วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"ณศร ออสุวรรณ" กับแนวคิด นักบริหารรุ่นใหม่ ตำแหน่ง ประธานฯ ชสท.


 

             นายณศร ออสุวรรณ นักบริหารรุ่นใหม่ผู้นั่งตำแหน่งประธานกรรมการฯ ชุดที่ 45 ของ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย(ชสท.) หลัง ได้รับความไว้วางใจจากการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2564  เปิดใจถึงแนวคิดและแผนอนาคตในการทำหน้าที่ดูแลส่งเสริมสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของชุมนุมฯ รวมถึงการสร้างเครือข่ายกระจายผลผลิตทางการเกษตรให้แข็งแกร่งเติบโตเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของการก่อตั้ง นั้นคือส่งเสริมให้สหกรณ์สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์ที่ไม่หวังผลกำไร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สหกรณ์และสังคมส่วนรวมทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ เจริญเติบโตอย่างมั่นคง ผลงานเป็นที่ยอมรับของทั้งภาครัฐและสหกรณ์ และตั้งเข็มทิศชัดเจนในการมุ่งทำให้ “ชสท.เป็นศูนย์กลางความร่วมมือของสหกรณ์การเกษตรที่ให้บริการแก่สมาชิกอย่างครบวงจร“



       นายณศร ออสุวรรณ เปิดเผยถึง บทบาทด้านต่างๆ ที่จะนำพาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นรวมถึงเป็นที่พึ่งพาของสมาชิก ประกอบด้วยภารกิจหลายด้าน

1.บทบาทการส่งเสริมสหกรณ์เกษตร โดยหยิบยกเอาเครื่องมือ ที่เรียกว่า “ปฏิทินผลไม้” มาใช้เป็นตัวกำหนดแผนในการกระจายผลผลิต รวมถึงวางแผนการตลาดให้เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคที่มีผลผลิตต่างกันไปและลักษณะเฉพาะตัว ปฏิทินผลไม้ทำให้รู้ ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวและเตรียมแผนงานการกระจายได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม นอกเหนือจากนั้น ทางชุมนุมฯ กำหนดการตลาดที่ชัดเจน นั่นคือระบบการสั่งแบบ พรีออเดอร์ Pre-Order เพื่อให้สหกรณ์ผู้ผลิตสามารถวางแผนได้ตรงกับปริมาณความต้องการของลูกค้า และง่ายต่อการขนส่ง

2. ด้านการศึกษา อย่างที่ทราบว่าสหกรณ์สมาชิกของชุมนุมฯ  กระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย จึงเกิดแนวคิดการอบรมหมุนเวียนในแต่ละเขต เป็นการอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในปี 2565 จะเน้นการให้อบรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลังวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 เช่นต้องเน้นตลาด ออนไลน์มากขึ้น ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าหรือผู้บริโภค

 3.ด้านการช่วยเหลือสมาชิกและสังคม เช่นกรณี ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำเป็นที่มาของการตั้งศูนย์กระจายสินค้าให้เป็นฟันเฟืองในการระบายสินค้า หลักการคือเคลื่อนย้ายสินค้าออกจากต้นทางให้ไวที่สุดเพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ่อนไหว เน่าเสียเร็ว ทาง ชสท. จึงมีบทบาทหลักในการช่วยกระจายสินค้าออกจากพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการทำประชาสัมพันธ์ นอกจากการช่วยสมาชิกยัง มีส่วนช่วยเหลือประชาชนทั่วไป สังคม นั่นคือโครงการข้าวแกงสหกรณ์ ราคา 10 บาท ซึ่งเริ่มมาหลายปีและได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 



              ก่อนจบการสัมภาษณ์ นายณศร ออสุวรรณ ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ชสท. วางแนวคิดที่จะสร้างความเติบโตของสหกรณ์ภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นยกระดับมาตรฐานสินค้าสหกรณ์ให้อยู่ในระดับสากล โดยหาผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ สอนการพัฒนาด้านการผลิต การเก็บเกี่ยว การบรรจุ ให้ได้มาตรฐานยอมรับระดับโลก รองรับแผนส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศให้สำเร็จในที่สุด พร้อมทั้งกล่าวฝากบริการของ ชสท. ไม่ว่าจะเป็น 1.ศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทย  รวบรวมสินค้าเกษตรมีทั้ง ออฟไลน์ ออนไลน์ Coop Click รวมถึงร้านใน Lazada Shopee   2. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ  3. สินค้า TJC เคมี จำกัด เกิดจากการร่วมทุน กับ ชสท. และชุมนุมสหกรณ์เกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น จำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร เช่น ยากำจัดศัตรูพืช 

“ปีนี้ต้องเป็นปีแห่งความหวัง” คือวลีสั้นๆ "ณศร ออสุวรรณ" ฝากไว้ให้กำลังใจกับสหกรณ์สมาชิก รวมถึงทุกคนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังที่ต่างผ่านจุดสิ้นหวังอันเป็นผลกระทบจากโรคระบาดโควิด 19 มาหลายปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในฐานะประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยยินดีจะจุดประกายความหวังเพื่อให้ทุกคนผ่านห้วงเวลาแห่งความกลัวความสิ้นหวังมาสู่ความสำเร็จ ดังนั้น ชสท.จะมุ่งมั่นทำงาน สานงานต่อก่องานใหม่เพื่อประโยชน์ของสมาชิก และของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นความหวังให้เกษตรกรไทยต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

สสท. เสวนา ถกประเด็นร้อน ทุจริตในสหกรณ์ ชี้ทางรู้เท่าทันและป้องกัน


         (วันที่ 20 มิถุนายน 2565)  สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) จัดเสวนา หัวข้อ  “ถามตรงๆกับจอมขวัญ สหกรณ์เขาทุจริตกันอย่างไร? แนวทางแก้ไขปัญหา ” เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 54 ปี ณ ศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัส ถนนพิชัย เขตดุสิต สันนิบาต สหกรณ์ฯ เพื่อร่วมถกประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ รวมถึงหาแนวทางป้องกันแก้ไข ปัญหาการบริหารจัดการสหกรณ์ที่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตในสหกรณ์มาตรการควบคุมภายในด้านป้องกันการทุจริตและด้านตรวจสอบความเสี่ยงและสัญญาณเตือนภัยเมื่อเกิดการทุจริตในองค์กรผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย  นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  นายไพบูลย์ แก้วเพทาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสหกรณ์ และนาย สิรวิชญ์ ไพศาสตร์ ที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ฯ โดยมี นางสาวจอมขวัญ หลาวเพ็ชร ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ รวมถึงคณะกรรรมการฯ สสท. ร่วมเป็นเกียรติ 



            นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แม้ว่าสหกรณ์จะไม่ใช่องค์กรทุนนิยมที่แสวงหาผลกำไรแต่มีการเติบโตต่อเนื่องมียอดเงินรวมสหกรณ์ทั่วประเทศที่  3.58 ล้านๆบาท ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตในสหกรณ์ปัจจุบัน  ณ วันที่ 1 มิ.ย. 65 กว่า 18,000 ล้านบาท รวมสหกรณ์ได้รับความเสียหาย คงเหลือ 252 แห่ง เทียบกับสหกรณ์ทั่วประเทศไทย คิดเป็น 0.5% โดยการทุจริตมักเกิดใน 3 รูปแบบ 1. ทุจริตด้านเงินฝากเกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตกแต่งตัวเลขเงินฝาก เช่นยอดเงินในสมุดฝากของสมาชิกไม่ตรงกับในระบบ การป้องกันที่ดีคือ กรรมการสหกรณ์ต้องมีระบบสอบทานเงินฝากให้กับสมาชิกรับทราบโดยตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ 2. ทุจริตด้านเงินกู้สมาชิก การปลอมแปลงสัญญา ซึ่งสมาชิกไม่ได้กู้จริง 3. ทุจริตเชิงนโยบาย เช่น จัดทำโครงการแล้วอาศัยช่องว่าง เช่นโครงการตั๋วปุ๋ยเป็นร้อยล้านแต่ไม่มีปุ๋ยเข้ามาจริง ซึ่งภาครัฐพยายามสร้างความตระหนักรู้รวมถึงสร้างกลไกที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นปรับกฎหมาย  ระเบียบ ไม่เปิดโอกาสให้มีการทุจริต อย่างไรก็ตามการตรวจสอบภายในของสหกรณ์เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดก่อนถึงผู้สอบบัญชี อีกทั้ง ปัจจุบันสหกรณ์มีโปรแกรมบัญชีของเอกชนที่มีมาตรฐานหลากหลายสหกรณ์สามารถนำมาใช้ได้ ช่องว่างคือ ฝ่ายจัดการที่รู้ระบบสามารถแก้ไขตัวเลขได้หากไม่มีระบบ IT AUDIT และให้เชิญชวนสมาชิกตรวจสอบเงินตัวเองด้วยการใช้ Mobile Application



            นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ระบบสหกรณ์คือธุรกิจฐานรากจะเกิดการทุจริตแม้จะเพียงแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ควรเกิดขึ้นภาค รัฐต้องให้ความสำคัญ หาวิธีเตือนให้สหกรณ์รู้เท่าทัน โดยเฉพาะการทุจริตเชิงนโยบายเริ่มเข้ามาในขบวนการสหกรณ์ สิ่งจำเป็นสุดตอนนี้คือ กำกับที่บุคคลเน้นระบบธรรมาภิบาล สร้างอุดมการณ์สหกรณ์เพราะคนคือกลไกสำคัญซึ่งทำงานควบคู่กับระบบการ สร้างธรรมาภิบาลในองค์กร ยังเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างจิตสำนึกในการบริหารสหกรณ์ ผมมั่นใจว่าคนเก่งนั้นหาไม่ยาก แต่ที่ยากคือคนดี ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องติดอาวุธทางปัญญาเพื่อลดการทุจริตในสหกรณ์ และให้ทุกคนทราบถึงระบบการเตือนภัยการทุจริต ที่เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบได้ไม่ยาก ซึ่งสันนิบาตสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดกิจกรรมเสวนา เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาสันนิบาตสหกรณ์ เพื่อช่วยลดการทุจริต พร้อมทั้งกล่าวว่า หากคณะกรรมการ ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์มีความรู้อ่านงบฯได้ เข้าใจถึงสัญญาณเตือน ความผิดปกติในการบริหารจัดการสหกรณ์ ก็จะทำให้เกิดการตรวจสอบภายในสหกรณ์ที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ และขอยืนยันว่า สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจะไม่ทิ้งสหกรณ์ไทยสหกรณ์ข้างหลัง"



             นาย สิรวิชญ์ ไพศาสตร์ ที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ฯ สิ่งที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องทำคือ วางระบบการป้องกันระบบการค้นพบการทุจริตให้ได้ การทุจริตในสหกรณ์เกิดได้ตั้งแต่ สมาชิก ฝ่ายจัดการ ฝ่ายบริหาร ส่วนการทุจริตเชิงนโยบายสามารถป้องกันได้ เช่นการไม่ให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียพิจารณาและระบบ สหกรณ์ขาด ระบบ IT AUDIT หรือที่เรียกว่าการตรวจสอบการควบคุมการจัดการภายในหรือการตรวจสอบข้อมูลระบบ และตั้งข้อสังเกต ว่า ระบบการจ่ายค่าตอบแทนในสหกรณ์ค่อนข้างต่ำอาจจะเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตการพิจารณาค่าตอบแทนจึงควรเป็นไปอย่างเหมาะสม และระบบผู้ตรวจสอบในสหกรณ์ ถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการในเบื้องต้น ผู้ตรวจสอบอาจจะไม่มีความอิสระพอทางความคิดและเกิดระบบความเกรงใจ ไม่สร้างผู้ตรวจสอบระดับมืออาชีพ

              นายไพบูลย์ แก้วเพทาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสหกรณ์ กล่าวว่า คน ,ระบบ ,การกำกับตรวจสอบ  คือ 3 องค์ประกอบการทุจริต จึงควรต้องมีระบบที่ดี 3 ระบบ 1. ธรรมาภิบาล 2.การบริหารความเสี่ยง 3.ระบบการตรวจสอบภายใน เช่น สหกรณ์ต้องมี ระบบ Check and Balance หรือระบบตรวจสอบตรวจทาน เช่น Mobile App สามารถตรวจได้ว่าเงินในสมุดคู่ฝากตรงกับในระบบ  วางระบบให้สมาชิกตรวจสอบได้



ดังนั้นการจัดเสวนาทางวิชาการ เรื่องถามตรงๆกับจอมขวัญสหกรณ์เขาทุจริตกันอย่างไรฯ จึงเป็นการนำเนื้อหาสาระและข้อสรุปของการหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหา  ทั้งภาครัฐ สันนิบาตสหกรณ์ฯ และขบวนการสหกรณ์ ที่ต้องจับมือต้านทุจริต ส่งเสริมคนดี และสร้างความเป็นธรรมให้สมาชิกสหกรณ์ เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ประชาชนทั้งประเทศต่อไป




วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565

กรมชลฯ ลุยแก้น้ำท่วมเดินหน้าโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ จ.นครปฐม


    กรมชลประทานเดินหน้า งานจ้างสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม เป็นแผนงานที่ 4 ใน 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพิ่มการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยแก้น้ำท่วม 



    นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเมื่อมีฝนตกต่อเนื่องบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักเกิดปัญหาน้ำหลากท่วมในพื้นที่ตลอด เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขาอื่น ๆ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยไม่ทัน กรมชลประทานมีโครงการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุดคือโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (ปี 2557-2560) ได้เสนอแผนรวมการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ




    ในปี 2564 ได้มอบหมายให้ กิจการร่วมการค้าหรือ PYPC JV ทำการสำรวจโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแผนงานที่ 4 ใน 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังนี้ 

1. โครงการปรับปรุงระบบชลประธานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง 

2.โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงคลองชัยนาท-ป่าสัก และ ช่วงคลองป่าสัก 

3.โครงการคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 

4. โครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 

5.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 

6.โครงการบริหารตัดการน้ำพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 

7.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 

8.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนและ 

9.โครงการพื้นที่รับน้ำนอง




    โดยการสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ จังหวัดนครปฐม เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน จนถึงชายทะเล โดยระบายน้ำทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ออกสู่ทะเล ร่วมกับการผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่เกินกว่าศักยภาพของสถานีสูบน้ำเดิมที่มีอยู่ และสามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ดีขึ้น มีความต่อเนื่องออกสู่อ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยระบายน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตอนบน ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์จนถึงคลองภาษีเจริญ โดยการปรับปรุง/ขุดคลองระบายน้ำและอุโมงค์ปริมาณน้ำ 30 ลบ.ม./วินาที ช่วยพร่องน้ำในคลองมหาสวัสดิ์เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำหลากตอนบนของพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ของโครงการ ตลอดจนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง



    นายเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า  องค์ประกอบของโครงการนี้มีดังนี้ 1.งานปรับปรุง/ขุดคลอกคลองระบาย 10.552 กม. เป็นอาคารประกอบคลองระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 60 อาคาร และปรับปรุงคลองใต้สะพาน 5 แห่ง มีพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการประมาณ 0.75 ไร่ 2.งานอุโมงค์ระบายน้ำ 6.998 กม. เป็นอาคารประกอบของอุโมงค์ระบายน้ำรวม 4 อาคาร พื้นที่ผลกระทบประมาณ 7.935 ไร่ โดยได้ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ และรับทราบข้อวิตกกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อโครงการได้เป็นอย่างดี โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้ว

    สำหรับแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น ศึกษาความเหมาะสม การปรับปรุงโครงข่ายชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างปี 2557-2560 ถัดมาคือ สำรวจออกแบบโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (2564-2565) ระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มปฏิบัติงาน 1 ก.ค. 2564 สิ้นสุดสัญญา 22 ธ.ค. 2565 และนำเสนอโครงการ ในภาพรวม กนช. อนุมัติหลักการ 9 แผนหลักและในระยะเวลาปี 2560-2572 ก่อนเสนอเปิดโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เตรียมงานก่อสร้างและงานจัดเตรียมเอกสาร ประกวดราคา ก่อสร้างโครงการประมาณปี 2567-2569 รวมถึงจ้างที่ปรึกษาบริการโครงการต่อไป


 

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ผู้เลี้ยงจี้รัฐเร่งกวาดล้าง “ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู” หลังบุกเมืองหลวงหมู ซ้ำเติมวิกฤติ


     นับวัน “ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อหมู” ยังคงระบาดหนักขึ้น หลังเข้าสู่เมืองหลวงของการเลี้ยงหมูอย่าง ราชบุรี และนครปฐม ที่พบการนำเข้ามาเก็บในห้องเย็น ก่อนแพร่ลามมาที่กรุงเทพมหานคร จนกระจายไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ถือเป็นกลุ่มคนฉกฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของเกษตรกรผู้ผลิตสุกรไทย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา 

    เนื่องจากเนื้อหมูและชิ้นส่วนผิดกฎหมายเหล่านี้ นำเข้ามาจากหลายประเทศทั้ง สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมัน บราซิล อิตาลี เบลเยียม และเกาหลีใต้ แต่สำแดงเท็จว่าเป็น สินค้าประเภทอาหารทะเล หรือวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งที่เนื้อหมูลักลอบไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบโรคสัตว์ ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ของกรมปศุสัตว์ และยังไม่มีเอกสารใบอนุญาตนำเข้า และหลักฐานแสดงที่มาของแหล่งกำเนิด ซึ่งหากชิ้นส่วนหรือเนื้อหมูเหล่านี้ มาจากสัตว์ที่เป็นโรค หรือพาหะของโรคระบาด ย่อมมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคระบาดที่สร้างความเสียหายให้กับการเลี้ยงหมูไทยได้ ถือเป็นการซ้ำเติมวิกฤตที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกำลังเผชิญอยู่ให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น 



    ที่สำคัญเนื้อหมูลักลอบเหล่านี้ยังมาจากหลายประเทศที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในกระบวนการเลี้ยงได้ ต่างจากประเทศไทยที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในกระบวนการผลิตสัตว์มาตั้งแต่ พ.ศ.2545 ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปี พ.ศ. 2546 ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น เนื้อหมูลักลอบนำเข้าที่นำมาจำหน่ายปะปนกับเนื้อหมูไทย นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยทางอาหารของคนไทยอีกด้วย    

    ในประเด็นนี้ นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ให้ข้อมูลว่า ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนผิดกฎหมาย ถือเป็นความเสี่ยงที่ทำลายระบบการป้องกันโรคที่เกษตรกรผู้เลี้ยงและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสร้างขึ้นมา เพราะเป็นปัจจัยที่นำพาทั้งโรคและสารอันตรายเข้ามาทำลายเกษตรกรไทย ทั้งจากโรคระบาด การถูกบิดเบือนตลาดจากปริมาณที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งยังทำให้ผู้บริโภคคนไทยต้องตายผ่อนส่งจากสารอันตรายที่แฝงมากับเนื้อหมูเถื่อน ส่งผลให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลการเจ็บป่วยจากการได้รับสารเหล่านั้น และยังสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมปศุสัตว์ กรมศุลากร เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เร่งตรวจตราและกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าไม่ให้เข้ามาทำลายวงการสุกรไทยเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมา เกษตรกรได้ลงทุนปรับวิธีการเลี้ยงการจัดการป้องกันโรคที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้โรค ASF มาทำอันตรายกับสุกรในฟาร์ม ดังนั้น จึงขอให้เร่งปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูให้สิ้นซาก และคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ 

    สุดท้าย วอนขอให้ใช้กลไกตลาดจัดการสมดุลราคา เพื่อให้เกษตรกรบริหารจัดการผลิตและการตลาดให้ผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกบิดเบือนกลไกราคา เป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรผู้เลี้ยงที่กำลังตัดสินใจกลับเข้าสู่ระบบการผลิต หลังจากต้องหยุดพักไป ช่วยเพิ่มปริมาณสุกรในอุตสาหกรรมให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคอย่างยั่งยืน


สภาเกษตรกรฯฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานร่วมกับ สศก.หลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเมินผลและติดตามข้อเสนอเชิงนโยบาย”


 

นายรัตนะ  สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวบรรยายพิเศษ “บันทึกข้อตกลงทางวิชาการระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติกับสำนักเศรษฐกิจการเกษตร” และกล่าวขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเมินผลและติดตามข้อเสนอเชิงนโยบาย” ด้วยระบบประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนายฉันทานนท์  วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานเปิด  กล่าวรายงานโดย นายศรัณย์พงศ์  ฟุ้งเกียรติ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมด้วยบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด และบุคลากรสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 595 คน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด 77 จังหวัด



นายรัตนะ  สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังว่า พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 เป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพในการคุ้มครอง รักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต และการตลาดเพื่อให้ผลิตผลทางการเกษตร ได้รับผลตอบแทนสูงสุด และมีสภาสำหรับเกษตรกร ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเสริมสร้างความสมานฉันท์ของเกษตรกรทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรมีความเข็มแข็งและมีการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพโดยสร้างเครือข่ายเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา กำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการและสภาพปัญหาอันแท้จริง รวมทั้งให้เกษตรกรได้รับการพัฒนา ส่งเสริมให้ได้รับความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรกรรมด้านต่างๆโดยตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ได้กำหนดว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกําหนดนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การผลิต การแปรรูป การตลาด และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งภารกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการส่งเสริมแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ให้ความเห็นต่อนโยบาย กฎหมาย หรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องและข้อแนะนําแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และนอกจากนี้ มาตรา 42 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ยังได้กำหนดให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนแม่บทเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา วิเคราะห์และกลั่นกรอง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป รวมทั้งอํานาจหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแผนแม่บท พร้อมทั้งรายงานปัญหาและอุปสรรคที่ไม่อาจดําเนินการตามแผนแม่บทและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา



           พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 มาตรา 20 ได้กำหนดว่าให้จัดตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณหรือกฎหมายอื่น เรียกโดยย่อว่า “สกช.” มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานด้านธุรการและทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้รวบรวมข้อเสนอจากสภาเกษตรกรจังหวัด และสภาเกษตรกรแห่งชาติจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเสนอกราบเรียนนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ซึ่งการจัดทำข้อเสนอนโยบายที่ผ่านมาบุคลากรของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติและสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยังขาดประสบการณ์ในการรวบรวมข้อมูล จัดลำดับความสำคัญของการเขียนข้อเสนอเชิงนโยบาย ทำให้ยังขาดความน่าเชื่อถือในการส่งข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเมื่อส่งข้อเสนอเชิงนโยบายไปแล้วยังขาดการติดตามประเมินผลข้อเสนอเชิงนโยบายอีกด้วย  สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 ภายใต้กรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันนั้นมีระบุว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)จะเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ติดตามประเมินผลและแนวทางการดำเนินกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติให้ความสำคัญกับการปลูกฝังวิธีคิด วิธีการรวบรวมข้อมูล การเขียนข้อเสนอเชิงนโยบาย การติดตามประเมินผลให้กับบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรจังหวัด จึงได้จัดโครงการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายประเมินผลและติดตามข้อเสนอเชิงนโยบาย” ขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ในกระบวนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการ/แผนงาน ให้กับบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด และเพื่อพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ในกระบวนการติดตามประเมินผลข้อเสนอเชิงนโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการ/แผนงาน ให้กับบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ด้วยคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะได้มีองค์ความรู้ในกระบวนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและสามารถจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการ/แผนงานได้อย่างเป็นระบบสอดคล้องเชื่อมโยงแผนใน 3 ระดับ  และมีองค์ความรู้และสามารถวางแผนงานในกระบวนการติดตามประเมินผลข้อเสนอเชิงนโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการ/แผนงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯต่อไป ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวมีหัวข้อเรื่องการอบรมให้แก่บุคลากร ได้แก่  การเชื่อมโยงแผน 3 ระดับ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย , มโนทัศน์ของการติดตามและประเมินผล , การกำหนดประเด็นและตัวชี้วัดการประเมินผล , เครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล , การวิเคราะห์ข้อมูล , การจัดทำเค้าโครงการประเมินผล , การจัดทำรายงานและการเผยแพร่

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เกษตรกร “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เปิดบ้านต้อนรับหน่วยงานภาครัฐ เยี่ยมชมความสำเร็จ


    นายภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะผู้บริหารและเกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ให้การต้อนรับ นพ.สุทธิพงษ์ อาจกมล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีมโหสถ พร้อมคณะผู้บริหารโรงพยาบาลศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจนคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงาน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากธุรกิจไก่เนื้อและเป็ดเนื้อ ธุรกิจสัตว์น้ำ ธุรกิจห้าดาวและธุรกิจฟู้ดคอร์ทและจัดเลี้ยง ธุรกิจการค้าในประเทศ และ หน่วยงานพัฒนาความยั่งยืน เข้าเยี่ยมชมความสำเร็จด้านการบริหารจัดการองค์กรและองค์ความรู้ชุมชน อาทิ โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน โครงการปลูกป่าเชิงนิเวศในชุมชนเฉลิมพระเกียรติรัชการที่ 9 โครงการไก่ไข่อินทรีย์ และโครงการผักอินทรีย์ 



     “เกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากรเพื่อความยั่งยืน ผ่านโครงการส่งเสริมด้านอาชีพ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมต่างๆที่ชาวชุมชนและชาวซีพีเอฟร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่อง เราเริ่มต้นจากอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกร ภายใต้การสนับสนุนของซีพีเอฟ มานานกว่า 45 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 สู่การต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ที่หลากหลาย ตามความต้องการของเกษตรกร และสอดรับกับบริบทของชุมชน ควบคู่กับการสร้างความรักและผูกพันของเกษตรกรและลูกหลาน เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายภักดี กล่าว

    จากการถอดบทเรียน ในการดำเนินโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของหมู่บ้านเกษตรกรกรรมหนองหว้า พบว่า โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นการบูรณาการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ จากการที่ทุกปีในช่วงที่เกิดภาวะแล้ง จะต้องซื้อน้ำสำหรับใช้ในการเลี้ยงสุกรและการอุปโภคบริโภค จึงเริ่มดำเนินโครงการฯในปี 2562 ด้วยการทำธนาคารในระบบเปิดและระบบปิด บนพื้นที่ 1,200 ไร่ สามารถแก้ปัญหาขาดน้ำในช่วงภัยแล้งได้ ไม่ต้องซื้อน้ำใช้อีก และธนาคารน้ำใต้ดิน หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมาย CPF 2030 Sustainability in Action ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการคืนน้ำกลับสู่ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และแก้ไขบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำให้กับคนในชุมชน สังคม และโลก อย่างเป็นรูปธรรม



    สำหรับศูนย์เรียนรู้โครงการปลูกป่าเชิงนิเวศในชุมชนเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 เป็นโครงการที่ชาวหนองหว้าต้องการสร้างป่าให้ชุมชน ตามแนวทางของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ผู้สร้างทฤษฎีปลูกป่าเลียนแบบระบบนิเวศตามธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติตามทั่วโลก โดยจัดให้พื้นที่ 14 ไร่ ภายในหมู่บ้านฯ ปลูกต้นไม้พืชพรรณและสมุนไพร 109 ชนิด มากกว่า 50,000 ต้น ในปีนี้ธุรกิจสุกรจะใช้สวนป่าแห่งนี้ ในการจัดอบรมให้ความรู้การวัดต้นไม้ให้กับพนักงาน CPF เพื่อขอรับรองผลการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกโครงการ LESS ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) การดำเนินโครงการนี้ สนับสนุนเป้าหมาย CPF 2030 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net zero Carbon ด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย



    โครงการไข่ไก่อินทรีย์ เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและเกษตรกรที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยซีพีเอฟได้ร่วมสนับสนุนด้านวิชาการในโครงการไข่ไก่อินทรีย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ออร์แกนิค (Organic) ให้เกิดความสำเร็จ สามารถสร้างอาชีพเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระ (Free Range) สอดรับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจอาหารปลอดภัยและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ จากความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ไข่ไก่สดหนองหว้า จึงได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และการรับรองรับรองระบบการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ (Layer Chicken and Chicken Egg Organic Production System Certification) จากกรมปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นการรับรองสูงสุดด้านเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์และการผลิตไข่ไก่อินทรีย์ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “Organic Eggs หนองหว้า” ไข่ไก่ไข่ไก่ออร์แกนิคจากฝีมือเกษตรกร ได้ที่ Foodland TheMall Makro ตลาด อตก. และร้าน Golden Place สาขาฉะเชิงเทรา



    ส่วนโครงการผักอินทรีย์ ซีพีเอฟได้มีส่วนในการร่วมพัฒนาเครือข่าย สนับสนุนด้านวิชาการและการตลาด สอดคล้องเป้าหมาย CPF 2030 ด้าน Social Impact การพัฒนาโครงการด้านการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับชุมชน และผู้บริโภคได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ถือเป็นกลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์รายเดียวของฉะเชิงเทรา และยังมีคู่มือการปลูกผักอินทรีย์ของกลุ่มเอง ตลอดจนใช้ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) ช่วยยืนยันในคุณภาพและมาตรฐานความเป็นอินทรีย์ของเกษตรกรและผลผลิต ปัจจุบันได้รับมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ (Organic Thailand) และมีกรมวิชาการเกษตรช่วยสนับสนุนความรู้ต่างๆ นอกจากนี้ สวทช. ได้เข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ในการผลิตชีวภัณฑ์ต่างๆ ให้แก่กลุ่มเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการใช้ชีวภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งตรวจสอบรับรองคุณภาพการผลิตชีวภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายในภาคตะวันออกต่อไป ขณะเดียวกัน งานพัฒนาที่ดินของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประสานงานให้กลุ่มเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตผักอินทรีย์ให้กับเกษตรกรในอำเภออื่นๆเพื่อสร้างอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทางกลุ่มใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” ทำให้เครือข่ายสมาชิกในกลุ่มทั้ง 9 ราย ที่กระจายอยู่ในพื้นที่อ.พนมสารคาม อ.แปลงยาว อ.บางคล้า อ.เมืองฉะเชิงเทรา สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตผักในพื้นที่รวม 70-80 ไร่ ได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่มั่นคงตลอดทั่งปี โดยมีตลาดรองรับผลผลิตคือ ศูนย์กระจายสินค้า ร้าน Golden Place บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์


วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565

พลังรักษ์สหกรณ์ ยกทีม นั่งเก้าอี้ กรรมการ ชสอ.


 

    วันที่ 11 มิถุนายน 2565 ผู้สมัครทีมพลังรักษ์สหกรณ์ชนะยกทีม การเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ ชสอ . ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ฯ 2565 เกิดเป็นปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ผู้สมัครทีมพลังรักษ์สหกรณ์คว้าชัยชนะถล่มทลายหมายเลข 1-8 ยกทีม 1.นายสงบ จินะแปง ได้คะแนน 543 คะแนน 2.นายวิทยา ประเทศ  535 คะแนน 3.นายเสนอ วิสุทธนะ 524 คะแนน 4. รองศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ ปิติปัญญา 518 คะแนน 5.นายบุญธรรมเดชบุญ 517 คะแนน 6.นายสมยศเสาวคนธ์  512 คะแนน 7.นายเทิม มิตรจิตร  470 คะแนน 8.นายธงชัย วิทยานุกรณฺ์  457คะแนน  โดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจำกัดได้ออกประกาศผลการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการประจำปี 2565 รับรองผู้ผลการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งได้ทำการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



    ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด จัด ประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2565 โดยเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีรองศาสตราจารย์ พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการ ชสอ. เป็นประธานในพิธีเปิด การประชุมเพื่อให้สมาชิกรับทราบผลการดำเนินงาน ประจำปี 2564 พิจารณาแผนงานและงบประมาณ ประจำปี 2565 มีผู้แทนสหกรณ์สมาชิกจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมผ่านสื่อออนไลน์ จำนวน 754 คน ซึ่งในปีนี้ ชสอ. มีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการ จำนวน 9 คน ประกอบด้วยคณะกรรมการดำเนินการนอกเขตพื้นที่ จำนวน 8 คน อยู่ในตำแหน่งตามวาระ 2 ปี และกรรมการดำเนินการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 จำนวน 1 คน แทนวาระของกรรมการดำเนินการคนเดิมซึ่งมีวาระเหลืออีก 1 ปี เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับ โดยกำหนดให้ผู้แทนสหกรณ์สมาชิกลงคะแนนเพื่อเลือกตั้ง ณ สถานที่หน่วยเลือกตั้งตามเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก ชสอ. ที่สหกรณ์ต้นสังกัดตั้งอยู่ ระหว่างเวลา 12.30 – 14.00 น. ทั้ง 8 เขตพื้นที่  เขตพื้นที่ฯ กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ฯ กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ณโรงแรมดิเอมเมอรัล กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ฯ ภาคเหนือ ณโรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ เขตพื้นที่ฯ ภาคใต้ ณ โรงแรมแกรนด์ เซาท์เทิร์น จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตพื้นที่ฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณโรงแรมตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม เขตพื้นที่ฯ ภาคกลาง ณ โรงแรมสระบุรีอินน์ จังหวัดสระบุรี เขตพื้นที่ฯ ภาคตะวันออก ณ โรงแรมรอยัลพลา คลิฟ บีช รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดระยองเขตพื้นที่ฯ ภาคตะวันตก ณโรงแรม ณ เวลา จังหวัดราชบุรี 



     ทั้ง นี้ ชสอ. ได้ดำเนินการมาครบรอบปีบัญชี 2564 ณ วัน สิ้นปี 31 มีนาคม 2565 มีสหกรณ์สมาชิกจำนวน 1,098 สหกรณ์ สินทรัพย์รวม 138,103 ล้านบาท สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 2,082 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.50% และเงินเฉลี่ยคืนในอัตรา 5.00%  โดย บริษัท ทริสเรตติ้งจำกัด ประกาศอันดับเครดิตองค์กรของ ชสอ. คงเดิมที่ระดับ “A-”แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงปลอดภัยทางการเงินภายใต้การบริหารงานตามนโยบาย ยึดหลักธรรมาภิบาลและอุดมการณ์สหกรณ์


วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เกษตรกรมั่นใจหมูในประเทศมีเพียงพอบริโภค ย้ำรัฐเร่งขจัดหมูลักลอบ ป้องสุขภาพคนไทย


 

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การผลิตสุกรในประเทศไทยร่วมกับภาครัฐพบว่า การผลิตสุกรมีปริมาณผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี 2565 แน่นอน โดยต้นทุนการเลี้ยงอาจยังอยู่ในเกณฑ์สูงจากปัจจัยหลายด้านที่เข้ามากระทบ  แต่ขณะนี้ทุกสมาคมสุกรยังคงให้ความร่วมมือกันรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มที่ 100 บาท/กก. ตามประกาศราคา ณ วันพระล่าสุด นอกจากนี้ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีอาหารโปรตีนทางเลือกจากธรรมชาติออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรลดลง และเป็นปัจจัยให้เกิดแนวโน้มการชะลอตัวลงของราคาสุกร



“ภาพรวมทั้งประเทศในขณะนี้ การผลิตและการบริโภคหมูมีความสมดุล แม้ภาคเหนืออาจมีผลผลิตไม่เพียงพอบ้าง แต่ภาคใต้ก็มีหมูที่เกินความต้องการอยู่ ดังนั้น ขอผู้บริโภคมั่นใจว่าผลผลิตหมูของไทยไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอต่อการบริโภคไปตลอดทั้งปี” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ขณะที่ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ซึ่งทำการสำรวจจำนวนสุกรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม–พฤษภาคม 2565 พบว่าจำนวนสุกรแม่พันธุ์มีอยู่ประมาณ 1 ล้านตัวในระบบ ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่เดือนละ 1.5 ล้านตัว และจากผลการสำรวจสุกรขุนในแต่ละเดือนมีประมาณ 9 ล้านตัวตามรอบการผลิตสุกรขุนประมาณ 6 เดือน นั่นแสดงว่าปริมาณสุกรขุนมีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศแน่นอน



นายสิทธิพันธ์ กล่าวอีกว่าขณะที่หมูไทยมีเพียงพอต่อการบริโภคของคนไทยอยู่แล้ว ปริมาณและอัตราการบริโภคสมดุลกัน หากยังมีการลักลอบนำเข้าหมูอยู่ย่อมเกิดการแย่งตลาดและกระทบภาพรวมของประเทศ รวมถึงอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคด้วย จึงอยากขอวอนภาครัฐอีกครั้ง โปรดกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าให้หมดไปโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค.

คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร ให้กับสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด จังหวัดชุมพร


 

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมส่งมอบแทรกเตอร์คูโบต้า L5018SP ระบบ KIS พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง มูลค่ารวม 1 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ภายใต้โครงการ คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และใช้พัฒนาต่อยอดธุรกิจการเกษตรของชุมชนให้เติบโต โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยโท สมชาย เรืองจันทร์ ปลัดจังหวัดชุมพร และผู้บริหารคูโบต้า มิตรแท้ชุมพร





สถาปนา 54 ปี สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย “เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง”

 


สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 54 ปี ในวันที่ 20มิถุนายน 2565 ณ สันนิบาตสหกรณ์ฯ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ พร้อม เสวนาร่วมพูดคุยประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ ช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการป้องกันการทุจริตในสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ “ ถามตรงๆ กับจอมขวัญสหกรณ์เขาทุจริตกันอย่างไร? แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา ” ผู้เสวนาประกอบด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  สหกรณ์ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์ฯ นายไพบูลย์ แก้วเพทาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสหกรณ์ นายสิรวิชญ์ ไพศาสตร์ ที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ฯ โดยมี นางสาวจอมขวัญ หลาวเพ็ชร ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ นอกเหนือจากการเสวนา ภายในงานได้นำนิทรรศการ “ วันคล้ายวันสถาปนาสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ” มาจัดตั้งเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ร่วมงาน รวมถึงจัดจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล เช่นทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ รวมถึงข้าวเหนียวมะม่วง อาหารแปรรูปต่างๆ





นับเนื่องเป็นเวลา 54 ปีที่สันนิบาตสหกรณ์สหกรณ์ฯ ได้ก่อตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งได้มีการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ ขึ้น เป็นสหกรณ์ประเภทชุมนุมสหกรณ์เป็นองค์การสูงสุดของขบวนการสหกรณ์ (APEX) ในชื่อว่าสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ จดทะเบียนตามพ.ร.บ.สหกรณ์พ.ศ. 2471 เมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2511 นับเป็นองค์การสูงสุดของขบวนการสหกรณ์ไทยในการเชื่อมโยงสหกรณ์ทุกประเภทเข้าด้วยกัน ต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2511 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เนื่องจาก กิจการของสหกรณ์ ได้ขยายตัวขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมในการส่งเสริมขบวนการสหกรณ์ จึงเปลี่ยนจากสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้ มาเป็น สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (ตามส่วนที่ 6 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 104) ให้มีสถาบันขึ้นสถาบันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งเป็นสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า แก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักรอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกันและมีบทบาทหน้าที่ (1) ส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ ตลอดจนทำการวินิจฉัยและรวบรวมสถิติเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ (2) แนะนำช่วยเหลือทางวิชาการแก่สหกรณ์ และอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานระหว่าง สหกรณ์กับส่วนราชการหรือบุคคล (3) ให้การศึกษาฝึกอบรมวิชาการเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ (4) ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างสหกรณ์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ หรือสันนิบาตสหกรณ์ของต่างประเทศ หรือองค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกัน (5) ซื้อ จัดหา จำหน่าย ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง หรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (6) ส่งเสริมธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม หรือบริการของสหกรณ์ (7) สนับสนุนและช่วยเหลือสหกรณ์เพื่อแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องที่เกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ซึ่งเป็น การกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ( เป็นตัวแทนของสหกรณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากการสนับสนุนของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ หรือภาคเอกชนอื่น (9) ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ บรรดาสหกรณ์อย่างแท้จริง และ (10) ดำเนินการอื่นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือตามที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ แห่งชาติมอบหมาย



ปัจจุบันสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ดำเนินการภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการชุดที่ 25 ซึ่งมีนายประเมศวร์ อินทรชุมนุม ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์ แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง” ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย 6 ด้านนำไปสู่เป้าหมาย

1. ปฏิรูปสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย : เน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการปฏิรูประบบบริหารจัดการงบประมาณสันนิบาตสหกรณ์ฯให้มีประสิทธิภาพภายใต้ระบบธรรมาภิบาลพร้อมจัดตั้งกองทุนกลางและพัฒนาสู่การเป็นธนาคาร (Coop Bank) ปฏิรูปและยกระดับระบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสหกรณ์ โดยมีการจัดตั้ง วิทยาลัยสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนาคน พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของขบวนการสหกรณ์ ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดหลักสูตรฝึกอบรม ฟรี ที่เอื้อต่อการ พัฒนานักสหกรณ์มืออาชีพ ปฏิรูปและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (DATA CENTER ) ด้วยระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัยในยุคสหกรณ์ 4.0 รวมทั้งการปฏิรูประบบการเลือกตั้งของสันนิบาตสหกรณ์ฯเพื่อให้ได้ “ คนเก่ง คนดี และมีคุณธรรม ” เข้าสู่ระบบอย่างมืออาชีพ

2. กระจายอำนาจบริหาร : โดยการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดหรือเครือข่ายสหกรณ์ระดับจังหวัดตามบริบทของพื้นที่การกระจายอำนาจซึ่งเครือข่ายสหกรณ์จะมีอำนาจในการบริหารจัดการแทนสันนิบาตสหกรณ์ฯ กระจายการจัดการฝึกอบรมตามภูมิภาคเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและสร้างความใกล้ชิดระหว่างพี่น้องสหกรณ์ด้วยกัน

3. จัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม : โดยการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 15-30 ให้แก่เครือข่ายสหกรณ์อย่างเป็นธรรมเพื่อใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทำบัญชีรายจ่ายตามความเป็นจริงและสะสมเงินที่เหลือเป็นกองทุนต่างๆเพื่อพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์ฯและขบวนการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งและมั่นคง

4. แก้ไขกฎหมายสหกรณ์ : โดยการพัฒนาระบบสหกรณ์ ข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติ เป็นผู้นำขบวนการสหกรณ์ในการแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อบังคับฯ ประกาศนายทะเบียนที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่สหกรณ์ทุกประเภท

5. เอื้ออาทรกลุ่มรากหญ้า : เน้นการพัฒนาสู่สากลด้วยระบบการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการของสหกรณ์ให้สามารถเชื่อมโยงทั้งด้านการเงิน ทุน การผลิต การแปรรูป การตลาดและการกระจายสินค้า สร้างตราสินค้า Brand Co-op ที่จะส่งเสริมการสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างสหกรณ์โดยใช้ Brand ตามที่องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์สากลหรือ ICA ได้ประกาศรณรงค์ให้สมาชิกองค์กรสหกรณ์ทั่วโลกใช้เครื่องหมายการค้า Coop กระจายสู่ตลาดอย่างครบวงจรให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ

6. พัฒนาเครือข่ายสัตตะสหกรณ์: สร้างความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ขยายเครือข่ายสหกรณ์ระดับชาติในรูปแบบ “ สภาสหกรณ์แห่งชาติ” ผลักดันการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ เช่น ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การยางฯ จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ผู้ใช้น้ำฯ จำกัด หรือการจัดตั้งเป็นประเภทสหกรณ์เอนกประสงค์ สร้างสหกรณ์เครือข่ายระดับจังหวัดให้มั่นคงในรูปแบบ    “ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัด ภายใต้หลักการและแนวคิด “ สหกรณ์ก้าวไกล ด้วยน้ำพระทัยในหลวง ” ส่งเสริมความร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทให้มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ


วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

อย. จับมือ จ.บุรีรัมย์ จัด “มหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” 10-12 มิ.ย. นี้ จัดเต็มองค์ความรู้-ผลิตภัณฑ์จากกัญชา พืชเศรษฐกิจหมื่นล้าน


    วันที่ 31 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข จัดงานแถลงข่าว “มหกรรม 360 องศา  ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” ภายในวันที่ 10-12 มิ.ย. 2565 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตอกย้ำความสำเร็จ “มหกรรมกัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ในปีที่ผ่านมา และเป็นการเดินหน้าสร้างความรู้และความเข้าใจด้านกัญชาทางการแพทย์ กัญชงเพื่อเศรษฐกิจ และเพิ่มการเข้าถึงการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย



    นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายกัญชาเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พยายามดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ ให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพในการรักษาโรค ซึ่ง สธ. ได้ดำเนินการปลดล็อกกัญชา เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ดังนั้น ประชาชนต้องได้ความรู้เรื่องการใช้กัญชา โดย สธ. ได้ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับบุคคลที่ใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ รวมทั้งระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ และสามารถใช้ในครัวเรือนได้เช่นกัน  ซึ่งในวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ จะมีมหกรรมกัญชา ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยสร้างความรับรู้ให้ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งกระทรวงเองก็จะเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

    นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มีหน้าที่สร้างความชัดเจนให้ประชาชนเรื่องการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจากการจัดมหกรรมกัญชา ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปีที่แล้ว มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก คิดว่าเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่ง โดยปีนี้ คาดว่า “มหกรรม 360 องศา  ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมากเช่นเดิม และประชาชนสามารถมาจดแจ้งการปลูกกัญชาภายในงานได้ด้วย นอกเหนือจากช่องทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ซึ่งเป็นนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของกัญชาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว



    นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 กล่าวว่า เขตสุขภาพที่ 9 ได้ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากร เพื่อให้สามารถให้บริการ และถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนภายในเขตได้อย่างเหมาะสม ส่วนด้านการสาธารณสุข ก็ได้ศึกษาพัฒนาการใช้กัญชาทางการแพทย์มาโดยตลอด สำหรับงานนี้ สาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งในเขตได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลัง ทั้งการให้บริการคลินิกกัญชา การให้บริการข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนภายในงาน เป็นต้น ขอเชิญชวนประชาชนใน จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมงาน เพราะทุกภาคส่วนพร้อมมอบสาระความรู้เรื่องกัญชาแก่ทุกคนอย่างเต็มที่ 

    นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ในฐานะเจ้าบ้าน มีความพร้อมรองรับผู้ร่วมงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ เพราะได้รับความร่วมมือจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นอย่างดี มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางสาธารณสุขนั้น จ.บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ที่ประชากรได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึง  และมีการดำเนินการตามมาตรฐานทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด



    ส่วน นพ.พิเชษฐ  พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดบุรีรัมย์ ยืนยันถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ อย่างเต็มที่ทุกส่วนของกิจกรรม ทั้งนิทรรศการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตำรับยาที่สกัดจากกัญชา ผลิตภัณฑ์จากกัญชา รวมทั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ ที่เปิดให้บริการตรวจรักษาฟรี 

นอกจากนี้ ยังมีเวทีสัมมนาวิชาการ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาให้ความรู้อย่างคับคั่ง ตลอดจนเมนูอาหารจากกัญชารสชาติเยี่ยม พร้อมด้วยบูธให้คำแนะนำด้านการนำกัญชามาประกอบอาหารอย่างถูกวิธี รวมทั้งมีการแจกต้นกัญชาตลอด 3 วัน รวม 1,000 ต้น เฉลี่ยวันละ 300 กว่าต้น ให้ประชาชนนำไปปลูกด้วย 

    ทั้งนี้ งาน“มหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” ยังมีกิจกรรม สาระความรู้เกี่ยวกับกัญชาในหลายมิติ ที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชน ผู้ป่วย และผู้ประกอบการต่างๆ พร้อมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ร่วมงาน ด้วยมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 10-12 มิถุนายน 2565 เวลา 09.00-16.30 น.


 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...