วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

อธิบดีฯประพิศ ขานรับมาตรการ กษ. สั่งเข้มคุมการระบาดของโรคโควิด 19



    กรมชลประทาน สั่งให้เจ้าหน้าที่ WFH 100% ตามมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ และ ศบค. โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการเป็นสำคัญ เพื่อลดความแออัดในสถานที่ปฏิบัติงาน

   นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน  ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโคโรน่า 2019 กระจายออกไปเป็นวงกว้าง จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อสั่งการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ศบค. อย่างเคร่งครัด เบื้องต้นให้หน่วยงานในสังกัดปรับแผนการปฏิบัติงาน ของบุคลากรทุกประเภท ยกเว้นงานที่จะต้องบริการประชาชน บริการหน่วยงานภายนอก เป็นปฏิบัติงานที่บ้าน(Work Form Home : WFH) 100 % ตั้งแต่วันที่ 12 - 31 ก.ค. 64  เพื่อลดความแออัดในสถานที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดสีแดง และสีแดงเข้ม  ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  ส่วนพื้นที่อื่นๆ ขอให้พิจารณาตามมาตรการที่เข้มงวดของจังหวัดนั้นๆ สำหรับการประชุมหารือ สัมมนา ขอให้ใช้ระบบสารสนเทศหรือระบบออนไลน์เป็นหลัก ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการให้บริการต่อประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งงานส่งน้ำ บำรุงรักษา งานป้องกัน บรรเทาภัย และการรักษาความปลอดภัย เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่มาขอรับบริการ   

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บ.ผลิตอาหารสัตว์ปีกชั้นนำระดับโลก ยกนิ้ว ฟาร์มวังสมบูรณ์ CPF ต้นแบบฟาร์มไก่ไข่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์สูงเทียบสากล



   ผู้นำรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมไข่ไก่ ชาวแคนาดา ในโครงการ  Young Egg Leader 2020/2021 ของคณะกรรมการไข่สากล (International Egg Commission) ยกย่อง ฟาร์มวังสมบูรณ์ ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) ที่ได้มาตรฐานของสหภาพยุโรป และได้รับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์เป็นฟาร์มแรกของประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยความรับผิดชอบ ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

    นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นาย Jon Krahn ผู้บริหารของบริษัท Paragon Feed Corp  ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสำหรับสัตว์ปีกรายใหญ่ของประเทศแคนาดา เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ที่ร่วมโครงการ  Young Egg Leader 2020/2021  ได้แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารในวงการอุตสาหกรรมไข่ไก่ทั่วโลก ผ่าน Poultry World วารสารปศุสัตว์ระดับโลก ของประเทศเนเธอแลนด์  และได้ชู "ฟาร์มวังสมบูรณ์" ของซีพีเอฟ เป็นต้นแบบฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free)  ที่ประยุกต์มาตรฐานของสหภาพยุโรปมาใช้ เป็นการผลิตอาหารที่รับผิดชอบ รองรับแนวโน้มความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมไข่ที่ยั่งยืน



   "การที่ฟาร์มวังสมบูรณ์ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากแหล่งผลิตยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งบริษัทฯ ให้ตระหนักเรื่องนี้มาโดยตลอด และเดินหน้าขยายการผลิตไข่ไก่จากฟาร์มแบบไม่ใช้กรงเป็น 15 ล้านฟองในปี 2564 นี้ เพื่อร่วมส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกฟอง" นายสมคิดกล่าว

   ซีพีเอฟ ได้พัฒนาฟาร์มวังสมบูรณ์ เพื่อผลิตไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรง (เคจฟรี) ตั้งแต่ปี 2561 โดยประยุกต์ใช้มาตรฐานของสหภาพยุโรป ซึ่งแม่ไก่ไข่ถูกเลี้ยงแบบธรรมชาติ ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ ความหนาแน่นไม่เกิน 9 ตัวบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีการนำระบบคอมพิวเตอร์และระบบอัตโนมัติควบคุมการผลิต อุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา ควบคู่กับการควบคุมและป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ติดตั้งระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming  



   ฟาร์มมีการจัดสภาพแวดล้อมสอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างอิสระ เช่น มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 15 เซนติเมตร/ตัว มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซ้ขนทำความสะอาดตัวเอง แม่ไก่มีอิสระ ส่งผลให้แม่ไก่ไข่อยู่อย่างสุขสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง และอารมณ์ดี ไม่ป่วยง่าย ส่งผลให้ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง



   ทั้งนี้ โครงการ Young Egg Leader 2020 จัดขึ้นโดย คณะกรรมการไข่สากล (International Egg Commission) เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ของอุตสาหกรรมไข่ไก่ทั่วโลก โดยการให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ประกอบการและภาครัฐชั้นนำทั่วโลกสู่การพัฒนาห่วงโซ่การผลิตไข่อย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

สืบ สตม.เปิดยุทธการ “ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ”บุกจับกุมหัวหน้าแก๊งค์ค้ายาเสพติดชาวเยอรมันหนีมากบดานที่ไทย



   บก.สส.สตม.เปิดยุทธการ ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ ( Operation 2 Island ) นำหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนและหมายค้น เข้าจับกุม ๒ ผู้ต้องหาชาวเยอรมันคดีค้ายาเสพติดที่ทางการเยอรมันต้องการตัวเนื่องจากเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตและค้ายาเสพติด(สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท)ให้กลุ่มแก๊งค์กระจายออกขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายเสพแล้วถึงกับเสียชีวิต หลังก่อคดีหนีกบดานที่ประเทศไทยนายหลายปี ทางการเยอรมันประสานทางการไทยให้จับกุมและส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

   พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมทีมสืบสวน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย,พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ปฎิญญา จีรชนาสิน ผกก.๒ บก.สส.สตม. ติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดชาวเยอรมัน ตามที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทยขอให้ส่งตัว นาย Alex KARTUN สัญชาติเยอรมันและรัสเซีย และนาย Alexander WOLFIEN สัญชาติเยอรมัน เป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีความผิดฐานค้ายาเสพติด (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 14 คดี  ความผิดฐานค้าสารที่ออกฤทธิ์ทางประสาทชนิดใหม่ (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 2 คดี 



    ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ข้อมูลว่า ได้ทำการจับกุมกลุ่มขบวนการผลิตยาเสพติด จำนวนประมาณ 20 คน ซึ่งทำการผสมสารเคมีกับสารสมุนไพร ให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเหมือนกัญชา และกระจายขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายถึงแก่ความตาย แต่ปรากฏว่า นาย Alex KURTEN ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว ได้หลบหนีออกจากเยอรมัน พร้อมกับลูกน้อง นาย Alexander WOLFIEN จึงได้มีการออกหมายจับ และหมายแดง Interpol ในเวลาต่อมา 



    จากนั้น ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ส่งคำร้องขอต่อรัฐบาลไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากมีข้อมูลว่าบุคคลทั้งสองราย ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย ศาลอาญาจึงออกหมายจับ นายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) และ นายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) (หมายจับศาลอาญาที่ 150/2564 และ 151/2564  ลง 20 เม.ย.64) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ค้ายาเสพติด” (ผู้ร้ายข้ามแดน) หลังจากได้รับคำสั่ง พ.ต.ท.ทวีป ช่างต่อ รอง ผกก.๒ บก.สส.สตม. พ.ต.ท.พิเชษฐ์ แสงบัณฑิตย์ สว.กก.๒ บก.สส.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวน กก.๒ บก.สส.สตม. จึงได้แบ่งกำลังออกสืบสวนติดตาม และเฝ้าสังเกตการณ์ จากการสืบสวนทราบว่านายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) กบดานอยู่ที่วิลล่าหรูบนเกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี ส่วนนายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) กบดานอยู่ที่บริเวณใกล้กับหาดราไวย์ เกาะภูเก็ต โดยทั้งสองคนอยู่กับกลุ่มเพื่อนชาวรัสเซียที่คอยให้ความช่วยเหลือและเป็นหูเป็นตาให้หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการติดตามสืบสวน เมื่อเป็นที่แน่ใจแล้ว วันที่ ๖ ก.ค. ๒๕๖๔ จึงได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดภูเก็ต และศาลจังหวัดสมุย แบ่งกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นทั้งสองแห่ง และจับกุมตัวตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อประสานส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป 

   พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามขบวนการผลิตและค้ายาเสพติดรายใหญ่ในประเทศเยอรมัน ซึ่งผู้ต้องหาหลบหนีมายังประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดของชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสมายัง สตม. Call center 1178 หรือ www.immigration.go.th        


นักวิจัย คณะเกษตร มก. คิดค้นเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย ลดเวลาผลิต ได้เมล็ดเต็ม 60%


    นักวิจัยคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน คิดค้นเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย ช่วยย่นเวลาการผลิต ได้เมล็ดเต็ม 60 % เพิ่มศักยภาพการผลิตและรายได้ให้แก่ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่สูง


    ปัจจุบันการกะเทาะผลกะลาแมคคาเดเมีย นิยมใช้ใบมีดกะแทก โดยใช้แรงงานคนที่มีความชำนาญและใช้เวลานาน สามารถกะเทาะได้ครั้งละ 1 ผล เท่านั้น 1 กิโลกรัม ใช้เวลา 2 - 3 ชั่วโมง ส่งผลให้การผลิตล่าช้า และทำให้เมล็ดแมคคาเดเมียที่กะเทาะแล้วได้รับความเสียหายเมล็ดแตกไม่สมบูรณ์


           

    รศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม อาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัย ได้ผลิตเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกรจากในพื้นที่สูง กล่าวว่า ได้คิดค้นเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย จากโครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตแมคคาเดเมียอบแห้งสำหรับชุมชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินการพัฒนาเครื่องกะเทาะแมคคาเดเมียที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเขตพื้นที่ บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า และ บ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ โดยร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อาทิตย์ เวนติเลเตอร์ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการการแปรรูปแมคคาเดเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ภายในเครื่องดังกล่าวประกอบด้วย ถังพักเมล็ด ตัวป้อนเมล็ด ตัวมีดหมุน ใบมีดตัด 6 ใบ(ปรับระยะได้) และเกียร์ทดรอบ 1 ตัว ส่วนภายนอกเครื่องมีถาดรองรับเมล็ดแมคคาเดเมียที่กะเทาะแล้ว การทำงานของเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย เริ่มจากนำผลกะลาแมคคาเดเมียใส่เข้าด้านบนของเครื่องกะเทาะ ผลกะลาแมคคาเดเมียจะตกลงไปภายในเครื่องมีแกนหมุน เพื่อให้ไปกระทบกับชุดใบมีดสำหรับการกะเทาะผลกะลาให้แตก จากนั้นกะลาและเนื้อในที่แยกออกจากกัน จะตกลงสู่ถาดรองรับภายนอกเครื่องกะเทาะ และนำผลของเมล็ดที่ได้ไปทำการคัดแยกต่อไป


    เครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย สามารถช่วยย่นเวลาการผลิต ตอบโจทย์ในระดับวิสาหกิจชุมชน และได้ผลของเมล็ดเต็มถึง 60โดยผลแมคคาเดเมีย 1 กิโลกรัม จะใช้เวลาในการกะเทาะประมาณ 30 นาที ซึ่งต่างจากเดิมใช้เวลา 2 - 3 ชั่วโมง ขณะนี้กำลังพัฒนาวิธีการของเครื่องนี้ที่จะทำให้ได้เมล็ดเต็มมากขึ้น โดยมีการวางเป้าหมายการขยายผลไปสู่การสร้างศูนย์เรียนรู้การแปรรูปแมคคาเดเมียสำหรับชุมชน เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้การแปรรูปการผลิตแมคคาเดเมีย โดยใช้เครื่องกะเทาะแมคคาเดเมียให้แก่ชุมชนและเกษตรกร ก่อให้เกิดรายได้ มีอาชีพใหม่ โดยจะมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสำหรับการแปรรูปแมคคาเดเมีย สามารถผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป


    เกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สนใจเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย เพื่อให้ได้เมล็ดเต็มสมบูรณ์นำไปแปรรูปแมคคาเดเมียให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่า สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 08 1390 0091 หรือ e-mail : taneesree@yahoo.com

 

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ประกาศความมุ่งมั่น จับมือคู่ค้าธุรกิจ ต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าตลอดห่วงโซ่อุปทาน



   บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ประกาศความมุ่งมั่น ร่วมปกป้อง ฟื้นฟู  รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จับมือคู่ค้าธุรกิจจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน ขับเคลื่อนเป้าหมาย "องค์กรคาร์บอนต่ำ" ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของประชากรโลก  



   นายประสิทธิ์  บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ  กล่าวว่า  ซีพีเอฟ ได้ประกาศความมุ่งมั่นว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าเป็นศูนย์ (Biodiversity and Zero Deforestation) ภายในปี 2573  ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านกลยุทธ์ "ดิน น้ำ ป่า คงอยู่" ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน คือ "อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่"  โดยให้ความสำคัญตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)  

   ความมุ่งมั่นฯดังกล่าว นอกจากครอบคลุมกิจการซีพีเอฟและบริษัทย่อย ซึ่งประกอบด้วย  ธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ (การเลี้ยงสัตว์บกและสัตว์น้ำ) และ ธุรกิจอาหาร (การผลิตอาหารและช่องทางการจำหน่าย)  ยังรวมไปถึงคู่ค้าธุรกิจ เกษตรกรกรที่จัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรให้กับบริษัท อาทิ  ข้าวโพด ปลาป่น น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจ และเกษตรกร เพื่อยุติการบุกรุกพื้นที่ป่า ด้วยกระบวนการจัดซื้อที่รับผิดชอบผนวกกับระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน



   ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถระบุถึงแหล่งปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่บุกรุกป่าได้ครบ 100% และยังได้ต่อยอดนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบ  ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการ "เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน" เพื่อส่งเสริมและแบ่งปันความรู้แก่เกษตรกรข้าวโพดในประเทศไทยในการเพาะปลูกที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ลดการใช้สารเคมี ช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาและปฏิบัติตามแผนจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plans) ติดตามประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับของคู่ค้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า  รวมไปถึงการตรวจประเมินคู่ค้าเพื่อตรวจสอบ ประเมินการดำเนินงานและแนวปฏิบัติในความสามารถตรวจสอบย้อนกลับกับกลุ่มผู้ผลิต

   “ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ  ซึ่งมีความสำคัญต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารและความมั่นคงทางอาหาร จึงได้ประกาศความมุ่งมั่น ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า” นายประสิทธิ์ กล่าว  

   นายประสิทธิ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ประกาศความมุ่งมั่นเพื่อร่วมยุติปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าไม้  มีผลต่อเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  จากการที่ต้นไม้ช่วยกักเก็บคาร์บอน ปกป้องสุขภาพดิน ป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายและชะลอความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ตัดไม้ทำลายป่าตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนร่วมอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟู  ผืนป่าทั้งป่าบกและป่าชายเลน ผ่านการ ดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ  โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ฟื้นฟูป่า  ต้นน้ำในพื้นที่ ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ. ลพบุรี   โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน  อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่  ในพื้นที่ป่าชายเลน จังหวัดระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา และพังงา  ช่วยสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย 

จัดระเบียบตลาดสด อ.ต.ก. วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 นี้ พร้อมเปิดให้บริการตามปกติ



   จากกรณีที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ดำเนินการปิดตลาดเฉพาะบริเวณโซนตลาดสด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2564 ตามคำสั่งของสำนักงานเขตจตุจักรนั้น  อ.ต.ก. ได้เร่งดำเนินการจัดระเบียบตลาด พ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทั่วทุกพื้นที่ และล้างตลาด ทำความสะอาดแผงจำหน่ายสินค้า ผนัง เพดาน ทางระบายน้ำ ตะแกรงดักมูลฝอย ดักไขมัน ฯลฯ เป็นประจำทุกวัน  เพื่อให้ถูกต้องตามหลักการสุขาภิบาล มาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ โดย ตลาดสด อ.ต.ก. พร้อมเปิดให้บริการตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 นี้ และตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป จะจัดกิจกรรม Big Cleaning Day พ่นยาฆ่าเชื้อพื้นที่ทั้งหมดอีกครั้ง 

   นายปณิธาน มีไชยโย รองผู้อำนวยการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในช่วงเดือนมกราคม 2563 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมการป้องกันการแพร่ระบาด ยึดตามประกาศของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด  ประกอบกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ภายในตลาดสด และพื้นที่ภายในทั้งหมด  โดย อ.ต.ก.ปฏิบัติตามมาตรการของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร  กำชับให้ผู้ประกอบการ/ผู้ช่วยค้า/เกษตรกร สวมหน้ากากให้มิดชิด สวมผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม สวมถุงมือดูแลรักษาความสะอาดภายในร้าน ลดจำนวนผู้ค้าเพื่อป้องกันความแออัด และได้เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อพื้นที่ทั้งหมดของ อ.ต.ก. ทุกๆ 5 วัน ทำความสะอาดบัตรจอดรถ ทางเข้า-ออก ทุกครั้งที่มีการสัมผัส ตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ จุดบริการล้างมือภายในตลาด  และเนื่องจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงขึ้นจนกรุงเทพมหานครกลายเป็นพื้นที่สีแดง  เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อ.ต.ก.จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่บริการสาธารณสุข 17 เปิดจุดคัดกรองตรวจหาเชื้อไวรัสฯ ภายในสัปดาห์นี้ ให้แก่ผู้ประกอบการค้า แรงงานต่างด้าว และพนักงาน เจ้าหน้าที่ทุกท่าน 

   ตลอดระยะเวลาในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ อ.ต.ก. ทำงานกันอย่างหนักและเต็มที่ ซึ่งผู้ประกอบการค้าทุกร้านได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดมาตลอด เพื่อช่วยกันรักษามาตรฐานของตลาดสดน่าซื้อ และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดภายในพื้นที่  โดยหวังว่า อ.ต.ก.จะ เป็นตลาดใจกลางกรุงที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกท่าน  และขอขอบคุณผู้มาใช้บริการที่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกัน โดย อ.ต.ก.ยังเปิดให้บริการตามปกติ และดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัดจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย


วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เปิดไอเดียโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ นำเทคโนโลยียกระดับเกษตรทันสมัย ซีพีเอฟหนุนสร้างความมั่นทางอาหาร



   จากโจทย์ความต้องการให้เกษตรกรในทุกระดับ มีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีเพื่อพัฒนาตัวเอง นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ จึงเกิดเป็นกิจกรรม "Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF" จากความร่วมมือของ 42 Bangkok สถาบันสอนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งแรกของไทย ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก ร่วมกันเปิดเวทีค้นหาโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง 6 โจทย์ที่ซีพีเอฟตั้งไว้



   เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ในการยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร พัฒนาการเกษตรทันสมัย ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยการแข่งขันรูปแบบ Virtual Hackathon ด้วยกิจกรรมระดมสมองและสร้างสรรค์นวัตกรรมตามโจทย์ที่ได้รับ ภายในระยะเวลาจำกัด ซึ่งได้รับความสนใจจากโปรแกรมเมอร์เข้าร่วมการแข่งขัน 24 ทีม ทีมละ 4 คน ร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์ซอฟต์แวร์และเสนอไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรม จนได้ผู้ชนะใน 6 โจทย์ ได้แก่ 1. Excellent Farmer 2.Agriculture GIS Visualization 3.Smart Shrimp Farming 4. On-Shelf product availability with image processing 5. Document type classification and data extraction for automated data entry และ 6. Food Supply Chain (Conceptual) Model 

   สำหรับ Excellent Farmer ผู้ช่วยเกษตรกรอัจฉริยะ หรือเกษตรแม่นยำ ผู้ชนะในโจทย์นี้คือ ทีมป๊อปคอร์น และยังเป็น 1 ใน 6 ทีมผู้แข่งขันที่ชนะรางวัล เฟิรสท์ ไพรซ์ (First Prize) สำหรับทีมที่ผลงานได้คะแนนสูงสุดของทั้ง 6 โจทย์การแข่งขันด้วย 



   นายภาวิต พิมชนะกุล หรือวี ในฐานะ Developer หน้าใหม่จาก CodeCamp Thailand รับหน้าที่หัวหน้าทีมป๊อปคอร์น บอกว่า ความโดดเด่นที่ทำให้ทีมคว้ารางวัลจากโจทย์นี้มาได้ น่าจะเป็นไอเดียของแอพพลิเคชัน (แอพฯ) ที่สามารถใช้งานได้ง่าย แก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้ประโยชน์ทั้งผู้ใช้งานและเจ้าของซอฟท์แวร์ แนวคิดหลักที่ทีมใช้คือ การส่งต่อความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ที่มีทั้งการสังเกต ตั้งสมมติฐาน ทดลอง และสรุปผล โดยผลลัพธ์จากการทดลองแต่ละครั้งจะทำให้ซอฟท์แวร์ฉลาดขึ้น จึงสามารถช่วยให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมจากเกษตรกรรุ่นก่อนที่มีประสบการณ์ได้ หรือเกษตรกรที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ก็สามารถทดลองเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการเพาะปลูกข้าวโพดได้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแอพฯ “Corn-Lab” ที่หมายถึง Lab (ห้องทดลอง) ที่ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า collaboration หมายถึงการร่วมมือกัน ภายใต้แนวคิด “ให้การปลูกข้าวโพดเป็นเรื่องสนุก ง่าย และได้คุณภาพ” แอพฯนี้จะเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด ตั้งแต่เริ่มปลูก การแก้ปัญหาการเพาะปลูก รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนผู้ปลูกข้าวโพด นำไปสู่การสร้างห้องเรียนผู้เชี่ยวชาญ และแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรทั่วประเทศ มีการนำเทคโนโลยี Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) มาใช้ในการเพาะปลูก ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเป็น "เกษตรกรแม่นยำ" และเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น 

   “ทีมป๊อปคอร์น เชื่อว่า “Corn-Lab” จะทำให้องค์ความรู้ของการเพาะปลูกที่ถูกสั่งสมมา สามารถนำไปต่อยอดผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยไม่สูญหายไป คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้บันทึกความรู้ที่สั่งสมและสืบทอดมาจากภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าผู้มากประสบการณ์ ผสานเข้ากับการทดลองผิดถูกเพื่อต่อยอดหาแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนา หาคำตอบที่ดียิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นี่คือจุดแข็งและจุดขายของแอพฯ “Corn Lab” ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพันธุ์พืช หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ก็ตาม” นายภาวิต กล่าว

   ส่วนอีกโจทย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Smart Shrimp Farming ฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ พัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือนแบบปิด โจทย์นี้ ทีม ฟอเรสท์ ชริมพ์ (Forrest Shrimp) ได้คะแนนสูงสุด นายกนิษฐ์ ฉัตรเวทิน หรือเอ็กซ์ วิศวกร บจ. ไอชิน ทากาโอกะ เอเชีย บอกว่า หลังจากทีมทราบความต้องการ ว่าต้องทำฟาร์มเป็น Automation และต้องแก้ Pain Point ปัญหาหลักเรื่องการใช้พลังงาน สำหรับเครื่องเติมออกซิเจนในน้ำที่ต้องทำงานตลอดเวลา ต่อยอดสู่ฟาร์มจะสมาร์ทได้ต้องควบคุมคุณภาพน้ำ การให้อาหารที่เชื่อมโยงกับเรื่องต้นทุน โดยทีมตกลงที่จะทำ Platform Automation เพื่อเป้าหมาย “ทำสมาร์ทฟาร์มที่ช่วยลดต้นทุน” จากนั้นจึงสรรหาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ แล้วเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกมา งานนี้นอกจากจะได้ฝึกทักษะและท้าทายความสามารถของตนเองและทีม ที่ต้องคิดนวัตกรรมภายในเวลาอันสั้นแล้ว เชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาง่ายๆที่ทีมคิดเพื่อตอบโจทย์ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ซีพีเอฟนำไปต่อยอดในธุรกิจต่อไป



   ขณะที่โจทย์ที่เกี่ยวโยงถึงเรื่องอาหารอย่างเช่น Food Supply Chain Model โมเดลการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหาร ใช้เทคโนโลยีเรียลไทม์ และบล็อกเชน (Blockchain) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัท ตรวจสอบย้อนกลับและสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ คะแนนสูงสุดเป็นของ ทีม ที เอ็ม ดี (TMD) ตัวแทนของทีม นายชัยพร จรูญวิทย์ หรือแตง ที่ประกอบกิจการร้านขายของตนเอง และได้ใช้องค์ความรู้จาก ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ร่ำเรียนมาสู่การต่อยอดในด้านนี้เรื่อยมา เขาและทีมบอกว่า สำหรับโจทย์นี้ทีมเลือกบล็อกเชน มาใช้ใน Food Supply Chain ข้อดีคือช่วยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลได้ตลอดห่วงโซ่การผลิตว่ามีความปลอดภัยอาหารต่อผู้บริโภค ผ่านการระดมไอเดีย ช่วยกันนำเสนอ นำความถนัดของคนในทีมมาใช้ และเชื่อว่าบล็อกเชนสามารถนำไปต่อยอดได้ด้วยการนำ Smart contract ในบล็อกเชนเข้ามาใช้ร่วมกับ AI และเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือการวิเคราะห์คำนวณสต๊อก รวมถึงการใช้ QR Code ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มาของสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การนำบล็อกเชนมาใช้จึงส่งผลดีทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค



   ด้าน นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด (CPFIT) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟ และ 42 Bangkok ในครั้งนี้ มีเป้าหมายผลิตบุคลากรด้านโปรแกรมเมอร์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านโจทย์ธุรกิจและการปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะใหม่ให้กับบุคลากรของบริษัท ตอบโจทย์การทำงานในยุคเทคโนโลยีและดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ร่วมพัฒนาประเทศไทย จากการช่วยกันคิดค้นนวัตกรรม ทำให้เทคโนโลยีและซอฟแวร์มีต้นทุนที่ถูกลง เพื่อให้เกษตรกรในทุกระดับมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่ดี ในการช่วยยกระดับเกษตรทันสมัย เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้

    เวที "Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF" นอกจากจะช่วยสรรหาโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแล้ว ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ซีพีเอฟ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจเป็นครัวของโลก จะนำเทคโนโลยีนั้นไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมยกระดับเกษตรสู่ 4.0 ด้วยซอฟแวร์ สร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยพัฒนาประเทศไทย สอดรับตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัท ที่ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด./


วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

รองอธิบดีกรมชลฯ นำทีมลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชนสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกันพัฒนาลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี



   นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายวิทวัฒน์ วันทนียกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจันทบุรี นำคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารโครงการ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 6 , 9 สำนักงานชลประทานที่ 9 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชนลุ่มน้ำวังโตนด นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์เจริญ ปิยะรมย์ ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำวังโตนด นายเดช จิโนรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง และคณะเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ในการดำเนินโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประโยชน์ที่จะได้รับหลังดำเนินโครงการฯแล้วเสร็จ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ณ องค์กรบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี



   รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต่อจากนี้ ปี 2565 จะดำเนินการสำรวจที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีคณะกรรมการราคาซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  และเตรียมความพร้อมด้านแบบก่อสร้างโดยจะเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ผ่าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)​เพื่อเสนอแผนงบประมาณปี 2566  และดำเนินการก่อสร้างประมาณปี 2566-2568 

   จากนั้นผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมประชุมซึ่งเห็นความสำคัญและสนับสนุนการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ได้ฝากข้อห่วงใยกับกรมชลประทานให้พิจารณาดำเนินการ อาทิ เรื่องการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน โครงการปลูกป่าทดแทนพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำ การกระจายน้ำให้พื้นที่ตอนบน และเห็นว่าอ่างเก็บน้ำสามารถอยู่กับช้างได้อย่างดี เป็นต้น ซึ่งกรมชลประทานได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆในการพัฒนาระบบกระจายน้ำลุ่มน้ำวังโตนดโดยการร่วมกันของ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 9 สำนักงานก่อสร้างขนาดกลางที่ 6,9 และสำนักงานชลประทานที่ 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบดำเนินการอย่างเชื่อมโยงกัน



   ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำ 1 ใน 4 แห่ง ในลุ่มน้ำคลองวังโตนด เก็บกักน้ำรวมกันได้ทั้งสิ้น 309 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่การเกษตรได้ถึง 270,000 ไร่  และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว  อำเภอท่าใหม่ และอำเภอนายายอาม นอกจากประโยชน์เพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นหลักแล้ว ในช่วงฤดูฝนยังสามารถผันน้ำส่วนเกินด้านท้ายอ่าง ที่ไหลทิ้งทะเลจากคลองวังโตนด  มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์และอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อสนับสนุนพื้นที่ EEC ( โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) และการผลิตน้ำประปาในจังหวัดชลบุรี ที่จะขาดแคลนน้ำในอีก 10 ปี ข้างหน้า  รวมทั้งตัวเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอบางปะกง ที่ประสบปัญหาน้ำเค็มไม่สามารถนำมาผลิตน้ำประปาได้ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี ได้อีกด้วย



   ในการนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ำร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงการลดผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ ให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

 

อ.ต.ก. คุมเข้มเชิงรุก ป้องกันโควิดระลอกใหม่ สร้างความมั่นใจ



   องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) คุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตาม เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดระลอกใหม่



   นายปณิธาน มีไชยโย รองผู้อำนวยการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. เปิดเผยถึงการวางมาตรการควบคุมการและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) หลังจากที่มีการเกิดวิกฤติโควิดระลอกใหม่  อ.ต.ก.ตระหนักถึงความสำคัญและความปลอดภัยในสุขภาพของผู้มาใช้บริการตลาด อ.ต.ก.  ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรค อ.ต.ก.ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยยึดถือปฏิบัติตามประกาศ/ข้อกำหนดของทางราชการ ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ ให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) คัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง กักตัว 14 วันหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดและไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด ทำความสะอาดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคภายในสำนักงานอย่างสม่ำเสมอ  



   นอกจากนี้ในส่วนของพื้นที่ให้บริการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่จุดรับบัตรจอดรถ ทางเข้า-ออก  ตลาดสด อ.ต.ก.  ตลาดริมน้ำ  ตลาดเกษตรอินทรีย์ อาคารไม้ดอกไม้ประดับ อาคารสัตว์เลี้ยง และอาคารจอดรถ 6 ชั้น ก็ยังคงคุมเข้มเพื่อรักษามาตรฐานของตลาด อ.ต.ก. และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาใช้บริการ โดยมีจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ ตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ จุดบริการล้างมือภายในตลาด ตรวจสอบการสวมหน้ากากอนามัย  กำหนดการเว้นระยะห่างระหว่างสังคม Social Distancing  ทำความสะอาดบัตรจอดรถทุกครั้งหลังการใช้งานด้วยแอลกอฮอล์ และทำความสะอาดพื้นที่ตลาดทุกวันและบริเวณจุดสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ตรวจหาเชื้อไวรัสให้กับผู้ประกอบการค้าและผู้ช่วยค้าใน อ.ต.ก. และเพิ่มความเข้มงวดควบคุมเรื่องการรักษาความสะอาดและสุขอนามัยเป็นประจำ  ทั้งนี้ หากพบผู้ค้าหรือผู้ช่วยค้ารายใดที่มีความเสี่ยงจะให้หยุดขายทันที และส่งผู้ค้าและผู้ช่วยค้าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ พร้อมคุมเข้มชุมชนผู้ค้าป้องกันบุคคลภายนอกนำเชื้อเข้ามาในชุมชน  นอกจากนี้  อ.ต.ก. ได้ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักรและมณฑลทหารบกที่ 11 ดำเนินการจัดกิจกรรม Big Cleaning อย่างสม่ำเสมอ ทำความสะอาดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย 



   องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ เชื่อมั่นในสินค้าคุณภาพและการให้บริการของ อ.ต.ก.  โดย อ.ต.ก. ยังคงดำเนินทุกมาตรการ และทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย ทั้งโดยเปิดให้บริการตามปกติ ไม่เว้นวันหยุด และขอความร่วมมือผู้มาใช้บริการสวมหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเพื่อความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการตลาด อ.ต.ก.ทุกท่าน

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

CPF ร่วมฟื้นทะเลสะอาด เก็บ -คัดแยก-รีไซเคิล เพิ่มมูลค่าขยะจากทะเล

   


      

    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เสริมทัพแก้ปัญหาขยะในทะเล ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายพันธมิตร เรือประมง และชาวประมง คืนท้องทะเลสะอาด รักษาสมดุลระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางอาหาร  ร่วมปลูกฝังจิตสำนึก  เก็บขยะ คัดแยกขยะ จนถึงการแปรรูปขยะรีไซเคิล  เพื่อเพิ่มมูลค่าและนำกลับมาใช้ประโยชน์ สอดรับแนวทาง SDGs มุ่งมั่นอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

    นายไพโรจน์  อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำของไทย ซีพีเอฟ ตระหนักดีว่าทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เป็นต้นทางของวัตถุดิบที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร บริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับการทำประมงอย่างรับผิดชอบผ่านการใช้วัตถุดิบปลาป่นที่ยั่งยืนมาจากผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ  การร่วมอนุรักษ์ ปกป้องและฟื้นฟู ผืนป่าชายเลน  สนับสนุนการบริหารจัดการขยะในทะเลที่มีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  และที่ผ่านมา ยังได้ร่วมสนับสนุนโครงการทะเลสะอาด (Catch the Trash Project) นำโดยกรมประมงและสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมและรณรงค์ให้ชาวประมงลดการทิ้งขยะลงสู่ทะเล  เก็บขยะจากกิจกรรมประมง ทั้งขยะจากการบริโภคบนเรือ และขยะที่ติดมากับเครื่องมือประมงกลับขึ้นฝั่ง โดยขยะที่รีไซเคิลได้ จะถูกคัดแยกและส่งขายให้กับโรงรับซื้อขยะต่อไป  



    ซีพีเอฟ  ต่อยอดโครงการทะเลสะอาด โดยมีแนวคิดขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บขยะ การคัดแยก การจัดการ  จนถึงการนำขยะมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสร้างมูลค่า โดยเดินหน้าโครงการนำร่อง (Pilot  Project) ประสานความร่วมมือกับโรงงานปลาป่นเจดีพี ในจังหวัดตรังและชาวประมงเก็บขยะจากทะเลคืนฝั่ง  จากการรวบรวมขยะจากเรือประมงที่มาขึ้นท่าพบว่ามีขยะที่รีไซเคิลได้  อาทิ ขวดพลาสติก PET  ขยะประเภทขวดแก้ว  เศษแห เศษอวน  ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะเหล่านี้ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งบริษัทฯ สนใจทดลองนำขยะพลาสติกขวด PET ที่เก็บจากทะเล นำมาแปรรูปเป็นเส้นใยพลาสติก ผลิตเป็นเสื้อโปโล            รีไซเคิล ซึ่งขณะนี้การผลิตล็อตแรก 500 ตัวจะเตรียมแจกให้พนักงานซีพีเอฟล็อตแรกเดือนกรกฏาคมนี้      


    

   "ซีพีเอฟนำขยะที่ชาวประมงเก็บกลับขึ้นฝั่งมารีไซเคิลและนำกลับมาใช้ประโยชน์อีก เป็นโครงการที่ดำเนินการตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาปริมาณขยะในทะเล  ร่วมรักษาสมดุลระบบนิเวศทางทะเล สนับสนุนภารกิจของซีพีเอฟในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร  สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)  ทั้งในเรื่องของอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางอาหาร " นายไพโรจน์ กล่าว 

   นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า  ซีพีเอฟมุ่งมั่นมีส่วนร่วมในการจัดการด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตลอดกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาโมเดลการเลี้ยงกุ้งระบบรีไซเคิลน้ำเพื่อหมุนเวียนใช้ในฟาร์มโดยไม่มีการปล่อยน้ำจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อม  (Zero Discharge) ลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำภายนอกมาใช้ในกระบวนการผลิตและลดการปล่อยน้ำเสีย นอกจากนี้  ซีพีเอฟยังได้ดำเนินโครงการร่วมอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูผืนป่าชายเลนของประเทศ ดำเนินโครงการ "ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน" โดยผลดำเนินงานระยะที่หนึ่ง (ปี 2557-2561) สามารถอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัดได้รวม 2,388 ไร่ ในพื้นที่ จ.ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา และพังงา และอยู่ระหว่างดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน เข้าสู่ระยะที่ 2 มีเป้าหมายอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร ระยอง และตราด เพื่อร่วมคืนสมดุลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

แผนโลจิสติกส์-โซ่อุปทานภาคเกษตรระยะเร่งด่วนฉลุย เกษตรฯเร่งเดินหน้ารองรับเส้นทางรถไฟสายลาว-จีนปลายปี 64


 

             ปลัดเกษตรใส่เกียร์เดินหน้าแผนขับเคลื่อนโลจิสติกส์-โซ่อุปทานภาคเกษตรระยะเร่งด่วน-ระยะยาว  มุ่งต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียของผลผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร และรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายลาว-จีนปลายปี 64  

การพัฒนาและขับเคลื่อนโลจิสติกส์เกษตรตลอดโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ  นับเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร   เนื่องจากกลไกลดังกล่าวช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียของผลผลิต และรักษาคุณภาพผลผลิต ตั้งแต่การจัดการในฟาร์มของเกษตรกร ผ่านสถาบันเกษตรกรไปสู่การส่งมอบหรือขนส่งผลผลิตให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค   เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ ทั้งในด้านคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรและระยะเวลาในการให้บริการที่รวดเร็ว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว   จึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนงานทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าเกษตร-โซ่อุปทานเกษตรรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายลาว-จีน ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการเดินรถในเดือนธันวาคมปีนี้และระยะต่อไป   ตลอดจนเตรียมพร้อมในการรองรับการแข่งขันสินค้าเกษตรและการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรไทยในระยะยาว



ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร   กล่าวถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล ด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าเกษตรและบริการของประเทศในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนี้ว่า  มีความก้าวหน้าตามลำดับ   ล่าสุดได้มีการพิจารณาสำคัญ 2 เรื่อง ประกอบด้วย 1) กรอบแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ 2) การจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร



โดยกรอบแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น   ได้มอบหมายสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ในฐานะผู้ประสานงานหลักภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชไทย-จีน(SPS Focal Point) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯและกรมวิชาการเกษตรเร่งรัดการลงนามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรค และตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ไทยผ่านประเทศที่ 3 พร้อมทั้งเร่งหาแนวทางเจรจาเพิ่มเติมด่านนาทา จังหวัดหนองคาย ในเอกสารแนบท้ายพิธีสารฯ เพื่อรองรับการเปิดให้บริการในอนาคต 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการเส้นทางรถไฟสายไทย-ลาว-จีนในระยะเร่งด่วนและระยะต่อไป โดยมอบหมายให้มกอช.เป็นประธานคณะทำงาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)  เป็นคณะทำงานและมีผู้แทนมกอช. เป็นฝ่ายเลขานุการเพื่อดำเนินการจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมในภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯในระยะเร่งด่วนที่ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมการให้บริการและดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อมีการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายลาว-จีน ในเดือนธันวาคมนี้   รวมทั้งจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของกระทรวงเกษตรฯในระยะต่อไป เพื่อรองรับการให้บริการและดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อมีการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีนอย่างสมบูรณ์

สำหรับความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ได้มอบหมายให้ มกอช. และกรมวิชาการเกษตร เร่งหาแนวทางการลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ไทยผ่านประเทศที่สามระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน โดยเจรจาและใช้กลไกทางการทูตเพื่อให้มีการลงนามในพิธีสารได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งเร่งเจรจาเพิ่มด่านนาทา และด่านศุลกากรหนองคาย ในเอกสารแนบท้ายพิธีสารฯ เพื่อให้สามารถนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศที่สามได้ทันทีเมื่อมีการเปิดให้บริการดร.ทองเปลว กล่าว



ดร.ทองเปลว ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนแผนงานพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตรตลอดห่วงโซ่ระยะยาวด้วยว่า ได้มีการเห็นชอบกรอบและกระบวนการการจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2566-2570 โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการตามกรอบการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ และยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรพ.ศ. 2566-2570 เสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนต่อไป

ดร.ทองเปลว กล่าวด้วยว่า ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการการพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) และปรับลดขั้นตอนการทำงานเพื่อรองรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรด้วยว่า     ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาธุรกรรมที่ให้บริการผ่านระบบ NSW ได้ 117 ธุรกรรม   คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81.82 (จากทั้งหมด 143 ธุรกรรม) และสามารถปรับลดขั้นตอนการทำงานรายสินค้ายุทธศาสตร์ (น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้าแช่แข็ง และวัตถุอันตราย) ได้แล้ว 66 รายการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 89.19 (จากทั้งหมด 74 รายการ) ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาการให้บริการผ่านระบบ NSW และการปรับลดขั้นตอนการทำงานสินค้า ที่ยังค้างอยู่ 34 รายการ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จให้ชัดเจน



นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาปัจจัยด้านอื่นๆที่ต้องคำนึง เช่น ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID -19 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ  การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และศูนย์กลางของโลจิสติกส์สินค้าเกษตรและอาหารระดับภูมิภาค โดยมอบหมายให้สศก.ดำเนินการยกร่างแผนปฏิบัติการฯ ให้คณะอนุกรรมการฯพิจารณาเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และลดต้นทุนโลจิสติกส์การเกษตรตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการในอนาคตนำไปสู่การพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป



การเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนให้สำเร็จ  เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียของผลผลิต และรักษาคุณภาพผลผลิต ตั้งแต่การจัดการในฟาร์มของเกษตรกร ผ่านสถาบันเกษตรกรไปสู่การส่งมอบหรือขนส่งผลผลิตให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความ พึงพอใจ ทั้งในด้านคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรและระยะเวลาในการให้บริการที่รวดเร็วนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรแบบมั่นคง ยั่งยืนในอนาคตดร.ทองเปลว กล่าวทิ้งท้าย

                                             

 

 

 

 

 

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...