แม็คโครใน เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในท้องถิ่นด้วย



นับว่าเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอี ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแม็คโคร ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงในเครือข่ายมากกว่า 1,000 ครัวเรือน  สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 10,000 - 20,000 บาทต่อตัว โดยร่วมกับแม็คโคร และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ พัฒนาระบบ รวมทั้งพัฒนาการเลี้ยงและการลงทุนด้านเครื่องจักรเพื่อให้มีมาตรฐาน โดยพรีเมี่ยม บีฟ  เลือกชูจุดเด่นที่แตกต่าง ก็คือพัฒนาคุณภาพเนื้อวัวตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นคือ 1.สายพันธุ์เลือดผสมยุโรปตอบโจทย์เรื่องของความนุ่ม ชั้นไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อ 2.การใช้ธัญพืชในการเลี้ยงเพื่อให้ได้โปรตีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของวัว 3.ระยะเวลาขุนที่เหมาะสม 10-12 เดือน และ 4.วัวที่ใช้แปรสภาพจะมีอายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่สายพันธุ์ไปจนถึงผู้เลี้ยง รวมทั้งพัฒนาเทคนิคการเพิ่มคุณภาพตามความต้องการของตลาด อาทิ การทำเนื้อดรายเอจ ที่กำลังเป็นกระแสนิยม

สุริยศักดิ์บอกเล่าถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ เมื่อครั้งตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกร มาสู่เกษตรกร นั่นคือ การผลักดันวงการเนื้อโคขุนไทยให้โดดเด่น มีเอกลักษณ์ คุณภาพดีไม่แพ้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งเป้าหมายนั้นกำลังแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ใครจะคิดว่า โอกาสที่เอสเอ็มอี ธุรกิจรายเล็กได้รับ จะกลายเป็นความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ พรีเมี่ยม บีฟ และเกษตรกรเครือข่ายอีกนับพัน

ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ห่วงใยคนไทย มอบยาฟ้าทะลายโจรฟรี!! 30 ล้านแคปซูล


 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) เพื่อส่งมอบแก่อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนในเขตบางกอกน้อยและบางพลัด รวม 86 ชุมชน ตามโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนินท์ เจียรวนนท์ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพรไทย โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมผนึกกำลังเดินหน้าแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วประเทศ



นายชนินทร์ รุ่งแสง คณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือซีพี เปิดเผยว่า ยาสมุนไพรที่ได้รับนี้จะส่งมอบแก่ชาวชุมชนบางกอกน้อยและบางพลัด ผ่านทีมงาน อสส. ในพื้นที่ สำหรับส่งต่อให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรเพื่อผลิตยาสมุนไพรฯ 30 ล้านแคปซูล แจกฟรีให้กับกลุ่มเปราะบางในภูมิภาคต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายของ ก.เกษตรฯ ที่จัดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19 โดยให้เกษตรกรเป็นผู้เพาะปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาต้านไวรัสโควิด–19 ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอาจผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ จึงถือว่า ก.เกษตรฯ และเครือซีพีมีเป้าหมายเดียวกัน ในการขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องชาวไทย ขอชื่นชมเครือซีพีและซีพีเอฟที่จัดโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้



ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากแนวคิดของประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มุ่งนำศักยภาพจากทุกกลุ่มธุรกิจมาช่วยประเทศ ซีพีจึงขอร่วมส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร และผนึกกำลังทุกกลุ่มธุรกิจร่วมร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี ส่งมอบแก่ประชาชน โดยซีพีเอฟร่วมส่งต่อความห่วงใยของท่านประธานอาวุโสฯ และเครือซีพีที่มีต่อคนไทยทุกคน ส่งมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และนครราชสีมา ผ่านโรงพยาบาลและองค์กรพันธมิตรต่างๆ 




นางสาวเสาวลักษณ์ จารุภูมิ อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนตรอกข้าวเม่า (อสส.30 วัดเจ้าอาม) เป็นผู้แทนรับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อนำไปส่งต่อแก่ประชาชนชาวบางกอกน้อย 38 ชุมชน ได้นำไปใช้ในการดูแลตนเอง ซึ่งชาวชุมชนต่างดีใจที่ได้รับยาสมุนไพรในครั้งนี้ และขอบคุณ ซีพี-ซีพีเอฟ ที่มอบความห่วงใยให้กับคนไทยมาตลอด ก่อนหน้านี้ได้รับอาหารจากโครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19 และโครงการครัวปันอิ่ม ซีพีร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19 เช่นเดียวกับ นายเทอดเกียรติ ล้วนโกศล อาสาสมัครชุมชนเติมสุข (อสส.31) เป็นผู้แทนเขตบางพลัด แจกจ่ายแก่ 48 ชุมชน กล่าวว่า ดีใจที่เครือซีพีมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ที่มีความเสี่ยง ถือเป็นโครงการที่ดีมากและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องชาวไทย 

ทั้งนี้ โครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร จำนวน 100 ไร่ ที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตามพ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด เพื่อผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล แจกจ่ายฟรีให้กับประชาชนคนไทย

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดรับเยาวชนเกษตรบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ไปฝึกงานในฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ไปฝึกงานจริงในฟาร์มเกษตรประเทศญี่ปุ่น ระยะเวลา 11 เดือน เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ของไทยได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาจากการปฏิบัติงานจริง ทั้งการบริหารจัดการฟาร์มและการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ หวังเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญที่ได้รับจากการฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการพัฒนาอาชีพการเกษตรของตนให้ดียิ่งขึ้น และสนับสนุนให้เข้ามาพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรของไทยให้มีความเข้มแข็ง



นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการคัดเลือกเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เดินทางไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปัจจุบันมีผู้ผ่านการคัดเลือกในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 136 คน ซึ่งจากการติดตามผลภายหลังจากที่เดินทางกลับจากญี่ปุ่นพบว่า เยาวชนเกษตรส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพด้านการเกษตร ส่วนหนึ่งพัฒนาตนเองจนเป็นผู้นำเกษตรกรในชุมชนและท้องถิ่น รวมทั้งยังเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่ดี ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการเดินทางไปฝึกงานในฟาร์มเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้กับการทำการเกษตรของตนเอง และพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรของตนเองได้อย่างมีคุณภาพด้วย 



สำหรับในปีงบประมาณ 2565 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เปิดรับสมัครเยาวชนเกษตรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์หรือบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 9 ธ.ค.64 โดยเยาวชนเกษตรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สหกรณ์การเกษตรต้นสังกัด เมื่อเยาวชนเกษตรที่ผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะด้านการเกษตรและฝึกภาษาญี่ปุ่น เป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน 2565 ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางไปฝึกงานกับเกษตรกรญี่ปุ่นเป็นเวลา 11 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2565 – มี.ค. 2566 ซึ่งผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการต้องมีอายุระหว่าง 21 – 27 ปี จบการศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ประกอบอาชีพทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก และสหกรณ์การเกษตรต้นสังกัดจะต้องยอมรับและพร้อมสนับสนุนให้ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกลับมาทำอาชีพการเกษตร เมื่อสำเร็จจากการฝึกงานและเดินทางกลับจาก              ประเทศญี่ปุ่นแล้ว



ทั้งนี้ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Farmers มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทย  ซึ่งผู้แทนเยาวชนเกษตรไทยที่จะเดินทางไปฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยในอนาคต จึงขอให้ตัวแทนเยาวชนเกษตรไทยตั้งใจเรียนรู้ อดทน มีวินัย นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากการเดินทางไปฝึกงานครั้งนี้ ให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ ภายในชุมชนของตนเองด้วย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์หวังว่าตัวแทนเยาวชนเกษตรไทยจะสามารถเป็นผู้นำในการพัฒนาการประกอบอาชีพการเกษตรในหมู่บ้าน ตำบล ชุมชน และภูมิลำเนาของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนเกษตรให้เข้ามาเป็นผู้นำในการพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ภาคการเกษตรของไทยให้เข้มแข็งต่อไป



โครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Agricultural Exchange Council: JAEC) เยาวชนเกษตรไทยจะได้เดินทางไปฝึกงานการทำเกษตรในสาขาต่าง ๆ ดังนี้ ข้าว ผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ และเรือนเพาะชำไม้ผล ได้แก่ แอปเปิ้ล แพร์ องุ่น และฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ โคนม ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 11 เดือน ซึ่งจะเป็นการ   สร้างโอกาสแก่เยาวชนเกษตรของไทยได้เรียนรู้เทคนิคการทำฟาร์ม ทักษะการจัดการ ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์การเกษตรในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งเรียนรู้บทบาทสังคมชนบทในญี่ปุ่น โดยผ่านการใช้ชีวิต การทำงาน และเรียนรู้ร่วมกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น  และเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกษตรกรไทยและญี่ปุ่น และเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณี ระหว่างทั้งสองประเทศอีกด้วย

จังหวัดชัยนาท จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง ธกส.กับ สหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์การเกษตร กับ ผู้ประกอบการค้าข้าว


 

นางสาวชไมพร อำไพจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กับ สหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์การเกษตร กับ ผู้ประกอบการค้าข้าว  โดยมีสหกรณ์การเกษตร  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการค้าข้าว คณะกรรมการสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมในพิธี   ห้องประชุมศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท



นายกรกฏ ชยุตรารัตน์ สหกรณ์จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีภารกิจในการส่งเสริมการดำเนินการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรด้านการดำเนินธุรกิจข้าว จัดทำโครงการร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรและ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีแบ่งเป็นการรวบรวมเพื่อขายและรวบรวมเพื่อแปรรูป โดยได้รับความร่วมมือด้านเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและด้านการตลาดจากผู้ประกอบการค้าข้าวในการรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์ ซึ่งผลการรวบรวมข้าวเปลือกในแต่ละปีอยู่ในปริมาณ 150,000 ตัน ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยนาท ได้จัดทำโครงการการบริหารจัดการตลาดข้าวของสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดชัยนาท เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรให้มีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอและพื้นที่ชุมชน ตลอดจนเกิดเครือข่ายในการรวบรวมข้าวเปลือกของสถาบันเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท



ด้าน นางสาวชไมพร อำไพจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันนี้ จะเป็นการเชื่อมโยงการกระจายสินค้าข้าวของเกษตรกรผ่านกระบวนการสหกรณ์ที่จะทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทย ควบคู่กับการปฏิรูประบบสหกรณ์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวนาไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศต่อไปในอนาคต และความร่วมมือในการลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและผู้บริโภคต่อไป



วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564

รมช.ประภัตร นั่งหัวโต๊ะ คลอด 6 ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร โชว์ผลงาน มกอช. ปี 64 ออกใบอนุญาตผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า 7 มาตรฐานบังคับ 332 ฉบับ


 

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 5/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Cloud Meeting ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2564 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 กันยายน 2564 ได้แก่ 1. หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2. หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4. การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น  332 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 236 ฉบับ ผู้ส่งออก 88 ฉบับ และผู้นำเข้า 8 ฉบับ



นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ลูกเดือย 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค 3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตาม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป



ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.ลูกเดือย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการบริโภค อุตสาหกรรมอาหาร ตลาดต้องการลูกเดือยคุณภาพดี โดยปี 2563 มีการส่งออกลูกเดือยทั้งเปลือกมูลค่า 102.5 ล้านบาท ปริมาณ 2,035 เมตริกตัน ซึ่งการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรลูกเดือย เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการนำเข้าลูกเดือยและคุณภาพของลูกเดือยภายในประเทศ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการมีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคหลากหลายชนิด เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ โดยมาตรฐานฯ นี้ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคครอบคลุมองค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ การจับ และการจัดการตัวสัตว์และผลิตผล สิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สามารถนำไปใช้เป็นอาหาร หรือเลี้ยงต่อเป็นอาหาร หรือเพื่อให้ได้ผลิตผลที่ ปลอดภัย มีความเหมาะสมในการนำไปบริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ มาตรฐานฯ นี้             เป็นการให้แนวปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเฉพาะแบคทีเรียในปศุสัตว์               ที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ครอบคลุมการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ            ในอาหารสัตว์ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบระบบการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยา แนวทางการเก็บตัวอย่าง การเก็บและนำส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ การเก็บรักษาสภาพแบคทีเรีย การทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ การบันทึก และเก็บข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์และรายงานผล 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร มาตรฐานฯ นี้ เป็นการกำหนดหลักการ คำอธิบายตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพสัตว์สำหรับสุกร และข้อแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีในระบบการผลิตสุกร ครอบคลุมการผสมพันธุ์ การเลี้ยงและการจัดการฟาร์มสุกร ตั้งแต่การรับสุกรเข้าฟาร์มจนถึงระยะจับขายหรือส่งโรงฆ่า โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และให้แนวทางการประเมินสวัสดิภาพสัตว์จากผลลัพธ์ของการจัดการเลี้ยงที่เกิดกับสุกรโดยตรง



5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล มกอช. ได้ทบทวนขั้นตอนการจัดทำมาตรฐาน ให้สอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของ Global Sustainability Seafood Initiatives (GSSI) โดยการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานให้ครอบคลุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความสมดุล รวมถึงการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401-2562) ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง การจับ จนถึงหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลิตผลกุ้งที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร เนื่องจากความหลากหลายของสินค้า และกฎระเบียบด้านการแสดงฉลากสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการกำหนดการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นสมควรให้จัดทำมาตรฐานฯ นี้ขึ้น ซึ่งครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร ทั้งที่เป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร ที่บรรจุในหีบห่อสำหรับผู้บริโภค หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ไม่ได้จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค แต่ไม่ครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตรที่อยู่ในรูปแบบบัลก์ (Bulk) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อ และสินค้าเกษตรนั้นสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวสัมผัสของพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและบรรยากาศ เช่น สินค้าเกษตรที่บรรทุกในท้ายรถบรรทุกแบบเทกอง

ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี ส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ตามนโยบาย ประธานอาวุโส ธนินท์ ถึงมือคนไทย


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับนโยบายจาก ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ร่วมผนึกกำลังส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ภายใต้โครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรแก่ประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้  (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และจังหวัดนครราชสีมา ผ่านกลุ่มและองค์กรพันธมิตร เพื่อส่งมอบถึงมือกลุ่มเปราะบางโดยเร็วที่สุด

นายจรัส อัศวชาญชัยสกุล รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทย เพื่อใช้เสริมภูมิคุ้มกันป้องกันโรค โดยประกาศจัดทำโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ภายใต้แนวคิด ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปีโดยเครือซีพี ได้เริ่มปลูกต้นฟ้าทะลายโจรตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 และนำมาผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแจกฟรี 30 ล้านแคปซูล ขณะนี้พร้อมแจกจ่ายส่งมอบไปยังประชาชนคนไทยแล้ว  โดยให้ทุกกลุ่มธุรกิจ ผนึกกำลังส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อมอบแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง



ซีพีเอฟ ซึ่งดำเนินธุรกิจในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตลอดจนจังหวัดนครราชสีมา ที่ถือเป็นพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ชาวซีพีเอฟจึงรับนโยบายดังกล่าวมาดำเนินการ เพื่อเร่งส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ให้กับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสงขลา ส่งมอบแก่ รพ.สต.น้ำน้อย รพ.สต.บ้านท่าจีน รพ.สต.บ้านพรุ ศูนย์แพทย์ชุมชนสามตำบล รพ.รัตภูมิ รพ.สต.ตลิ่งชัน รพ.สต.คลองยางแดง เทศบาลบ้านไร่ และเทศบาลควนลัง, จังหวัดปัตตานี มอบแก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, จังหวัดยะลา มอบแก่ สาธารณสุขจังหวัดยะลา, จังหวัดนราธิวาส มอบแก่ สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ด้าน จังหวัดนครราชสีมา มอบแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมานายจรัส กล่าว



ทั้งนี้ เครือซีพียึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่านิยมสำคัญขององค์กร ที่ต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ประชาชนมาเป็นลำดับแรก ประธานอาวุโสธนินท์ เล็งเห็นว่าเครือฯ มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้ในภาวะปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการสร้างสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงเป็นสำคัญ ซีพีจึงขอร่วมส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันไข้หวัดสร้างภูมิคุ้มกัน โดยจัดโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรบนพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร จำนวน 100 ไร่ ที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ซึ่งได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา เพื่อผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล แจกจ่ายฟรีให้กับประชาชนคนไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตรต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...