วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565

เลือกซื้อเนื้อสัตว์ปลอดภัย มองหาตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ปลอดสาร ปลอดโรค ถูกสุขอนามัย มั่นใจตรวจสอบย้อนกลับได้


    นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอาหาร (Food safety) มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคให้บริโภคอาหารปลอดภัย ได้ให้ความสำคัญดำเนินงานและโครงการต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ได้ดำเนินโครงการ “ปศุสัตว์ OK” มาตั้งแต่ปี 2558 โดยผลักดันให้เกษตรกร ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในอาหารแก่ผู้บริโภค



    โครงการ “ปศุสัตว์ OK” เป็นการสร้างมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยครอบคลุมตลอดกระบวนผลิต ตั้งแต่ระบบการเลี้ยงสัตว์ต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าที่ถูกกฎหมายกระบวนการฆ่าสัตว์ถูกสุขลักษณะ โรงแปรรูปที่ได้มาตรฐาน และสถานที่จำหน่ายถูกสุขอนามัย เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการเขียงสะอาด และโครงการนี้เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ของประเทศไทย โดยใช้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK เป็นสัญลักษณ์สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าได้เลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยสถานที่จัดจำหน่ายที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP ผ่านการเชือดและชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต ถูกกฎหมาย มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง ส่วนไข่ไก่ก็ต้องผลิตจากสถานที่รวบรวมไข่ที่ได้รับการรับรอง วางจำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้



    นอกจากนี้ เพื่อเป็นช่องทางที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสถานที่จำหน่ายปศุสัตว์ OK กรมปศุสัตว์ได้ขยายผลนำ Google Map มาใช้ โดยได้เริ่มทดลองใช้นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครก่อน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ และได้ให้ทางภูมิภาคช่วยขับเคลื่อนโครงการ 1 สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ปศุสัตว์ OK ต่อ 1 อำเภอ เพื่อเป็นการกำกับควบคุมดูแลสถานที่จำหน่าย ให้ผู้ประกอบการมีการรักษาความสะอาดสถานที่ขายสินค้า มีสุขลักษณะส่วนบุคคลที่ดี มีสุขลักษณะในการจัดเก็บและการจำหน่ายสินค้าโดยใช้กรรมวิธีที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาความสะอาดของอุปกรณ์และของใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จำหน่ายสินค้าที่สะอาดและปลอดภัยต่อผู้บริโภค



    อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ได้ให้การรับรองสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด และมีสถานที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 7,000 แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในตลาดสด และสถานที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Modern trade โดยสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองภายใต้โครงการฯ จะได้รับใบประกาศและป้ายสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK" ไว้แสดง ณ จุดจำหน่าย เมื่อผู้บริโภคเห็นตราสัญลักษณ์นี้ จึงมั่นใจได้ว่า เนื้อสัตว์ และไข่ไก่ ที่ซื้อไปบริโภคนั้น มีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากกรมปศุสัตว์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ปลอดสารตกค้าง ปลอดโรค ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิตแน่นอน ดังนั้น “เลือกซื้อสินค้าครั้งใด มองหาตราสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK”

 


วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

CP-CPF ผนึกพลังเพิ่มพื้นที่สีเขียว 'ปลูกจำปาป่า" ในโครงการ "ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง"


   CP-CPF ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า "โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง" จ.ลพบุรี เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ไทย 6,971 ไร่ เป็นต้นแบบการฟื้นฟูผืนป่า สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างงาน สร้างอาชีพ สู่ชุมชน พร้อมร่วมปลูกต้นจำปาป่า-ปล่อยปลา 1 แสนตัว มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร

    นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือ CP-CPF ลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ลงพื้นที่โครงการ "ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง" ที่เกิดจากความร่วมมือ 3 ประสาน ได้แก่ กรมป่าไม้ ชุมชนรอบเขาพระยาเดินธง และ CPF ซึ่งเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าและฟื้นฟูป่าในพื้นที่อื่นๆ ของไทย โดยมี คณะผู้บริหารระดับสูงของ CP-CPF อาทิ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร, นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร, CEO นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ และยังได้รับเกียรติจาก มล.อนุพร เกษมสันต์ รองกงสุลกิตติมศักดิ์รัสเซีย, นายศิริชัย มาโนช ที่ปรึกษาอาวุโส เครือ CP ตลอดจน คุณสุรพล กลิ่นพันธุ์ ผอ.ส่วนส่งเสริมการปลูกป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 สระบุรี, คุณถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการเขาพระยาเดินธง ชุมชน และคณะทำงานยุทธศาสตร์ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ร่วมกิจกรรมด้วย



    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศฯ เป็นความภูมิใจและเป็นความมุ่งมั่นของเครือ CP-CPF ที่มีส่วนร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า ซึ่งในวันนี้ท่านประธานสุภกิต เจียรนนท์ และคณะผู้บริหารได้มาติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูป่าจากที่ดำเนินการในระยะแรก (2559-2563) ช่วยพลิกฟื้นสภาพป่าที่มีสภาพรกร้างสู่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ 5,971 ไร่ และในระยะที่ 2 (2564-2568) บริษัทฯ มีแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพิ่มเติมอีก 1,000 ไร่ และดูแลผืนป่าแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย และเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นต้นแบบที่กรมป่าไม้จะนำไปพัฒนาผืนป่าพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าสำหรับหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนอื่นๆ ต่อไป



    “สิ่งที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สามารถทำให้บริษัทฯ สังคม สิ่งแวดล้อม เติบโตอย่างสอดคล้องไปด้วยกัน โครงการนี้เป็นความตั้งใจของ เครือ CP-CPF ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม และประเทศ” CEO คุณประสิทธิ์ กล่าว

    สำหรับกิจกรรมในวันนี้ CPF ได้รับความอนุเคราะห์จากที่ปรึกษาอาวุโส เครือ CP มอบต้นจำปาป่า 1,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกเพิ่มเติมในพื้นที่ของโครงการฯ, กิจกรรมปล่อยปลา 1 แสนตัว เพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงเพาะชำกล้าไม้ แหล่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าในโครงการฯ นำมาเพาะอนุบาลให้เป็นกล้าที่แข็งแรง ซึ่งซีพีเอฟได้จ้างงานชุมชนติดตามดูแลต้นไม้ในพื้นที่ การเพาะกล้าไม้ กำจัดวัชพืช ฯลฯ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพสู่ชุมชน นอกจากนี้ ยังชมแปลงปลูกป่าพิถีพิถัน ซึ่งปลูกในปี 2560 และเตรียมขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของไทย (T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ด้วย



    CPF ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” มาตั้งแต่ปี 2559 โดยผลสำเร็จจากการดำเนินการระยะที่ 1 (ปี 2559 -2563) ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า รวม 5,971 ไร่ ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระยะที่ 2 (ปี 2564 -2568) เพิ่มเติมอีก 1,000 ไร่ รวมเป็น 6,971 ไร่ ต่อยอดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชน ส่งเสริมชุมชนปลูกผักปลอดภัยไว้บริโภคเองและนำไปจำหน่ายในตลาด และสนับสนุนชุมชนจัดทำโครงการเพาะพันธุ์และอนุบาลปลา ทำให้หลายครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นน

    เครือ CP-CPF ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และในโอกาสที่เครือ CP ก้าวสู่การดำเนินงานครบรอบ 100 ปี มุ่งมั่นทำกิจกรรมต่างๆ ตามปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัทฯ เป็นลำดับสุดท้าย


วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565

ร้อน แล้ง อากาศแปรปรวนหนัก กระทบเกษตรกรต้นทุนพุ่ง หวังผู้บริโภคเข้าใจ


ร้อน แล้ง อากาศแปรปรวนหนัก กระทบเกษตรกรต้นทุนพุ่ง หวังผู้บริโภคเข้าใจ

บทความโดย : รัฐพล ศรีเจริญ นักวิชาการอิสระ

    สภาพอากาศร้อนแล้งต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ต่อเดือนเมษายนที่อุณหภูมิทั่วไทยลดลง อากาศแปรปรวน เกิดหนาวเย็นฉับพลันและฝนตกมากในบางพื้นที่ จากอิทธิพลของความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกําลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ความแปรปรวนของสภาพอากาศ บางวันร้อนถึงร้อนจัด ซ้ำมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สลับกับอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ส่งผลโดยตรงต่อสัตว์เลี้ยง ทั้งหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ที่ไม่สามารถปรับตัวกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ จึงกระทบต่อการให้ผลผลิตและอัตราเสียหายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์มากขึ้น

 “ไก่ไข่” กระทบร้อน ผลผลิตลด ไข่เล็ก เสียหายหนัก

    ไก่เป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อช่วยระบายความร้อน และยังมีขนปกคลุมยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายความร้อนออกจากร่างกาย เมื่ออุณหภูมิสูง 26-32 องศาฯ แม่ไก่จะกินอาหารลดลง กินน้ำมากขึ้น เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกาย แม่ไก่เกิดความเครียดสะสม การกินอาหารน้อยทำให้สารอาหารที่ได้ไม่เพียงพอกับการสร้างฟองไข่ ผลผลิตไข่ไก่จึงลดลง ขนาดฟองไข่ที่ได้เล็กลง หากอากาศร้อนจัดแม่ไก่จะเริ่มแสดงอาการหอบ อ้าปากหายใจแรงขึ้น เพื่อระบายความร้อน ทำให้ไก่สูญเสียพลังงานไปกับการหอบ และยังทำให้สูญเสีย CO2 ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสร้างไข่ ส่งผลให้คุณภาพเปลือกไข่ด้อยลง สีซีด เปลือกบางลง แตกร้าวเสียหายง่ายขึ้น ปริมาณผลผลิตที่ลดลง คุณภาพไข่ไก่ที่ต่ำลง ไข่เสียหายมากขึ้น รวมถึงตัวแม่ไก่ที่เสียหายจากกรณีไข่แตกในท้อง ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะมีตัวหารน้อยลง และไข่ฟองเล็กเกษตรกรจึงขายไข่ได้เฉพาะไข่คละกลางและคละเล็ก ราคาขายที่ได้จะต่ำลง รายได้จึงลดลงตามไปด้วย ความร้อนที่เพิ่มขึ้นมีผลกับอัตราการกินน้ำของแม่ไก่ด้วย โดยอุณหภูมิในโรงเรือนที่ 18-25 องศาเซลเซียส สัดส่วนการกินน้ำต่ออาหารของแม่ไก่จะอยู่ที่ 1.8-2.0 เท่าของอาหารที่กินได้ หากอากาศร้อนขึ้น สัดส่วนการกินน้ำอาจเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 2.6 เท่าของอาหารที่กินได้ เท่ากับต้องใช้น้ำในการเลี้ยงไก่มากขึ้น

 อากาศร้อน “ไก่เนื้อ” เครียดกินอาหารน้อย โตช้า ต้นทุนสูง



    ไก่เนื้อที่เลี้ยงในโรงเรือนเปิดมักพบปัญหา การกินอาหารน้อยลงจากความเครียดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ไก่โตช้า ใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้น มีอัตราป่วยและเปอร์เซ็นต์ตายเพิ่มขึ้น เกษตรกรต้องเน้นการเลี้ยงไม่ให้มีปริมาณหนาแน่นเกินไป  มีการจัดการเพื่อลดความร้อนให้กับโรงเรือนเลี้ยง อาทิ สเปรย์น้ำบนหลังคา ควบคู่กับการเปิดพัดลมระบายอากาศนานขึ้น ในกรณีร้อนจัดต้องตัดสินใจลงเลี้ยงไก่ให้บางกว่าช่วงปกติ กรณีเลี้ยงไก่ในโรงเรือน EVAP ที่สามารถลดอุณหภูมิในโรงเรือนได้ดีกว่า แต่ก็จำเป็นต้องปรับสภาพอากาศภายในให้เหมาะสม ทั้งการเปิดน้ำหล่อเลี้ยงระบบความเย็นและเปิดพัดลมระบายอากาศตลอดเวลา และต้องระวังความชื้นและก๊าซแอมโมเนียในโรงเรือน  และสิ่งสำคัญที่สุดคือน้ำ ที่ต้องจัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอตลอดเวลา น้ำต้องสะอาด เกษตรกรต้องลงทุนปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะสม และเพิ่มต้นทุนการเสริมวิตามินอิเลคโตรไลท์ หรือโปแตสเซียมคลอไรด์ ที่มีรสเค็มเล็กน้อยเพื่อช่วยกระตุ้นการกินน้ำ ช่วยให้ระบายความร้อนจากร่างกายได้ดีขึ้น 

 “หมู” ร้อนแม่อุ้มท้องเสียหาย หมูขุนโตช้า 



    หมูเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ จึงระบายความร้อนออกจากร่างกายด้วยการหอบหายใจ อาการนี้หากเกิดในแม่หมูอุ้มท้อง อาจทำให้เกิดการแท้ง หรือลูกตายในท้อง มีลูกมัมมี่มากขึ้น อัตราเข้าคลอดต่ำ ลูกแรกคลอดน้อยลง แม่เครียดจากอากาศส่งผลให้การเลี้ยงลูกได้ต่ำลง อาจเกิดอาการน้ำนมแห้ง ลูกอุจจาระเหลว ส่วนลูกหมูที่รอดจะอ่อนแอ น้ำหนักหย่านมต่ำ เมื่อนำไปเลี้ยงเป็นหมูอนุบาลหรือหมูขุน อัตราการเจริญเติบโต (ADG) จะต่ำ อากาศร้อนจัดทำให้หมูอยู่ไม่สบาย จึงกินอาหารได้น้อยลง ส่งผลให้อัตราแลกเนื้อ (FCR) แย่ลง และอัตราเสียหายมักสูงขึ้นตามไปด้วย อากาศร้อนรุนแรง ส่งผลให้หมูเนื้อที่เข้าสู่ตลาดมีน้ำหนักลดลงตัวละประมาณ 3-5 กิโลกรัม น้ำหนักที่หายไปกระทบกับรายได้ของเกษตรกร และมีผลโดยตรงต่อปริมาณเนื้อหมูที่ขายในท้องตลาด ซึ่งเป็นเหตุผลให้ราคาหมูค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นเป็นลำดับ ตามปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดน้อยลง เมื่อผนวกกับความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นในช่วงนี้เทศกาลสงกรานต์ด้วยแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาหมูจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกตลาด 

    ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบจากที่เกิดจากอากาศร้อนแล้ง ที่มีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น ยังไม่นับต้นทุนอื่นๆ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งเกษตรกรต้องแบกรับอยู่ในขณะนี้ และค่าน้ำใช้ที่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มในช่วงวิกฤติแล้ง และต้องมีการลงทุนปรับคุณภาพน้ำด้วย รวมถึงค่าไฟในการทำความเย็นด้วยระบบ EVAP ค่าน้ำมันสำหรับเดินมอเตอร์พัดลมท้ายโรงเรือน การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อเปิดพัดลมในเล้าช่วยระบายอากาศ วันนี้ผู้บริโภคอย่างเรา รวมถึงภาครัฐ ต้องเห็นความจริงเรื่องต้นทุนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศ และทำความเข้าใจเรื่องราคาสินค้าเกษตรว่ามีขึ้น-มีลง “ตามกลไกตลาด” ที่มีความต้องการบริโภคและปริมาณผลผลิตเป็นตัวกำหนด และต้องไม่ลืมว่ากว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ให้เราได้รับประทานนั้น ย่อมมีต้นทุน ต้องใช้เวลา มีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ และเกษตรกรต้องทุ่มเทกับอาชีพ เพื่อสร้างอาหารที่เพียงพอสำหรับผู้บริโภค


 

รมช.มนัญญา ให้เวลาสหกรณ์กระทรวงเกษตรฯ 2 วันรวบรวมข้อมูลประชุมด่วน 6 เม.ย. นี้


    นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า   ได้สั่งการให้ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวบรวมรายละเอียดทั้งหมดภายใน 2 วัน โดยจะเรียกประชุมกรรมการสหกรณ์ทั้งหมดพร้อมด้วยปลัดกระทรวงเกษตรฯหารือพร้อมกันในวันพุธที่ 6 เม.ย. นี้ที่กระทรวงเกษตรฯทั้งนี้เพื่อตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดนำเรื่องเข้าดำเนินคดีทันทีเพื่อเอาผิดกับการทุจริตครั้งนี้อย่างถึงที่สุด



    “เรื่องนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ทำไมกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จึงต้องมีกฎหมายที่เข้มแข็งในการดูแลสหกรณ์ทั้งหมด เพราะแม้ว่าสหกรณ์จะเป็นนิติบุคคลแต่การเข้าไปตรวจสอบถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะเห็นว่าเมื่อกรมเข้าไปดำเนินการ กรรมการสหกรณ์แต่ละแห่งมักแสดงความไม่พอใจ ทั้งที่ควรจะยินดีเปิดทางให้กรมสอบเป็นการแสดงถึงการบริหารงานของสหกรณ์ที่โปร่งใสสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ฉะนั้นกรณีการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯครั้งนี้แม้จะเป็นเรื่องของบุคคลที่ทุจริต แต่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการยังมีช่องโหว่ วันที่ 6 เม.ย. เจอกันแน่นอนวันหยุดก็ต้องมาชี้แจง ขอให้กรรมการทุกคน หรือสมาชิกถ้าอยากมาก็มาฟังได้พร้อมกันเพราะเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทุกคนต้องปกป้อง”รมช.มนัญญากล่าว



     นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวในเรื่องนี้ว่าได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่นำรายงานการตรวจสอบสหกรณ์มาชี้แจงเนื่องจากได้สั่งเป็นนโยบายไว้ให้สแกนทุกสหกรณ์ไม่มีการละเว้นเพื่อป้องกันการทุจริตซึ่งหากพบว่าไม่ดำเนินการจะดำเนินการขั้นตอนของราชการทันที  นอกจากนั้นได้สั่งการใน 1.ให้ทีมผู้ตรวจการสหกรณ์ ตรวจสอบลูกหนี้เงินกู้และจำนวนเจ้าหนี้เงินฝากรายใหญ่ 100 รายแรกของสหกรณ์ออมทรัยพ์ทุกแห่ง สำหรับ สอ กระทรวงเกษตรฯ ให้สหกรณ์ สอบทานเงินฝากสมาชิกทุกราย หากพบว่ามีรายการผิดปกติต้องสั่งการให้สหกรณ์ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที   2.  ขอความร่วมมือให้ทุกสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ จัดจ้างหรือจัดทำหรือขอใช้ Applicationที่ให้สมาชิกตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้อย่างทันที ตามนโยบายที่ให้ไว้ภายในปีนี้ 3.สหกรณ์ที่มีApp แล้วต้องมีสมาชิกใช้บริการไม่น้อยกว่าร้อยละ 90



    “นอกจากนั้นจะเตรียมแก้คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้องมีการวางระบบตรวจสอบการเงินให้ทันสมัยสมาชิกตรวจสอบได้ตลอดเวลา“ นายวิศิษฐ์กล่าว

    ทั้งนี้สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่าตรวจสอบพบเนื่องจากสหกรณ์ได้เปิดบริการให้สมาชิกตรวจสอบเงินผ่านระบบออนไลน์แล้วสมาชิกพบว่ายอดเงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสมุดบัญชีเงินฝากและได้มาขอตรวจสอบเมื่อ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่ามีการปลอมรายมือชื่อ ทั้งนี้สหกรณ์จะรวบรวมรายละเอียดดำเนินคดีกับผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

 

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

กรมประมง...ประสบความสำเร็จเพาะพันธุ์ “ปลากระทิงไฟ” สนองพระราชเสาวนีย์พระพันปีหลวง พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายกรมสมเด็จพระเทพฯ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนนี้

          กรมประมง...เพาะขยายพันธุ์ “ปลากระทิงไฟ” สัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์สำเร็จ! สนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพันธุ์ปลากระทิงไฟเพื่อทรงปล่อยเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2565 นี้



         นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รับสั่งให้กรมประมงฟื้นฟู และอนุรักษ์พันธุ์ปลาไทยหายากไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ กรมประมงจึงเริ่มดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์และปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่าพันล้านตัว 



         “ปลากระทิงไฟ” เป็นปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง พบได้ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคใต้ และได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั่วโลก แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ปลากระทิงไฟมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ทำให้ปริมาณปลากระทิงไฟในธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว  กรมประมงจึงได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสุพรรณบุรี เร่งดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อขยายพันธุ์ปลากระทิงไฟ ภายใต้โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำถิ่นหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย เพื่อคงความหลากหลายของชนิดพันธุ์ และรักษาความสมดุลในระบบนิเวศ ตลอดจน เพาะขยายพันธุ์และอนุบาลลูกพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงประกอบอาชีพ พร้อมส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงปลากระทิงไฟเป็นปลาสวยงามเชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคต

         นายธเนศ พุ่มทอง ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง กล่าวเสริมในรายละเอียดว่า ปลากระทิงไฟ (Fire spiny eel) ชื่อวิทยาศาสตร์ Mastacembelus erythrotaenia มีลักษณะรูปร่างคล้ายงูหรือปลาไหล ลำตัวเรียวยาว แบน มีความยาวประมาณ 15 – 90 เซนติเมตร ส่วนหัวยาวแหลม ตามีขนาดเล็ก มีจะงอยปากล่างยื่นยาวกว่าจะงอยปากบน ลำตัวสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำและมีเส้นหรือจุดสีแดงเรียงตลอดความยาวลำตัว ครีบมีสีแดงสดเชื่อมติดกันเป็นครีบเดียว ขอบครีบเป็นกระดูกแหลมแข็งใช้สำหรับป้องกันตัวจากศัตรู ครีบหลังส่วนหน้ามีลักษณะเป็นหยักคล้ายฟันเลื่อยขนาดเล็ก ปลายหางโค้งมน มีนิสัยก้าวร้าวหวงถิ่น อาศัยอยู่ตามไม้น้ำ lซอกหินหรือซากปรักหักพังใต้น้ำ มักอยู่รวมกันเป็นฝูง และออกหากินในเวลากลางคืน อาหารส่วนใหญ่เป็นปลาหรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก






         เมื่อปี 2561 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสุพรรณบุรี ได้รวบรวมพันธุ์ปลากระทิงไฟจากแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม และราชบุรี นำมาเลี้ยงขุนเป็นพ่อแม่พันธุ์ จากนั้น ทำการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เพศพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่มาเพาะพันธุ์ด้วยวิธีฉีดฮอร์โมนกระตุ้น โดยแม่พันธุ์ปลาจะฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 2 เข็ม ระยะเวลาห่างกันครั้งละ 24 ชั่วโมง ส่วนพ่อพันธุ์ปลาฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 1 เข็ม พร้อมกับแม่พันธุ์ปลาเข็มที่ 2 โดยหลังจากฉีดฮอร์โมนประมาณ 48 ชั่วโมง จะสามารถรีดไข่จากแม่ปลาได้ไข่ปลากระทิงไฟที่มีลักษณะเป็นไข่จมติด มีสีส้ม เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 2.7 มิลลิเมตร ประมาณ 1,450 - 2,500 ฟอง หลังจากนั้น รีดน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์เพื่อนำมาผสมกับไข่แล้วนำไปฟักในน้ำที่อุณหภูมิ 27 - 28 องศาเซลเซียส ใช้เวลาฟัก 56 - 57 ชั่วโมงจะได้ลูกปลาแรกฟักที่มีความยาวประมาณ 6 - 7 มิลลิเมตร เมื่อลูกปลาอายุ 9 วัน ถุงไข่แดงยุบสามารถเริ่มให้ไรแดงร่อนเอาขนาดเล็กเป็นอาหาร และให้ไรแดงได้เมื่อลูกปลาอายุ 11 วัน หลังจากนั้น เมื่อลูกปลาอายุ 15 – 40 วัน สามารถพิจารณาให้ไรแดง  ไรน้ำนางฟ้า หรือกุ้งฝอยขนาดเล็ก โดยพิจารณาตามขนาดของปากลูกปลาได้ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสุพรรณบุรี มีการขับเคลื่อนการดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ปลากระทิงไฟอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตลูกปลาที่มีความแข็งแรง และมีอัตรารอดสูงได้ประมาณ 1,500 ตัว ในปี 2563 และ 3,000 ตัว ในปี 2564 นอกจากนี้ ทางศูนย์ ฯ ยังได้มีการนำลูกปลากระทิงไฟขนาด 5 – 7 เซนติเมตรที่ได้จากการเพาะพันธุ์ชุดแรก จำนวน 1,000 ตัว ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นครั้งแรก ร่วมกับคนในชุมชนบริเวณรอบเขื่อน เพื่อเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ คืนความหลากหลายและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ ตลอดจน สร้างการรับรู้ และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป




         อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน 2565 นี้ กรมประมงจะมีการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพันธุ์ปลากระทิงไฟ ขนาด 5 เซนติเมตร จำนวน 900 ตัว และปลาไทย 9 ชนิด จำนวน 590,000 ตัว เพื่อปล่อยเป็นพระราชกุศล พร้อมด้วยหนังสือ “กระทิงไฟ...ฟื้นฟูปลาไทย น้อมสืบสานพระราชเสาวนีย์ พระพันปีหลวง” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นถึงประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจืดของไทย ให้เป็นแหล่งโปรตีนอาหารชั้นดี สร้างรายได้ สร้างอาชีพ นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์แห่งทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำของไทย


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินประจำปี 2565 เป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาต่างๆ


 

กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินประจำปี 2565 เป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณความดี มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ สมควรเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เพื่อให้ได้รับการดูแล และสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์และความสามารถสู่สังคม 



นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระบวนการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินได้ดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดในทุกๆปี โดยสรรหาบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม  ผ่านกระบวนการสรรหา ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต เพื่อสรรหาผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม  ได้รับแต่งตั้งเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรลพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2565  จำนวน 3 สาขาดังนี้คือ นายอเนก สีเขียวสด นายสงวน มงคลศรีพรรณเลิศ และนายสุพจน์ สิงโตศรี  



ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย ได้แก่ นายอเนก สีเขียวสด บ้านเลขที่ 57/1 หมู่ที่ 2 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง นายอเนก เกษตรกรวัย 64  ปี มีประสบการณ์ในการทำงานภาคการเกษตร 38 ปี เป็นผู้ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 30  ปี มีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรด้านการเลี้ยงนกกระทาอย่างครบวงจรตั้งแต่เพาะพันธุ์นกกระทาไข่  นกกระทาเนื้อ  ผลิตอาหารนกกระทา แปรรูปนกกระทา ผลิตปุ๋ยจากมูลนกกระทา รับซื้อไข่นกกระทา นกกระทาเนื้อ พร้อมทั้งจำหน่ายไข่นกกระทาสดแปรรูปไข่นกกระทาขยายพันธุ์ โดยนายเอนกได้ทำการเกษตรที่มีคุณูปการต่อภาคเกษตรกรไทย 4  ด้าน ได้แก่เป็นผู้นำอาชีพด้านการเลี้ยงนกกระทาโดยนำความรู้มาคัดเลือกสายพันธุ์เพาะเลี้ยงและขยายสู่เครือข่าย  ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องต้มไข่ขนาดใหญ่ที่ใช้ถ่านไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์  คิดค้นเครื่องกระเทาะเปลือกไข่เพื่อลดความเสียหายของไข่นกกระทาได้เป็นอย่างดี ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องถอนขนนกกระทา ทั้งนี้ นายอเนก เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาการเลี้ยงสัตว์เมื่อปี  2543  อีกด้วย



ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง  ได้แก่ นายสงวน มงคลศรีพรรณเลิศ บ้านเลขที่ 63/1 หมู่ที่ 7  ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสงวน เกษตรกรวัย 62 ปี  มีประสบการณ์ทำเกษตรมานาน 24 ปี เป็นผู้ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 24 ปี และสามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้ 20 ปี ทำการเกษตรแบบผสมผสานโดยมีแนวคิดในการหาวิธีทางการเกษตรเพื่อให้เกิดการทำงานที่ครบวงจรสามารถใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสามารถพัฒนาพื้นที่ของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีการปลูกพืช การเลี้ยงวัว แพะ แกะ เป็นการปลูกพืชผสมผสาน การเลี้ยงปลาและยังได้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ปี 2548



ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายสุพจน์ สิงโตศรี บ้านเลขที่  95/1  หมู่ที่ 9 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี นายสุพจน์ เกษตรกรวัย  57  ปี มีประสบการณ์ในการทำงานภาคเกษตร 31 ปี เป็นผู้ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 20 ปี  โดยกิจกรรมการเกษตรที่ดำเนินการประกอบกิจการฟาร์มหมูหลุมปลอดยาปฏิชีวนะ เป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงหมูหลุมที่ประสบความสำเร็จ ใช้แนวทางการเลี้ยงแบบพึ่งพาธรรมชาติ  มีการบริหารจัดการแบบ zero waste ตั้งแต่กระบวนการผลิตการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการด้านการตลาดเป็นฟาร์มหมูหลุมที่มีขนาดใหญ่ นายสุพจน์สร้างศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงหมูหลุมให้กับผู้สนใจทั่วไปและยังเป็นผู้ริเริ่มจัดงานรวมพลคนเลี้ยงหมูหลุมระดับประเทศ   ยังได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ประจำปี 2558  อีกด้วย

แก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ถูกทาง รัฐต้องเร่งคลายปมทุกอุปสรรค..ก่อนสาย


 

แก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ถูกทาง รัฐต้องเร่งคลายปมทุกอุปสรรค..ก่อนสาย

เขียนโดย : เนื่องนที ฤกษ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร 

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ตำรวจ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ สนธิกำลังกันลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ พ่อค้าคนกลางทั่วประเทศโดยด่วน เพื่อแก้ปัญหาโรงงานผลิตอาหารสัตว์ไม่สามารถหาซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้  หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมามีการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดฯ เพื่อขายเข้าสู่ตลาดแล้ว แต่ปริมาณข้าวโพดฯในตลาดกลับมีน้อยผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับผลผลิตที่พ่อค้ารับซื้อจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ผลักดันให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่งขึ้นทุกวัน ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรม การกักตุนสินค้ารวมทั้งเป็นการกดดันภาคผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ต้องจ่ายราคาพิเศษเพิ่มขึ้นอีก ถือเป็น การซ้ำเติมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่กำลังเดือดร้อนในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก นายกฯ ย้ำว่า หากพบมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กักตุนสินค้า ปั่นราคาแพง ฉวยโอกาสทำกำไรในสภาวการณ์ที่ราคาวัตถุดิบสูงในขณะนี้ ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกรายโดยไม่ละเว้น แม้ว่าทุกหน่วยงานจะรับคำสั่งมาเร่งดำเนินการในทันทีก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นการตรวจสต๊อกข้าวโพดฯของพ่อค้าคนกลาง กลับเข้าตรวจสอบสต๊อกของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่โดยปกติต้องรายงานสต๊อกข้าวโพดฯ ให้กับทางการทราบเป็นประจำทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนอยู่แล้ว จึงไม่รู้ว่าภาครัฐจะเลือกปฏิบัติเช่นนี้ไปถึงเมื่อใด

ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าข้าวโพดอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางหมดแล้ว โรงงานผลิตอาหารสัตว์ไม่สามารถหาซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ราคาสินค้าจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์วัตถุดิบราคาแพง จากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน สองประเทศผู้เพาะปลูกและส่งออกธัญพืชรายสำคัญของโลก ที่สำคัญจากข้อมูลของ กรมปศุสัตว์ ยังเห็นชัดเจนว่าปริมาณความต้องการด้านอาหารสัตว์ตามชนิดสินค้าปศุสัตว์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2565 นี้มีประมาณ 22.41 ล้านตัน และในปี 2566 คาดว่ามีความต้องการประมาณ 23.27 ล้านตัน โดยอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อมีความต้องการใช้อาหารสัตว์มากถึง 40% อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรต้องการใช้ 34% และอุตสาหกรรมไก่ไข่ต้องการใช้ 11% ทำให้ความต้องการวัตถุดิบอาหารสัตว์หลักๆ ทั้งข้าวโพดเมล็ด กากถั่วเหลือง ปลายข้าว และปลาป่น เพิ่มขึ้นในปี 2565 – 2566



ในเมื่อปริมาณความต้องการใช้ธัญพืชอาหารสัตว์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณผลผลิตกลับลดลงและราคาก็ขยับแพงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาปรับจากกิโลกรัมละ 8-9 บาท เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นกิโลกรัมละ 13 บาทในปัจจุบัน หากแต่ผลผลิตทั้งประเทศที่มีอยู่เพียง 5 ล้านตันต่อปี ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่มากถึง 8 ล้านตันต่อปี ในการผลิตอาหารสัตว์ ปริมาณที่ขาดหายไปกว่า 3 ล้านตัน ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องเสาะหาวัตถุดิบทดแทน ตัวอย่างเช่น ข้าวสาลีที่ปกติจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่วันนี้ราคากลับสูงขึ้นเป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว จึงไม่จูงใจในการนำเข้ามาใช้ และถึงแม้จะต้องการใช้ข้าวสาลีทดแทนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังติดประเด็นมาตรการรัฐ 3:1 ที่กำหนดให้ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศก่อน 3 ส่วน จึงจะสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน ซึ่งวันนี้ไม่มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดแล้ว เท่ากับไม่มีข้าวโพดในประเทศให้ซื้อ นั่นคือไม่สามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ไปโดยปริยาย ส่วนจะหันไปพึ่งพากากถั่วเหลืองนำเข้า ก็สุดจะสู้กับราคามหาโหด ที่ปรับขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 23 บาทแล้ว และยังมีอุปสรรคจากมาตรการเก็บภาษีนำเข้า 2% ด้วย นั่นหมายความว่า ภาคผู้ผลิตต้องมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับราคาขายอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ ที่ถูกภาครัฐตรึงไว้ ไม่สามารถขายในราคาสะท้อนต้นทุนได้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงต่อเนื่อง มาตั้งแต่กลางปี 2563 แต่เสียงเกษตรกรไม่ดังพอที่จะทำให้ภาครัฐเห็นใจได้



ข้อกังวลสำคัญในเรื่องนี้คือ หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขโดยด่วน ที่สุดแล้วโรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งอาจต้องหยุดไลน์การผลิต เพราะไม่มีวัตถุดิบเข้าโรงงานด้วยปัญหาขาดแคลนและราคาที่ไม่สามารถจับต้องได้ ย่อมกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ซึ่งจำต้องหยุดการเลี้ยง ผลผลิตเนื้อสัตว์ย่อมน้อยลง และราคาจะขยับสูงขึ้น หรืออย่างที่เลวร้ายที่สุด คือทั้งผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกษตรกรพากันเลิกกิจการทั้งหมด สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ คือการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ  เพื่อลดภาระต้นทุนอาหารสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ ทั้งการยกเลิกมาตรการ 3:1 ที่ใช้ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2%  พิจารณาเปิดให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO และ AFTA โดยยกเลิกโควต้าภาษีและค่าธรรมเนียม ให้สามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณขาดแคลนในปี 2565 และรัฐต้องเร่งระงับการส่งออกเสรีข้าวโพดและกากถั่วเหลือง เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบในประเทศ

ทั้งหมดนี้ต้องทำทันที เพราะปริมาณผลผลิตในปัจจุบันนั้นเพียงพอสำหรับการผลิตอาหารสัตว์เพียงแค่ไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น หากไม่อยากให้คนไทยเผชิญหน้ากับปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และปัญหาข้าวยากหมากแพง รัฐต้องตัดสินใจ ฟันธงแก้ปัญหาอย่างไม่รีรอ ก่อนจะสายเกินแก้

นักวิชาการชี้พบไนเทรตได้ในธรรมชาติ แนะตรวจสอบแหล่งที่มาไส้กรอกก่อนสร้างความตระหนก


 


รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึง การเปิดเผยผลการตรวจพบสารไนเทรตในไส้กรอกหลายยี่ห้อในปริมาณที่แตกต่างกันตามที่มีข่าวออกมา อาจสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมประเทศไทยใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) ซึ่งกำหนดให้มีไนไทรต์ในอาหารได้ไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือ ไนเทรตได้ ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่าสารทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ได้มีอันตรายหากมีการเติมตามที่กฏหมายกำหนด

ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้กฏหมายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 418 พ.ศ.2563 ทดแทนฉบับเดิม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ไส้กรอกมีสารไนไทรต์ได้ในปริมาณไม่เกิน 80  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และไม่อนุญาตให้ใช้สารไนเตรท ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาหารทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องตามกฏหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม สารไนเทรต เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในพืชผัก ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักกาด ผักชี พืชหัว เช่น มันสำปะหลัง พืชที่รับประทานทานหัว หรือ ราก เช่น หัวหอม กระเทียม ขิง และผักอื่นๆ เช่น พริก เครื่องเทศต่างๆ เช่น พริกไทย นอกจากนี้ ส่วนผสมอาหารอื่นๆที่ต้นทางมาจากธรรมชาติก็มีไนเทรต เช่น โปรตีนถั่วเหลือง แม้แต่ในน้ำบริโภคก็มีไนเทรต เช่นกัน  ดังนั้น แม้จะไม่มีการเติมสารไนเตรทลงในอาหาร แต่หากมีการใช้เครื่องเทศ ส่วนผสม หรือน้ำ ที่มีไนเตรทอยู่แล้วเข้ามาเป็นส่วนประกอบการในการผลิตอาหาร เมื่อนำอาหารนั้นๆไปตรวจก็จะพบไนเทรตด้วย ดังนั้น ถึงแม้จะไม่มีเติมสารไนเทรตลงในอาหาร แต่เมื่อมีการใช้วัตถุดิบ เครื่องเทศ หรือ น้ำ ที่มีไนเทรตอยู่แล้วตามธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนผสม  หากมีการตรวจย่อมพบไนเทรตด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของอาหารกลุ่มไส้กรอกที่กฎหมายไม่อนุญาตให้เติมสารไนเทรต การพบไนเทรตจึงมาจากไนเทรตตามธรรมชาติที่มีในวัตถุดิบ-ส่วนผสมที่ใช้ และจากการเปลี่ยนแปลงของไนไตรต์ซึ่งสามารถเติมได้ในปริมาณที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกัน การเติมไนเทรตในอาหาร ยังสามารถเติมได้ในผลิตภัณฑ์อาหารที่กฎหมายอนุญาต เช่น เนยแข็งบ่ม เนื้อหมัก เนื้อผ่านการทำแห้งโดยไม่ใช้ความร้อน ดังนั้น การตรวจพบไนเทรตในอาหารจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าอาหารนั้นไม่ปลอดภัย จำเป็นต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับการใช้ส่วนประกอบอาหาร และกระบวนการผลิตเพื่อหาที่มาของไนเทรตเสียก่อน

ทั้งนี้ ผู้ผลิตไส้กรอกที่ได้รับการรับรองระบบคุณภาพมาตรฐาน จะมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค ดังนั้น สามารถเลือกซื้อไส้กรอกจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ โดยอ่านฉลากข้างบรรจุภัณฑ์ สังเกตสัญลักษณ์ อย. ก็จะมั่นใจได้ในความสะอาด ปลอดภัย

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565

กยท. เตรียมจัดงาน “มหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา” อย่างยิ่งใหญ่ โชว์นวัตกรรมแปรรูปยางพารา


 

     วันพุธที่ 30 มีนาคม 2565 นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย นายไกรศร วิศิษฎิวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการสายงานการผลิต บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวงาน “มหกรรมยางพารา 2564” ณ ห้องประชุม อาคารข่าวสด โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2565 ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช



    นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินนโยบายบริหารจัดการยางพาราสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรปลูกยางจำนวน 1.83 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 24.76 ล้านไร่ มีผลผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ประมาณ 4.4 ล้านตัน มีผลผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการตลาดยางพารา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ซื้อผู้ขาย ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ตลาด นำการผลิต รวมถึงการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนัวตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในงานด้านวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เพื่อรองรับ การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (Southern Economic Corridor) ของรัฐบาล สู่การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรครอบคลุมทั้งกิจกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราทั้งระบบ



    ด้าน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์และแนวทางของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เนื่องด้วย กยท. ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถือเป็นแหล่งปลูกยางพาราสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการปลูกยางพาราในประเทศไทย สำหรับการจัดงานมหกรรมยางพาราในครั้งนี้ ต้องยกเครดิตให้กับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน ฯลฯ ที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานมหกรรมยางพาราอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย และกระตุ้นให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา เกิดแนวคิดในการพัฒนาอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

โดยแนวทางการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อโชว์ศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีการแปรรูปยางพาราของโลก และเป็นเวทีการเจรจาธุรกิจเพื่อแสวงหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ในตลาดยางพาราระดับนานาชาติ

    “ในวันงานทุกท่านจะได้เห็นการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการจัดการดูแลจัดการมาตรฐานในสวนยางพารา วันนี้มาตรฐานในสวนยางพาราถือเป็นเรื่องสำคัญ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการผลักดันในเรื่องของมาตรฐาน FSCTM ซึ่งในงานเราก็จะมีการจัดโชว์เคส แนะนำในเรื่องของการแสดงปลูกสร้างจิตสำนึกให้กับพี่น้องชาวสวนยางไม่เฉพาะแค่ชาวนครศรีธรรมราช แต่เป็นของทั้งประเทศ ให้สอดคล้องกับที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลูกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก และกำลังพยายามผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นวาระของโลก ส่งเสริมให้ยางพาราที่เป็นพืชหลักในการผลักดัน ตามที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ทาง กยท.ผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยให้ความสำคัญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี”

    ซึ่งภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมยางพาราในหลายรูปแบบ เช่น 1. การเปิดตัวแอปพลิเคชั่น เพื่อปรับพฤติกรรมของเกษตรกรให้ทันสมัยมากขึ้น และเพื่อยืนยันว่าการจัดการดูแลสวนยางพาราของเกษตรกร ทันตามมาตรฐานโลก และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างความสามารถทางการแข่งขันโดยการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการสนับสนุน 2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต/ผลิตยางกั้นล้อ ระดมแปรรูปยางเป็น “ยางกั้นล้อรุ่นพิเศษของ พีทีทีโออาร์” ให้บริษัทในเครือ ปตท. 3. โชว์ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา เช่น นวัตกรรมสระน้ำยางพารา เก็บกักน้ำสู้ภัยแล้ง 4. ถือเป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ คือ กยท. เตรียมเปิดบริการตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าแบบส่งมอบจริง และเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ ให้แก่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางได้มีโอกาสขยายช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและส่งออกไปพร้อมๆ กัน

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ามาเที่ยวชมงานและร่วมกิจกรรมต่างๆ ในงานมหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา ได้ตั้งแต่วันที่ 8-10 เมษายน 2565 ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช



    สำหรับความสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช นายไกรศร วิศิษฎิวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในฐานะจังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ปลูกยางเป็นอันดับต้นๆ ส่งผลให้จังหวัดมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางพาราอย่างมาก โดยยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอันดับหนึ่งของจังหวัด มีพื้นที่ปลูกถึง 1,880,560 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 30.26 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 6,214,064 ไร่ ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้ยางพาราที่ปลูกในพื้นที่นครศรีธรรมราช สามารถให้ผลผลิตน้ำยางคุณภาพดีติดอันดับโลก ทำให้นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในที่ตั้งตลาดกลางยางพาราที่มีความสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยางพาราในนครศรีธรรมราชก็มีปัจจัยหนุนด้วยทำเลที่ตั้งของจังหวัด ที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับจังหวัดอื่นๆ ได้โดยสะดวก

    “ในแต่ละปีจังหวัดนครศรีธรรมราชมีผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งปีคิดเป็นมูลค่า 180,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งเป็นผลผลิตด้านการเกษตร ที่มีมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาทต่อปี อันดับ 2 เป็นค้าปลีก ซึ่งทั้ง 2 ภาคนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและพร้อมที่จะไปแข่งขันในระดับนานาชาติ นี่คือศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรนครศรีธรรมราชในทุกมิติ อย่างอำเภอนาบอน มีโรงงานอุตสาหกรรมการยาง ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปยางพาราชนิดต่างๆ ทั้งโรงงานน้ำยางข้น โรงงานยางแผ่น และโรงงานผลิตยางแผ่นอบแห้ง ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทขึ้นไป ราว 5 แห่ง และนครศรีธรรมราชถือเป็นหมุดหมายในแผนฉบับที่ 13 ที่จะต้องพัฒนาในเรื่องของพลังงานต่างๆ เพราะฉะนั้นการปูพื้นเรื่องยางพาราจะเป็นศักยภาพที่จะก้าวกระโดดไปการแข่งขันนานาชาติได้”



    สุดท้าย นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการสายงานการผลิต บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราคือหนึ่งในกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างมาก ซึ่งทางคาราบาวกรุ๊ปขอร่วมชื่นชมและยกย่องพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และเพื่อมอบสิ่งดีๆ กลับคืนให้กับพี่น้องเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไป ทางคาราบาวกรุ๊ปขอถือโอกาสนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการมอบความสุขและความสนุกสนาน ด้วยการขนทัพบู๊ธจัดกิจกรรมแจกของมากมาย รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมกรีดยาง โดยมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคาราบาวแดงแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1-3 แล้วพบกันที่งาน “มหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา” นายกมลดิษฐ กล่าวทิ้งท้าย


วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565

YANMAR 357A-L1 ตัวจริงเรื่องงานไร่ ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่า


 

ยันม่าร์ผู้นำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแทรกเตอร์ YM357A-L1 เครื่องยนต์แรง รอบจัด ประหยัดน้ำมัน ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ล้อใหญ่ พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย เน้นตอบสนองงานนารวมถึงงานไร่ เพิ่มแรงฉุดลากรับงานหนักๆ ได้เต็มที่



นายธัชพล ชวินธนโชติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า พื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตรในประเทศไทยส่วนใหญ่ คือ นาข้าว คิดเป็นร้อยละกว่า 50 ส่วนพืชไร่และพืชประเภทอื่น คิดเป็นร้อยละกว่า 40 ซึ่งผลจากการสำรวจกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โดยรวมพบว่า จำนวนเกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 มักจะทำการเกษตรแบบผสม ระหว่างการทำนาและการทำไร่ ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้แทรกเตอร์ที่มีกำลังเครื่องยนต์สูง แรงม้าสูง หากแทรกเตอร์มีน้ำหนักมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อแปลง หรือมีน้ำหนักน้อยเกินไป แรงฉุดลากก็ไม่เพียงพอ  ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าแทรกเตอร์ยันม่าร์ YM357A-L1 รุ่นนี้จะตอบโจทย์และตอบสนองการทำงานอย่างคุ้มค่า ให้กับเกษตรกรอย่างแน่นอน



จุดเด่นที่สำคัญของ YM357A-L1 ใช้ล้อยางขนาดใหญ่ขนาด14.928L นิ้ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีก 15-20% และสามารถเพิ่มแรงฉุดลากได้มากขึ้น เมื่อเพิ่มน้ำหนักเหล็กถ่วงสูงสุด 240 กก. (ข้างละ 120 กก.) ปรับระยะฐานล้อทั้งล้อหน้าและล้อหลังได้ถึง 4 ระดับ ให้เหมาะกับประเภทการใช้งานและชนิดของพืชที่เพาะปลูก นอกจากนี้ แขนล่างยังสามารถรองรับอุปกรณ์ต่อพ่วงได้ทั้งประเภท 1 (Category 1) และประเภท 2 (Category 2) ช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุน โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมได้ ทั้งหมดนี้ เป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีในแทรกเตอร์ล้อใหญ่ ยันม่าร์ YM357A-L1 เท่านั้น



นอกจากนี้ยังคงมีจุดเด่นในเรื่องของการประหยัดน้ำมันเช่นเดิม มาพร้อมฟังก์ชั่นลุยงานนางานไร่พร้อมกับคุณสมบัติพิเศษซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะจากยันม่าร์ อันได้แก่ ระบบควบคุมแขนยกอัตโนมัติ (Draft Control Systems) เมื่อทำงานในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันหรือมีสิ่งกีดขวางในพื้นที่ ระบบจะปรับระดับการทำงานของ แขนยกอุปกรณ์หลบหลีกขึ้นลงโดยอัตโนมัติทันที ทำให้ได้คุณภาพงานที่ดี งานเรียบร้อย สม่ำเสมอกัน



สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อทดลองขับได้แล้ววันนี้ ที่ผู้แทนจำหน่ายยันม่าร์ใกล้บ้าน หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.1638 พร้อมรับชมวิดีโอการทำงาน ได้ที่ www.yanmar.com/th , facebook, YouTube, TikTok  ในชื่อบัญชี Yanmar Thailand Fan club

รมช.มนัญญา ชูสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ต้นแบบพัฒนาอาชีพการเกษตรในพื้นที่คทช.


การรักษาผืนดินให้ยั่งยืนคือการทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรได้เห็นถึงคุณค่าของที่ดินที่อาศัยทำกิน และช่วยกันรักษาหวงแหนไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ได้อยู่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินเหล่านั้นสร้างอาชีพทำการเกษตรทั้งปลูกพืชปลูกผักเลี้ยงสัตว์เลี้ยงปลา ไว้เพื่อแบ่งปันกันและขายให้กับคนในชุมชนหมู่บ้าน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ให้เป็นคณะอนุกรรมการคณะที่ 3 มีหน้าที่พัฒนาอาชีพให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้จากคทช. ซึ่งนำที่ดินที่ถูกบุกรุกจากนายทุนกลับมาจัดสรรให้ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกินและได้ผลกระทบจากโครงการรัฐได้เข้าอยู่อาศัยและทำการเกษตร ดังเช่นกรณีสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งชุดความสำเร็จของการพัฒนาอาชีพและการส่งเสริมตลาดผลผลิตการเกษตรให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คทช.



นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ได้รับการจัดสรรที่ดินจากคทช. และมีการนำระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตของคนในชุมชน โดยจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด มีบทบาทในการส่งเสริมสมาชิกให้ทำการเกษตรแบบอินทรีย์และมีการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน  โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบตลาดและมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ร่วมถึงการทำการตลาดที่สอดคล้องกับภาวะในปัจจุบัน ซึ่งผลจากการติดตามพบว่า สหกรณ์มีการพัฒนาตลาดประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์สินค้าอินทรีย์ของตนเองในชื่อ”Maetha”  ทำให้สมาชิกสามารถขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ต่อเนื่องทั้งปีภายใต้การคุมคุณภาพของทีมสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา ซึ่งถือเป็นอีกพื้นที่ต้นแบบที่จะสร้างกำลังใจให้เกษตรกรและประชาชน  ในพื้นที่คทช.อีกหลายแห่งจะใช้เป็นตัวอย่างในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืน



“ ที่ดิน คทช.เป็นพื้นที่ป่าที่รัฐรวบรวมกลับมาและสรรให้เกษตรกรคนละ 10  ไร่ ซึ่งจำนวนที่ดินอาจไม่มากแต่เพียงพอสำหรับการทำมาหากิน ต้องอาศัยความตั้งใจของทุกคนที่จะสู้เพื่อครอบครัวของตัวเองในการสร้างอาชีพ ซึ่งรัฐบาลพร้อมช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงให้ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะอนุกรรมการชุดที่ 3  ที่ได้รับมอบหมายจากคทช.ให้พัฒนาอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่คทช.  เชื่อว่าเมื่อทุกคนร่วมใจกันจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสหกรณ์ที่เราเป็นสมาชิกและส่งผลต่อเศรษฐกิจครัวเรือนที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนในถิ่นที่อยู่ที่รัฐและประชาชนทั่วประเทศจัดให้กับพี่น้องที่เดือดร้อน “  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า  กรมฯได้ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินคทช.ผ่านระบบสหกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ปี   2558   โดยได้เข้าพัฒนาแล้ว 6  ชุมชนใน   4   จังหวัด  เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนผ่านระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ กรมได้รับมอบที่ดินจากคทช.ที่จัดคนลงแปลงที่ดินแล้วจำนวน 3.2 แสนไร่  64 จังหวัด และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในพื้นที่คทช.เนื้อที่ 2.9 แสนไร่ โดยในปี 65  จะเข้าดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 30 แห่งร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ภายใต้แผนปฏิบัติ 3 ปีเป้าหมายคือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20  ทั้งนี้จะมีตัวชี้วัด  6 ด้านคือ การพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์บนพื้นฐานโซนนิ่งพื้นที่เกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำและปัจจัยพื้นฐาน การส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การทำบัญชีครัวเรือน ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง




สำหรับพื้นที่ชุมชนบ้านแม่ทา มีพื้นที่รับมอบจากกรมป่าไม้  2,323 แปลง 1,190 ราย รวมพื้นที่ 7,282 ไร่  คทช.จังหวัดอนุญาตให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ 1,374 ราย 2,693 แปลง พื้นที่ 5,586 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริม สหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพและแปรรูปผลผลิตในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ดังนี้ 1. อุปกรณ์ตัดแต่งผลลิตการเกษตร จำนวน 127,000 บาท 2. ห้องเย็นจัดเก็บผลผลิตการเกษตร จำนวน 400,000 บาท และ 3. ปรับปรุงอาคารรับซื้อผลผลิตการเกษตร จำนวน 369,500 บาท นอกจากนี้ ยังส่งเสริมด้านการผลิตพืชผักอินทรีย์ของชุมชน ทั้งในด้านการวางแผนการผลิต การวิเคราะห์สำรวจตลาด การสำรวจภาวะเศรษฐกิจ โดยให้สหกรณ์เป็นเจ้าของโรงเรือน และให้บริการไปยังสมาชิกชุมชน ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก โดยมี อบต.แม่ทา เป็นที่ปรึกษา ขณะนี้มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 70 คน โดยตั้งแต่ปี 2558 – 2564 ที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถบริการชุมชนในเรื่องของการส่งเสริมการปลูกพืชผักอินทรีย์ จำนวนทั้งสิ้น 158 ชนิด.



นางบัวใส กันธะดา อายุ 58 ปี เกษตรกร ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่   เป็นเกษตรกรที่ได้รับที่ดินตามโครงการ คทช. กล่าวว่า อยู่ในพื้นที่มานานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่ไม่มีความมั่นคงในพื้นที่ดินทำให้ไม่กล้าพัฒนาอะไรมาก หลังจากคทช.ให้อยู่ทำให้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงทำเกษตรหลากหลายมากขึ้นมีรายได้เพียงพอต่อการดูแลครอบครัว นอกจากนั้นบุตรสาวอายุ 38 ปี ทำอาชีพพนักงานบริษัททัวร์แต่ได้รับผลกระทบจากโควิดกลับมาอยู่บ้าน 2 ปี ช่วยทำการเกษตรขณะนี้ไม่คิดกลับไปเป็นลูกจ้างบริษัทแล้ว แต่ช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร เพราะเห็นว่าอาชีพเกษตรคืออาชีพที่เลี้ยงตัวได้ดีและมีความยั่งยืนปัจจุบันรายได้ครัวเรือนมาจากการขายผักทุกวันผ่านสหกรณ์ ขายตลาดนัดในพื้นที่ และผ่านระบบออนไลน์ที่ลูกสาวช่วยกันทำ นางบัวใสบอกว่า  20  ปีก่อนหน้าทำข้าวโพดใช้สารเคมี และ 19 ปีที่ผ่านมาหันมาทำเกษตรอินทรีย์ทำให้มีสุขภาพดีและมีรายได้ต่อเนื่องทุกวันเพราะปลูกผักสวนครัวขายได้ทุกวัน 



นายเหรียญทอง พัดอุ อายุ 66 ปี  ได้ที่ดินคทช. 2  ไร่เศษ  ซึ่งดีใจมากเพราะมีความมั่นคงในที่ดินมากขึ้น สามารถที่จะขุดบ่อน้ำได้ ขุดบ่อบาดาลได้ จากเดิมที่ทำอะไรไม่ได้ แม้จะอยู่กันมาแต่สมัยตายายอยู่กันมา 30 ครัวเรือน ทำถนนก็ไม่ได้ พอมาเป็นที่ดินคทช. และบางจุดได้โฉนดชุมชนด้วยก็ดีขึ้นทำถนนได้ พอมีน้ำก็สบายขึ้น  คนในแม่ทาจึงดีใจมาก  ขณะนี้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทำเกษตรผสมผสาน  จะมีรายได้ตามฤดูกาล และบางช่วงก็จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะในพื้นที่เลี้ยงโคนมกันเยอะ ตอนนี้พออยู่พอกินเรียกว่ารวยล่ะ ถ้าเราพอเพียงก็ถือว่าผมก็รวย  



 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...