วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

รมช.มนัญญา ชื่นชมสหกรณ์พัทลุง ใช้กลไกลสหกรณ์แก้ปัญหาหนี้สิน มุ่งให้เกษตรกรหลุดพ้นความยากจน


   
 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงตรวจราชการและติดตามการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ชาติ การลดความเหลื่อมล้ำผ่านนโยบายรัฐบาล “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชน” พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายอภิชาติ สารบรรณ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพัทลุง นายสุรินทร์ นวลสกุล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ณ สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด  ต.พนมวังก์ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 



    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น จึงได้จัดสรรงบประมาณผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการลดภาระดอกเบี้ยแก่สมาชิกนำไปสู่การลดภาระหนี้สิน ซึ่งในปีนี้รัฐบาลได้กำหนดเป็นปีแห่ง “การแก้ปัญหาหนี้สิน” ให้ประชาชน จึงจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสถาบันหลักในพื้นที่จะต้องส่งเสริม บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ หาวิธีการ แนวทางให้สมาชิกประกอบอาชีพแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการวางแผนการประกอบอาชีพ สมาชิกวางแผนทางการเงินด้วยตนเอง รวมทั้งหาแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก ซึ่งจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องในครัวเรือน ลดภาระหนี้สินได้ 

      “สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ ถือเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ได้นำนโยบายและงบประมาณที่ได้รับมาดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ สามารถผลิตภัณฑ์กล้วยตากส่งออกไปยังประเทศบรูไน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงผัก ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถปลูกเพื่อเป็นผลผลิตและส่งออกไปต่างประเทศได้ โครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มูลค่าหนี้ 249.49 ล้านบาท ได้บรรเทาภาระดอกเบี้ย รวม 5.66 ล้านบาท ซึ่งทำให้สมาชิกสหกรณ์ 1,954 ราย มีฐานะดีขึ้นส่งผลถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในปี 2566 ต้องการให้สหกรณ์ทุกแห่งหาแนวทางลดหนี้สินให้ได้ เพราะหากทำแล้วพี่น้องเกษตรกรยังมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงต้องร่วมมือกันเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าว” รมช.มนัญญา กล่าว



    ทั้งนี้ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจังหวัดพัทลุง ได้ขับเคลื่อนร่วมกับสมาชิก ใน 6 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ผลักดันให้สมาชิกสหกรณ์หันกลับมาทำการผลิตที่คำนึงถึงสุขภาพของตนเอง ผู้บริโภค ชุมชน โครงการสนับสนุนการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตร โครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรสมาชิก คทช. และโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นการบูรณาการระบบการผลิต การตลาดผ่านกลไกสหกรณ์ที่มุ่งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรใน 11 อำเภอ ของจังหวัดพัทลุงเข้าร่วมกว่า 2,420 ครัวเรือน มีการส่งต่อผลผลิตมายังซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในพื้นที่ชุมชนเมือง จำนวน 5 แห่ง เกิดรายได้แก่ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท 

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อลดภาระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 8 แห่ง มูลค่าหนี้ 249.49 ล้านบาท ได้บรรเทาภาระดอกเบี้ย รวม 5.66 ล้านบาท ซึ่งทำให้สมาชิกสหกรณ์ 1,954 ราย มีฐานะดีขึ้นส่งผลถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนโครงการสนับสนุนอุปกรณ์ตลาดแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ในจังหวัดพัทลุง ได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีการจัดการตลาดผลผลิตยางพารา ตลาดผลิตน้ำนมดิบ ตลาดผลผลิตปาล์มน้ำมัน และตลาดผลผลิตข้าว รวม 23 สหกรณ์ มูลค่าทรัพย์สินทางการตลาดของเงินอุดหนุนกว่า 1,500 ล้านบาท ทำให้สามารถลดต้นทุนทางการตลาดแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งส่งผลถึงการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์



    โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะสมาชิกสหกรณ์ และเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูป อาทิ ข้าวแต๋น ข้าวกรอบ จากกลุ่มสตรีสหกรณ์แปรรูปอาหารบ้านหนองปริง กล้วยทอดกรอบ ขนมไข่กรอบ ลูกเดือยอบกรอบ จากกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านโหล๊ะจังกระ ปุ๋ยสั่งตัด จากสหกรณ์การเกษตรเมืองพัทลุง จำกัด กุนเชียงสังข์หยด จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์พัทลุง จำกัด นมกล่อง นมถุง จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ข้าวสังข์หยด  ข้าว กข.43 กระจูด จาก สกต.ธกส.พัทลุง จำกัด และข้าวสังห์หยด ถั่วหรั่ง น้ำผึ้งโพรง จากกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดกิจกรรม Agriproducts X Character Market “ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์”ใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร


    นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมุ่งพัฒนาการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบคาแรคเตอร์มาเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมทั้งการส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตรรุ่นใหม่



     ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมลิขสิทธิ์นานาชาติหรือ LIMA ระบุว่า สำหรับปี 2021 จากภาพรวมของสินค้าและบริการที่นำเอาลิขสิทธิ์ของผลงานสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ มาใช้ในโลก ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ มีมูลค่า 315.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นมาจากปี 2019 ที่มีมูลค่า 292.8 พันล้านเหรียญ คือ ภายในสองปีเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 7.75 แม้จะเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ระบาดของโคโรนาไวรัสทั่วโลกก็ตาม นอกจากนี้มูลค่าของค่าลิขสิทธิ์ผลงานสร้างสรรค์ในช่วงเวลาเดียวกัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 โดยมีมูลค่าราว 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจาก 10 ประเภทของผลงานสร้างสรรค์ที่ถูกจำแนกไว้นั้น ประเภทที่มูลค่าสูงสุดถึง 129.9 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของทุกประเภท ก็คือคาแรคเตอร์นี่เอง เพราะคาแรคเตอร์เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่นำเอาไปใช้ได้ง่าย และเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายวิธีที่สุด ทั้งในรูปแบบการผลิตเป็นของเล่น เป็นภาพหรือลวดลายกราฟิกส์ที่เกี่ยวข้องบนเสื้อผ้าแฟชั่น หรืออยู่บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ทั่วไปรอบตัวเรา ที่น่าสนใจคือในประเทศไทยมูลค่าการใช้คาแรคเตอร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกราวร้อยละ 20 (ร้อยละ 62 ของมูลค่ารวมโดยประมาณ) ติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องหลายปีมาก ซึ่งจะสังเกตจากภาพการใช้คาแรคเตอร์มาส่งเสริมการขายและการตลาดของภาคธุรกิจในประเทศไทยได้ไม่ยากเลยในหลากหลายประเภทสินค้าที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อ ตามกิจกรรมการตลาดที่ประชาสัมพันธ์ออกมาตามสื่อต่าง ๆ หรือในการนำไปผลิตเป็นสินค้า ตลอดจนใช้ในการประชาสัมพันธ์การบริการต่าง ๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็จะเป็นคาแรคเตอร์ชั้นนำ ที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศที่เรารู้จักกันดี โดยแทบจะไม่มีคาแรคเตอร์ไทยไปแชร์ส่วนแบ่งตรงนี้ได้ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถาม เพื่อซื้อหรือขอใช้ลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ไปใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะขยายผลความร่วมมือนี้ให้กระจายไปสู่พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการทั่วประเทศต่อไป



    ด้าน นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรได้กำหนดจัดกิจกรรม Agriproducts X Character Market “ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์” ขึ้น ระหว่างวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2565 ณ บริเวณตลาดน้ำ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นอัตลักษณ์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพิ่มโอกาสทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกรและสินค้าเกษตร ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และเป็นการส่งเสริมและสร้างช่องทางในการนำคาแรคเตอร์ (character) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พัฒนาเกษตรกร/ผู้ประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้งานคาแรคเตอร์ (character) กับสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนทั่วประเทศ โดยภายในงานจะมีการคัดเลือกคาแรคเตอร์มาจัดแสดง และนำสินค้าเกษตรที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่ปรับใช้คาแรคเตอร์เพื่อเพิ่มมูลค่า และสินค้าชุมชนกว่า 28 พื้นที่ทั่วประเทศ มาจัดแสดงและจำหน่ายด้วย 



    นอกจากนี้ ภายในงานมีสตาร์ทอัพ 3 ราย ที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การสร้างรูปแบบตลาดใหม่ให้กับชีวิตคนเมือง พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน ได้แก่

“ส่งสด” เป็นการรวบรวมสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากตลาดสด ให้ได้ของสด ของดี มีคุณภาพครบส่งตรงถึงครัวคุณ ร้านอาหาร และทุกธุรกิจที่ต้องการสินค้าเกษตร เป็นการเพิ่มช่องการขายสินค้าเกษตรให้ถึงมือผู้ใช้งาน



     “วาริชธ์” ที่มีบริการด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีครบถ้วนทุกมาตรฐานการผลิต ในการสร้างช่องทางตลาดออนไลน์ จนถึงการส่งออกไปต่างประเทศ ดังนั้นสินค้าเกษตรที่จะล้นตลาด สามารถมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีตลาดให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

“ซีวิค อโกรเทค” เป็นการทำฟาร์มปลูกพืชแนวตั้งในระบบปิดภายใต้แสงไฟเทียม ทั้งแบบโรงงานปลูกพืชระบบปิด และอุปกรณ์ตั้งโต๊ะ เพื่อผลิตผักที่ได้ปราศจากสารกำจัดศัตรูพืชและทานได้ทันทีโดยไม่ต้องล้าง ซึ่งผลงานของสตาร์ทอัพ 3 รายนี้ เกษตรกรสามารถนำมาปรับใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของตนเองได้ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานการ MOU ซื้อ-ขายผลผลิตเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกร


    (วันนี้) 10 พฤศจิกายน 2565 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (
MOU) ในการซื้อ-ขายผลผลิตการเกษตร ปีการผลิต 2565/66 ภายใต้โครงการจัดการผลผลิตเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรอย่างยั่งยืน ระหว่าง สหกรณ์การเกษตร กับผู้ประกอบการสินค้าเกษตร ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และจังหวัดตาก  โดยมีนายรณรงค์  นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก  นายพิษณุ  คล้ายเจตน์ดี  ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 17 และ 18 นายโสรัต โสพรรณรัตน์  รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.  นายภูมิ  เกลียวศิริกุล  ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง   นางสาวอังคณา  เพียรพัฒน์  สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  สหกรณ์จังหวัดในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ โรงแรมดิอิมพีเรียล โฮเต็ล แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 



    นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า ขอชื่นชมการดำเนินโครงการจัดการผลผลิตเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรอย่างยั่งยืน  ถือว่าเป็นโครงการที่ดี และมีประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง มีความเข้มแข็ง  สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็นให้แก่สหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ  ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร  สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร  ทั้งนี้ บทบาทในการทำหน้าที่รวบรวมสินค้าเกษตร ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิก ใช้หลักตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด และผู้รับซื้อ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยอาศัยกระบวนการสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก และดำเนินธุรกิจตอบสนองสมาชิกโดยส่วนใหญ่ ภายใต้การสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยท่านสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด และ ธ.ก.ส.ในการทำหน้าที่สนับสนุนเงินทุนและเชื่อมโยงธุรกิจให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เพื่อมุ่งยกระดับรายได้ของเกษตรกร แก้ไขปัญหาหนี้สิน ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน 




    สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นตัวอย่างในการนำนโยบายของรัฐบาลมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้ทำหน้าที่ ของตนเอง อย่างเต็มความสามารถและศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรในพื้นที่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แบ่งปันผลกำไรอย่างเป็นธรรม และช่วยเหลือกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

    นายภูมิ เกลียวศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง กล่าวว่า ในส่วนของ ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ได้นำนโยบายจากทางรัฐบาล และแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารด้านการฟื้นฟูพัฒนา ยกระดับสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับครัวเรือน และการพัฒนาศักยภาพชุมชนแบบบูรนาการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใต้ BCG Model จึงได้จัดทำโครงการ "จัดการผลผลิตเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรอย่างยั่งยืน " เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของสินค้าเกษตร ให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ



    สำหรับ การจัดกิจกรรมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันในการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์เพิ่มแก่เกษตรกรผู้ผลิตให้มีตลาดสินค้าเกษตรรองรับอย่างแน่นอน ได้รับราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีสถาบันเกษตรกรทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพขนส่ง พร้อมส่งมอบผลผลิตการเกษตรให้แก่ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ลานมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพด และยาสูบ เพื่อแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงการออกแบบและบริหารจัดการตามศักยภาพแต่ละพื้นที่ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง หรือ Design And Management By Area ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของเกษตรกรสมาชิกได้ ผู้ประกอบการได้ผลผลิตการเกษตรตรงตามความต้องการและปริมาณที่เพียงพอต่อกำลังการผลิตที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป คาดว่าจะมีผลผลิตเกษตรที่ผ่านการรวบรวมในครั้งนี้ ปริมาณกว่า 5 แสนตัน และธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อภายใต้โครงการนี้ ไม่น้อยกว่า 5 พันล้านบาท

    นางสาวอังคณา เพียรพัฒน์  สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า  จังหวัดพิษณุโลก มีสหกรณ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการจัดการผลผลิตเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรอย่างยั่งยืน กับ ธ.ก.ส.  จำนวน 3 แห่ง  วงเงินสินเชื่อ 290  ล้านบาท  คือ 1. สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พิษณุโลก จำกัด  2. สหกรณ์นิคมพันชาลี  จำกัด 3. สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด  ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมด้านอุปกรณ์การตลาดที่ได้รับสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์  โดยสหกรณ์ฯ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อ-ขาย ผลผลิตข้าวเปลือก ร่วมกับโรงสีที่เข้าร่วมโครงการฯ  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประธาน สสท. บรรยายพิเศษ ให้ความรู้แก่สหกรณ์สมาชิกจังหวัดกำแพงเพชร

    (8 พฤศจิกายน 2565) นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษแก่สหกรณ์สมาชิก ในการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการอบรมสัมมนาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎกระทรวงที่สหกรณ์ต้องถือปฏิบัติ พร้อมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร (สสจ.กำแพงเพชร) ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด มีผู้เข้ารับการอบรมสัมมนาฯ จำนวน 120 คน 56 สหกรณ์ 




    ในการนี้ได้รับเกียรติจากนางผ่องศรี รวมสุข นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ รักษาการสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานพิธีเปิด นายสมพล สันติสันติสม ประธานกรรมการ สสจ.กำแพงเพชร กล่าวรายงาน



    อนึ่ง นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท. พร้อมด้วยนายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ สสท. และนางเบญจมาศ พรพิทักษ์พันธุ์ รองผู้อำนวยการ สสท. ได้มอบเงินอุดหนุนการจัดอบรมสัมมนาฯ จำนวน 72,305.65 บาท ให้กับ สสจ.กำแพงเพชร


 

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

แม็คโครคว้า 2 รางวัลใหญ่ จากงาน Asia Fruit Logistica 2022 ส่งท้ายปี ตอกย้ำผู้นำแหล่งรวมวัตถุดิบและอาหารนำเข้าจากทั่วโลก


  

    แม็คโคร ประกาศความสำเร็จส่งท้ายปี คว้าสองรางวัลใหญ่ระดับสากล จากงานแสดงสินค้าผักและผลไม้สดอันดับหนึ่งของเอเซีย ( Asia Fruit Logistica 2022)  ตอกย้ำผู้นำแหล่งรวมวัตถุดิบและอาหารสดนำเข้าจากทั่วโลก เพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค



    สำหรับ 2 รางวัลที่ “แม็คโคร” ได้รับจาก งาน Asia Fruit Logistica หรืองานแสดงสินค้าผักและผลไม้สดอันดับหนึ่งของเอเซีย ประกอบด้วย   รางวัล “The Produce Retailer of the Year Award “ จากออสเตรเลีย  และรางวัล “Exceptional Importer and Distributor of U.S. Fresh Fruits” จากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Agriculture : USDA)  โดยมี นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย และนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร เข้ารับรางวัลดังกล่าว 



    ความสำเร็จในครั้งนี้ของแม็คโคร ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่ง Omni-Channel ของประเทศไทย  ที่มุ่งเน้นนำเสนอความครบครันของวัตถุดิบอาหารในราคาค้าส่ง เพื่อผู้ประกอบการ โดยเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายวัตถุดิบอาหารจากนานาชาติอันดับต้นๆ โดยเฉพาะ ผัก ผลไม้ มีการนำเข้าจากแหล่งสำคัญ ในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ แอปเปิ้ล ส้มแมนดาริน สตรอเบอรี่  อโวคาโด กีวี่ และแครอท ฯลฯ ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และธุรกิจอาหาร ที่ฟื้นตัวจากการกลับมาของการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ



    ปัจจุบันแม็คโคร  เป็นแหล่งรวมอาหารสดและสินค้านำเข้าคุณภาพจากทั่วโลกมากกว่า 2,500 รายการ จาก 55 ประเทศ เพื่อมุ่งตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหารที่มองหาเทรนด์วัตถุดิบใหม่ๆ ในราคาลดต้นทุน นับเป็นทางเลือกที่ครบวงจร สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่นิยมซื้อสินค้าแพ็คใหญ่ ในราคาที่คุ้มค่า

นักวิจัยกรมประมงโชว์เก๋า...ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ปลาทูสำเร็จครั้งแรกของโลก !! “กระตุ้นการตกไข่ปลาทูไม่ต้องรอลุ้นฤดูวางไข่ปีละครั้ง”

          กรมประมงร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินหน้าโครงการปลาทูคู่ไทย โชว์ก้าวสำคัญ...รวบรวมพ่อแม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยงในระบบปิด สร้างระบบน้ำหมุนเวียน ปรับสภาพการเลี้ยงให้เหมาะสมกับระบบนิเวศในทะเล พร้อมฉีดฮอร์โมนพ่อแม่พันธุ์ปลาทูกระตุ้นการวางไข่สำเร็จครั้งแรกของโลก เผยการฉีดฮอร์โมนสามารถคุมรอบการตกไข่ของปลาทูได้มากขึ้น พบสัญญาณดีปลาทูวางไข่มากถึง 3 หมื่นฟอง หวังช่วยทดแทนปริมาณการจับปลาทูในธรรมชาติให้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ปลาทูคืนสู่ท้องทะเลไทย   


 

          “ปลาทู” สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นที่นิยมในการบริโภคของคนไทยมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันทรัพยากรผลผลิตปลาทูในธรรมชาติลดจำนวนน้อยลง ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากจากการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาเครื่องมือการทำประมงให้มีประสิทธิภาพในการจับที่สูงขึ้น กรมประมงได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ร่วมมือกับชาวประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านเพื่อที่จะหามาตรการที่จะควบคุมการทำประมงเพื่อทำให้ “ปลาทูในอ่าวไทย” มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะมาตรการปิดอ่าว และการเพาะขยายพันธุ์เพื่อช่วยทดแทนการจับปลาทูที่มากจนเกินกำลังผลิตของธรรมชาติ  



          นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ปลาทูเพื่อลดการใช้ทรัพยากรจากแหล่งธรรมชาติจนประสบความสำเร็จสามารถเพาะพันธุ์ได้สำเร็จเมื่อปี 2554 แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากปลาทูเป็นปลาที่มีความอ่อนแอ บอบบาง จึงเป็นเรื่องยากที่จะนำขึ้นจากทะเลมาเพาะเลี้ยงโดยไม่ให้บอบช้ำหรือตายไปเสียก่อน  ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้รวบรวมข้อมูลทางด้านชีววิทยา ฤดูกาลวางไข่ ลักษณะของนิเวศที่อยู่อาศัย ฯลฯ มาศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ด้านงานวิชาการและประยุกต์ใช้ในการผลิตปลาทูทั้งด้านการเพาะเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และเชิงพาณิชย์ อาทิ การพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ด้วยการให้อาหารที่มีคุณภาพและการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน เทคนิคการลำเลียงพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ  การอนุบาลลูกพันธุ์เพื่อเพิ่มอัตราการรอด ฯลฯ 




          ปัจจุบันนอกจากการดำเนินงานตามแผนการอนุรักษ์แล้ว กรมประมงยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการโครงการ “ปลาทูคู่ไทย” เพื่อจัดการองค์ความรู้สู่การสรุปแบบเบ็ดเสร็จ (one stop) ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของปลาทูไทย ที่จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางเชิงนโนบายเพื่อแก้ไขปัญหาปลาทูที่มีโอกาสสูญพันธุ์จากปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการประมงและอุตสาหกรรมปลาทูของประเทศ ด้วยการจัดระบบตามห่วงโซ่คุณค่าของทรัพยากรทางทะเล ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการและด้านการเพาะเลี้ยง ซึ่งล่าสุดโครงการได้ดำเนินการโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาทูฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่เพื่อเพิ่มโอกาสในการเพาะขยายพันธุ์ปลาทู โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี ได้รวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติมาขุนเลี้ยงและทดลองฉีดฮอร์โมนตามรอบที่กำหนดไว้ ซึ่งมีโอกาสได้ลูกปลาทูมากกว่าวิธีตามธรรมชาติที่ปลาทูจะมีฤดูวางไข่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยความท้าทายอยู่ที่การปรับสภาพการเลี้ยงให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศในทะเลและต้องปรับพฤติกรรมปลาให้คุ้นเคยกับทีมนักวิจัย เนื่องจากปลาทูเป็นปลาที่ตื่นตกใจง่ายดังนั้นการจับปลาทูขึ้นมาฉีดฮอร์โมนจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก จึงนับเป็นอีกผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมประมงในการพัฒนาผลงานวิจัยด้านต่างๆ เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืนสืบไป



          นายประพัฒน์ กอสวัสดิ์พัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางศูนย์ฯ ได้รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาทูธรรมชาติจากโป๊ะในพื้นที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มาขุนเลี้ยงในบ่อผ้าใบด้วยระบบน้ำหมุนเวียนในโรงเพาะให้เกิดความพร้อมในการสืบพันธุ์ด้วยอาหารที่ต่างกัน 2 ชนิด ได้แก่ อาหารเม็ดสำเร็จรูป และอาหารผสมสด เพื่อศึกษาและตรวจสอบความสมบูรณ์เพศ โดยเมื่อเริ่มต้นขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทูมีไข่และน้ำเชื้ออยู่ในระยะที่ 2 ภายในระยะเวลาการขุนเลี้ยง 3 เดือน พ่อแม่พันธุ์มีน้ำหนักอยู่ในช่วง 134 - 210 กรัม ความยาวอยู่ในช่วง 19- 20 เซนติเมตร ไข่และน้ำเชื้อพัฒนาเป็นระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่พร้อมจะฉีดฮอร์โมน จึงนำมาทดลองฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ปลาวางไข่ที่ระดับความเข้มข้นต่างกัน 3 ระดับ ในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฏาคม รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ได้ไข่ทั้งหมดอยู่ในช่วง 15,833 - 95,833 ฟอง เป็นไข่ดีอยู่ในช่วง 14,978 – 85,003 ฟอง ได้ลูกปลาแรกฟักอยู่ในช่วง 2,250 – 20,000 ตัว คิดเป็น 7.04 – 44.94 % จากไข่ทั้งหมด และ 7.94 – 61.54 % จากไข่ดี และระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนอนุบาลลูกปลาพร้อมวางแผนพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการอนุบาลลูกพันธุ์ปลาทูให้มีอัตราการรอดสูงที่สุด

          อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า นับได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลกในการทดลองฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ของปลาทู จากอดีตที่ปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ปลาทูผสมกันเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นความหวังในการเพาะพันธุ์ปลาทูเพื่อปล่อยสู่ทะเลในเชิงอนุรักษ์ หรือการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาทูเชิงพาณิชย์ต่อไป และนอกจากมาตรการที่ช่วยกัน “ดูแล” ทรัพยากรปลาทู จากการทำการประมงแล้ว “เราทุกคน” ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรปลาทูได้อย่างง่ายๆ คือ ไม่บริโภคปลาที่มีไข่ หรือ ปลาตัวเล็กๆ ปล่อยให้ปลาเหล่านี้ได้เติบโตมาเป็นอาหารในช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีมูลค่าที่เศรษฐกิจดีกว่า หากเราทุกคนช่วยกัน กรมประมงเชื่อมั่นว่าท้องทะเล ทรัพยากรประมง จะกลับคืนความอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้งอย่างแน่นอน


 

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งจัดชุดพืชพันธุ์ดี ชีวภัณฑ์ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดทันที ครอบคลุมทุกพื้นที่ประสบภัย


    นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยต้องประสบปัญหาอุทกภัย และด้วยความห่วงใยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามบทบาทหน้าที่ และภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มความสามารถ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางมาตรการและแนวทางในการเยียวยาเกษตรกร และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยไว้แล้ว พร้อมจะสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยได้ทันทีหลังสถานการณ์อุทกภัยในแต่ละพื้นที่คลี่คลายลง



    อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการเยียวยา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยในส่วนพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดเตรียมทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรพร้อมลงพื้นที่ไปสำรวจความเสียหายและชี้แจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ จัดประชุมเตรียมความพร้อมการฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จัดทำประชาคมเพื่อตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูล เพื่อดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามลำดับต่อไป ทั้งนี้ในภาพรวมพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565) คาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 59 จังหวัด พื้นที่ 5,493,345.75 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 3,601,720.00ไร่ พืชไร่และพืชผัก 1,803,732.00ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 87,893.75 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบรวม 645,783 ราย ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือแล้ว 53 จังหวัด รวมทั้งมีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณส่วนท้องถิ่นแล้ว 19 จังหวัด เกษตรกร 1,812 ราย ครอบคลุมพื้นที่เสียหาย 6,287.00 ไร่



    ส่วนแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ภาคการเกษตรที่ประสบภัย กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมการไว้ 2 แนวทางด้วยกัน คือ 1)  การสนับสนุนให้เกษตรกรมีแหล่งอาหารใหม่ จึงได้มอบหมายให้กองขยายพันธุ์พืช และศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่ง คือ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เร่งบรรจุและจัดชุดเมล็ดพันธุ์พืชผักพันธุ์ดี ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ดีหลายชนิด ได้แก่ พริก มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว จำนวนรวมกว่า 3.5 แสนซอง นำไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้น เพื่อเป็นพืชอาหาร และพืชทดแทนในส่วนของพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหาย และกำลังเร่งดำเนินการบรรจุและจัดชุดเพิ่มเติมอีก 2 แสนซอง เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด นอกจากชุดเมล็ดพันธุ์พืชผักแล้ว ยังมีการสนับสนุนต้นพันธุ์พืชผักพืชอาหาร และต้นพันธุ์ไม้ผลไม้ยืนต้นอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำไปมอบให้เกษตรกรในพื้นที่ทันทีภายหลังน้ำลด โดยกระจายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ประสบภัยมากที่สุด สำหรับเกษตรกรที่มีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักเพิ่มเติม สามารถแจ้งความจำนงได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่รวบรวมปริมาณ และแจ้งต่อศูนย์ขยายพันธุ์พืชเพื่อดำเนินการจัดสรรต่อไป



    และ 2) การสนับสนุนให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตสำหรับป้องกันกำจัดโรคพืช โดยการสนับสนุนชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาที่มีทั้งในส่วนพร้อมใช้ 8,200 กิโลกรัม (สามารถใช้ได้กับพื้นที่ 8,200 ไร่) และหัวเชื้อขยาย 11,500 ขวด (สามารถใช้ได้กับพื้นที่ 172,500 ไร่) จากกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรที่มีความประสงค์สามารถมาขอรับได้จากสำนักงานเกษตรจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ทั้ง 9 ศูนย์ คือ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชัยนาท ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุพรรณบุรี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดพิษณุโลก โดยเกษตรกรสามารถนำไปใช้งานเพื่อควบคุมเชื้อราในดินและฟื้นฟูพืชหลังน้ำลด และหากไม่มั่นใจกับอาการของต้นพืช สามารถสอบถามปัญหาโรคพืชได้ที่คลินิกพืช ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ


 

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ชสอ. จัดกิจกรรมวันออมแห่งชาติ ปี 2565 ตั้งเป้าระดมเงินออม 20,000 ล้านบาท


    ด้วยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี
 เป็น “วันออมแห่งชาติ” ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ จัดงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2565เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ นักเรียน และประชาชนทั่วไปโดยได้รับเกียรติจาก นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา และ รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ เป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรณรงค์ “วันออมแห่งชาติ 31 ตุลาคม 2565” ในวันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ณ ถนนนครอินทร์ ตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์เครคิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัทสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สมาคมสมาพันธ์สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตในเอเชีย และสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าร่วมงานวันออมแห่งชาติกว่า 500 คน



​     โดย ในปี 2565 ชสอ. ได้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมและจัดงานวันออมแห่งชาติในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 

​1.​รณรงค์ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออม โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมตั้งเป้ามีเงินออมในภาคสหกรณ์เพิ่มขึ้น 20,000 ล้านบาท ซึ่งจากการรณรงค์ส่งเสริมกิจกรรมการออมจากสหกรณ์สมาชิกทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 มียอดเงินออมจำนวน 25,890.- ล้านบาท

​2.​การเดินรณรงค์วันออมแห่งชาติ โดยมีเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก ชสอ. สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มาร่วมเดินรณรงค์กับนักเรียนในจังหวัดนนทบุรี

​3. การจัดให้มีธรรมเทศนา“ออมวันนี้ มั่งมีวันหน้า” โดย พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) และบรรยาย “บริหารการเงินอย่างไร ให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต” โดย คุณโอมศิริ  วีระกุล บ.ก.aomMONEY และวิทยากรด้านการเงิน



​4. การมอบประกาศเกียรติคุณให้กับสหกรณ์ที่ใช้บริการเงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน ชสอ. รุ่นวันออมแห่งชาติ ปี 2565 สูงสุด

​5. การจับสลากลุ้นรางวัลส่งเสริมการออมสหกรณ์ที่ใช้บริการเงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน ชสอ. รุ่นวันออมแห่งชาติ ปี 2565 

​6. การจัดบูธนิทรรศการของขบวนการสหกรณ์



     โดย  นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า การออมมีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก จะต้องมีการฝึกฝน ส่งเสริม สร้างนิสัยการออมตั้งแต่เด็ก เยาวชนอย่างต่อเนื่อง มีเงินใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เงินออมของขบวนการสหกรณ์ที่ลงทุนในภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล สามารถพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ด้วย ฉะนั้น ขอให้ขบวนการสหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกนำเงินมาฝากในสหกรณ์มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ช่วยกันดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เงินออมของสมาชิก ซึ่งกรมฯ ตระหนักถึงการดูแลการเงินของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ แนะนำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ส่งเสริมให้สมาชิกใช้แอพพลิเคชันตรวจสอบความเคลื่อนไหวของหุ้น เงินฝาก ฐานะทางการเงินของสหกรณ์แบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยสร้างความมั่นคง ความเชื่อมั่นให้กับสหกรณ์ พร้อมทั้งจัดทำกิจกรรม/โครงการส่งเสริมการออม สร้างแรงจูงใจในการออม มีรูปแบบการออมที่หลากหลาย โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย สวัสดิการ เป็นต้น ขอให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีบทบาทในการเสริมสร้างความมั่นคงแก่สมาชิก และช่วยเหลือขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยต่อไป 

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565

กรมประมง เดินหน้าฝังไมโครชิพปลาบึกถอดรหัส DNA เล็งปั้นสายพันธุ์คุณภาพ พร้อมวางแนวทางศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์คงความหลากหลายก่อนสูญพันธุ์


 

          กรมประมง จัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาบึกอิงหลักพันธุศาสตร์พร้อมติดเครื่องหมาย (ไมโครชิพ) จำนวน 100 ตัว ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำหรับเป็นฐานข้อมูลระบุพันธุกรรมป้องกันการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน พร้อมเดินหน้าสร้างปลาบึกสายพันธุ์คุณภาพเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สามารถปรับตัวได้ดีแม้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนวางแนวทางบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมอันจะนำไปสู่การต่อยอดด้านการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ต่อไป    



          นายประพันธ์  ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาบึก” ถือเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจัดเป็นปลาที่อยู่กลุ่มสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” (CITES) ในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ในประเทศไทยพบการกระจายตัวอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี กรมประมงได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาบึกจนประสบความสำเร็จด้วยวิธีผสมเทียมครั้งแรกของโลกเมื่อปีพ.ศ. 2526 ปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะขยายพันธ์ปลาบึก และได้นำลูกพันธุ์ปลาที่ได้กระจายให้กับหน่วยงานกรมประมงทั่วประเทศเพื่อพัฒนาต่อยอดการขยายพันธุ์ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์เพื่อไม่ให้ปลาบึกสูญพันธุ์ไป




          นอกจากนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการนำหลักพันธุศาสตร์มาวางแผนการผสมพันธุ์ทั้งในด้านจำนวนพ่อแม่พันธุ์ วิธีการผสม การนำปลารุ่นใหม่มาทดแทนพ่อแม่พันธุ์ปลาชุดเก่า ตลอดจนควบคุมกิจกรรมในโรงเพาะฟัก และควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดี หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด โดยในปี 2565 ได้วางแนวทางเบื้องต้นในการบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ดังนี้  

          1. วางแผนบริหารจัดการพันธุ์ปลาบึกให้เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และปลาบึกที่เหมาะสมต่อการปล่อยในถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง

          2. มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกจังหวัดรวบรวมข้อมูลความหลากหลายของปลาบึกที่อยู่ในจังหวัดและรายงานให้ทราบถึงแหล่งที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก

          3. มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด บูรณาการร่วมกันจัดทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับปลาบึกเพื่อเสนอขอทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)  




          และล่าสุดเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ ตลอดจนควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมปลาบึกกรมประมงได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาพร้อมฝังไมโครชิพ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับตัวปลา อาทิ แหล่งที่มา เพศปลา รวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลเครื่องหมายพันธุกรรมเพื่อระบุคู่ผสมที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนการเพาะพันธุ์ปลาบึกให้คงความหลากหลายทางพันธุกรรมอย่างยั่งยืน  



          นายสง่า ลีสง่า  ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังไมโครชิพในครั้งนี้ กรมประมงได้ทำการฝังไมโครชิพในปลาบึกน้ำหนัก 10 - 60 กิโลกรัม จำนวน 100 ตัวที่นายเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการทรัพยากรประมง ได้มอบให้กรมประมงไว้ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ด้วยกระบอกฉีดพิเศษที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับร่างกายสัตว์น้ำเมื่อฝังไมโครชิพเข้าไปชั้นใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ พร้อมเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต อาทิ น้ำหนัก ความยาวลำตัวและรอบอก ตลอดจนเก็บตัวอย่างครีบปลาบึกเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลด้านดีเอ็นเอในอนาคต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางพันธุกรรมก่อนกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ  

          รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึก ความยากอยู่ที่การลำเลียงพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาศึกษาวิจัย โดยไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ เนื่องจากเป็นปลาที่ตายง่ายมาก อีกทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติเสื่อมโทรมลงทำให้ประชากรปลาบึกไม่สามารถสืบพันธุ์และเจริญเติบโตได้ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้จำนวนประชากรปลาบึกตามธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกรมประมงที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในอนุรักษ์ปลาบึกเพื่อคงไว้ในแม่น้ำโขงสืบไป


 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...