วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566

เฉลิมชัย' บุกเมืองสุพรรณฯ เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ดี หวังเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อสร้างเงิน สร้างรายได้ แก่พี่น้องชาวนา

       ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด "งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง" ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว กิจกรรมหลักสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว โค-กระบือ ท่อนพันธุ์นาหญ้า หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (... 4-01) สินเชื่อ พันธุ์ปลา จำนวน 50,000 ตัว ปัจจัยการผลิต พันธุ์ผัก ให้แก่เกษตรกร เยี่ยมชมนิทรรศการและพบปะเกษตรกร โดยมี นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูรอินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม  ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี




       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว มุ่งเสริมสร้างความตระหนักรู้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้มีความรู้ความเข้าใจ และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม และสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้น ประกอบกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตข้าวมีความผันผวน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ



       อย่างไรก็ตาม ข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันยังมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยนอกจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว ที่ทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลน ให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรงด้วย



       ทั้งนี้ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งสิ้น3.3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 1.3 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ39 ของพื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ปลูกข้าวอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน ร้อยละ 84 ของพื้นที่ปลูกข้าว ผลผลิตเฉลี่ย(ข้าว) 736 กิโลกรัมต่อไร่ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณ 40,000 ราย

       "รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงพื้นที่ในวันนี้ เพราะจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญ จึงนำผู้บริหารมาทั้งกระทรวงเพื่อมารับฟังปัญหาจากพี่น้องชาวนาโดยตรง ซึ่งพี่น้องชาวนาถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงพยายามเข้ามาดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยสิ่งหนึ่งที่ขาดไปคือการพัฒนาพันธุ์ข้าว กรมการข้าวจึงต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ และนำงานวิจัย นวัตกรรม และนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้พี่น้องชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเข้มแข็งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หัวใจของการดำเนินการจึงต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยศูนย์ข้าวชุมชนจะเป็นพี่เลี้ยง และรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนปัจจัยต่าง ๆเพื่อเพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงไม่เคยเสียดายงบประมาณที่จะมาสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรซึ่งเชื่อว่านโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จะเป็นเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ ยุคนี้จะเปรียบเสมือนคนในครอบครัว และเป็นมิตรแท้ของพี่น้องเกษตรกรอย่างแน่นอน" ดร.เฉลิมชัย กล่าว

 

 

 


 

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพ

       ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด "งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริงภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว กิจกรรมหลักสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกร จำนวน 21 ราย สัญญาเช่าที่ดิน จำนวน 5 รายสินเชื่อ จำนวน 4 ราย จุลินทรีย์ ปม.1 พันธุ์ปลาสำหรับเกษตรกร จำนวน 10 ราย เยี่ยมชมนิทรรศการและพบปะเกษตรกร โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม  องค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม



       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดนำการผลิต จึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้สามารถควบคุมผลผลิตและราคาได้ โดยเชื่อมั่นว่าแนวทางของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จะสามารถสร้างประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร เพราะจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดชนิดผลผลิตตามความต้องการของตลาดได้ และภาครัฐยังสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าให้ได้ด้วย เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง และใช้การตลาดสมัยใหม่เป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย ทั้งด้านการผลิตและการจำหน่าย การรวมกลุ่มกันจะสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้า และมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่าง  ได้มากขึ้น รวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย



       อย่างไรก็ตาม ข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำนา ในขณะที่เราต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศมากเท่าใด เราก็ต้องการปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานปริมาณมากตามด้วยเช่นกัน โดยในส่วนของภาครัฐที่ผลิตเมล็ดพันธุ์คือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปีการผลิต 2565/66 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 95,000 ตัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศ ที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตันและในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เข้ามาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร นอกเหนือจากสหกรณ์การเกษตรและภาคเอกชนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบางส่วนแล้ว ศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่สุดที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลนตามหลักการของศูนย์ข้าวชุมชนที่ “ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเองโดยชุมชน แล้วกระจายไปสู่ชุมชนของตนเองและชุมชนข้างเคียงอย่างมีคุณภาพ” 



       "การจัดงานครั้งนี้ มุ่งหวังว่าจะมีส่วนกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกของกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมงาน ได้รับรู้และเข้าใจในการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม และการยกระดับมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมไปถึงการสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต และเพิ่มมูลค่าทางการค้าจากการผลิตข้าวคุณภาพดี โดยเน้นการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามนโยบายการตลาดนำการผลิต นำไปสู่การจัดการสินค้าเกษตรสู่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

       นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเพิ่มGDP ให้กับภาคการเกษตร นั่นก็คือการเพิ่มรายได้ หรือเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนปัจจัยต่าง  เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดได้ หากวันนี้ทำให้เงินในกระเป๋าของเกษตรกรเพิ่มขึ้น สามารถสร้างความเข้มแข็งได้ประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย การใช้เทคโนโลยีในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จึงเป็นคำตอบที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้นได้ และมาตรการหลังจากนี้ การนำงานวิจัย รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ดี จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน จึงขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงเกษตรฯ จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างแน่นอน

       ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจหลักทั้งในด้านการบริโภคและการส่งออกของประเทศไทย อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่ทำนาประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และการระบาดของโรคและแมลง ทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้น ประกอบกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตข้าวมีความผันผวน ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพัฒนาการผลิตข้าวให้มีความรู้ความเข้าใจ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศต่อไป



       ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม กล่าวได้ว่าเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีอัตลักษณ์ที่รู้จักในด้านการเกษตรแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เขตการลงทุน การศึกษาและประตูเศรษฐกิจด้านตะวันตก รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรม แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 อำเภอ 106 ตำบล 930 หมู่บ้าน มีประชากรราว 922,171 คน และมีพื้นที่ราว 1.3 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตร โดยเป็นพื้นที่ทำนา 2.7 แสนไร่ พื้นที่พืชไร่5.6 หมื่นไร่ และพื้นที่พืชอื่น 3.2 หมื่นไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 1,036,626 ไร่ (163.079 ของพื้นที่เกษตรกรรม)

 


 

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566

VIV Asia และ Meat Pro Asia กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ยกระดับภาคเกษตร-ปศุสัตว์ไทยสู่ตลาดโลก | 8-10 มีนาคมนี้


    กลับมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยพร้อมฉลองครบรอบ 30 ปีของการจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) งานแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยี และสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำครบวงจร สำหรับภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่อาหารสัตว์จนถึงอาหารเพื่อการบริโภค จัดพร้อมกันกับ Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีและสินค้าเพื่อการเจรจาธุรกิจสำหรับกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ อาหาร และบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 8-10 มีนาคม 2566 เวลา 10:00-18:00 น. โดย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เอกอัครราชทูตประจำประเทศบราซิล สเปน ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม พร้อมด้วยพันธมิตรการจัดงานจากสมาคมต่างๆ ร่วมเปิดงาน 



     “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการออกยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปีซึ่งเป็นนโยบายระดับชาติ ครอบคลุมปี พ.ศ. 2560-2579 กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยเกี่ยวกับอนาคตของการทำฟาร์มอัจฉริยะในราชอาณาจักร วัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางการเงิน การเกษตรที่มั่งคั่ง และเน้นการจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน กลยุทธ์ดังกล่าวซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ต่อทุนของเกษตรกรไทยเป็นประมาณ 13,000 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 590 ภายใน 20 ปี”  นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว “ภาคการเกษตรของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่ชาญฉลาด เทคโนโลยีการเกษตรที่นำมาใช้ในปัจจุบันบางอย่างที่สามารถเห็นได้ในฟาร์มของไทย ได้แก่ โดรนสำหรับการเกษตรแม่นยำ เรือนกระจกอัจฉริยะ การพัฒนาซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นการเกษตรและปศุสัตว์ และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีอีกมากให้เรียนรู้จากเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่างงาน VIV Asia และ Meat Pro Asia ที่รวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้ผลิตมากกว่า 1,300 บริษัท จาก 62 ประเทศทั่วโลกมาจัดแสดงให้เราชมกันในครั้งนี้”



     “ในเรื่องของความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลกและผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เราทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเหตุปัจจัยส่วนหนึ่งนั้นมาจากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทำให้งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อทั้งภาคธุรกิจและความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนบนโลกในเวลานี้” นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าว “งานแสดงสินค้ามีส่วนสำคัญต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ  และงานเหล่านี้สําคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทีเส็บเล็งเห็นถึงความสำคัญเสมอมาและพร้อมสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทยเสมอ”

 


    นางสาวปนัดดา ก๋งม้า ผู้อำนวยการสายงานเกษตร-ปศุสัตว์ และฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนางาน VIV Asia อย่างต่อเนื่อง  ถึงจะไม่ได้จัดงานในประเทศไทย แต่เราก็ได้จัดงานในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น VIV MEA ที่อาบูดาบีVIV Europe ที่เมืองอูเทร็คท์ เนเธอแลนด์ ILDEX Vietnam ที่โฮจิมินท์ ประเทศเวียดนาม และ ILDEX Indonesia ที่จาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรวมรวมสุดยอดผู้นำในวงการปศุสัตว์แต่ละภูมิภาคให้มาในงาน VIV Asia โดยในงานครบรอบ 30 ปีนี้ เรามีผู้ประกอบการมากกว่า 1,300 บริษัทชั้นนำจาก 62 ประเทศทั่วโลกมานำเสนอนวัตกรรมสุดไฮไทคสำหรับภาคธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ครอบคลุมธุรกิจทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ซึ่งจากผลการลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าในปีนี้สูงกว่าการจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเน้นกลุ่มจากต่างประเทศเช่นเคย แต่ในปีนี้ผู้จัดงาน ก็คาดหวังให้คนไทยมาเข้าร่วมงานมากขึ้น เพื่อยกระดับวงการปศุศัตว์ของเรา”



    สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ www.vivasia.nl และ www.meatpro-asia.com นำอีเมล์ยืนยันการลงทะเบียนมาสแกนเพื่อรับบัตรเข้างานได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับงานประชุมสัมมนามากกว่า 100 หัวข้อสามารถดูตารางสัมมนาได้ที่เว็บไซต์ของงาน พิเศษสำหรับผู้เข้าชมงานชาวไทย ทางผู้จัดมีบริการ Guided Tour การเยี่ยมชมงานแบบบริการนำทัวร์โดยผู้เชี่ยวชาญพร้อมหูฟังแปลภาษาเพื่อลดปัญหาด้านการสื่อสารทางภาษา และการให้บริการรถรับส่งฟรี สำหรับผู้เข้าร่วมงาน จาก BTS หมอชิต และ MRT บางกระสอ สู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. จัดโดย กลุ่มบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชันส์ ร่วมกับ บริษัท เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ต

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566

เปิดเวที “คลินิกแก้หนี้” สมาชิก วิธีสางหนี้สหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด จังหวัดชัยนาท

            การเปิดคลินิกแก้หนี้ เป็นเวทีพบปะพูดคุยแลกเลี่ยนข้อมูลระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยนาทนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้สหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่สหกรณ์แห่งนี้ประสบความสำเร็จในการจัดการปัญหาสมาชิกสหกรณ์มีหนี้คงค้างกว่า 50 ล้านบาทในปี 2563 กระทั่งปี 2564 ลดลงเหลือ 24 ล้านบาท จนมาถึงปี 2565 เหลือเพียง 18 ล้านบาท โดยวางเป้าไว้อีก 3 ปีข้างหน้าหรือในปี 2568 สมาชิกสหกรณ์แห่งนี้จะมีหนี้ค้างชำระเป็นศูนย์

            “ปัญหาสหกรณ์ที่ผ่านมา สมาชิกมีหนี้ค้างประมาณ 50 ล้านบาท หลังได้ปรึกษากับทางสหกรณ์จังหวัดชัยนาทก็ได้เข้ามาให้คำแนะนำและทำการช่วยเหลือหลายโครงการ เป็นโครงการที่สมาชิกเข้าถึงง่าย ทำง่าย ๆ ไม่ทำแบบสวยหรูแต่สมาขิกเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงยาก ปัจจุบันสหกรณ์มีหนี้ค้างเหลือเพียง 18 ล้านเศษเท่านั้น”นายมานพ โพธิ์สุวรรณ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท ย้อนปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ ก่อนสมาชิกจะมีเงินส่งชำระทยอยเคลียร์หนี้คงค้างลงกว่าร้อยละ70 โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี



            ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด ยอมรับว่าปัญหาหนึ่งที่ส่งผลทำให้สหกรณ์หนี้สินจำนวนมากจนทุกวันนี้ เหตุมาจากธุรกิจการตลาดที่ไม่สามารถจำหน่ายปุ๋ย ยาและวัสดุการเกษตรได้ เนื่องจากสมาชิกแต่ละราย ก็มีหนี้ค้างสหกรณ์จำนวนมากเช่นกัน ส่งผลให้สินค้าค้างสต๊อกในปริมาณมากส่งผลให้สหกรณ์ขาดทุนมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มมีกำไรขึ้นมาหลังจากได้รับการคำปรึกษาแนะนำจากสหกรณ์จังหวัดชัยนาทให้สหกรณ์แก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับให้สมาชิกเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น

            “เมื่อก่อนธุรกิจตลาดขาดทุนมาก สิ่งแรกที่ทำสำรวจสินค้าที่เหลือก็คือส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการของสมาชิก ฉะนั้นก่อนซื้อเราก็มาสำรวจก่อนว่าสมาชิกต้องการอะไรก็ซื้อตามนั้น ส่วนราคาซื้อขายราคาเดียวกับท้องตลาด เมื่อก่อนขายได้ไม่ถึง 10 ล้านบาท ปิดบัญชีปีที่แล้วขายได้ถึง 45 ล้านบาทสำหรับธุรกิจการตลาด” นายมานพกล่าวและยอมรับว่าเหตุที่ธุรกิจการตลาดสหกรณ์ขับเคลื่อนไปได้เป็นผลมาจากการใช้บริการของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น

            ขณะที่ นายกรกฎ ชยุตรารัตน์ สหกรณ์จังหวัดชัยนาทกล่าวถึงวิธีการแก้หนี้สมาชิกคงค้างของสหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด โดยระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการเปิดเวทีคลินิกการแก้หนี้ เปิดโอกาสให้กับสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น   



            “การเปิดคลินิกแก้หนี้มีส่วนอย่างมากทำให้หนี้คงค้างของสมาชิกลดลง การแก้ปัญหาหนี้ไม่สามารถแก้ในภาพรวมได้ แต่ต้องแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและแก้อย่างต่อเนื่อง อย่าคิดว่าจะสำเร็จภายในเดือนสองเดือน อาจต้องให้โอกาสสมาชิก 2-3 ปี” สหกรณ์จังหวัดชัยนาทกล่าว พร้อมย้ำว่า

            ความเข้มแข็งของสหกรณ์ นอกจากการควบคุมภายในและการสร้างธรรมาภิบาลในสหกรณ์แล้ว จะต้องมุ่งการมีส่วนร่วมของสมาชิกเป็นหลักด้วย เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสหกรณ์  ซึ่งจังหวัดชัยนาทจะใช้สหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด เป็นสหกรณ์นำร่องในการแก้ปัญหาหนี้ของสมาชิก และวางเป้าไว้อีก 3 ปีข้างหน้าสหกรณ์จะไม่มีหนี้คงค้าง 

            ด้าน นางจิราพร ถมสุวรรณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัด ยอมรับว่าอดีตที่ผ่านมาเราขาดการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกอย่างทั่วถึง ทำให้สมาชิกไม่เข้าใจการชำระหนี้ และการติดตามหนี้กับสมาชิกไม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตามหนี้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ ตลอดจนส่งทีมงาน พบปะพูดคุยที่บ้านสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อรับทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังสนับสนุนอาชีพเสริมรายได้แก่สมาชิก  เช่น เลี้ยงโค แพะ แกะ ไก่ เป็ดไล่ทุ่ง เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือการทำนา ทำไร่อ้อย ปลูกมันสำปะหลัง มีรายได้ปีละครั้งเท่านั้น




            “ ปัจจุบันเรามีกลุ่มไลน์สื่อสารให้สมาชิกทราบ  เราใช้โซเซียลมีเดีย ส่งข่าวสารถึงกัน ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร  เราช่วยสมาชิกในหลาย ๆ ทาง เช่น มีเงินพิเศษให้ฟื้นฟูอาชีพ เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ไม่ทำโครงการเดียว แต่จะทำหลายโครงการไปพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1,800 รายได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหันคา จำกัดกล่าวทิ้งท้าย

 

 

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

EASYRICE สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ประกาศวิสัยทัศน์พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล โชว์ระบบ AI ตรวจสายพันธุ์ข้าวและตรวจคุณภาพข้าวสาร


    วันนี้ ( 27 ก.พ.66) EASYRICE (อีซีไรช์) บริษัทเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในเกษตรกรรม ได้จัดงานแถลงข่าวครั้งแรกขึ้น ภายใต้ชื่อ EASYRICE Press Conference 2023 เพื่อประกาศความสำเร็จ วิสัยทัศน์ และเปิดแผนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี 2565 พร้อมเผยหน่วยงานพันธมิตร นักลงทุน และผู้สนับสนุนในการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ และสนับสนุนเทคโนโลยีของ EASYRICE ให้เป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง มีคุณภาพ และสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ



    นายภูวินทร์ คงสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จํากัด ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการต่อตั้ง EASYRICE โดยมีที่มาจากการพบปัญหาในขณะการทำโปรเจควิจัยเกี่ยวกับข้าวในมหาวิทยาลัย ว่าด้วยเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่ต้องใช้ “คน” ที่มีความเชี่ยวชาญในเมล็ดข้าวโดยเฉพาะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาส่วนมากจะทำการตรวจสอบด้วยตาเปล่า ซึ่งอาจมีปัจจัยทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบคุณภาพข้าว จึงทำให้เกิดไอเดียในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial-Intelligence (AI) แก้ไขจุดบกพร่องในการตรวจสอบ ลดโอกาสผิดพลาด เพิ่มความเสถียรและแม่นยำ รวมถึงยกระดับการตรวจสอบให้มีมาตรฐาน 



    “การตรวจสอบคุณภาพอาหารหลัก ต้องการให้เกิดการยกระดับแบบการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ และต้องการโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อทำให้ประชาชนโลกมีความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ของ EASYRICE จะมีบทบาทอย่างมากในการยกระดับนี้” นายภูวินทร์ กล่าว 



    ในแง่ของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี นายวิษุวัต ซันเฮม ประธานฝ่ายปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและผู้ร่วมก่อตั้ง และ นางสาวสุจิตรา สุทธิธาทิพย์ ประธานฝ่ายดูแลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ได้กล่าวสมทบว่า ในปัจจุบัน EASYRICEได้เปิดตัว AI ไปแล้ว 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ AI ตรวจสอบสายพันธุ์ข้าวเปลือกและระบบ AI ตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร ซึ่งเป็นเป็นเทคโนโลยี AI แรกที่ลงสู่อุตสาหกรรมข้าว โดยหลังจากที่ AI ทั้ง 2 ระบบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบ ได้ช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่าง ง่ายดาย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดต้นทุน ลดเวลาและลดความผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งในอนาคต ทาง EASYRICE มีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เข้าถึงผู้ใช้งาน และผลผลิตที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการตรวจสอบที่มากยิ่งขึ้นในระดับสารอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในตลาดข้าวและตลาดอาหารอื่นๆ ที่ผันแปรไปตามกระแส



    ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีหลัง EASYRICE เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ต่างได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โรงสี และผู้ส่งออกข้าว มากกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้ทำการประยุกต์ใช้ระบบ AI ของ EASYRICE ทั้งในส่วนของ การรับซื้อรับขาย หรือในกระบวนการปรับปรุง ผลิต ไปจนถึงแพ็คถุงเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีการใช้งาน AI เพื่อตรวจสอบไปมากกว่า 300,000 ครั้ง ครอบคลุมข้าวไปมากถึง 6 ล้านตัน โดยลูกค้ามากกว่า 90% พึงพอใจในการใช้งาน AI ของ EASYRICE จากการส่งแบบสอบถามประเมินทั้งในด้านความแม่นยำ ความเร็ว และวิธีการใช้งานระบบ ทำให้ EASYRICE เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI จึงได้ทำการขยายตลาดไปยังประเทศผู้ผลิตข้าวรายหลักของโลก โดยตอนนี้ได้มีกลุ่มผู้ทดลองใช้งาน (Trial User) ระบบ AI ของ EASYRICE ในประเทศเวียดนามไปแล้วกว่า 25 รายในระดับโรงสี และผู้ส่งออก อีกทั้งยังมีแผนขยายต่อไปในประเทศกัมพูชา และประเทศอินเดียในอนาคต

      EASYRICE เล็งเห็นถึงความสำคัญในโอกาสและการขยายธุรกิจ โดยได้รับการหนุนจากหน่วยงานชั้นนำในอุตสาหกรรม ที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายแขนง ได้แก่ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (ARV) และ บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด  (VARUNA) บริษัทในเครือของ ปตท.สผ. ซึ่งมีเทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมในการประเมินปริมานและกิจกรรมทางด้านการเกษตร และบริษัท ยิบอินซอยและแย็คส์ จำกัด ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยและเทคโนโลยีการเกษตร อีกทั้งยังมีบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด (InnoSpace) และ Accelerating Asia Pte Ltd. จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเน้นลงทุนเพื่อส่งเสริมธุรกิจทางด้าน Deep Tech นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่มอบทุนให้ในโครงการ Open Innovation และทุนสนับสนุนจาก TEDFund ในโครงการ Youth Startup Fund ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    จากวิสัยทัศน์ของอีซีไรช์ “นำเทคโนโลยีดิจิทัลสู่กระบวนการผลิตอาหารหลักของประชากรโลก เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่และเปลี่ยนกระบวนการทำงานและมอบความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม” เป็นเป้าหมายที่ EASYRICE ยึดมั่นในการมุ่งมั่นวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยจะไม่หยุดเพียงแค่ข้าว แต่ยังพร้อมก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต กาแฟ เป็นต้น รวมถึง AI ในการตรวจสอบเชิงลึกแบบต่างๆ เพื่อมอบความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยสู่ระบบที่ทำให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"ธุรกิจห้าดาว" 38 ปี บนเส้นทางสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทย เคียงข้างเติบโตอย่างยั่งยืน


    

ธุรกิจห้าดาว” ผู้นำธุรกิจจุดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้ร่วมลงทุนมากว่า 38 ปี บนเส้นทางการสร้างธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีแฟรนไชส์กว่า 5,000 รายในประเทศไทย สานฝันมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่เหมาะสมและคืนทุนเร็ว

              นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจห้าดาวและร้านอาหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจห้าดาว (Five Star) เป็นธุรกิจจุดจำหน่ายอาหารในรูปแบบแฟรนไชส์สัญชาติไทย ดำเนินการภายใต้ บริษัท ซีพีเอฟเรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยตลอดการดำเนินงาน 38 ปี มุ่งมั่นสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ให้มีโอกาสเติบโตบนเส้นทางธุรกิจอย่างมั่นคง ปัจจุบันมีแฟรนไชส์จำหน่ายอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ ซุ้มไก่ย่าง-ไก่ทอดห้าดาว กระทะเหล็ก Hi Pork เป็ดเจ้าสัว ข้าวมันไก่ไห่หนาน และ STAR COFFEE รวม 5,000 รายในประเทศไทย



ธุรกิจห้าดาวให้ความสำคัญกับการสานต่อความสำเร็จให้คนที่อยากมีธุรกิจ เพื่อสร้างเถ้าแก่โดยมีบริษัท เป็น “เพื่อนทางธุรกิจ” ที่ช่วยสนับสนุนในทุกด้าน สร้างโอกาสที่จับต้องได้ บนพื้นฐานความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจของห้าดาวมาอย่างยาวนาน ด้วยกลยุทธ์ที่โดดเด่นซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการเป็นเถ้าแก่ที่มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง ด้วยระบบบริหารจัดการแบบครบวงจร ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้แบบเทิร์นคีย์ (Turn Key) คือ สามารถดูแลร้านของตนเองได้อย่างมืออาชีพ ด้วยเงินลงทุนที่ต่ำกว่าในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน เป็นการลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน สามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ที่แน่นอน เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน




ธุรกิจห้าดาวภูมิใจที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ ในการสร้างงานสร้างอาชีพและรายได้ที่แน่นอนแก่เถ้าแก่ และยังคงเดินหน้าพัฒนารูปแบบร้านให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ทั้งรูปแบบ Five Star Glass House และ Five Star Shop รวมถึงสนับสนุนการทำ Food Delivery สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และการใช้จ่ายผ่าน TrueMoney Wallet ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในยุคของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และยังส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน QSC และประเมินการรักษามาตรฐานของร้านอยู่เสมอ ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า และมีความเป็นเลิศในการบริการ เพื่อให้เถ้าแก่เติบโตอย่างยั่งยืน” นายสุนทร กล่าว



ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ห้าดาวมุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทยได้เป็นเถ้าแก่ ด้วยการมีกิจการเป็นของตนเอง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษกิจฐานรากด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพ ทำให้ธุรกิจห้าดาว ได้รับรางวัล “แฟรนไชส์ไทยอาหารยอดเยี่ยม” (BEST FOOD FRANCHISE) ประจำปี 2022 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และรางวัล “Most Popular Investment Franchise In Thailand 2022” ธุรกิจแฟรนไชส์นิยมลงทุนอันดับ 1 จากการจัดอันดับและคัดเลือกโดยเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน  ผู้ที่สนใจร่วมสร้างงานสร้างอาชีพ ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.fivestars-allfranchises.com หรือสอบถามที่ โทร. 02-800-8000./

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย


  

 

 

 

    กรมการข้าวร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เพื่อสร้างความมั่นใจช่วยสนับสนุนการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุมเข้มคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำตลาดข้าวคุณภาพของโลก 



    เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวได้เดินทางมาเปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย  สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการค้าข้าว สามารถเข้าถึงบริการตรวจสอบการปลอมปนพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่ทันสมัยและแม่นยำสูง ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว



    อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” การจัดตั้ง ‘หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย’ ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกรมการข้าว ในการยกระดับมาตรฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกข้าวไทย ด้วยการนำองค์ความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมข้าวไทย (DNA Fingerprint) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงของไทย 




    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ดร.พัณณ์ชิตา เวชสาร ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี หรือส่งคำขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ https://dna-testing.ricethailand.go.th/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : ricednatesting@gmail.com Tel : 093-5925056

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางฯ ออกโรงดันรัฐทบทวนเพิ่ม “พืชยางพารา” เป็นเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ 6 ตามในแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


    ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเรื่องยางพารา โดยที่ประชุมนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอให้รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ รวมทั้งปัญหาที่สหรัฐอเมริกาแบนถุงมือยางจากประเทศไทยที่อาจส่งผลกระทบในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งได้ยื่นหนังสือ ที่ สยท. 009/2566  ลงวันที่  31 มกราคม  2566 เพื่อขอให้บรรจุเพิ่มยางพาราพืชเศรษฐกิจไว้ในแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (
EEC) พ.ศ. 2566 – 2570 สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565 มีมติ เห็นชอบ ร่างแผนปฏิบัติการด้านพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ. 2566 - 2570 ซึ่งมีเป้าหมายคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพและดำเนินการได้ทันที ซึ่งประกอบด้วย 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ 1. ผลไม้ เน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูง ในพื้นที่จังหวัดระยอง และฉะเชิงเทรา 2. ประมงเพาะเลี้ยง เน้นการเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและสร้างเศรษฐกิจใหม่ ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และระยอง 3. พืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพเน้นยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังให้มีคุณภาพ และมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งเสริมการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้า ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี  4. พืชสมุนไพร เน้นการพัฒนาสนสมุนไพรอย่างครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี  และ5. เกษตรมูลค่าสูง เน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง 

    โดยทางสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยขอเสนอให้ยางพาราอยู่ในเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ 6  ทั้งนี้เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศทั้งในรูปผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่มีการแปรรูปจากวัตถุดิบน้ำยางจากต้นยาง เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ถือว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 555,401 ล้านบาทต่อปี (กรมวิชาการเกษตร 2565) และพื้นที่ปลูกยางพาราในภาคตะวันออกมีจำนวนมากเป็นลำดับ 2 รองจากภาคใต้ และอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)เช่นเดียวกับพืชอื่นๆใน 5 คลัสเตอร์ดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งหากได้บรรจุยางพาราเป็นเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ 6  จะช่วยเป็นการยกระดับรายได้เกษตรกรและมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในสาขาเกษตรเพิ่มสูงขึ้น

    “ผมเสนอแนวทางเพิ่มเติมว่าควรให้มีการพัฒนาพืชยางพารา ให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน  ซึ่งควรเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูงเช่นเดียวกับผลไม้  รวมทั้งเน้นการเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและสร้างเศรษฐกิจใหม่เช่นเดียวกับประมงเพาะเลี้ยง  และยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งเสริมการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าเช่นเดียวกับพืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ นอกจากนี้ควรมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษตะวันออก  (EEC) เช่นเดียวกับพืชสมุนไพร  รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูงเช่นเดียวกับเกษตรมูลค่าสูง  ดังนั้นผมขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเพิ่ม “พืชยางพารา” เป็นเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ 6 โดยให้มีการทบทวนแผนปฏิบัติการ รวมทั้งยุทธศาสตร์และกรอบวงเงินในการดำเนินโครงการต่อไป”ดร.อุทัย กล่าวทิ้งท้าย  




    ทั้งนี้ ทางสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง สถาบันการสร้างชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้  จะได้ร่วมมือกันจัด งานมหกรรมยางพาราและพืชเศรษฐกิจ EEC 2023 ระหว่างวันที่ 22 - 26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออก ตำบลชุมแสง อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง  เพื่อให้เห็นศักยภาพ ความพร้อมยางพาราของไทยในพื้นที่เขต EEC สู่การผลักดันให้เพิ่ม “พืชยางพารา” เป็นเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ 6 โดยมีพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานในการเปิดงานครั้งนี้

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

“วิศิษฐ์” มอบนโยบาย สกจ. ติวเข้มอาชีพสมาชิก หวังสร้างรายได้เพิ่ม สู่การแก้หนี้สหกรณ์ทั้งระบบ


อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์รุกนโยบายปีกระต่ายเดินหน้าส่งเสริมอาชีพสมาชิกสหกรณ์ทั่วไทย หวังมีรายได้เพิ่ม    สู่การแก้ปัญหาหนี้สินสหกรณ์ทั้งระบบ พร้อมนำร่องสหกรณ์ในพื้นที่นิคมฯ เป็นต้นแบบ



นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวในที่ประชุมผู้บริหารกรมตอนหนึ่ง โดยหยิบยกประเด็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่สมาชิกให้มีรายได้เพิ่ม อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ทั้งระบบ ซึ่งได้มอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำนักงานสหกรณ์แต่ละจังหวัดไปดำเนินการอย่างเร่งด่วนทั้งสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  

“เราได้เห็นถึงภาวะหนี้สินครัวเรือนของสมาชิกสหกรณ์ทั้งสองกลุ่มที่จะมีปัญหาและจะมีผลกระทบต่อการชำระหนี้ของสหกรณ์โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งเราจะไปทำเรื่องการเร่งรัดชำระหนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จค่อนข้างน้อยมาก”



อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นพื้นที่นิคมสหกรณ์แต่ละแห่งในการส่งเสริมอาชีพให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ โดยการฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เน้นไปที่เกษตรกรรุ่นใหม่ในโครงการนำลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้มีการต่อยอดอาชีพไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี 

“เท่าที่ดูมีหลายหลักสูตรน่าสนใจ เช่น การปลูกข้าว การปรับปรุงดิน การเลี้ยงปลา การเลี้ยงโคนม การเลี้ยงแพะ   ที่ผ่านมาเราจัดแบบออนไลน์ใช้เงินแค่ 5 หมื่นกว่าบาท เกษตรกรกลุ่มนี้ อาจจะหัวก้าวหน้านิดนึงใช้เทคโนโลยีได้ แต่ถ้าทำกับเกษตรกรหรือสมาชิกสหกรณ์อาจต้องใช้การอบรมในชั้นเรียนมากกว่า”

นายวิศิษฐ์ เผยอีกว่า สำหรับในส่วนของงบประมาณที่ใช้ดำเนินการนั้น ระยะแรกใช้งบของทางราชการหรือเงินรายได้ของนิคมสหกรณ์ฯ ในการดำเนินการ แต่ในระยะต่อไปก็จะต้องให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยนำเงินงบประมาณในส่วนการศึกษาอบรมของสหกรณ์ฯ มาใช้ประโยชน์ในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น 



“ทุกปีสหกรณ์จะจัดงบการศึกษาดูงานก็เอาเฉพาะแต่กรรมการ ประธานกลุ่มไป ซึ่งผมว่าการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ตรงนี้มันไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก เพราะไม่ได้ลงถึงตัวสมาชิก”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแต่ละจังหวัดดูแลรับผิดชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ด้วย โดยมีมาตรการสำคัญ            2 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการแรกการช่วยเหลือสมาชิกเรื่องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การไกล่เกลี่ยหนี้ 

มาตรการที่สองมีการเติมสินเชื่อใหม่เข้าไปให้กับสมาชิกสหกรณ์ โดยมีกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นตัวช่วยให้การสนับสนุน เพื่อให้สมาชิกนำเงินส่วนนี้ไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ ในขณะที่กรมฯ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมฯ คอยเป็นพี่เลี้ยงด้านการประกอบอาชีพของสมาชิกให้ด้วย 

“สมาชิกส่วนใหญ่เขาจะทำการเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นหลัก เช่น ทำนาก็ได้แค่ครั้งเดียว ในสินเชื่อใหม่ที่เราให้ไป       ก็จะเป็นในเรื่องของการขุดสระน้ำหรือการสร้างโรงเรือนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้เขาเอานำไปประกอบอาชีพให้เขามีรายได้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี ไม่ใช่ว่ารอเฉพาะฤดูกาลเดียว”



นายวิศิษฐ์ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของโครงการสร้างสระน้ำในไร่นาให้กับเกษตรกร โดยใช้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์เข้ามาร่วมโครงการประมาณ 5,800 คน และมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,100 แห่ง จากนี้ไปพยายามจะขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อที่จะให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ของสมาชิกได้อย่างยั่งยืน    

“ถ้าทำแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องของหนี้ลดลงหรือรายได้ของสมาชิกเพิ่มขึ้น ถ้าสองเรื่องนี้สามารถทำได้สำเร็จมันจะตอบโจทย์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้งระบบได้เป็นอย่างดี” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำทิ้งท้าย  


วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายและการสร้างคุณค่าร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อย่างยั่งยืน


   
 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายและการสร้างคุณค่าร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเงินและร้านค้า นางสาวอัจฉรา สุขเสวก ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาสหกรณ์ร้านค้า ผู้แทนสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และ 2 วิทยากร และเจ้าหน้าที่โครงการ รวมจำนวน 125 คน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร 



    โอกาสนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เป็นโครงการที่กรมให้ความสำคัญ และเป็นนโยบายหลักที่ต้องการใช้ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร หรือร้านค้าภายใต้โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตรให้เป็นที่รู้จักในตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตลาดค้าปลีกมีการแข่งขันอย่างสูง ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จะมีส่วนช่วยสังคมและชุมชนในบทบาทของผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อบริการแก่สมาชิกและชุมชน  เป็นการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้เห็นคุณค่าของสินค้าที่มาจากสมาชิกเกษตรกรผู้ผลิตด้วยการใช้ศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตและความร่วมมือของร้านค้าสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกเกษตรกร รวมถึงชุมชนและสังคมได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม ตามแนวคิด Fresh From Farm by CO-op สดจากฟาร์ม สู่มือท่าน ร่วมปันสุขสู่ชุมชน อันจะเป็นการส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของสมาชิกเกษตรกร ส่งเสริมพัฒนาธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าสหกรณ์ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์จะเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันและขับเคลื่อนโครงการให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทักษะในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจการตลาดสมัยใหม่ในปัจจุบัน 



    สำหรับโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายและการสร้างคุณค่าร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2566 เป็นโครงการที่กองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเงินและร้านค้า จัดขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ที่รับผิดชอบร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้สามารถแข่งขันกับธุรกิจประเภทเดียวกันได้ และสามารถช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมนำความรู้ที่ได้รับไปขับเคลื่อนซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ให้สร้างคุณค่าในสินค้าและบริการให้มีอัตลักษณ์ตามแนวคิด “สดจากฟาร์มสู่มือท่าน ร่วมปันสุขสู่ชุมชน” โดยการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้นับเป็นรุ่นที่ 2 มีกำหนดจัดอบรมระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2566 ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...