วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ชวนช้อป สินค้าราคาพิเศษสู้ภัยโควิด โครงการ "เทศบาลนครนครสวรรค์ ร่วมกับคาราวานซีพีเอฟ ลดค่าครองชีพแก่ประชาชน" 23-28 พ.ย.

 


          เทศบาลนครนครสวรรค์ ผนึกกำลัง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดมหกรรม “คาราวานซีพีเอฟลดค่าครองชีพแก่ประชาชน” ปีที่ 12 ส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาแก่คนไทยต่อเนื่อง ชวนชาวนครสวรรค์จับจ่ายผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐาน จากบริษัทในเครือซีพีและซีพีเอฟในราคาพิเศษ ณ ลานหน้าเทศบาลนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 23-28 พฤศจิกายน 2563

        นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เดินหน้าจัดคาราวานสินค้าราคาประหยัดเพื่อลดค่าครองชีพแก่พี่น้องประชาชนชาวไทย และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยในช่วงต้นปีได้จัดโครงการ “เทศบาลนครนครสวรรค์ ร่วมกับคาราวานซีพีเอฟ ลดค่าครองชีพแก่ประชาชน” และได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องชาวปากน้ำโพธิ์ ขณะเดียวกันซีพีเอฟตระหนักถึงปัญหาภาวะเศรษฐกิจในวิกฤติโควิด-19 ที่กระทบกับค่าครองชีพของพี่น้องคนไทยในวงกว้าง บริษัทจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน  โดยจัดกิจกรรมขึ้นอีกครั้ง เพื่อร่วมเคียงข้างประชาชนสู้ภัยเศรษฐกิจ ด้วยการยกขบวนคาราวานสินค้าคุณภาพมาตรฐานจากบริษัทในเครือซีพีและซีพีเอฟ ทั้งซีพีเฟรชมาร์ท FiveStar เชสเตอร์ ซีพี-เมจิ นำผลิตภัณฑ์อาหารสด สะอาด ปลอดภัยมาจำหน่ายในราคาประหยัด พร้อมผนึกกำลังกับทรูคอร์ปอเรชั่นนำผลิตภัณฑ์มาจัดจำหน่าย รวมไปถึงของดีประจำจังหวัดและสินค้า OTOP ที่หลากหลาย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน




          “กิจกรรมในครั้งนี้ซีพีเอฟร่วมกับบริษัทในเครือซีพี นำผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคร่วมสู้ภัยโควิด-19 มากกว่า 200 รายการ ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสด อาหารแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารพร้อมทานอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารทานเล่นส่งตรงถึงมือพี่น้องชาวนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียงได้เลือกจับจ่ายในราคาพิเศษสุด และขอเชิญชวนประชาชนชาวนครสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมเป็นกำลังใจแก่นักมวยไทยในการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหามาตรฐานสากลระดับโลก ในราคาสุดพิเศษ พร้อมร่วมสนุกกับมหกรรมคอนเสิร์ตและความบันเทิงฟรีตลอดงาน” นายอดิศร์ กล่าว

         ภายในงานซีพีเอฟยังเติมพลังชีวิต สืบวิถีไทย...สู่มวยโลก จัดกิจกรรม “ศึกซีพีเอฟยอดมวยโลก” เพื่อสนับสนุนนักมวยชาวไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกครั้งนี้เป็นการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวต 105ปอนด์ ของสภามวยโลก WBC ระหว่าง วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลก กับ ปัญญา ประดับศรี รองแชมป์โลกอันดับ 3 พร้อมชมมวยสากลพิเศษ 6 ยก และยังมีการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชั้นนำ อาทิ อาม-ชุติมา พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ในวันที่ 25 พ.ย. และ วันเดอร์ เฟรม เต็มวง พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ในวันที่ 26 พ.ย. ที่มาร่วมสร้างสรรความบันเทิงและความสุขให้กับผู้ร่วมงานตลอดการจัดงาน.

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เกษตรฯ ปลื้มเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยหอม ใช้ตลาดนำการผลิต ออเด้อร์ล้นไม่พอขาย


             นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการติดตามผลการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมเมืองแกน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า ได้มีโอกาสร่วมประชุมกับคณะกรรมการเครือข่ายเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยหอม พบว่าเกษตรกรเข้มแข็งและเข้าใจในหลักตลาดนำการผลิต รวมทั้งปรับตัวใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคนิคการห่อกล้วย รวมถึงการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ที่ปัจจุบัน มีเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐานแล้วกว่า 70 ราย การทำระบบน้ำให้เพียงพอตลอดปี  การปรับปรุงดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการใช้พันธุ์ที่ดี ปัจจุบันผลผลิตสามารถยกระดับเป็นพรีเมี่ยมได้กว่า 40% จากเดิมได้เพียง 1-2 % เน้นคุณภาพ ลดต้นทุน  และขับเคลื่อนกลุ่มแปลงใหญ่ในรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้โปร่งใส และตรวจสอบการทำงานได้และพัฒนากลุ่มอย่างเป็นระบบ



ในอนาคตวางแผนที่จะใช้โดรนในการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งแนะนำเกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เอง "สำหรับแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จัดตั้งเมื่อปี 2560 มีเกษตรกร 70 ราย พื้นที่ 320 ไร่ ผลผลิตรวม 102,400 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 4,800 กก./ไร่ (15 กก./ต้น) ลดต้นทุน เฉลี่ยต้นทุน (รุ่นที่ 1) 36,368 บาท/ไร่ (รุ่นที่ 2) 11,022 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 3,840 กก./ไร่ เป็น 4,800 กก./ไร่ คิดเป็น 20% การพัฒนาคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน GAP จำนวน 70 ราย สามารถจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ด้านการตลาดปัจจุบันนอกจากขานให้บริษัท P&F TECNO CO.,LTD และยังสามารถขายให้กับบิ๊กซีเอ็กซ์ตรา สาขาเชียงใหม่ และบิ๊กซี สาขา ดอนจั่น ตลาดเกษตรกร ศูนย์ราชการเชียงใหม่ รวมถึงตลาดอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่




นอกจากนี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีความต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปี เรียบร้อยแล้ว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเกษตรกร ที่ใช้ตลาดนำการผลิตตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประสบความสำเร็จ." นายเข้มแข็ง กล่าว

สมาคมสุกรเผยภาพรวมอุตสาหกรรมหมูสดใส การบริโภคคึกคัก ชี้ PRRS ควบคุมได้ ย้ำไม่ติดต่อคน

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรว่า ปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ด้านสถานการณ์การบริโภคในประเทศช่วงที่ผ่านมาคึกคักขึ้น เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาอีกครั้ง ผนวกกับใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดและการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ขณะที่มีข่าวดีเรื่องของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้คนไทยเริ่มออกมาใช้จ่ายรวมถึงการบริโภคที่ดีขึ้นในสินค้าทุกหมวด ถือเป็นอานิสงส์ให้กับสินค้าปศุสัตว์ทั้งสุกรไก่เนื้อ ไข่ไก่ ที่คนหันมาบริโภคมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด



สำหรับสถานการณ์การผลิตที่ในบางพื้นที่พบการระบาดของโรค PRRS นั้น พบว่าภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ได้เข้าดูแลควบคุมและเฝ้าระวังโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้ทั้งหมด โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเกษตรกรที่แจ้งเหตุอย่างทันท่วงที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามมาตรฐานด้านการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์ ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นความสำเร็จจากการสื่อสารในเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนในเรื่องโรคในสุกรที่ไม่ติดต่อสู่คนที่กรมปศุสัตส์ ร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุกรและโรคสัตว์ ได้ดำเนินการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า โรคในสุกรที่เกิดขึ้น เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่สามารถแพร่เชื้อมายังคนได้ และผู้ที่บริโภคเนื้อสุกรก็ไม่มีอันตรายอย่างแน่นอน

"ขอให้พี่น้องเกษตรกรยืนหยัดในการป้องกันโรคในสุกร ที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด จนทำให้ไทยยังเป็นประเทศเดียว ที่สามารถคงสถานะปลอดโรคในสุกรที่สำคัญ อย่างเช่นโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ได้อย่างน่าภูมิใจ ส่วนโรค PRRS นั้นก็เป็นโรคในสัตว์ที่ไม่มีการติดต่อสู่คน ไม่ก่ออันตรายกับผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ทำให้การบริโภคในภาพรวมไม่ได้ลดลง อย่างไรก็ตามการให้ข่าวของคนบางกลุ่มว่าการบริโภคลดลงนั้น เป็นการหวังผลในเชิงจิตวิทยา เพื่อกดดันราคาหมูหน้าฟาร์มให้ถูกลง จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข่าวสารจากสมาคมฯ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจในการขายสุกรหน้าฟาร์มต่อไป" น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

 

กรมประมง...หนุน 250 ชุมชนประมงท้องถิ่น ฟื้นฟูทรัพยากร พัฒนาอาชีพ เสริมรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน

                    กรมประมง สานต่อโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง ปีงบประมาณ 2564 ให้กับชุมชนประมงท้องถิ่น 250 ชุมชน จาก 22 จังหวัดชายทะเล ในปีที่ผ่านมา 144 ชุมชน ประสบผลสำเร็จในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่น สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมให้กลับมาดีขึ้น พัฒนาอาชีพประมงให้กับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทย มีจังหวัดที่ติดชายทะเล 22 จังหวัดจากทั้งหมดของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการประมงเป็นหลักและทำการประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งหาอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่อดีต แต่จากสถานการณ์ความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น รูปแบบการทำประมงจึงมีการพัฒนารูปแบบการจับสัตว์น้ำ และเพิ่มจำนวนเครื่องมือเพื่อให้สามารถจับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำจึงถูกจับขึ้นมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า เกิดปัญหาทำการประมงเกินศักยภาพการผลิตตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งที่อยู่อาศัยพ่อแม่พันธุ์ แหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง ทำให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้ลดลง จนเกิดปัญหาแย่งชิงการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก จำเป็นต้องออกเรือไปทำการประมงห่างไกลจากฝั่ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น รายได้ลดลง และขาดความมั่นคงในอาชีพส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง



            นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในห้วงระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ผ่านมา นอกจากกรมประมงได้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาในภาคการประมงไทยทั้งระบบแล้ว  กรมประมงได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการชุมชนประมงของตนในการจัดการทรัพยากร  การบำรุงรักษา  การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มและจัดให้มีการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 รวมทั้งการช่วยเหลือและสนับสนุนในกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนประมง ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้า ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้



            โดยเมื่อปีที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน 22 จังหวัดชายทะเล จำนวน 144 ชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน อาทิ กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ : โดยการพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในชุมชน เช่น การสร้างซั้งกอ  ซั้งเชือกสำหรับเป็นแหล่งอาศัย ที่หลบภัย ที่วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ  / การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ / ธนาคารสัตว์น้ำชุมชน ฯลฯ  การพัฒนาปรับปรุงการจับสัตว์น้ำ : โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องมือทำการประมงตามมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชนและชนิดสัตว์น้ำ และการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  การเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าสัตว์น้ำ : กิจกรรมการเก็บรักษาและการแปรรูปสัตว์น้ำตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคได้บริโภคสัตว์น้ำที่มีคุณภาพ  โดยกรมประมงได้ทำเชื่อมโยงตลาดเพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายผ่านองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมโรงแรม  สมาคมการท่องเที่ยว  ภัตตาคารร้านอาหารผ่านระบบการซื้อขายออนไลน์  (Fisheries Shop)  ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Fisherman Village Resort) ให้กับชุมชนประมงท้องถิ่นที่มีศักยภาพ จนกระทั่งวันนี้ ผลของการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถช่วยให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในท้องถิ่นทั้ง 144 ชุมชน มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ



            ซึ่งจากผลความสำเร็จที่ผ่านมา ในปีนี้ กรมประมงจึงได้ผลักดันโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมงต่อไป โดยจะขยายโครงการไปยังชุมชนที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านประมงชายฝั่งอีก 250 ชุมชน ซึ่งกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่น ให้เกิดความมั่นคงของอาชีพประมงภายใต้ความยั่งยืนของทรัพยากร ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน ที่ได้เน้นย้ำว่าเกษตรกรพี่น้องชาวประมงจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

ซีพีเอฟ ติดอันดับดัชนีความยั่งยืน DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6


บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI (Dow Jones Sustainability Indices) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6  ประเภทดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของ ซีพีเอฟ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI อย่างต่อเนื่อง เป็นการตอกย้ำการดำเนินงานของบริษัทฯด้วยความรับผิดชอบ จากการบริหารจัดการกระบวนผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตและใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร 



DJSI เป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก จัดทำขึ้นโดย S&P Global โดยเชิญบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทั่วโลกกว่า 3,500 แห่งใน 61 กลุ่มอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นดัชนีที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประกอบในการตัดสินใจลงทุน

ในปีนี้ ซีพีเอฟ มีความโดดเด่นในหลายด้าน เช่น การเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights) สุขภาพและโภชนาการ (Health & Nutrition) และการบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) เป็นต้น โดยในเรื่องสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจประเมิน (Due Diligence Process) เป็นประจำทุก 3 ปี  ประกอบด้วยกระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการความเสี่ยง การติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกสายธุรกิจในกิจการประเทศไทย ตลอดจนการคิดค้นและพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นหัวใจในการผลิตอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน มากกว่า 30% ของผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสุขโภชนาการ สุขภาพและสุขภาวะที่ดี

การได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานการพัฒนาด้านความยั่งยืนของบริษัทเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลกและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยังเป็นปัจจัยส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคตนายประสิทธิ์ กล่าว

ซีพีเอฟ มีการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนระยะยาวในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) อย่างต่อเนื่อง

 ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น สังคมวิถีปกติใหม่ (New Normal) และการเข้าสู่สังคมดิจิทัล นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ความยั่งยืนด้วยการส่งมอบอาหารปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถเข้าถึงได้ ให้กับคนในสังคมทุกระดับไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่ยังรวมถึงประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนอีก 16 ประเทศทั่วโลก  ขณะเดียวกันยังได้ยกระดับมาตรการป้องกันโรคในระดับสูงสุด เพื่อดูแลสุขภาพพนักงานทุกคนให้ปลอดภัยจากโรคระบาด 

การดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของ ซีพีเอฟ เป็นส่วนสำคัญในการนำพาความภาคภูมิใจและกำลังใจให้กับพนักงานของบริษัททุกคนที่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่ประเทศชาติและสังคมนายประสิทธิ์ กล่าว 

ซีพีเอฟ ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนและร่วมสร้างสมดุลของสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนสำคัญในการช่วยโลกของเราให้ยั่งยืน

 

มกอช. เปิดสัมมนาระดมความคิด พัฒนาศักยภาพการส่งเสริมนำมาตรฐานไปใช้ ให้เกิดประโยชน์

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้มอบหมายให้ นางสาวนลินทิพย์ เพณี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมมาตรฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "การเพิ่มศักยภาพบุคลากร เพื่อการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ ของกองส่งเสริมมาตรฐาน"  โดยมีเจ้าหน้าที่กองส่งเสริมมาตรฐาน และผู้แทนจากสำนัก/กอง/ศูนย์ จำนวน 50ราย เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมธารามันตรา ชะอำ รีสอร์ท อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี



นางสาวนลินทิพย์ เพณี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมมาตรฐาน กล่าวว่า การจัดโครงการฯ ครั้งนี้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถและสมรรถนะในการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ รวมถึงเพื่อทบทวนการปฏิบัติงานที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ การแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ตลอดจนจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแนวทางการดำเนินงานในการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านการยกระดับและส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้




สำหรับกิจกรรมในการสัมมนา ประกอบด้วย การแบ่งกลุ่มทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสงคราม การระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปี 2565 และกิจกรรมปรับทัศนคติและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของบุคลากร

 

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน PRRS เกิดเฉพาะในหมู ไม่ติดต่อคน ย้ำผู้บริโภคทานหมูได้อย่างปลอดภัย เน้นเลือกซื้อจากแหล่งมาตรฐาน สังเกต "ปศุสัตว์ OK"

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการระบาดของโรค PRRS ซึ่งเป็นโรคหรือกลุ่มอาการในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจเฉพาะในสุกรว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานของ   กรมปศุสัตว์ โดยปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ และชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ในทุกพื้นที่ของไทย ติดตามสถานการณ์โรคในสัตว์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการสุ่มตรวจตามพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ต่างตื่นตัวในการดูแลสุขภาพสัตว์และการป้องกันโรคสัตว์มาโดยตลอด เมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยง จึงเร่งประสานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ทำให้การป้องกันโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคได้เป็นอย่างดี



ขอยืนยันว่าโรค PRRS เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในหมู ไม่สามารถแพร่สู่คนได้ และกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคในพื้นที่ที่ตรวจพบ ที่สำคัญผู้บริโภคสามารถรับประทานเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย เน้นการเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สังเกตสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK" ที่กรมปศุสัตว์มอบให้กับจุดจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์กว่า 7,000 แห่ง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา ตั้งแต่ต้นทางที่ฟาร์มเลี้ยงจนถึงมือผู้บริโภค สำคัญที่สุดคือการปรุงสุกทุกครั้ง ไม่ทานดิบ หรือสุกๆดิบๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงทั้งเรื่องอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง หรือไข้หูดับ" อธิบดี กรมปศุสัตว์ กล่าว



ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 กำหนดไว้ว่า หากกรณีที่เกิดโรคระบาดในสัตว์ จะต้องให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เร่งแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์แต่ละจังหวัด เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับโรคระบาด โดยกรมปศุสัตว์จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและส่งตัวอย่างซากสัตว์มาทำการชันสูตรโรคสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ ในห้องปฏิบัติการ 8 แห่งทั่วประเทศ ว่าโรคที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ในการสรุปผลตรวจ สำหรับผู้ที่พบปัญหาด้านโรคสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ สามารถติดต่อกับกรมปศุสัตว์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอพลิเคชัน "DLD 4.0" เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างทันท่วงที

 

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมอบรมให้ความรู้เรื่องพิษสุนัขบ้า ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า


เมื่อเร็วๆนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พ.ศ.2560-2563 ด้วยการร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญในการร่วมบรรยาย เพื่อสร้างอาสาสมัครปศุสัตว์รุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะในการปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมมอบคู่มือการฝึกอบรมขึ้น ณ ห้องประชุมโรงเรียนนีรชาศึกษา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน กิจกรรมนี้ริเริ่มและดำเนินการโดยสำนักงานปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นายสัตวแพทย์อนันต์ ฤกษ์ดี นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ รักษาราชการแทนปศุสัตว์พื้นที่ 3 ได้จัดอบรมอาสาปศุสัตว์ โรคพิษสุนัขบ้า



สัตวแพทย์หญิงชนัดดา เครือประดับ ผู้ประสานงานโครงการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก หนึ่งในวิทยากรร่วมบรรยาย กล่าวว่า โรคพิษสุนัขบ้า เป็นหนึ่งในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 59,000 คนทั่วโลก และต้องจบชีวิตลงด้วยโรคนี้ทั้งๆที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จึงมุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการป้องกันโรค สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการทำวัคซีนและทำหมันให้กับสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกในการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้องค์กรฯยังมีแผนจะมอบวัคซีนเพื่อสมทบให้กับกรมปศุสัตว์ในโอกาสต่อไปอีกด้วย



แนวโน้มของสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ถึง 10 คน  โดยมีปี 2559 มีผู้เสียชีวิตมากถึงจำนวน 14 คน แต่จากการมุ่งแก้ปัญหาผ่านการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด อาทิ กรมปศุสัตว์ ช่วงปี 2560-2562 ทำให้พบผู้ป่วยจำนวนปีละ 3 คน แสดงให้เห็นว่ามีการควบคุมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงกระนั้นตัวเลขของผู้ป่วยในแต่ละปียังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีหนึ่งในสาเหตุหลักคือ คนไทยทั่วประเทศส่วนหนึ่งยังขาดความรู้และตระหนักในเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและการป้องกันอย่างถูกต้องโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล



ที่ผ่านมาทางองค์กรฯ ได้ทำงานภายใต้โครงการ Life’s better with dogs  ซึ่งใช้แนวทาง ด้านสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และให้การสนับสนุนแนวปฏิบัติที่เรียกว่า CNVR  ได้แก่ Catch คือ การจับสุนัขและแมว N คือ Neuter การทำหมัน V คือ Vaccinate การฉีดวัคซีน และ R คือ Return การนำกลับไปที่เดิม สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีควบคุมจำนวนประชากรสุนัขอย่างมีมนุษยธรรมและยั่งยืน อีกทั้งการมอบความรู้และการสร้างความตระหนักให้สังคมได้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นด้านสวัสดิภาพสัตว์และการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะในทุกชุมชนคนและสัตว์มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ดังจะเห็นได้จากการเกิดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน การดูแลให้สัตว์มีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี เปรียบเสมือนการดูแลให้คนเรามีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการ Life’s Better With Dogs 1 รายชื่อ 1 วัคซีน ได้ที่ www.worldanimalprotection.or.th/BetterWithDogs ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการมอบวัคซีน 11,500 เข็มให้กับกรมปศุสัตว์เพื่อช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดทั่วประเทศ รวมถึงจัดทำคู่มือการฝึกอบรมอาสาสมัครปศุสัตว์อีกเป็นจำนวน 10,000 เล่ม ในการสร้างความตระหนักให้กับคนในสังคมในการดูแลสุนัขอย่างมีความรับผิดชอบอีกด้วย

 

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดงบ 1,600 ล้านบาทเสริมศักยภาพสหกรณ์การเกษตรรวบรวมข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นตัน หวังดันราคาข้าว


 

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาเกษตรกรนำข้าวไปตากบนถนนเริ่มลดลงแล้ว หลังจากที่ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเพื่อให้เร่งลงพื้นที่ติดตามปัญหาดังกล่าว และประสานสหกรณ์ที่มีลานตาก ลานเท และโกดังในพื้นที่ ได้อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ใช่สมาชิกเข้าใช้พื้นที่ ได้โดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งคาดว่าปีการผลิตหน้าปัญหาเช่นนี้คงไม่เกิดอีก เนื่องจากได้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เสนอโครงการปรับโครงสร้างการผลิตการรวบรวมและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตรปีงบประมาณ 2564 วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท ล่าสุดผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว



"การช่วยพัฒนาสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้ทั่วกัน เพราะจะช่วยสหกรณ์ พัฒนา ยุ้ง ฉาง ลานตากจะช่วยให้สมาชิกขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้น เช่นกรณีที่เกษตรกรนำข้าวมาตากบนถนนในบางจังหวัด เพราะเกษตรกรเกี่ยวสดราคาข้าวก็จะโดนกด  โดนบีบจากพ่อค้า เหลือ 10 บาทต่อกิโลกรัม พี่น้องเกษตรกรจึงต้องตากข้าวบนถนน จึงต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยด่วน ซึ่งมองอีกมุมการนำข้าวไปตากไว้ตามริมทางก็กระทบต่อผู้ใช้ถนน เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแต่เขาไม่มีที่เก็บข้าว ฉะนั้นทุกอย่างเกี่ยวพันกันหมด หากสหกรณ์มีอุปกรณ์ยุ้งฉาง ลานตากและเครื่องอบลดความชื้นให้บริการในราคาเป็นธรรมเกษตรกรก็จะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น" นางสาวมนัญญากล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ทั่วประเทศมีโกดัง ฉาง ลานตาก เครื่องอบลดความชื้น รวมทั้งสิ้น 483 สหกรณ์ ใน 58 จังหวัด จำนวนอุปกรณ์ที่มีประมาณ 1,625 อุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดได้มีสหกรณ์ที่เปิดพื้นที่ลานตากโกดังและฉาง ให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปได้เข้าไปใช้บริการตากข้าวแล้ว โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับงบประมาณวงเงิน 1,600 ล้านบาทนั้น เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ ภายใต้กรอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท อยู่ในแผนงานที่ 3.1 โดยทางสศช.ได้เห็นชอบแล้ว ขณะนี้รอสศช.แจ้งไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อแจ้งกรมบัญชีกลางจ่ายเงินงวดที่1 ให้กับกรมฯนำไปจัดสรรให้สหกรณ์ที่เสนอโครงการเข้ามา 



ทั้งนี้ โครงการจะจัดงบอุดหนุนให้กับสถาบันเกษตรกร ที่ได้แจ้งความจำนงขอสนับเงินอุดหนุนเข้ามา โดยทั้งหมดได้ยืนยันโครงการกับกรมแล้ว โดยแต่ละแห่งต้องสมทบเงินของสหกรณ์เองอีก10% เพื่อดำเนินโครงการสร้างยุ้ง ฉาง ลานตาก เครื่องอบลดความชื้น มีทั้งหมด 32 จังหวัด 42 สหกรณ์ ส่วนมากอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉพาะสร้างโกดัง ลานตาก ไซโล วงเงิน 875 ล้านบาท 63 แห่งใน 32 จังหวัด 42 สหกรณ์ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มศักยภาพในการรวบรวมข้าวเพิ่มได้อีก 5 หมื่นตันในแต่ละฤดูการผลิต ทั้งนี้ กรมได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการแต่ละจังหวัดมีสหกรณ์จังหวัด เป็นประธานติดตามงานเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนงานงบประมาณ

                          

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เกษตรฯ เผยผลการจ่ายเงินเยียวยาชาวสวนลำไย


 

เกษตรฯ เผยภาพรวมโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ไร่ละ 2,000 บาท ชี้ให้การช่วยเหลือดูแลเกษตรกรอย่างทั่วถึง ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรส่งรายชื่อให้ ธ.ก.ส. โอนเงินเรียบร้อยแล้ว วงเงินกว่า 2,700 ล้านบาท พบข้อมูลเกษตรกรถูกต้องและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ 202,013 ครัวเรือน เกินเป้า 2,013 ครัวเรือน เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบเพิ่มเติม



นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 1/2564 ว่า ตามที่ ครม.อนุมัติการช่วยเหลือโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2563 อัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่/ครัวเรือน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 โดยเกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป) เพื่อฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบด้านการผลิตและตลาดจากสถานการณ์โควิด-19 นั้น ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตรวจสอบรับรองสิทธิ์ของเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์โครงการฯ และแจ้งข้อมูลเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการบริหารโครงการเยียวยาชาวสวนลำไย ปี 2563 ระดับจังหวัด ส่งให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเรียบร้อยแล้ว โดยมีครัวเรือนเกษตรกรทั้งสิ้น 202,013 ครัวเรือน พื้นที่ 1,429,013.09 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2563) เกินเป้าหมายไป 2,013 ครัวเรือน พื้นที่ 11,742.22 ไร่ คิดเป็นเงินจำนวน 23,484,435 บาท จากมติ ครม.ที่เห็นชอบครัวเรือนเกษตรกรทั้งสิ้นไม่เกิน 200,000 ครัวเรือน จึงเตรียมเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าบริหารจัดการโครงการสำหรับ ธ.ก.ส. ครัวเรือนละ 7 บาท 




กรณีที่มีครัวเรือนเกษตรกรเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งไม่เกินกรอบวงเงินที่เสนอไว้จำนวน 3,440,049,735 บาท โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินทางไป Kick Off ร่วมมอบเงินเยียวยาชาวสวนลำไยในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ ที่จังหวัดจันทบุรี



ด้านนางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการโอนเงินจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบที่ 1 จำนวน 200,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1,417,270.87 ไร่ และรอบที่ 2 จำนวน 2,013 ครัวเรือน พื้นที่ 11,742.22 ไร่ ซึ่งผลการจ่ายเงินให้เกษตรกรโดย ธ.ก.ส. ในรอบที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 พบว่า มีบัญชีเกษตรกรที่โอนเงินสำเร็จ จำนวน 194,706 ครัวเรือน พื้นที่ 1,386,668.17 ไร่ จำนวนเงิน 2,773,336,345 บาท โอนเงินไม่สำเร็จ จำนวน 29 ครัวเรือน พื้นที่ 232.08 ไร่ จำนวนเงิน 464,155 บาท โดยขอให้เกษตรกรนำบัญชีไปตรวจสอบที่ ธ.ก.ส. ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีหนังสือประสานงานไปยังจังหวัดที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการแจ้งเกษตรกรทราบแล้ว และมีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินได้ จำนวน 5,265 ครัวเรือน พื้นที่ 30,370.62 ไร่ จำนวนเงิน 60,741,240 บาท เนื่องจากไม่พบบัญชี หรือพบบัญชีแต่บัญชีไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่สามารถโอนเงินได้ ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องดำเนินการเปิดบัญชีที่ ธ.ก.ส.สาขา ในชื่อของตนเอง

สุกรไทยยืนหนึ่งแถวหน้าเอเชีย... ย้ำ PRRS-ASF ไม่ติดคน


 

สุกรไทยยืนหนึ่งแถวหน้าเอเชีย... ย้ำ PRRS-ASF ไม่ติดคน

โดย ผศ. ดร. นายสัตวแพทย์ ดุสิต เลาหสินณรงค์ และ รศ. ดร. นายสัตวแพทย์ กัมพล แก้วเกษ หน่วยสร้างเสริมสุขภาพและผลผลิตสุกร ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

การเลี้ยงสุกรของประเทศไทยมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยไม่น้อย ระบบการเลี้ยงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชีย สัตวแพทย์สุกรของไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาในหลายประเทศของภูมิภาคนี้ เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา ขณะที่การผลิตสุกรส่วนใหญ่ของบ้านเรา ยังเป็นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีบริโภคอย่างเพียงพอ ไม่เคยขาดแคลน

แม้สุกรไทยจะยืนหนึ่งเป็นสุกรที่มีมาตรฐานสูงของเอเชีย แต่ในประเทศเรากลับมีข่าวเท็จเกี่ยวกับโรคระบาดในสุกรเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์หลายครั้ง อาทิ ข่าวสุกรป่วยเป็นเอดส์ ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงคือ โรคเอดส์ไม่ใช่โรคของสุกร และไม่มีโรคนี้ในตำราทั้งไทยและเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าข่าวเท็จที่เกิดขึ้นนี้ มุ่งหวังเพื่อทำให้สูญเสียเสถียรภาพราคาสุกร เนื่องจากจะทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งตระหนก เป็นผลให้พ่อค้าคนกลางอ้างภาวะตลาด และกดราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มของเกษตรกร แต่นำไปขายต่อในราคาเนื้อสุกรที่ปรับสูงขึ้น โดยอ้างว่าสุกรตายมากเนื่องจากโรคระบาด ทำให้พ่อค้าได้กำไรแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขาดทุน หรือแม้แต่กรณีข่าวการระบาดของโรค PRRS ในประเทศไทยอย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดใน จ.สระแก้ว และโรค ASF ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนก และเกรงว่าจะติดต่อสู่คนได้จากการบริโภคเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ ซึ่งขอยืนยันซ้ำอีกครั้งว่าโรคทั้งสองของสุกรนี้ ไม่ติดต่อสู่คน และขออธิบายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

โรค PRRS (พีอาร์อาร์เอส หรือ เพิร์ส) เป็นโรคติดต่อในสุกรเท่านั้น เกิดจากเชื้อไวรัส ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจของสุกร โรคนี้พบราว พ.ศ.2523 จนกระทั่งปี พ.ศ.2534 ได้มีการบัญญัติชื่อโรคนี้ว่า “Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome” หรือ PRRS โรคนี้พบได้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เป็นโรคที่ก่อปัญหาและความเสียหายให้กับการเลี้ยงสุกรจนถึงปัจจุบัน สำหรับการป้องกันนั้นปัจจุบันมีวัคซีนจำหน่าย และเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วัคซีนนี้ ซึ่งช่วยลดการสูญเสียได้ ทั้งนี้ โรคนี้ไม่เคยมีรายงานการติดต่อสู่คน จึงไม่ต้องกังวลต่อการบริโภค 

ข่าวเท็จที่ส่งต่อกันมานั้น จะเชื่อมโยงโรค PRRS กับโรคเอดส์ โดยอ้างว่าสุกรเป็นเอดส์ห้ามบริโภค ทั้งสองโรคนี้เหมือนกันที่ไวรัสก่อโรคเป็นชนิด RNA สำหรับความแตกต่างระหว่างโรค PRRS กับโรคเอดส์มีหลายประการ สิ่งแรกคือ ไวรัสก่อโรคเป็นคนละชนิดกัน ตามที่ทราบกันว่าโรคเอดส์นั้นเกิดจากเชื้อไวรัส HIV อยู่ในวงศ์ Retroviridae ขณะที่ไวรัส PRRS อยู่ในวงศ์ Arteriviridae สำหรับอาการของโรคก็แตกต่างกัน แม้ว่าไวรัสทั้งสองนี้จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันถูกกด (immunosuppression) แต่โรค PRRS จะมีอาการหลัก 2 ระบบคือ ระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจ กล่าวคือ แม่สุกรจะพบปัญหาระบบสืบพันธุ์เป็นหลัก ขณะที่สุกรขุนจะมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ต่างจากโรคเอดส์ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบต่าง ๆ ไม่เน้นระบบใดระบบหนึ่ง ดังนั้นโรค PRRS จึงไม่ใช่โรคเอดส์ในสุกร และไม่ติดต่อก่อโรคในคน

ส่วนโรค ASF (เอเอสเอฟ) เป็นโรคจากเชื้อไวรัสเก่าแก่โรคหนึ่งของสุกร พบครั้งแรกปี พ.ศ.2452 ที่ประเทศเคนยา มีชื่อเต็มว่า “African Swine Fever” เนื่องจากชื่อโรคภาษาอังกฤษตรงกับโรคสุกรโรคหนึ่งคือ “Swine Fever” หรือ “Classical Swine Fever” (CSF) โดยโรคนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า hog cholera ซึ่งคำว่า “cholera” แปลว่า อหิวาตกโรคดังนั้น จึงบัญญัติชื่อโรค ASF ภาษาไทยว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรโดยโรคนี้ยังไม่มียาและวัคซีน เป็นโรคที่สร้างความเสียหายแก่การเลี้ยงสุกรอย่างมาก หลายประเทศที่มีโรคนี้ระบาด ทำให้สุกรตายอย่างใบไม้ร่วง และยากที่จะกำจัด ด้วยชื่อโรคทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่า โรคนี้จะติดต่อสู่คนได้ และก่อให้เกิดโรคอหิวาตกโรค เนื่องจากชื่อโรคมีคำว่า อหิวาต์ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงในคน เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตได้ จึงทำให้ผู้ไม่หวังดีสร้างข่าวเท็จ ทั้งนี้ โรคอหิวาตกโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ขณะที่โรค ASF เกิดจากเชื้อไวรัส โรค ASF นี้มีมานานกว่าร้อยปี แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโรคนี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่โรคอหิวาห์ตกโรค และไม่ติดต่อก่อโรคในคน

โรค ASF นี้มีการระบาดในประเทศจีนเมื่อปีพ.ศ.2561 ทำให้โรคนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว มีมาตรการการเฝ้าระวังและป้องกันโรค โรคนี้ระบาดเข้าสู่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมา ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังคงป้องกันโรคนี้ได้ และยังไม่มีการระบาด ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันทุกภาคส่วนทั้ง หน่วยงานรัฐ (นำโดยกรมปศุสัตว์) หน่วยงานเอกชน (ฟาร์มสุกร) มหาวิทยาลัย และสัตวแพทย์สุกร

ความที่โรคนี้ยังไม่สามารถพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันโรคได้ ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัส ดังนั้น แนวทางเดียวคือการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ประเทศไทยสามารถดำรงสถานภาพการเป็นประเทศปลอดโรค ASF ได้ จึงส่งผลดีต่อธุรกิจการเลี้ยงสุกรและเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ ลดภาระของรัฐบาลในภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เป็นอย่างดี

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...