วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565

คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร ให้กับสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด จังหวัดชุมพร


 

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมส่งมอบแทรกเตอร์คูโบต้า L5018SP ระบบ KIS พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง มูลค่ารวม 1 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ภายใต้โครงการ คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และใช้พัฒนาต่อยอดธุรกิจการเกษตรของชุมชนให้เติบโต โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยโท สมชาย เรืองจันทร์ ปลัดจังหวัดชุมพร และผู้บริหารคูโบต้า มิตรแท้ชุมพร





สถาปนา 54 ปี สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย “เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง”

 


สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 54 ปี ในวันที่ 20มิถุนายน 2565 ณ สันนิบาตสหกรณ์ฯ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ พร้อม เสวนาร่วมพูดคุยประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ ช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการป้องกันการทุจริตในสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ ถามตรงๆ กับจอมขวัญสหกรณ์เขาทุจริตกันอย่างไร? แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้เสวนาประกอบด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  สหกรณ์ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์ฯ นายไพบูลย์ แก้วเพทาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสหกรณ์ นายสิรวิชญ์ ไพศาสตร์ ที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ฯ โดยมี นางสาวจอมขวัญ หลาวเพ็ชร ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ นอกเหนือจากการเสวนา ภายในงานได้นำนิทรรศการ วันคล้ายวันสถาปนาสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย มาจัดตั้งเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ร่วมงาน รวมถึงจัดจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล เช่นทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ รวมถึงข้าวเหนียวมะม่วง อาหารแปรรูปต่างๆ





นับเนื่องเป็นเวลา 54 ปีที่สันนิบาตสหกรณ์สหกรณ์ฯ ได้ก่อตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งได้มีการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ ขึ้น เป็นสหกรณ์ประเภทชุมนุมสหกรณ์เป็นองค์การสูงสุดของขบวนการสหกรณ์ (APEX) ในชื่อว่าสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ จดทะเบียนตามพ.ร.บ.สหกรณ์พ.ศ. 2471 เมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2511 นับเป็นองค์การสูงสุดของขบวนการสหกรณ์ไทยในการเชื่อมโยงสหกรณ์ทุกประเภทเข้าด้วยกัน ต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2511 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เนื่องจาก กิจการของสหกรณ์ ได้ขยายตัวขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมในการส่งเสริมขบวนการสหกรณ์ จึงเปลี่ยนจากสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ มาเป็น สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (ตามส่วนที่ 6 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 104) ให้มีสถาบันขึ้นสถาบันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งเป็นสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า แก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักรอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกันและมีบทบาทหน้าที่ (1) ส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ ตลอดจนทำการวินิจฉัยและรวบรวมสถิติเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ (2) แนะนำช่วยเหลือทางวิชาการแก่สหกรณ์ และอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานระหว่าง สหกรณ์กับส่วนราชการหรือบุคคล (3) ให้การศึกษาฝึกอบรมวิชาการเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ (4) ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างสหกรณ์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ หรือสันนิบาตสหกรณ์ของต่างประเทศ หรือองค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกัน (5) ซื้อ จัดหา จำหน่าย ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง หรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (6) ส่งเสริมธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม หรือบริการของสหกรณ์ (7) สนับสนุนและช่วยเหลือสหกรณ์เพื่อแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องที่เกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ซึ่งเป็น การกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ( เป็นตัวแทนของสหกรณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากการสนับสนุนของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ หรือภาคเอกชนอื่น (9) ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ บรรดาสหกรณ์อย่างแท้จริง และ (10) ดำเนินการอื่นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือตามที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ แห่งชาติมอบหมาย



ปัจจุบันสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ดำเนินการภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการชุดที่ 25 ซึ่งมีนายประเมศวร์ อินทรชุมนุม ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์ แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลังขับเคลื่อนด้วยนโยบาย 6 ด้านนำไปสู่เป้าหมาย

1. ปฏิรูปสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย : เน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการปฏิรูประบบบริหารจัดการงบประมาณสันนิบาตสหกรณ์ฯให้มีประสิทธิภาพภายใต้ระบบธรรมาภิบาลพร้อมจัดตั้งกองทุนกลางและพัฒนาสู่การเป็นธนาคาร (Coop Bank) ปฏิรูปและยกระดับระบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสหกรณ์ โดยมีการจัดตั้ง วิทยาลัยสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนาคน พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของขบวนการสหกรณ์ ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดหลักสูตรฝึกอบรม ฟรี ที่เอื้อต่อการ พัฒนานักสหกรณ์มืออาชีพ ปฏิรูปและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (DATA CENTER ) ด้วยระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัยในยุคสหกรณ์ 4.0 รวมทั้งการปฏิรูประบบการเลือกตั้งของสันนิบาตสหกรณ์ฯเพื่อให้ได้ คนเก่ง คนดี และมีคุณธรรม เข้าสู่ระบบอย่างมืออาชีพ

2. กระจายอำนาจบริหาร : โดยการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดหรือเครือข่ายสหกรณ์ระดับจังหวัดตามบริบทของพื้นที่การกระจายอำนาจซึ่งเครือข่ายสหกรณ์จะมีอำนาจในการบริหารจัดการแทนสันนิบาตสหกรณ์ฯ กระจายการจัดการฝึกอบรมตามภูมิภาคเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและสร้างความใกล้ชิดระหว่างพี่น้องสหกรณ์ด้วยกัน

3. จัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม : โดยการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 15-30 ให้แก่เครือข่ายสหกรณ์อย่างเป็นธรรมเพื่อใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทำบัญชีรายจ่ายตามความเป็นจริงและสะสมเงินที่เหลือเป็นกองทุนต่างๆเพื่อพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์ฯและขบวนการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งและมั่นคง

4. แก้ไขกฎหมายสหกรณ์ : โดยการพัฒนาระบบสหกรณ์ ข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติ เป็นผู้นำขบวนการสหกรณ์ในการแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อบังคับฯ ประกาศนายทะเบียนที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่สหกรณ์ทุกประเภท

5. เอื้ออาทรกลุ่มรากหญ้า : เน้นการพัฒนาสู่สากลด้วยระบบการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการของสหกรณ์ให้สามารถเชื่อมโยงทั้งด้านการเงิน ทุน การผลิต การแปรรูป การตลาดและการกระจายสินค้า สร้างตราสินค้า Brand Co-op ที่จะส่งเสริมการสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างสหกรณ์โดยใช้ Brand ตามที่องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์สากลหรือ ICA ได้ประกาศรณรงค์ให้สมาชิกองค์กรสหกรณ์ทั่วโลกใช้เครื่องหมายการค้า Coop กระจายสู่ตลาดอย่างครบวงจรให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ

6. พัฒนาเครือข่ายสัตตะสหกรณ์: สร้างความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ขยายเครือข่ายสหกรณ์ระดับชาติในรูปแบบ สภาสหกรณ์แห่งชาติผลักดันการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ เช่น ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การยางฯ จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ผู้ใช้น้ำฯ จำกัด หรือการจัดตั้งเป็นประเภทสหกรณ์เอนกประสงค์ สร้างสหกรณ์เครือข่ายระดับจังหวัดให้มั่นคงในรูปแบบ    ชุมนุมสหกรณ์จังหวัด ภายใต้หลักการและแนวคิด สหกรณ์ก้าวไกล ด้วยน้ำพระทัยในหลวง ส่งเสริมความร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทให้มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ


วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

อย. จับมือ จ.บุรีรัมย์ จัด “มหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” 10-12 มิ.ย. นี้ จัดเต็มองค์ความรู้-ผลิตภัณฑ์จากกัญชา พืชเศรษฐกิจหมื่นล้าน


    วันที่ 31 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข จัดงานแถลงข่าว “มหกรรม 360 องศา  ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” ภายในวันที่ 10-12 มิ.ย. 2565 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตอกย้ำความสำเร็จ “มหกรรมกัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ในปีที่ผ่านมา และเป็นการเดินหน้าสร้างความรู้และความเข้าใจด้านกัญชาทางการแพทย์ กัญชงเพื่อเศรษฐกิจ และเพิ่มการเข้าถึงการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย



    นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายกัญชาเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พยายามดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ ให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพในการรักษาโรค ซึ่ง สธ. ได้ดำเนินการปลดล็อกกัญชา เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ดังนั้น ประชาชนต้องได้ความรู้เรื่องการใช้กัญชา โดย สธ. ได้ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับบุคคลที่ใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ รวมทั้งระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ และสามารถใช้ในครัวเรือนได้เช่นกัน  ซึ่งในวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ จะมีมหกรรมกัญชา ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยสร้างความรับรู้ให้ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งกระทรวงเองก็จะเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

    นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มีหน้าที่สร้างความชัดเจนให้ประชาชนเรื่องการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจากการจัดมหกรรมกัญชา ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปีที่แล้ว มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก คิดว่าเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่ง โดยปีนี้ คาดว่า “มหกรรม 360 องศา  ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมากเช่นเดิม และประชาชนสามารถมาจดแจ้งการปลูกกัญชาภายในงานได้ด้วย นอกเหนือจากช่องทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ซึ่งเป็นนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของกัญชาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว



    นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 กล่าวว่า เขตสุขภาพที่ 9 ได้ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากร เพื่อให้สามารถให้บริการ และถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนภายในเขตได้อย่างเหมาะสม ส่วนด้านการสาธารณสุข ก็ได้ศึกษาพัฒนาการใช้กัญชาทางการแพทย์มาโดยตลอด สำหรับงานนี้ สาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งในเขตได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลัง ทั้งการให้บริการคลินิกกัญชา การให้บริการข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนภายในงาน เป็นต้น ขอเชิญชวนประชาชนใน จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมงาน เพราะทุกภาคส่วนพร้อมมอบสาระความรู้เรื่องกัญชาแก่ทุกคนอย่างเต็มที่ 

    นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ในฐานะเจ้าบ้าน มีความพร้อมรองรับผู้ร่วมงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ เพราะได้รับความร่วมมือจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นอย่างดี มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางสาธารณสุขนั้น จ.บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ที่ประชากรได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึง  และมีการดำเนินการตามมาตรฐานทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด



    ส่วน นพ.พิเชษฐ  พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดบุรีรัมย์ ยืนยันถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ อย่างเต็มที่ทุกส่วนของกิจกรรม ทั้งนิทรรศการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตำรับยาที่สกัดจากกัญชา ผลิตภัณฑ์จากกัญชา รวมทั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ ที่เปิดให้บริการตรวจรักษาฟรี 

นอกจากนี้ ยังมีเวทีสัมมนาวิชาการ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาให้ความรู้อย่างคับคั่ง ตลอดจนเมนูอาหารจากกัญชารสชาติเยี่ยม พร้อมด้วยบูธให้คำแนะนำด้านการนำกัญชามาประกอบอาหารอย่างถูกวิธี รวมทั้งมีการแจกต้นกัญชาตลอด 3 วัน รวม 1,000 ต้น เฉลี่ยวันละ 300 กว่าต้น ให้ประชาชนนำไปปลูกด้วย 

    ทั้งนี้ งาน“มหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” ยังมีกิจกรรม สาระความรู้เกี่ยวกับกัญชาในหลายมิติ ที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชน ผู้ป่วย และผู้ประกอบการต่างๆ พร้อมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ร่วมงาน ด้วยมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 10-12 มิถุนายน 2565 เวลา 09.00-16.30 น.


 

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

มกอช. แนะเกษตรกรใช้ know how ระบบตามสอบย้อนกลับ QR Trace on Cloud ยกระดับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค


 

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยสูงที่สุด โดยคาดว่าการส่งออกทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะตลาดจีน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค กับสินค้าทุเรียนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าเป็นอย่างมาก จึงส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย มีความปลอดภัยต่อการบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ



จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีทุเรียนที่ขึ้นชื่อ คือ ทุเรียนภูเขาไฟมีพื้นที่ปลูกครอบคลุมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ และศรีรัตนะ ซึ่งเป็นที่นิยมทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยสภาพแวดล้อมของแหล่งผลิตที่ปลูกในบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟ ทำให้ได้รับแร่ธาตุครบถ้วน ทุเรียนศรีสะเกษจึงมีรสชาติดี และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เนื้อทุเรียนแห้งและนุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมเฉพาะ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยทุเรียนภูเขาไฟในปัจจุบันได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพจนได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) และมาตรฐานสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI)




ทั้งนี้ มกอช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร จึงขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้วยการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ผ่านระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace On Cloud) ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลตามสอบสู่ผู้บริโภค โดยจัดอบรมการใช้งานระบบ QR Trace On Cloud ให้แก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานระบบการตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ สามารถจัดทำ QR Code เพื่อติดบนสินค้า และเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าในตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT Farm) ได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สามารถแข่งขันทางการค้าและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น



มกอช. มีนโยบายที่จะสร้างความเข้าใจและผลักดันให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ รวมถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สนใจ ให้ใช้ระบบตามสอบสินค้าเกษตร QR Trace on Cloud และ เว็บไซต์สินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT Farm) โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีศักยภาพและความโดดเด่นในการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการในภาคการเกษตรและอาหารของไทยให้สามารถแข่งขันทางการค้าและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นเลขาธิการ มกอช.กล่าว



ด้านนางเพ็ญภรณ์ นะวะคำ ผู้จัดการสกรณ์ผู้ปลูกพืชผักผลไม้กันทรลักษ์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ ตำบลชำ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ มีสมาชิกจำนวน 337 ราย  มีพื้นที่ปลูกกว่า 8,000 ไร่ ซึ่งจุดเด่นของสหกรณ์ฯ คือ มีทั้งเกษตรกรที่เป็นกลุ่มแปลงใหญ่และเกษตรกรทั่วไป โดยทางกลุ่มได้ดำเนินการผลิตทุเรียนตามมาตรฐาน GAP จนมีสมาชิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 75 แปลง พื้นที่ 360 ไร่ และได้รับการรับรองมาตรฐาน GI จำนวน 58 ราย พื้นที่ 276 ไร่ ซึ่งทุเรียนของที่นี่เป็นทุเรียนพรีเมี่ยม  มีทั้งส่งขายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทั้งนี้ ทาง มกอช. ได้เข้ามาแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบตามสอบสินค้าเกษตร QR Trace On Cloud ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรประชาชนของสินค้าโดยสามารถใช้โทรศัพท์สแกน QR Code ตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรได้

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

มกอช. ติวเข้มผู้ประกอบการผลิตและแปรรูป ผู้นำเข้า รู้ทันการบังคับใช้กฎหมาย FSMA ของสหรัฐฯ


 

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน มกอช. เป็นหน่วยงานที่ผ่านการรับรองสมรรถนะในฐานะหน่วยรับรองระบบงานความปลอดภัยอาหาร โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (U.S.FDA) มีบุคลากรที่มีศักยภาพในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาหารระดับภูมิภาค และยังเป็นหน่วยงานประสานเครือข่ายฝึกอบรม Training Provider สำหรับการควบคุมเชิงป้องกันความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ ร่วมกับนิติบุคคล 18 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งการขยายเครือข่ายฝึกอบรมของ มกอช. ทำให้ประเทศไทยมีเครือข่าย PCQI ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ที่มีความพร้อมต่อการจัดทำเอกสารควบคุมเชิงป้องกันในสถานประกอบการผลิตและแปรรูปเพื่อการส่งออก



ทั้งนี้ มกอช. โดยกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (กนม.) ได้ติดตามศึกษา จัดทำข้อคิดเห็น ตลอดจนถึงเผยแพร่ข้อมูลแนวทางดำเนินการเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายการปรับปรุง               ความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัย (FSMA) ของสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละระเบียบสำคัญพบว่าระเบียบว่าด้วยการทวนสอบซัพพลายเออร์ต่างประเทศ (Foreign Supplier Verification Program: FSVP) ซึ่งเป็นระเบียบบังคับให้ผู้นำเข้าต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารระบบคุณภาพและแผนปฏิบัติภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนควบคุมเชิงป้องกัน และแผนการเรียกคืนสินค้า ผู้นำเข้ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เอกสารประกอบการลงทะเบียนในระบบบริการกลาง FSVP Portal ของ U.S.FDA ที่สามารถตามสอบได้จนถึงผู้ผลิตขั้นต้น (ในกรณีสินค้าสดหรือเน่าเสียง่าย) หรือผู้ประกอบการแปรรูป ในขณะที่กระบวนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังต่างประเทศ ทั้งในการขนส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการจัดหา รวบรวม ขนส่ง เก็บรักษา ตลอดจนถึงพิธีการทางศุลกากรเพื่อนำเข้าและตรวจปล่อยสินค้าในหลายขั้นตอน โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงจรการค้าจำนวนมาก เช่น พ่อค้าคนกลาง ผู้รวบรวมสินค้า หรือผู้จัดหาที่ไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง จึงทำให้ผู้นำเข้าบางรายไม่สามารถจัดหาหลักฐานหรือเอกสารที่จำเป็นสำหรับการตามสอบได้



นอกจากนี้ ยังพบว่า U.S.FDA ไม่มีนโยบายเผยแพร่รายงานการปฏิเสธนำเข้าหรือกักกันสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งฝั่งไทยและผู้นำเข้าปลายทางในกรณีที่             เกิดปัญหาจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ FSVP ดังนั้น มกอช. เห็นควรให้มีการสร้างเสริมองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการผลิตและแปรรูปต้นทาง ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากไทย และผู้ประกอบการในวงจรการค้าที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดโครงการสัมมนา ทบทวนกฎหมาย FSMA เชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทย มั่นใจส่งออกสหรัฐขึ้นผ่านระบบ Zoom เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรวมทั้งมี               ความตระหนักต่อความสำคัญของการจัดทำ รวบรวม ตามสอบ และรายงานข้อมูลการปฏิบัติให้สอดคล้อง            ตามกฎหมาย FSMA ตลอดวงจรการค้าระหว่างประเทศและห่วงโซ่การผลิต รวมทั้งส่งเสริมโอกาสที่จะใช้              การตรวจรับรองเพื่อขึ้นทะเบียนภายใต้โปรแกรมการตรวจประเมินโดยหน่วยงานบุคคลที่สาม



จากการสัมมนาครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการผลิตและแปรรูปต้นทาง            ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากไทย และผู้ประกอบการในวงจรการค้าที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับพื้นฐานและความสัมพันธ์ของระเบียบสำคัญภายใต้กฎหมาย FSMA ที่เป็นกฎหมายแม่บท                      ความปลอดภัยอาหารของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญต่อกระบวนการตามสอบและจัดทำเอกสารระบบคุณภาพ เอกสารด้านการควบคุมเชิงป้องกัน ตลอดจนถึงการประสานข้อมูลระหว่างวงจรการค้าเลขาธิการ มกอช. กล่าว

"ประภัตร”เตือนเกษตรกรระวังการแอบอ้างหาผลประโยชน์ “โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร”


    นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกลุ่มบุคคล/บริษัทแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินการขายผลิตภัณฑ์ด้านเกษตร มีการเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมอบรม โดยแอบอ้างโครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร พร้อมทั้งให้เกษตรกรลงทะเบียนและแจ้งเก็บเงินค่ามัดจำ จำนวน 6,500 บาท เพื่อแลกผลิตภัณฑ์ของบริษัท มูลค่า 40,000 บาท โดยจะเก็บเงินอีก 20,000 บาท เมื่อเกษตรกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านแล้ว ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 3 ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ปกยโสธร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ 



    ทั้งนี้ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ และโครงการสานฝันสร้างอาชีพยกระดับรายได้เกษตรกร ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐ ไม่ได้ทำข้อตกลงหรือความร่วมมือกับกลุ่มบุคคล/บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ให้เข้ามาช่วยเหลือ และเรียกเก็บค่ามัดจำล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ต้องขอเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ต่างๆ และขอให้เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรช่วยกันเฝ้าระวังอย่าหลงเขื่อหากพบการกระทำความผิดให้รีบแจ้งหน้าที่เพื่อดำเนินคดีและขอให้กำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงขั้นตอนการดำเนินโครงการสานฝันฯ ให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ และแนะนำขั้นตอนกระบวนการทางกฏหมาย เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำความผิดทันทีกับกลุมบุคคลดังกล่าวต่อไป

    สำหรับ โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกรนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการ มีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือน มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าว มีเมนูทางเลือกให้กับเกษตรกรในด้านต่าง ๆ ทั้งเมนูอาชีพด้านปศุสัตว์ เมนูอาชีพด้านพืช และเมนูอาชีพด้านประมง โดยสามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ตามโครงการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1) ยื่นขอกู้เงินที่ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขาที่ตนเองมีภูมิลำเนาหรือที่ตั้งของโครงการ (Walk In) และ 2) ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family และนัดหมายผู้ขอกู้ผ่านระบบนัดหมาย  ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในภูมิลำเนา ได้แก่ สำนักงานเกษตร สำนักงานปศุสัตว์ หรือสำนักงานประมง ในท้องที่ มีวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน จำนวน 100,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายและหรือค่าลงทุนจริงของลูกค้าแต่ละราย


 

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

รองนายกฯ จุรินทร์ ชมบูธ CPF โชว์นวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคต ตอบโจทย์สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022


 

รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เยี่ยมชมบูธ ซีพีเอฟ ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 ภายใต้แนวคิด “FOOD FOR THE NEXT DECADE” ชู 5 เทรนด์อาหารเพื่ออนาคตคุณภาพ ปลอดสาร ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์วิถีบริโภคยั่งยืน



นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ ซึ่งในปีนี้ ซีพีเอฟ โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหารของโลก ภายใต้แนวคิด “FOOD FOR THE NEXT DECADE” อาหารเพื่ออนาคต ชู 5 เทรนด์อาหารยอดนิยม ในอีก 10 ปีข้างหน้า ตอบโจทย์วิถีบริโภคยั่งยืน โดยเฉพาะนวัตกรรมเนื้อจากพืช แบรนด์ “MEAT ZERO” ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหาร (THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022) ผลสำเร็จจากการคิดค้นนวัตกรรม PLANT-TEC หรือเทคนิคการสร้างรสสัมผัส กลิ่น และรสชาติเสมือนเนื้อสัตว์จริง ได้คุณค่าโภชนาการโปรตีนจากถั่วเหลือง มีไฟเบอร์สูง ปราศจากคอเลสเตอรอล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



ภายในบูธ รองนายกฯ เดินชมสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพ ไฮไลท์คือ “MEAT ZERO” เนื้อจากพืช นวัตกรรม PLANT-TEC ที่ CPF RD Center พัฒนาร่วมกับศูนย์วิจัยชั้นนำระดับโลก เป็นระยะเวลามากกว่า 4 ปี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีรสสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์จริง ทั้งลักษณะและกลิ่น คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงสินค้าเนื้อสัตว์ ทั้งนวัตกรรมไก่เบญจา และหมูชีวา และสินค้าในกลุ่ม “CP SELECTION” ที่นำนวัตกรรมโปรไบโอติกมาใช้ในอาหารสัตว์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้สินค้า ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมของงานในปีนี้ว่า บรรยากาศการจัดงานกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่เราห่างหายไป 2 ปี การจัดงานเป็นรูปแบบไฮบริด มีทั้งการจัดนิทรรศการในพื้นที่จริง (On Ground) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ควบคู่กับรูปแบบเสมือนจริง (Virtaul) ทางออนไลน์ สำหรับบูธของซีพีเอฟ เป็นตัวแทนของผู้ผลิตอาหารจากประเทศไทยเป็นความภูมิใจของคนไทย ที่มีความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาอาหารเทียบเท่าสากล ทั้งนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์ เนื้อจากพืช รวมถึงสินค้ากลุ่มฮาลาล ล่าสุดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างความสำเร็จให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย



ซีพีเอฟ จัดแสดงสินค้าคุณภาพสูง รวม 5 โซน ได้แก่ 1.) เนื้อจากพืช แบรนด์ MEAT ZERO ที่ทำให้ "พืช...อร่อยแบบเนื้อสัตว์" 2.) กลุ่มของสด แบรนด์ U-FARM ได้แก่ "ไก่เบญจา" และ "หมูชีวา" รวมทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู และไข่สด “CP SELECTION” ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก 3.) กลุ่มอาหารพร้อมทาน และเมนูเพื่อสุขภาพไฟเบอร์สูง-แคลอรีต่ำ 4.) กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แบรนด์ INNOWENESS ลดอาการภูมิแพ้และหวัด พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ Jelly BlackBit เยลลีที่ผสมสมุนไพร กระชายขาว วิตามินซี และวิตามินดี เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และ 5.) กลุ่ม Cooking Helper ได้แก่ ซุป ซอส และผงปรุงรส ช่วยให้การปรุงอาหารเองที่บ้านสะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังจัดกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากเชฟชั้นนำ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Fanpage CPF : https://www.facebook.com/CPFGroup/ และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจและผู้สนใจเยี่ยมชมสินค้าที่บูธแบบเสมือนจริง ทาง https://cpfvirtualexpo.com/ สำหรับเลือกซื้อสินค้า ตลอดจนนัดหมายเจรจาธุรกิจที่ บูธ CPF (U01-U15) ทุกวันตั้งแต่ 2428 พ.ค. 2565 เวลา 10.00-18.00 น. ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 28 พ.ค. 2565 พบกับขบวนสินค้าคุณภาพส่งตรงจากโรงงาน พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ แบบจัดเต็ม ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธาน

กระทุ้งรัฐ กวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าหมูระบาดหนักทั่วไทยบ่อนทำลายชาติ เติมทุกข์เกษตรกร แบกปัญหาต้นทุนสูง


 

กระทุ้งรัฐ กวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าหมูระบาดหนักทั่วไทยบ่อนทำลายชาติ เติมทุกข์เกษตรกร แบกปัญหาต้นทุนสูง

เรื่องโดย จิตรา ศุภาพิชญ์ นักวิชาการอิสระ ศึกษาทางด้านการเกษตร

การทำลายซากหมูแช่แข็ง 21,473 กิโลกรัม โดยกองสารวัตรและกักกัน ที่จับมือกับด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ดำเนินการ หลังจากเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จากที่ได้รับรายงานว่ามีการลักลอบนำเข้าซากสุกรมาจากต่างประเทศและเก็บซุกซ่อนไว้ ถือเป็นภารกิจการเร่งตัดวงจรแหล่งเนื้อหมูเถื่อน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสุกรผิดกฎหมาย

ที่สำคัญหลังจากตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ไม่พบว่ามีการแสดงแหล่งที่มา ไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย และเมื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อโรคระบาดสัตว์ในห้องปฏิบัติการยิ่งน่ากังวล เพราะตรวจพบว่ามีเชื้อโรคระบาด ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูผิดกฎหมายมีอยู่จริง และไม่เพียงซากหมู 2 หมื่นกว่ากิโลกรัม ที่ถูกทำลายนี้เท่านั้น แต่ชิ้นส่วนหมูเถื่อนจากการลักลอบนำเข้าโดยขบวนการทำลายชาติเช่นนี้ กำลังแพร่ระบาดทั่วประเทศ พบมากในเขตเมืองหลวงของอุตสาหกรรมหมูอย่างนครปฐม และในตลาดหลายแห่งในกรุงเทพฯ แถมยังมีการโพสต์ขายอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีสถานที่เก็บแถวแหลมฉบัง และมหาชัย สินค้าลักลอบเหล่านี้มักสำแดงเป็นอาหารทะเล หรือวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง

วันนี้ไทยกลายเป็นตลาดกระจายชิ้นส่วนหมูเถื่อน ในรูปแบบชิ้นส่วนสดแช่แข็ง (Frozen) ทั้งเนื้อแดง สามชั้น ซี่โครง หนังหมู ไส้ ตับ ขั้วตับ และเครื่องในส่วนอื่นๆ ที่เป็นเศษเหลือทิ้งจากการบริโภค หรือ ขยะของประเทศต้นทาง ทั้งบราซิล เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สเปน และประเทศอื่นๆ ที่วันนี้ถูกเทลงมาที่ไทย การบริโภคหมูลักลอบนำเข้านี้ ไม่ต่างอะไรกับ การป้อนยาพิษให้คนไทย เพราะความเสี่ยงในการได้รับสารอันตรายที่ปนเปื้อนมาด้วย เนื่องจากซากหมูทั้งหมดไม่ผ่านการสุ่มตรวจสอบความปลอดภัย และกระบวนการตรวจสอบโรคตามข้อกำหนดของภาครัฐ โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง ที่ในหลายประเทศอนุญาตให้ใช้ในการเลี้ยงหมูได้อย่างเสรี แต่สารนี้ผิดกฎหมายไทย เพราะห้ามไม่ให้ใช้ในการเลี้ยงหมูมานานกว่า 20 ปี ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546 และคนไทยยังต้องเสี่ยงรับเชื้อโรคเชื้อต่างๆที่มาพร้อมหมูเถื่อน ซึ่งเชื้อโรคทุกชนิดนั้นทนทายาท สามารถอยู่ในผลิตภัณฑ์หมูสดแช่แข็งในอุณหภูมิติดลบได้นานนับปี ยิ่งวันนี้ทั้งโรคโควิด-19 ฝีดาษลิง และโรคติดต่อต่างๆ ก็แพร่กระจายจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกได้อย่างง่ายดาย ยิ่งกลายเป็นความเสี่ยงของคนไทยมากขึ้นดูอย่างผลการตรวจซากหมูเถื่อนข้างต้นในห้องปฏิบัติการ ก็เห็นได้ชัดว่าในชิ้นส่วนหมูนอกผิดกฎหมายที่ไม่รู้แหล่งที่มานั้น มีเชื้อโรคระบาดสัตว์ปะปนมาด้วย เรื่องนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทย ที่จำต้องรับเอาโรคต่างถิ่นที่กลายเป็นภัยคุกคาม อย่างที่ไม่อาจป้องกันใดๆได้เลย



ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ขณะนี้ภาคผู้เลี้ยงก็ประสบปัญหารุมเร้าอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของ ASF ในหมู โรคที่สร้างบาดแผลแสนสาหัสกับอุตสาหกรรมหมูทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย นับตั้งแต่รับรู้การมาของโรคจากจีนเมื่อปลายปี 2561 คนเลี้ยงหมูต่างกังวลต่อภาวะโรคที่ไม่มีแม้แต่ยารักษาหรือวัคซีนป้องกัน หากพบโรคนี้ก็ต้องทำลายหมู 100% เท่านั้น และไม่สามารถเลี้ยงหมูต่อได้ไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี ทำให้เกษตรกรเลี้ยงหมูไทยจากกว่า 2 แสนราย เริ่มหายไปทีละน้อย เพราะไม่อยากเสี่ยงกับภาวะขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ที่ผ่านมาภาวการณ์เลี้ยงแทบหยุดชะงักเกือบเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ จนกระทั่งโรคนี้เข้ามาเจาะไข่แดงประเทศไทยได้ ถึงวันนี้คนผู้เลี้ยงเหลือเพียงแสนกว่ารายเท่านั้น จำนวนหมูจึงลดลงไปเกินกว่าครึ่งของทั้งประเทศ  ส่วนคนที่ยังสู้เลี้ยงหมูต่อ ก็ต้องแบกภาระทั้งการขาดทุนไม่ต่ำกว่า 3 ปี และยังเจอกับปัญหาใหญ่เมื่อโลกถูกฉาบด้วยภาวะสงคราม ระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ธัญพืชทั่วโลกขาดแคลน ราคาพืชสำคัญทุกชนิดปรับตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคผู้ผลิตสัตว์ที่ต้องรับต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว สงครามยังมีผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับเพิ่มต่อเนื่อง เป็นอีกต้นทุนก้อนใหญ่ของทั้งภาคขนส่งและภาคการเลี้ยงสัตว์ จึงไม่แปลกที่ต้นทุนการเลี้ยงหมูไทยจะสูงถึง 98.81 บาทต่อกิโลกรัม สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

การเข้ามาของเนื้อหมูผิดกฎหมายที่หลั่งไหลมาจากหลายประเทศ จึงซ้ำเติมทุกข์ของเกษตรกร ทั้งเรื่องโรคระบาดสัตว์ที่ติดมาด้วย และความบิดเบี้ยวของตลาดหมู จากการที่เนื้อหมูเหล่านี้มาปะปนขายรวมกับหมูไทย คนไทยยังต้องตายผ่อนส่งจากสารปนเปื้อนอันตราย ที่มองไม่เห็นและไม่มีโอกาสป้องกันตัวเองเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญรัฐต้องสูญเสียรายได้ จากสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีตามระบบ หมูผิดกฎหมายนี้จึงสร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างร้ายกาจ เกินกว่าจะประเมินความเสียหายได้ วันนี้ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงต้องเดินหน้าภารกิจตรวจติดตามสต๊อกการผลิตหมูและปริมาณหมู ตามฟาร์ม โรงเชือด และห้องเย็นต่างๆเท่านั้น แต่ทั้งกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องเร่งกวาดล้าง ไอ้โม่งเหล่านี้ให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ขบวนการนี้มาบ่อนทำลายชาติ กัดกินสุขภาพคนไทย และกลืนกินอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูได้อย่างเด็ดขาด

เครือซีพี ผนึกกำลังมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้า “อมก๋อยโมเดล” ปกป้องรักษาป่าต้นน้ำ 10,000 ไร่ สร้างอาชีพ-รายได้-เสริมชุมชนเข้มแข็ง หนุนคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน


 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เดินหน้าโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ป่าต้นน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน อมก๋อยโมเดล”  ในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ หวัง "สร้างอมก๋อยน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ" ถ่ายทอดองค์ความรู้ การบริหารจัดการ เทคโนโลยี สนับสนุนเงินทุน และการตลาด มุ่งส่งเสริมการผลิตเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน



นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือซีพี และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าต้นนำที่เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำลำธารตามธรรมชาติ จึงผนึกกำลังร่วมกับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ อาทิ โลตัส แม็คโคร ทรู ซีพีเอฟ ฯลฯ และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป่าไม้ เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี 2564-2568อมก๋อยโมเดลเพื่อมุ่ง "สร้างอมก๋อยน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ" ด้วยการปกป้องรักษาป่าต้นน้ำในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่เป้าหมาย 10,000 ไร่  ด้วยเกษตรกร 710 ครัวเรือน เพื่อสร้างกิจการเพื่อสังคม Social Enterprise (SE) ใน 6 วิสาหกิจชุมชน พร้อมสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนใน 20 โรงเรียน ด้วยโมเดลการพัฒนาคุณภาพชีวิตและชุมชน ผ่านการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน บนพื้นฐานชุมชนเข้มแข็ง เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู ป่าต้นน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน 



โครงการอมก๋อยโมเดล เกิดจากดำริของ คุณสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือซีพี ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ป่าอมก๋อย ซึ่งพื้นที่ 99% เป็นป่าต้นน้ำ ดังที่มาของชื่อ อมก๋อย ที่มาจากคำว่า อำกอย เป็นภาษาเลอเวือะ หรือ ภาษาละว้า แปลว่า ขุนน้ำหรือต้นน้ำ โดยเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ ทั้งลำน้ำแม่ต๋อม และลำน้ำแม่ตื่น ที่เคยอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันกลับมีสภาพที่เสื่อมโทรม และยังนับเป็นการสนองแนวพระราชดำริ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่พื้นที่อมก๋อยมีวิถีแห่งชาติพันธุ์ เพราะถือเป็นอำเภอที่มีชุมชนกระเหรี่ยงทำไร่หมุนเวียนมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้ การบริหารจัดการ เทคโนโลยี เงินทุน และการตลาด จึงเกิดแนวคิดในการผลิตเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนบนที่สูง โดยให้ชุมชนเป็นตัวตั้ง พื้นที่เป็นตัวตาม แล้วซีพีเป็นตัวเติม ให้ชาวบ้านเข้าใจ เข้าถึง สู่การพัฒนานายจอมกิตติ กล่าว




นายจอมกิตติ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ปัจจุบันดำเนินตาม 3 แผนยุทธศาสตร์ ทั้ง ยุทธศาสตร์ 1 ปกป้องรักษาป่าต้นน้ำ ด้วยการปลูกป่าต้นต้นน้ำ เพื่อการอนุรักษ์ ด้วยการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ (Shade-grown Coffee) มีเป้าหมายพื้นที่ปลูกกาแฟรวม 1,000 ไร่ สำหรับในปี 2564 มีเป้าหมายส่งเสริมการปลูกจำนวน 130 ไร่ โดยดำเนินการในบ้านเกียนใหม่ ต.นาเกียน บ้านปิตุคี ต.ยางเปียง และบ้านยางเปียงใต้ ต.ยางเปียง โดยมีเกษตรกรร่วมโครงการ 72 ราย  พร้อมมีแผนสนับสนุนโรงแปรรูปกาแฟชุมชน จำนวน 1 โรง ในนามโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน กาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ (Shade-grown Coffee) อมก๋อยโมเดล สนับสนุนโดยเครือซีพี ซึ่งถือเป็นกิจการเพื่อสังคม (SE) โดยมีเป้าหมายสร้างกำไรสุทธิ 10,000 บาท/ไร่ ส่วน ยุทธศาสตร์ 2 สร้างอาชีพรายได้ที่ยั่งยืน เกษตรมูลค่าสูง และกิจการเพื่อสังคม โดยในปี 2564 ดำเนินการส่งเสริมการสร้างอาชีพเสริมด้วยพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ได้แก่ ฟักทอง เพื่อจำหน่ายแก่โลตัส (LOTUS’s) และตลาดเครือข่าย โดยดำเนินการในพื้นที่บ้านผีปานเหนือ ต.นาเกียน มีเกษตรกรร่วมโครงการ จำนวน 15 ราย ซึ่งคาดว่าจะได้ปริมาณผลผลิตฟักทอง ประมาณ 64 ตัน ใน 32 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร 960,000 บาท หรือประมาณ 64,000 บาท ต่อราย และยุทธศาสตร์ 3 สร้างชุมชนที่ยั่งยืน ด้วยโครงการข้าวไร่ 1-2-3 ในแปลงไร่หมุนเวียน เพื่อลดการทำไร่เลื่อนลอย ดำเนินการในบ้านปิตุคี ต.ยางเปียง จำนวน 2 ราย ควบคู่กับโครงการการศึกษา (ทรูปลูกปัญญา) โดยดำเนินการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนในพื้นที่อำเภออมก๋อย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 20 โรงเรียน



            อมก๋อยโมเดล มุ่งสนับสนุนให้ "คนอยู่ร่วมกับป่า" อย่างสมดุล ผลักดันให้ "ธรรมชาติและระบบนิเวศน์ได้รับการฟื้นฟู" ด้วยการเพิ่มจำนวนต้นไม้ราว 850,000 ต้น บนพื้นที่ 10,000 ไร่ ช่วย "ลดการใช้สารเคมี" ในป่าต้นน้ำสำคัญ สนับสนุนการเกษตรแบบ "ไม่เผา" แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าภาคเหนือ สร้าง "เกษตรกรรมแบบยั่งยืน" ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ โดยส่งเสริมให้ "ชาวบ้านมีอาชีพรายได้ที่มั่นคง" มีรายได้สุทธิ 10,000 บาท/เดือน หรือ 120,000 บาท/ปี หรือ 45 ล้านบาท ภายใน10ปี เกิด "เศรษฐกิจโดยชุมชน" มูลค่า 136 ล้านบาท ภายใน 10 ปี ใน 710 ครัวเรือน ควบคู่กับการ "พัฒนาการศึกษา" ผ่านทรูปลูกปัญญา แก่ 20 โรงเรียน นักเรียน 3,380 คน ส่งเสริมให้เด็กนักเรียน สามารถดึงศักยภาพของตนเอง สู่การเป็น "เด็กดีและเด็กเก่ง" ทั้งหมดนี้เพื่อ "ตอบแทนคุณแผ่นดิน" สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริงนายจอมกิตติ กล่าวทิ้งท้าย

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...