วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

กองทุนฟื้นฟูฯ ประกาศรับสมัครอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ 21- 27 ก.ค. 65

    นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ด้วยคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด ได้ครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ ไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา และเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด 77 จังหวัด ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร   ว่าด้วยการกระจายอำนาจการบริหาร พ.ศ. 2556 จึงประกาศรับสมัครอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2565 ในวันและเวลาราชการ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรเกษตรกรทั้งด้านการฟื้นฟูอาชีพ และการจัดการหนี้ให้เกษตรกรสมาชิก 

    นายสไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า สัดส่วนของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรเกษตรกร จำนวน 8 คน ผู้แทนภาคราชการและผู้แทนภาคเอกชน จำนวน 8 คน หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง วิธีการรับสมัครและการเสนอชื่อบุคคลเพื่อคัดเลือก ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ด้วยตัวเอง หรือองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ต่อสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในเขตจังหวัดเสนอชื่อ หรือ ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรเอกชน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เสนอชื่อ หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร ประกอบด้วย ใบสมัคร รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก ขนาด 1 ½ นิ้ว x 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป สำเนาประจำตัวบัตรประชาชน จำนวน 1 ชุด สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ชุด รายงานการประชุมคณะกรรมการองค์กรเกษตรกรที่มีมติมอบหมาย หรือหนังสือมอบหมายจากหน่วยงาน จำนวน 1 ชุด กรณีเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ให้ใช้บัตรประจำตัวข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ หรือหนังสือรับรองการเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐจากหน่วยงานที่สังกัด จำนวน 1 ชุด ยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจังหวัดตามที่อยู่ขององค์กรเกษตรกร หน่วยงานภาคเอกชนและส่วนราชการในจังหวัดนั้น ๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หมายเลขโทรศัพท์ 0 2158 0342 หรือสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร www.frdfund.org หรือ เฟสบุ๊คเพจ : สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร


 

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“โรงเรียนบ้านแสนสุข” โมเดลความสำเร็จโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน


    “ยังจำภาพวันแรกที่ก้าวมาในโรงเรียนบ้านแสนสุขแห่งนี้ เมื่อ 5 ปีก่อนได้ดี จากโรงเรียนที่เกือบร้าง ใกล้ปิดตัว มีนักเรียนเพียง 39 คน เป็นเด็กไทย 7 คน นอกนั้นเป็นเด็กกัมพูชา มีครูแค่ 4 คน สภาพอาคารถูกทิ้งร้าง พื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ โรงเรียนถูกลืมจากผู้คนในหมู่บ้าน เพราะคนในพื้นที่ไม่มีใครเรียน มีแต่เด็กกัมพูชา ขนาดโรงเรียนอยู่ปากซอยแท้ๆแต่ไม่มีคนรู้จัก ทุกคนบอกว่าโรงเรียนยุบไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หมดกำลังใจ กลับยิ่งอยากพัฒนาที่นี่ให้ดีขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้โรงเรียนบ้านแสนสุขได้พัฒนาแบบพลิกฝ่ามือ ทั้งระบบการเรียนการสอน การเรียนรู้นอกห้องเรียน และการฝึกอาชีพ จากความตั้งใจที่จะให้ที่นี่กลายเป็นโรงเรียนในใจชุมชน” นายบรรจรงค์ วรเศรษฐสุขศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแสนสุข ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บอกอย่างภูมิใจ



    เมื่อย้อนกลับไปต้นปี 2560 โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ติดแนวชายแดนกัมพูชาแห่งนี้ กำลังนับวันรอที่จะปิดตัวลง เพราะนักเรียนเหลือน้อย ด้วยผู้ปกครองเลือกที่จะให้ลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆในตัวอำเภอ ภารกิจอันยิ่งใหญ่จึงตกเป็นของ ผอ.บรรจรงค์ ที่ต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โรงเรียนถูกยุบ ด้วยการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนในชุมชน และเดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก เชิญชวนผู้ใหญ่ใจดี ผู้มีจิตศรัทธาคนใจบุญในโลกโซเชียล ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์เพื่อปรับปรุงอาคารเรียน ให้ทุนการศึกษา ซื้ออุปกรณ์การเรียน ทำให้โรงเรียนกลับมาน่าเรียน จนวันนี้มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 รวม 206 คน เป็นนักเรียนไทย 60 คน ที่เหลือเป็นนักเรียนกัมพูชา และมีครูผู้สอน 12 คน 

    จากการที่โรงเรียนมีทั้งคลองบ้อมรอบ ดินดำน้ำดี ผอ.บรรจรงค์ จึงน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการที่นำเข้ามาเป็นต้นแบบโครงการเพื่อการพัฒนาคือ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” โดยส่งเรื่องขอสมัครไปยังมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท แม้จำนวนนักเรียนจะไม่เข้าเกณฑ์ แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการให้การเลี้ยงไก่ไข่ เป็นทั้งตัวช่วยด้านภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เข้ากองทุนพัฒนาโรงเรียน จึงพยายามผลักดันจนสำเร็จ มูลนิธิฯ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้เข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่ไข่ 100 ตัว เมื่อปี 2562 ทำให้มีแหล่งโปรตีนที่สำคัญเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน และจำหน่ายเป็นสวัสดิการให้กับชาวชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่สัตวบาลของซีพีเอฟมาให้ความรู้ ให้คำปรึกษาในการเลี้ยงและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการและการสุขาภิบาล



    “การเลี้ยงไก่ไข่ที่เพิ่มเป็น 150 แม่ กลายเป็นรายได้หลัก ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนงานอื่นๆได้มากขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์เกษตรพอเพียง พึ่งตนเองได้ และต่อยอดสู่การสอนวิชาการสร้างอาหารให้เด็ก โดยริเริ่มทำโครงการอื่นๆที่สอดคล้องกัน ทั้งการปลูกผักปลอดสารพิษ ผักสวนครัว ผักสลัดนานาชนิด กล้วย แก้วมังกร ฝรั่ง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กาแฟอาราบิก้า ลูกหม่อน หรือมัลเบอรี่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ที่กลายเป็นแหล่งอาหารมั่นคง ช่วยเหลือเด็กๆและชุมชนรอบข้างได้อย่างมาก กลายเป็นโรงเรียนแนวใหม่ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่มีอยู่ได้” ผอ.บรรจรงค์ กล่าว

 

  ที่นี่เน้นการเรียนรู้ที่สอดคล้องวิถีชีวิตชนบท มีการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้วยกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตเป็นหลัก ผ่านแหล่งเรียนรู้ครบวงจรทำให้ “ผลิตได้ ขายเป็น เห็นคุณค่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เน้นการฝึกสอนพื้นฐานอาชีพที่นักเรียนนำไปต่อยอดใช้ได้ในชีวิตประจำวันและอนาคตได้ ควบคู่กับการสร้างครูรุ่นใหม่ที่เข้าใจเด็ก เข้าใจผู้ปกครอง เป็นครูพันธุ์ใหม่ที่มีจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกวันนี้เงินในการพัฒนาโรงเรียนเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของครูและนักเรียนทุกคน โรงเรียนมีรายได้วันละ 1,000 บาท นำมาจ้างครูและบูรณะโรงเรียน นักเรียนมีทุนเรียนฟรี ทั้งอาหาร รถรับส่ง และเสื้อผ้าโรงเรียนจัดให้ทุกอย่าง ทำให้พวกเขา “สุขทุกที่ เพราะที่นี่ แสนสุข” 

    สำหรับโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่มีเด็กๆเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนั้น น้องเนตรนภา โซ หรือน้องเนตร นักเรียนชาวกัมพูชา เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ตนเองอยากช่วยเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อให้มีพื้นฐานอาชีพในอนาคต โดยแต่ละวันจะทำหน้าที่ให้อาหารไก่และเก็บไข่ไก่ เพื่อนำเข้าโครงการอาหารกลางวัน ผลผลิตที่เหลือนำไปขายที่โรงงานเย็บผ้าที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน รายได้เข้าบัญชีกองทุนโรงเรียนเป็นทุนต่อยอดโครงการฯ ที่สำคัญคือความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างอาหารปลอดภัยให้กับทุกคนในโรงเรียนและชาวชุมชนทุกคน

    ส่วน น้องนิดหน่อย ส่อด นักเรียนชาวกัมพูชา เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ตั้งใจช่วยกิจกรรมเลี้ยงไก่ไข่มาตั้งแต่ต้น บอกว่า หน้าที่หลักคือการดูแลแม่ไก่ ช่วยกันกับเพื่อนๆเก็บไข่ไก่และนำไปขาย โครงการนี้ทำให้มีประสบการณ์ตรง ได้ลงมือทำจริง กลายเป็นทักษะอาชีพติดตัว ซึ่งที่บ้านก็เลี้ยงไก่เช่นกัน วิธีการเลี้ยงและการดูแลจากที่โรงเรียน จึงนำไปปรับใช้ได้ รวมถึงทักษะการทำการเกษตรอื่นๆ ก็สามารถต่อยอดไปทำต่อที่บ้านได้เช่นกัน 



    วันนี้โครงการเกษตรทั้งหมดภายใต้ ‘โคกหนองนาโมเดล’ ดำเนินการได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สามารถต่อยอดสู่ ‘ร้านกาแฟโรงเรียนบ้านแสนสุข’ ที่เป็นแหล่งฝึกสอนอาชีพให้กับน้องๆนักเรียน ขณะที่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โรงเรียนยังนำผลผลิตจากโครงการเกษตร ไปให้ผู้ปกครองใช้ปรุงอาหารให้กับเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กๆไม่มีปัญหาทุพโภชนาการ และยังแบ่งปันผลผลิตใส่ตู้ปันสุข และทำอาหารแจกให้กับผู้ยากไร้ในชุมชน ผู้ที่ตกงาน รวมทั้งเด็กชายขอบชาวกัมพูชา ที่มารับอาหารช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ โรงเรียนบ้านแสนสุขจึงได้รับการยอมรับและถูกยกให้เป็น “ครัวของชุมชน” สมกับการเป็นโรงเรียนที่เป็น Best Practice ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน ระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก ประจำปี 2562 และรางวัลชนะเลิศระดับเหรียญทอง รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. OBEC AWARDS ผู้มีผลงานดีเด่นประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ด้านบริหารจัดการยอดเยี่ยม ระดับประถมศึกษาขนาดกลาง 

    นักเรียนโรงเรียนบ้านแสนสุขจึงเต็มไปด้วยความสุข เพราะมีวิชาพึ่งพาตนเองได้ติดตัวกันทุกคน และยังภูมิใจที่ได้เป็นผู้ให้และผู้ถ่ายทอดความรู้ ให้กับผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศที่เข้ามาศึกษาดูงาน ที่สำคัญ “แสนสุข โมเดล” ของโรงเรียนบ้านแสนสุข ถือเป็นตัวอย่างของความยั่งยืนในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยึดหลักความพอเพียง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึง ‘ไข่ไก่’ โปรตีนคุณภาพดี ที่จะช่วยลดภาวะทุพโภชนาการแก่เด็กและเยาวชน และสร้างแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชนได้อย่างแท้จริง


 

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

สสท. เปิดเวที ประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นต่าง ร่างกฎกระทรวงฯ


 


           สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) จัดเวทีเสวนา เรื่อง ร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับที่ 2 มุมมองของคนสหกรณ์ จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ?” และรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (ร่างกฎกระทรวง การบริหารจัดการและการกำกับดูแลทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ..) โดยมี นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท. ดำเนินรายการ และ ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ผศ.ดร.รังสรรค์ ปิติปัญญา รองประธานฯ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย  นายไพบูลย์ แก้วเพทาย อดีตประธานฯ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ผศ.อาภากร มินวงษ์ อดีตประธานฯชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย และนายสิรวิชญ์ ไพศาสตร์ ที่ปรึกษา สันนิบาตสหกรณ์ฯ ณ ศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัส ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ



          นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท . กล่าวถึงที่มาร่างกฎกระทรวงฯดังกล่าว ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 รวม 5 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวง ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาและรวมร่างกฎกระทรวงดังกล่าว 5 ฉบับเป็นฉบับเดียวพร้อมทั้งแก้ไขชื่อร่างกฎกระทรวง เป็น ร่างกฎกระทรวง การบริหารจัดการและการกำกับดูแลทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน พ.ศ...  แต่เนื่องด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมีความเห็นแตกต่างกันและไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้  จึงเห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกันให้ได้ข้อยุติและเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาหลักการอีกครั้ง กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้รับฟังความเห็นจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาปรับปรุงร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ต่อมา ต้นเดือนมิถุนายน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ เสนอกฎกระทรวงฉบับที่ 2 อันเกี่ยวข้องกับสหกรณ์ประเภทเครดิต ยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 5 เรื่องซึ่งเป็นสาระที่ค่อนข้างสำคัญส่งผลกระทบต่อระบบสหกรณ์ รวมถึงกฎกระทรวงฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองและส่งเสริมขบวนการสหกรณ์เท่าทีควร จึงเป็นที่มาของการจัดเสวนาประชาพิจารณ์ในครั้งนี้



ผู้เสวนาและผู้เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและที่ผ่านระบบ ZOOM ร่วมกันถกและเสนอความคิดเห็นของร่างร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (ร่างกฎกระทรวง การบริหารจัดการและการกำกับดูแลทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ..... ) รวม 3 ประเด็น ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสหกรณ์และสมาชิก

             1. ร่างกฎกระทรวงฯได้กำหนดให้การกู้เงินทุกประเภทที่เกิน 2 ล้านบาท จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเครดิตบูโร ส่งผลให้สมาชิกเข้าสู่ระบบการกู้เงินของสหกรณ์ได้ยากขึ้น เนื่องจากมีระบบการตรวจสอบ ที่เข้มข้นแต่ระบบสหกรณ์เป็นระบบที่มีความพิเศษแตกต่างจากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ  เช่น สหกรณ์มีการค้ำประกันโดยสมาชิก มีทุนเรือนหุ้น มีเงินฝากและสามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ การบังคับเข้าระบบเครดิตบูโร อาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกโดยตรง คือ สมาชิกส่วนใหญ่อาจจะกู้ไม่ได้ หรือกู้ได้ยากขึ้น และเป็นการผลักดันให้สมาชิกต้องกู้นายทุนและกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพง ส่งผลต่อปากท้องของประชาชนคนรากหญ้า นอกจากนี้ ร่างกฎกระทรวงยังกำหนดให้สหกรณ์ไม่สามารถเอาเรื่องของฌาปนกิจสงเคราะห์มาเป็นหลักประกันได้ ทำให้ หากสมาชิกถึงแก่กรรมจะไม่สามารถ ชำระหนี้ได้ ทำให้เป็นภาระของผู้ค้ำประกัน หรือไม่ก็เป็นภาระของสหกรณ์ ที่จะต้องค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวน

                 2. การรับเงินฝากกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินรับฝาก โดยร่างกฎกระทรวงฯกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ต้องอ้างอิงข้อมูลตามดอกเบี้ยนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  โดยกำหนดดอกเบี้ยเงินรับฝากได้ไม่เกินร้อยละ 3.50 % ต่อปี (ดอกเบี้ยนโยบาย 0.50 + 3.00%) ทำให้สหกรณ์ขาดความเป็นอิสระต้องยึดโยง กับนโยบายของ กนง. ซึ่งเกิดความไม่เป็นธรรมเพราะแม้แต่สถาบันการเงินหลักหรือแบงก์ชาติ ยังไม่ต้องกำหนดดอกเบี้ยตามนโยบายของ กนง. เนื่องจาก ธนาคารมีขนาดไม่เท่ากัน มีโครงสร้างเงินทุนแต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันกับสหกรณ์ อีกทั้งในปัจจุบัน ตลาดโลกมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ฉะนั้นการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แบบนี้จะสวนกระแสตลาดและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบให้สหกรณ์ ไม่สามารถรับฝากเงินได้ และเหมือนเป็นการพยายามทำให้เงินฝากในระบบเงินฝากของสหกรณ์ไหลไปสู่สถาบันการเงินอื่น เช่น ธนาคาร หรือตลาดหลักทรัพย์ หรือกองทุน

              3. การจัดชั้นลูกหนี้เงินกู้และการให้สินเชื่อหรือสินทรัพย์ให้สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริงและการกันเงินสำรอง และสามารถจำกัดปริมาณการทำธุรกรรมกับลูกหนี้และเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง  เพื่อเป็นการป้องกันการกระจุกตัวของความเสี่ยงไม่ให้สูงจนเกินไปและสอดคล้องกับการบริหาร เรื่องดังกล่าวเป็นการจัดชั้นคุณภาพและการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งของเดิมสามารถนำเงินเรือนหุ้นมาหักได้ แต่ร่างกฎกระทรวงใหม่ ไม่สามารถเอาทุนเรือนหุ้นไปหักหนี้ก่อนตั้งค่าหนี้เผื่อสงสัยจะสูญ ทำให้สหกรณ์ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดหนี้เสีย  (NPL) ของสหกรณ์สูงขึ้น เมื่อหนี้เสียสูงเมื่อนำไปหักลบกลบกำไรแล้วทำให้กำไรของสหกรณ์ลดลง เมื่อกำไรลดลงปันผลและเฉลี่ยคืน ก็ลดลงตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อสมาชิกและส่งผลกระทบต่อสหกรณ์



             ผศ.ดร.รังสรรค์ ปิติปัญญา ให้ข้อสังเกตว่า ร่างกฎกระทรวงนี้นำเอาแนวคิดทุนนิยมมาใช้กับสหกรณ์ซึ่งกรอบแนวคิดจะไม่เหมือนกัน แนวคิดทุนนิยมเน้นผลกำไรและความมั่นคงทางเศรษฐกิจแต่หลักการสหกรณ์เน้นการเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แนวคิดทุนนิยมทำให้สหกรณ์ไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างเต็มที่ รับฝากได้น้อยลง กู้กันเองได้ยากขึ้น ผลักดันให้สมาชิกสหกรณ์ต้องกู้นอกระบบ ถือเป็นการทำลายศักยภาพการทำงานของสหกรณ์ รวมถึงขัดต่อหลักการพึ่งพากันเอง 

           นายไพบูลย์ แก้วเพทาย ให้ความเห็นว่า สหกรณ์ไม่ใช่ธนาคาร การที่ร่างกฎกระทรวงฯกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ต้องอ้างอิงข้อมูลตามดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยกำหนดดอกเบี้ยเงินรับฝากได้ไม่เกินร้อยละ 3.50 % ต่อปี นั้นไม่เหมาะสม ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีความเข้าใจระบบสหกรณ์ที่เป็นการทำธุรกรรมในวงศ์สัมพันธ์เดียวกันซึ่งเป็นคนละหลักการกับธนาคารอย่างสิ้นเชิง

           ผศ.อาภากร มินวงษ์ กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงฯ กระทบต่อการกำกับดูแลทางการเงิน และการเติบโตของสหกรณ์ประเภทเครดิตยูเนี่ยน ที่มีความแตกต่างจากสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎกระทรวงฯ ขาดความเข้าใจ และนำตัวบทกฎหมายที่ไม่สอดคล้องมาบังคับใช้  กล่าวคือ สหกรณ์เครดิตฯไม่ได้ดำเนินการหักเงินค่าหุ้น ณ ที่จ่ายเช่นเดียวกับสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ แต่เมื่อนำกฎกติกาเดียวกันมาใช้จะส่งผลให้สหกรณ์ประเภทเครดิตยูเนี่ยนต้องหายไปจากสารระบบของสหกรณ์ไทย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆมาตราที่ขัดต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ประเภทเครดิตยูเนี่ยนและอาจส่งผลกระทบระยะยาวให้ปัญหาบานปลายจนเกินกว่าจะแก้ไขได้

                นายสิรวิชญ์ ไพศาสตร์ กฎกระทรวงฯน่าจะเขียนคลาดเคลื่อน หลายอย่างเช่นหลักเกณฑ์การปรับโครงสร้างหนี้ ,การกำหนดให้สหกรณ์ไม่สามารถเอาเรื่องของฌาปนกิจสงเคราะห์มาเป็นหลักประกันได้,การตั้งหนี้เผื่อสงสัยจะสูญ และ ไม่สามารถเอาทุนเรือนหุ้นไปหักหนี้ก่อนตั้งค่าหนี้เผื่อสงสัยจะสูญ ทำให้สหกรณ์ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดหนี้เสีย  (NPL) ของสหกรณ์สูงขึ้น

จะเห็นได้ว่า โดยรวมร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้ หากนำมาบังคับใช้จริง จะส่งผลให้สหกรณ์เติบโตอย่างยากลำบาก อีกทั้งร่างฯ ดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการบริหารของคณะกรรมการสหกรณ์ขัดต่อหลักการสหกรณ์ ข้อ ที่ 4 คือสหกรณ์ต้องพึ่งตนเองและมีความเป็นอิสระ รวมถึงในอนาคตสหกรณ์ต้องเตรียมรับมือกับร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องการฝากและการลงทุนของสหกรณ์ อันน่าจะกระทบต่อสหกรณ์โดยภาพรวมไม่มากก็น้อย สสท. จะจัดรวบรวมความคิดเห็นของการประชาพิจารณ์ในวันนี้ สรุปให้สำนักงานกฤษฎีกา , กระทรวงเกษตรฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  หากกฎกระทรวงฯที่ออกมายังไม่คุ้มครองหรือไม่สร้างเสถียรภาพต่อสหกรณ์อาจจะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปตามระบบประชาธิปไตยต่อไป

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

กรมตรวจฯแถลงการสร้างความเข้มแข็งด้านบัญชีให้กลุ่มเกษตรกร


    กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แถลงผลดำเนินงานและทิศทางการปฏิบัติงานปี 2565 ย้ำเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เร่งมาตรการเชิงรุกตรวจสอบระบบการควบคุมภายใน สร้างความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต พร้อมจับมือกับภาคีสร้างวินัยด้านบัญชีและการเงินให้กับนักเรียนและเยาวชนทั่วประเทศ



    นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารแถลงข่าวการสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินและบัญชีให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พร้อมป้องกันการทุจริตและสร้างความโปรงใสในระบบสหกรณ์ทั่วประเทศ ที่ห้องประชุม 404 อาคาร 4 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ว่า ว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทั้งด้านการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ระบบการเงินและบัญชีมีประสิทธิภาพ  ไม่ให้เกิดข้อบกพร่อง เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่มีมูลค่ากว่า 3.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.54 ของ GDP ทั้งประเทศ พร้อมทั้งดำเนินงานเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกร ผ่านกระบวนการเรียนรู้การจัดทำบัญชีให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

    1.ด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้การสอบบัญชีสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องตามมาตรฐานการสอบบัญชี ทั้งในรูปแบบการเป็นผู้สอบบัญชีเอง และการควบคุมกำกับคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต โดยปัจจุบัน มีผู้สอบบัญชีที่ขึ้นทะเบียน ทั้งหมดจำนวน 270คน แยกเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จำนวน 248 คนและมีบุคคลอื่น จำนวน 22 คน โดยในปี 2565 กรมฯ ได้ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไปแล้วกว่า 9,0000 แห่ง และแจ้งให้สหกรณ์แก้ไขปรับปรุงแล้วจำนวน1,421 แห่ง



    ทั้งนี้ กรมฯ ยังมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ โดยวางระบบการตรวจสอบที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการและการประเมินประสิทธิภาพระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันเหตุทุจริตได้ โดยจัดทีมตรวจสอบพิเศษ เข้าตรวจสอบระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่ตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชนทุกสหกรณ์ทั่วประเทศ จำนวน 1,178 สหกรณ์ ทั้งด้านการเงินการบัญชีและระบบการควบคุมภายใน พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำแก่สหกรณ์เกี่ยวกับจุดอ่อนจากระบบการควบคุมภายในที่ตรวจพบ พร้อมพัฒนาความรู้ให้ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ สามารถสอดส่องดูแลการทำงานของคณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



    นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Smart4M มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้คณะกรรมการสหกรณ์ สามารถตรวจสอบสถานะทางการเงิน นำไปวางแผนการบริหารจัดการ สร้างระบบการควบคุมภายในที่ดี และส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของตนเองผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและลดการทุจริต



    ปัจจุบัน มีสหกรณ์ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวม 2,569 แห่ง มีสหกรณ์ใช้แอปพลิเคชัน Smart4M รวม 935 แห่ง และเกษตรกรใช้ SmartMe รวม 51,861 คน นอกจากนี้ ยังได้เสริมสร้างสมรรถนะให้แก่ผู้สอบบัญชีให้มีความรู้ด้าน IT เพิ่มขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยตรวจสอบบัญชี อาทิ โปรแกรมเฝ้าระวังและเตือนภัย ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (CFSAWS:ss) เพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านบัญชีและการเงินครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

และ 2.ด้านการสอนบัญชีแก่เกษตรกรและกลุ่มเป้าหมาย โดยกรมฯ ได้ดำเนินงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร พร้อมทั้งกำกับแนะนำกระตุ้นและติดตามการจัดทำบัญชีของเกษตรกร โดยในปี 2565 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีให้ขยายผลไปในทุกกลุ่มเป้าหมาย กว่า 64,000 ราย

    นอกจากการสอนบัญชีให้สถาบันเกษตรกรแล้ว เด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ควรได้รับการปลูกฝังความรู้ด้านการจัดทำบัญชี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างวินัยทางการเงินให้ตนเอง โดยกรมฯ ได้เข้าร่วมสนองงานตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี 2565 ได้อบรม และแนะนำการจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนให้แก่โรงเรียนในสังกัดต่าง ๆ เช่นโรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(/สพฐ.)โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จำนวน 524 โรงเรียน มีครู และนักเรียนได้รับการอบรมจำนวน 2,037 ราย พร้อมสานต่อโครงการต้นกล้าความดี สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นโครงการที่ขยายผลการถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมการจัดทำบัญชีให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงวิธีการบันทึกบัญชี รู้จักการคิดคำนวณเลข สามารถวางแผนในการใช้จ่ายเงิน มีเครือข่ายการจัดการภูมิปัญญาทางบัญชี ระหว่างโรงเรียน นักเรียน และขยายผลไปสู่ผู้ปกครองและชุมชน โดยมีโรงเรียนที่รับผิดชอบ รวม 447 โรงเรียน ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการ รวม 405 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัด สพฐ. จำนวน191 โรงเรียน และ ตชด. จำนวน 214 โรงเรียน ดำเนินการไปแล้ว 211 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 52.10 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2565)

    นอกจากนี้ กรมฯ ได้บูรณาการความร่วมมือการสอนบัญชีให้ขยายผลยิ่งขึ้น อาทิ การลงนาม  MOU “การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และสหกรณ์นักเรียน ให้แก่เด็กและเยาวชน” ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขยายผลองค์ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีให้เข้าถึงสถาบันการศึกษา กำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2565-2569 รวม 26,807 โรงเรียน รวมจำนวนนักเรียน 988,256 คน โดยในปี 2565ดำเนินการ 5 % รวมจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 1,155 แห่ง และจำนวนนักเรียน รวม  68,593 คน และตั้งเป้าหมายดำเนินการในปีต่อไป ปีละ 24% จนครบตามเป้าหมายทั้งโครงการ และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ได้จัดให้มีพิธี MOU โครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยจะดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2565 กลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนในชุมชนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกอำเภอ ทั่วประเทศ 76 จังหวัด มีครูบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นวิทยากรในการอบรม กำกับและติดตามประเมินผลความรู้ที่ได้ไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพของตนเอง ให้เกิดวินัยด้านการเงิน ตลอดจนพัฒนาต่อยอดให้เป็นครูบัญชีได้ในอนาคต

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไป กรมฯ ได้จัดทำวีดิทัศน์การสอนบัญชีในรูปแบบ 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทยกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ และภาษายาวี เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง โดยเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ปลูกฝังให้ใช้บัญชีเป็นเครื่องมือนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน และตระหนักถึงคุณค่าการออมอีกทางหนึ่งด้วย


 

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“เฉลิมชัย ดันมาตรการผลิตแม่ปุ๋ยใช้เอง แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง พรัอมสั่งเข้มงวดจัดการเด็ดขาดตัดทุเรียนอ่อน -สวมทุเรียนป่าละอู ชวนคนไทยทั่วประเทศ ช็อปทุเรียนป่าละอูแท้100%”


    เมื่อวันที่9 ก.ค.2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรงงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเปิดงานมหกรรมผลไม้และของดีป่าละอู ที่อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยงานมหกรรมฯจะมีขึ้นช่วงวันที่9-17 ก.ค.นี้



    นายเฉลิมชัย กล่าวว่าขอเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศมาเที่ยมชมงานนี้มีสินค้าเกษตรคุณภาพดี โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอู ที่มีรสชาติพิเศษ มัน หวานน้อย เนื้อเยอะ เมล็ดลีบ ติดอันดับ1ใน5 ของประเทศ ซึ่งมึลักษณะเด่นเฉพาะของสภาพพื้นที่ป่าละอู จึงทำให้ทุเรียนป่าละอู ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI 



    “ขอชวนคนไทยมาเที่ยวชมธรรมชาติ ที่สวยงาม เมื่อมาหัวหินให้แวะมาป่าละอู เพื่อช่วยกันอุดหนุนซื้อสินค้าจากเกษตรกร และได้ทุเรียนป่าละอู แท้ 100% จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ยามวิกฤติ เป็นส่วนสำคัญที่เราคนไทยต้องช่วยกันให้ผ่านพ้นไปได้ “นายเฉลิมชัย กล่าว

    รมว.เกษตรฯกล่าวว่าได้สั่งการให้หน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างเข้มงวด ป้องกันปัญหาตัดทุเรียนอ่อน และนำทุเรียนพันธุ์อื่นมาหลอกขาย หากตรวจพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ได้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยที่มีราคาสูงขึ้นมาก โดยรณรงค์ให้เกษตรกร หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ทดแทนสารเคมี และตนยังได้เร่งรัดมาตรการเรื่องผลิตแม่ปุ๋ย ขึ้นมาเอง จะเป็นส่วนสำคัญที่ประเทศไทย มีอำนาจต่อรองจะส่งผลให้ปุ๋ยราคาถูกลงได้จริง



    “ใครที่บอกว่าอนาคตทุเรียนจะตาย ผมไม่เชื่อ ผมมั่นใจว่าในอีกไม่เกิน2ปี ทุเรียนไทยจะเป็นสินค้าเกษตรส่งออก อันดับ1หรือ2ของประเทศได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญเราต้องรักษาคุณภาพให้ดี ผมและกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่สำคัญต้องช่วยเกษตรกรทุกอาชีพ ลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้”รมว.เกษตรฯ กล่าว


 

เลขาฯ มกอช. คณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู GI วางมาตรการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร ด้วยระบบตามสอบสินค้าเกษตร QR Trace on Cloud

 


    นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ นำคณะผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ สวนทุเรียนป่าละอู  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดูพื้นที่การปลูกทุเรียน ในพื้นที่ป่าละอู ซึ่งมีปริมาณผลผลิตไม่มาก ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย


     นายพิศาล กล่าวว่า  ปัจจุบัน ประชาชนมีความสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยหันมาเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และผ่านการรับรองมาตรฐานมากยิ่งขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกรับรองให้กับสินค้าที่ผลิต ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับ สินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่า มาตรฐานสากล หากผู้บริโภคพบเห็นเครื่องหมาย Q ที่ใด สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าเกษตรนั้นมีมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย เหมาะสมต่อการบริโภค



     นอกจากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ภายใต้สถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อควบคุมความปลอดภัยของการผลิตสินค้าเกษตรและ อาหารอย่างเข้มงวด โดยนำมาตรฐานสินค้าเกษตรมาควบคุม กำกับ และดูแล ตั้งแต่ฟาร์ม สถานประกอบการ แหล่งรวบรวมจำหน่าย จนถึงกระบวนการการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้




    สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้พัฒนาระบบการตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ นำระบบไปใช้งานในการจัดเก็บข้อมูลที่มาที่ไป ข้อมูลการผลิตเพื่อใช้ในการตามสอบสินค้าเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บไปสร้าง QR Code สำหรับเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามสอบสู่ผู้บริโภค ที่ผ่านมา มกอช. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการใช้ระบบตามสอบย้อนกลับ มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 2,400 ราย
    ในปี 2565 มกอช. ได้เข้าไปส่งเสริมการใช้ระบบ QR Traces on Cloud ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการผลิตสินค้าทุเรียนที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติ ทาง การเกษตรที่ดี (GAP) และได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มกอช.จึงได้จัดทำโครงการเพื่อยกระดับ และ พัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้าน คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่มีเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์



    ซึ่งเป็นการนำร่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Trace on Cloud ที่เชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเกษตร ทุเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตรวจสอบสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ อีกทั้งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ของภาคเอกชนที่มี การจำหน่ายสินค้าอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์เอกสารใบรับรองมาตรฐาน สามารถตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาในเรื่องการส่งออกได้
    น.ส.กรรณิกา ทวีกาญจน์  เจ้าของไร่ กรรณิกา ทวีกาญจน์   กล่าวว่า พื้นที่ทั้งหมด ของไร่กรรณิกา มีการปลูกทุเรียน 90% และ10% ผลไม้อื่น มีปลูกเงาะ มังคุด ที่ตั้งแปลง อยู่บริเวณเลขที่ 337 หมู่ 7 ห้วยสัตว์ใหญ่  ประจวบคีรีขันธ์  มีพื้นที่ปลูก กว่า 80 ไร่ โดยผลผลิตบางส่วนนอกจากขายเป็นผลไม่สด ยังมีการสินค้าค้าแปรรูป  โดยจะมีตั้งแต่การแปรรูปเป็นทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ไอติมทุเรียน เค้ก ทุเรียน พิซซ่าทุเรียน ขนมเปี๊ยะทุเรียน โดยได้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ GAP A1-003630485 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช57100062 ( 09/10/2562 ) การันตีว่าที่นี่เป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ สวนเราขายหน้าสวน และขายออนไลน์ กิโลกรัมละ 250บาท มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายจากทุเรียน อยากให้ลองมาชิม นส.กรรณิกา กล่าว



    นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอู กล่าวว่าสวนทุเรียนแห่งนี้เป็นสวนทุเรียนที่ได้รับการสนับสนุนในโครงการแปลงใหญ่โดยมีที่ตั้งแปลง ที่เลขที่ 139 ม.8 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูก ทั้งหมดกว่า14 ไร่มีผลผลิต ประมาณ 2 ตัน/ปี เป็นแปลงที่ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ 03-9001-36470635111 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช 57100062 ลำดับที่ 620623PKN004
    นายประโยชน์ กล่าวว่าตนเคยเป็นหัวหน้าเทศกิจ กทม.ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญ ที่ผ่านมาได้ซื้อสวนทุเรียนป่าละอู ไว้ตั้งแต่ปี2528 และเข้ามาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเมื่อปี 2558 ลองผิดลองถูกมาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตทุเรียน ที่ดีขึ้นเกือบเท่าตัวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนการสารเคมี และยังได้รับการรับรองแปลงจีเอพี จากกรมวิชาการเกษตร อีกทั้งทาง มกอช.ได้นำระบบ QR Code มารองรับทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้รับความมั่นใจจากผู้บริโภคว่าเป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ ทั้งมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย จึงทำให้ขายได้ราคาสูงกว่าทุเรียนในพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตามในปีนี้ประสบปัญหาวิกฤติหลายอย่างโดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ยสูงขึ้นมากจากตันละหมื่นกว่าบาท ขึ้นมาเกือบ3 หมื่นบาท รวมทั้งราคายากำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นด้วย ที่เป็นปัจจัยหลักในการดูแลต้นทุเรียน  
    นอกจากนี้สภาพอากาศปีนี้ฤดูร้อนๆขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ทุเรียน สุกเร็ว เป็นเหตุให้ชาวสวนต้องเร่งตัดขาย เปอร์เซ็นต์การสุกต่ำ เมื่อนำไปขายให้กับล้งก็โดนกดราคาลงมาก อีกทั้งยังโดนทุเรียนจากภาคใต้ มาสวมขายหลอกราคาต่ำทำให้ผู้บริโภค เข้าใจผิดว่าเป็นทุเรียนป่าละอู ดังนั้นตนและชาวสวนมีความดีใจมากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตนเองและมาเปิดงานมหกรรมทุเรียนป่าละอู ตั้งแต่วันที่9 -12 ก.ค.นี้ จึงเชิญชวนผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อทุเรียนป่าละอูของแท้ ที่มีรสชาติพิเศษ เนื้อละเอียด รสไม่หวานมาก เมล็ดลีบได้ถึงพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ซีพีเอฟ ชูมาตรฐานต้นแบบการเลี้ยงปลา “CARE Aquaculture Model” ผลิตอาหารปลอดภัย


    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ขับเคลื่อนการผลิตอาหารด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาต้นแบบการเลี้ยงปลารูปแบบ CARE Aquaculture Model  สร้างหลักประกันเนื้อปลาคุณภาพสูง สด สะอาดและปลอดภัย ใช้ทรัพยากรเต็มประสิทธิภาพคุ้มค่าสูงสุดและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน  

    นายวิโรจน์ ยุทธยงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพ ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรมรูปแบบการเลี้ยงที่เรียกว่า CARE Aquaculture Model  โดยรูปแบบประกอบด้วย C-Consumer Need คือ การผลิตที่ใส่ใจความต้องการของผู้บริโภค A-Achieve easily and consistently ระบบที่ง่ายต่อการเลี้ยง สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง R- Reliable System ผลผลิตมีคุณภาพ และแน่นอน และ E-Environmental Friendly ระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีการจัดการฟาร์มภายใต้ระบบ Bio-security สร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค  




    ในฟาร์มรูปแบบ CARE Aquaculture Model  ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ออกแบบฟาร์มโดยใช้หลักการ  “Gravity Flow”  จัดผังฟาร์มให้มีการลดหลั่นกัน ตั้งแต่บ่อน้ำพร้อมใช้ บ่อเลี้ยง บ่อตกตะกอน และบ่อปรับปรุงน้ำให้สะอาดด้วยพืช  จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ สามารถหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้  ง่ายต่อการบริหารจัดการฟาร์ม และยังใช้ระบบโปรไบโอติก ฟาร์มมิ่ง   คือ  การนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาใช้ในการเลี้ยงปลา ทำให้ปลามีสุขภาพแข็งแรง เติบโตได้ดี  ลดการใช้ยาและสารเคมี ปลอดภัยจากสารตกค้างต่างๆ ในเนื้อปลา  ยกระดับความปลอดภัยของอาหารและช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม  



    นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำภายใต้การเลี้ยงจากรูปแบบดังกล่าว ยังผ่านการคัดขนาดด้วยเครื่องอัตโนมัติ และมีขั้นตอนตัดแต่งแปรรูปอย่างพิถีพิถัน อยู่ในบรรจุภัณฑ์สูญญากาศที่ทันสมัย ช่วยรักษาความสดและคุณภาพของเนื้อปลาได้นานขึ้นจนถึงมือผู้บริโภค  สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มา  และนำไปปรุงเมนูได้หลากหลายตามต้องการ  

    “ซีพีเอฟ มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงปลาน้ำจืด ตามหลักวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย คัดเลือกสายพันธุ์ปลา ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น เติบโตดี ต้านทานโรคสูง ภายใต้รูปแบบการเลี้ยงที่ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค     ทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี สะอาดและปลอดภัย ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง" นายวิโรจน์ กล่าว 


วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ซีพีเอฟ สานต่อโครงการ "ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต" ปีที่ 8 ส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพ


    นายวลัยพรรณ น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้แทน นายเฉลิมพล มั่งคั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร รับมอบ “โครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคต” จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อสร้างโภชนาการที่ดีในเด็กและเยาวชน แก่โรงเรียนป่าไร่ป่าชาดวิทยา ตำบลป่าไร่ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักโภชนาการแก่เยาวชน สนับสนุนสู่การพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในโรงเรียนและชุมชนต่อไป โดยมี นายดำริห์ แสงสินธุ์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนส่งมอบ ร่วมด้วย นายพิเชษฐ มหาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร



    นายวลัยพรรณ น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวขอบคุณซีพีเอฟ ที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป การดำเนินงานของ “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” เพื่อให้เกิดความสำเร็จนั้นจะต้องประกอบด้วยภาคส่วนที่สำคัญ ส่วนแรกคือซีพีเอฟ ในฐานะภาคเอกชนผู้ส่งมอบองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมด้านโภชนาการ ส่วนที่สองคือโรงเรียน ในฐานะภาครัฐ โดยมีคณะครูและนักเรียนเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด ส่วนที่สามคือภาคประชาสังคม  ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนรอบข้าง ที่ต้องมาช่วยกันผลักดันให้เกิดความสำเร็จ 



    “ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม คือ 3 ภาคส่วนที่มีความสำคัญในการดำเนินโครงการฯ นี้อย่างมั่นคง และทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต ขอขอบคุณซีพีเอฟอีกครั้ง ที่ร่วมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับเด็กๆ และสร้างโอกาสที่ดีให้กับโรงเรียนและนักเรียน ที่ทุกคนมีความต้องการในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งสร้างอาหารปลอดภัย และแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียน ครู และผู้ปกครองต่อไป” รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าว



    ด้าน นายพิเชษฐ มหาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร เปิดเผยว่า  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ดำเนิน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างโภชนาการที่ดีและการเติบโตสมวัยทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและในถิ่นทุรกันดาร จากความสำเร็จของโครงการฯ ดังกล่าว ในปี 2558 สพฐ. และซีพีเอฟได้ร่วมกันดำเนิน “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” เพื่อต่อยอดความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างโภชนาการที่ดีในเด็กและเยาวชนอย่างไม่สิ้นสุด



     “การดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 บนพื้นฐานความร่วมมือเชิงบูรณาการ 3 ประสาน เป็นการขยายผลกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักโภชนาการไปยังเด็กนักเรียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในโรงเรียนและชุมชน โดยโรงเรียนป่าไรป่าชาดวิทยา ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของโครงการฯ จากการพัฒนาพื้นที่ภายในโรงเรียน เกิดเป็น 7 ฐานเรียนรู้ ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน อุโมงค์ผักและศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา การเลี้ยงปลา หลุมพอเพียง ไม้ผลแบบผสมผสาน แปลงผักปลอดสาร ปลูกเห็ดในโรงเรือน ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ และร้านค้าอิ่มสุขโรงเรียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทั้งทักษะวิชาการและพัฒนาสู่พื้นฐานการประกอบอาชีพในอนาคตของเยาวชนได้เป็นอย่างดี” นายพิเชษฐ กล่าว

    ด้าน นายดำริห์ แสงสินธุ์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” พร้อมทั้งสร้างความตระหนักและส่งเสริมพนักงานมีส่วนร่วมตอบแทนสังคม ดูแลชุมชนรอบสถานประกอบการ ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเสาหลักด้าน “อาหารมั่นคง” เป็นเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงอาหารแก่เด็กและเยาวชน ผ่าน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตลอดระยะเวลา 34 ปี จนถึงปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 905 โรงเรียนทั่วประเทศ มีนักเรียนมากกว่า 180,000 คน และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจให้กับครู 12,000 คน และชุมชน 1,900 แห่งได้รับประโยชน์จากโครงการฯ กระทั่งต่อยอดสู่ “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ไปยังโรงเรียนในพื้นที่รอบโรงงานและฟาร์มของบริษัท มากกว่า 80 แห่ง สู่น้องๆนักเรียนรวมกว่า 16,000 คน ที่ชาวซีพีเอฟจิตอาสาร่วมกันเข้าไปช่วยสร้างแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรมการสร้างอาหารในชุมชน 

    “ซีพีเอฟเชื่อมั่นว่า “หากให้ปลาหนึ่งตัว จะมีกินหนึ่งวัน แต่การสอนจับปลา จะมีกินตลอดไป” เมื่อเด็กและเยาวชน “อิ่มท้อง” จากการเรียนรู้วิธีการผลิตอาหาร ควบคู่ไปกับวิถีการบริโภคอย่างมีสุขโภชนาการ  ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการมีจิตใจแจ่มใส พร้อมเล่นและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียกได้ว่า “สุข” ทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการ “ปลูกอนาคต” เพื่อเด็กและเยาวชน และจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าและมั่นคงต่อไป” นายดำริห์ กล่าวทิ้งท้าย


วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"ไทยฮอนด้า" ฉลองผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ครบ 45 ล้านเครื่อง วางแผนรุกตลาดเมืองไทยเต็มรูปแบบ พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร หลังส่งออกไผแล้วกว่า 53 ประเทศทั่วโลก


 

บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ประกาศความสำเร็จในการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ครบ 45 ล้านเครื่อง ตอกย้ำมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับในฐานะฐานการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผลิตได้เร็วที่สุดในโลก พร้อมวางแผนรุกตลาดในประเทศด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคขาวไทย



มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า "ธุรกิจเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้าในประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530 โดยไทยฮอนด้าได้เริ่มการผลิตพร้อมกับเป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และได้เพิ่มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าจนกลายเป็นโรงงานผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และสามารถผลิตด้วยความเร็ว16 วินาทีต่อเครื่อง  ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วที่สูงที่สุด จนมียอดการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์สะสมจนถึงปัจจุบันมากถึง 45 ล้านเครื่อง  โดยฮอนด้าเลือกที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานของแต่ละประเทศด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจภายใต้แนวคิด "Helping People Get Things Done"

นายณัฐชัย ศรีโสวรีณา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลถ่มงานวางแผนธุรกิจ กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีและการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพสูงของไทยฮอนด้า ทำให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกจนสามารถส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์ไปจำหน่ายมากถึง 53 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และอีกหลายประเทศ รวมเป็นจำนวนสะสมมากถึง 39 ล้านเครื่อง คิดเป็น 93% ของสินค้าที่ไทยฮอนด้าผลิตได้ทั้งหมดถือเป็นความภาคภูมิใจของไทยฮอนด้า ที่ทำให้ตลาดโลกยอมรับสินค้าที่ผลิตโดยฝึมือคนไทย และไทยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง




สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย มีทั้งหมด 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย เครื่องยนต์อเนกประสงค์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาสะพายหลัง เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า รถตัดหญ้า รถไถพรวนดิน และเครื่องยนต์ติดท้ายเรือ(นำเข้าจากญี่ปุ่น) โดยมีแผนการจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง ร้านผู้จำหน่ายของฮอนด้า และห้างค้าปลีก เช่น โฮมโปร ดูโฮม สยามโกลโบลเฮาส์ รวมถึงผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) อีกทั้งยังมีบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน รวมถึงบริการอะไหล่แท้มาตรฐานฮอนด้าเครื่องยนต์เอเนกประสงค์ฮอนด้าทุกประเภทได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัย ประหยัดพลังงาน และมีความทนทานเป็นพิเศษ เพื่อช่วยทุ่นแรง ลดเวลา ลดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี



ปี 2565 นี้ ไทยฮอนด้า ได้รุกตลาดโดยการศึกษาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยวางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจากเดิม 7% เพิ่มเป็น 10% และพัฒนาขยายเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายให้มากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่กว่า 200 รายทั่วประเทศ

นายสัมพันธ์ ชวัญใจ ผู้จัดการทั่วไปโรงวานผลิตเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต้นกำลังกล่าวว่า ในขณะที่ไทยฮอนด้ามีการส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์สูงถึง 39 ล้านเครื่อง แต่จำนวนการจำหน่ายในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมกลับมียอดจำหน่ายเพียง 6 ล้านเครื่อง ไทยฮอนด้าจึงได้วางแผนการตลาดเพื่อสนับสนุนการขายในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรไทยได้เข้าใจถึงคุณภาพของเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าที่มีความทนทานใช้งานได้นาน  การบำรุงรักษาง่าย  และมีบริการหลังการขายที่พร้อมให้บริการ

ผู้ที่สนใจเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าลามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และที่เว็บไซต์ https://powerproducts.honda.th.com

โมเดลความสำเร็จของเอสเอ็มอีไทย สู่ตลาดอาเซียน กับพี่เลี้ยงอย่าง “แม็คโคร”


 

บริษัท เก้าดาวฟาร์ม (2005) จำกัด ผู้ผลิตปูนิ่มแช่แข็ง ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ประสบความสำเร็จภายใต้โครงการ แพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่แม็คโครสนับสนุน จากการทำงานร่วมกันมากว่า 15 ปี วันนี้เก้าดาวฟาร์มมีสินค้าวางจำหน่ายที่สาขาของแม็คโครทั่วประเทศ และส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา และเมียนมา สร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 



ธัญวิทย์ ธรรมสุนทรรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เก้าดาวฟาร์ม (2005) จำกัด กล่าวว่า ได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแม็คโครมานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ที่ต้องการทำตลาดสินค้าปูนิ่มให้คนไทยได้กินกัน ประจวบกับช่วงนั้นแม็คโคร ต้องการสินค้าปูนิ่มมาวางจำหน่ายที่สาขาของแม็คโครในประเทศไทย จึงเริ่มทำงานร่วมกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม็คโครได้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งเรื่องคุณภาพ การทำตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้นำเสนอสินค้าเข้าสู่สาขาของแม็คโครในต่างประเทศ ทั้งที่กัมพูชา และเมียนมา



คุณภาพและมาตรฐาน คือหัวใจสำคัญของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เราวางจำหน่ายในแม็คโคร กระบวนการผลิตปูนิ่มแช่แข็งของเราจึงต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ปูดำตามขนาดที่เหมาะสม ให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อนำไปเพาะเลี้ยง ดูแลให้อาหาร จนนำไปสู่การลอกคราบ เมื่อได้ผลผลิตตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บและนำเข้าสู่กระบวนการแช่แข็ง ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค โดยแม็คโครในฐานะผู้เชี่ยวชาญและเข้าใจผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารเป็นอย่างดี จะบอกความต้องการของลูกค้าให้กับเราได้พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ขนาดของปูนิ่มที่ร้านอาหารต้องการนำไปใช้สร้างสรรค์เมนูต่างๆ  เพื่อให้ตอบโจทย์ร้านอาหารประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของสินค้าเรา อันได้รับการสนับสนุนและความรู้จากทีมงานแม็คโคร ซึ่งจากการทำงานร่วมกับแม็คโครในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 8 – 10 เท่า 




ธัญวิทย์ กล่าวอีกว่า  แม็คโครยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องระบบขนส่ง ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ เนื่องจากสินค้าปูนิ่มของเราเป็นสินค้าแช่แข็งต้องมีห้องเย็นในการจัดเก็บสินค้าและใช้รถเย็นในการขนส่ง ซึ่งเราได้อาศัยรถของแม็คโครส่งกระจายถึงสาขาทั่วประเทศ ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องการขนส่ง ส่วนเรื่องการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ช่วงแรกบริษัทมีปัญหาเรื่องการทำฉลากให้เป็นภาษาของประเทศกัมพูชา ซึ่งต้องถูกต้องตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ตรงนี้แม็คโครได้เข้ามาช่วยดำเนินการให้ถูกต้องและสื่อสารกับผู้บริโภคของประเทศนั้นๆ ได้ ซึ่งปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ปูนิ่มแช่แข็งของบริษัท เก้าดาวฟาร์ม (2005) จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานต่างๆ มากมาย รวมถึงได้รับรางวัลเอสเอ็มอี แชมเปี้ยน จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ด้วย  

ในอนาคตเราจะเติบโตไปกับแม็คโคร ถ้าแม็คโครไปเปิดในตลาดประเทศอื่น เราก็อยากให้นำสินค้าของเราไปจำหน่ายด้วย สำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ การทำงานร่วมกับแม็คโคร ถือเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างยั่งยืน 



ด้าน ศิริพร เดชสิงห์รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสนับสนุนเอสเอ็มอี เป็นภารกิจที่แม็คโครให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจรายย่อยไทยให้เติบโต สามารถขยายไปต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบัน มีสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีมากกว่า 300 รายการ ถูกนำไปวางจำหน่ายที่สาขาของแม็คโครในต่างประเทศ สอดคล้องกับการทำหน้าที่แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ทำให้เอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อยได้รับโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับแม็คโคร

และนี่คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของโมเดลความสำเร็จของเอสเอ็มอีไทย ผ่านโครงการแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่แม็คโครได้ใช้ความเชี่ยวชาญและการเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารสด ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการรายย่อยจนประสบความสำเร็จ โดยมีเป้าหมาย คือการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจและรายได้ที่จับต้องได้อย่างยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการไทย

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...