วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กรมหม่อนไหมแนะทำสาวหม่อน ควบคุมคุณภาพการผลิตใบหม่อนได้ตลอดปี



กรมหม่อนไหมแนะเกษตรกรทำสาวหม่อนไหม หรือตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 1 ปี เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตใบหม่อนไหมได้ตลอดทั้งปี และสามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอนและมีประสิทธิภาพ


นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในการดูแลแปลงหม่อน การตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน หรือที่เรียกว่าการทำสาวหม่อนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การปลูกหม่อนต้องมีการเตรียมแปลงหม่อน หรือการทำสาวหม่อน หรือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน โดยต้องตัดให้ติดชิดพื้นดิน เพื่อควบคุมการผลิตใบหม่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งหม่อนเพื่อเตรียมใบหม่อนในการเลี้ยงไหมแต่ละครั้ง ปีละ 3-4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ซึ่งการตัดแต่งกิ่งหม่อนทั้ง 4 ครั้ง มีการเรียงลำดับดังนี้คือ การตัดแต่งกิ่งครั้ง  ที่ 1 เรียกว่าตัดต่ำ โดยตัดหม่อนไว้ตอสูงจากพื้นดิน 30-50 เซนติเมตร ปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5-3 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 2 เรียกว่าตัดกลาง เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม จะตัดหม่อนสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 3 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 1 เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม ครั้งที่ 2 ทิ้งไว้อีก 2.5 เดือน และ การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 4 เรียกว่าตัดแขนง ครั้งที่ 2 เพื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 3 ทิ้งต้นหม่อนให้เจริญเติบโตต่อไปอีก 2.5 เดือน จะตัดหม่อนอีกครั้งเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 4 เป็นการตัดแต่งหม่อนครบรอบปี แล้วจะไปตัดต่ำอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตัดต่ำในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงแล้งในเขตอาศัยน้ำฝน อาจทำให้ผลผลิตใบหม่อนที่ได้จากการตัดแต่งแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอหรือเท่ากันทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการตัดแต่งที่แตกต่างกันปริมาณและความสม่ำเสมอของน้ำฝนที่หม่อนได้รับในแต่ช่วงของการตัดแต่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำสาวหม่อนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้


ทั้งนี้ การทำสาวหม่อนคือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง และเพื่อให้ได้ปริมาณใบหม่อนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ได้เปอร์เซ็นต์ใบสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมเป็นกิ่งทำให้กากเหลือน้อย และได้กิ่งที่มีความยาวสม่ำเสมอ พอดีกับขนาดความกว้างของชั้นเลี้ยงไหม  ทำให้สามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอน ส่วนของงานผลิตพันธุ์คือการผลิตไข่ไหมก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยในการเตรียมไข่ไหมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร
อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การทำสาวหม่อนจะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ  คือพันธุ์หม่อน ควรเป็นพันธุ์ที่มีการตอบสนองต่อน้ำและปุ๋ยดี ปัจจุบันแนะนำให้ใช้พันธุ์สกลนคร หรือพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ส่วนการปลูก อาจใช้กิ่งปักชำอายุ 3-4 เดือน แล้วย้ายปลูกในแปลงหรือใช้ท่อนพันธุ์อายุ 4-8 เดือน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลูกในแปลงที่เตรียมดินด้วยการไถพรวนให้มีหน้าดินลึกประมาณ 40 เซนติเมตร โดยตรงให้มีระยะปลูก 1.0 x 1.0 เมตร จำนวน 10 แถว ติดกัน เว้นพื้นที่ระหว่างแปลงย่อยกว้าง  3.0 เมตร เพื่อให้รถ และเครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้กิ่งปักชำ หรือท่อนพันธุ์ จำนวน 1,300 ต้น/ท่อน เหลือพื้นที่ทางเดินระหว่างแปลง 300 ตารางเมตร การให้น้ำจะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 แรงม้า เพื่อใช้ปั้มน้ำสำหรับแปลงหม่อนนาด 4 ไร่ โดยจะให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้งๆ ละ 30 นาทีโดยการวางท่อน้ำพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว แล้วลดขนาดลงมาเหลือ 2 นิ้ว และ 1 นิ้วตามลำดับ แต่ละหัวให้น้ำแบบสปริงเกอร์ห่างกัน 4 เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 2 เมตร การให้น้ำมักจะให้เพียง 4 เดือน ระหว่าง ธันวาคม เมษายน หรือในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีการรักษาความชื้นของดินดี


สำหรับการรักษาความชื้นในดินและการกำจัดวัชพืช จะมีการปราบวัชพืชด้วยการดายหรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพียงครั้งเดียวในเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน จากนั้นจะใช้ฟางคลุมอย่างหลวมๆ ให้มีความหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตรในช่วงธันวาคม เมื่อให้น้ำฟางจะยุบตัวลง แต่สามารถคุมวัชพืชได้ตลอดปี และรักษาความชื้นของดินได้ตลอดตั้งแต่เดือน พฤษภาคม พฤศจิกายน นอกจากนั้นในแปลงที่ปฏิบัติเช่นนี้จะพบไส้เดือนที่เป็นประโยชน์ในการช่วยปรับโครงสร้างของดินมากกว่าในแปลงหม่อนที่ดูแลตามปกติ  ส่วนการใส่ปุ๋ย หลังการกำจัดวัชพืชต้องใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จะใส่ 3 ครั้ง หลังการตัดแต่งเพื่อเก็บผลผลิต 3 ครั้ง อัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม แต่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยคอก สุดท้าย การตัดแต่ง จะต้องตัดชิดดินทุกครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตใบ ประมาณ 1,040 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม ไร่/ปี สามารถเลี้ยงไหมได้ครั้งละ 2 กล่อง หรือปีละ 8 กล่อง นอกจากนี้ การตัดแต่งกิ่งหม่อนนี้ยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูหม่อนด้วย
การทำสาวหม่อนนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่แปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ ต้นหม่อนจึงจะผลิตใบที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรายละเอียดและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โทรศัพท์ 02–558–7924 – 6 ต่อ 404

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กยท.เตือนหมอนยางปลอมตีแบรนด์ไทยระบาดทั่ว หากสงสัยส่งตรวจได้ที่ศูนย์บริการทดสอบของ กยท.


      กยท.รับเรื่องหลังมีการร้องเรียนพบหมอนยางพาราเทียมทะลักเข้ามาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด แถมตีตราเมดอินไทยแลนด์ สะเทือนถึงกลุ่มโรงงานผลิตหมอนยางพาราของไทย ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อยและสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศได้รับความเดือนร้อน กยท.จึงเร่งประสานหน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบควบคุม พร้อมยินดีช่วยตรวจสอบส่วนประกอบหมอนยางพารา


      นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยถึงกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องพบหมอนยางพาราปลอมจากจีนทะลักเข้ามาในท้องตลาดและจำหน่ายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงว่า ทาง กยท. ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว และได้ประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการนำเข้าหมอนยางพาราจากประเทศจีน ในส่วนของผู้ประกอบการส่งออกหมอนยางพารา โรงงานผลิตหมอนยางพารา สามารถส่งตัวอย่างหมอนยางพาราให้ กยท. ตรวจสอบส่วนประกอบของหมอนยางพาราที่ผลิตได้ว่ามีปริมาณเนื้อยางเป็นยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ โดยติดต่อประสานงานได้ที่ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคกลาง (กรุงเทพพมหานคร) ซึ่งมีความพร้อม และมีเครื่องมือในการทดสอบยางฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำหมอนตามการรับรองมาตรฐาน มอก.2741-2559 และยางฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำที่นอนตาม มอก. 2747-2559 โดยการทดสอบดังกล่าว จะทดสอบปริมาณเนื้อยางทั้งหมด ซึ่งจะสามารถระบุได้ว่าส่วนประกอบยางพาราในผลิตภัณฑ์เป็นยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์


       นางณพรัตน์ กล่าวย้ำว่า อย่างไรก็ตาม กยท. ต้องขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน หากพบเห็น หรือ มีเบาะแสน่าสงสัยว่ามีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในไทยดำเนินการดังกล่าว หรือพบเห็นว่ามีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในไทยรายใดที่นำเข้าหมอนยางพาราที่ไม่ได้มาตรฐานจากแหล่งอื่นมาตีตราแบรนด์ไทย โดยไม่ได้ผลิตหมอนจากยางพาราธรรมชาติจริง สามารถแจ้งความต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  หรือตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบดำเนินการต่อไป

เกษตรฯ ชูแผนจัดการไม้ผล ปี 2563 มุ่งเป้าเกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่าทุนบวกกำไร 30%



วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135 ชั้น 3 โดยมีนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการฯ นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมประชุมด้วย มีหน้าที่กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ กำกับ ดูแล แก้ไขปัญหาผลผลิตตามฤดูกาล พร้อมติดตามการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ตามความเหมาะสม


ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 ซึ่งจะต้องมีข้อมูลของผลผลิตที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อให้ได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง มีแนวทางการทำงาน คือ 1. การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ เน้นจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู การส่งเสริมมาตรฐาน GAP การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านไม้ผล ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว ระยะเก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว 2. การบริหารหารจัดการเชิงปริมาณ ปรับสมดุลข้อมูลของอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม ราคามาตรฐานเกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า ต้นทุน+กำไร 30% มาตรการจะจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการเชิงรุก มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP, มกษ. สถานประกอบการ (ล้ง) ผ่านการรับรอง GMP และกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศแห่งใหม่ เช่น อินเดีย ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ 3. การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน ทั้งกลไกปกติ และมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดผลผลิตส่วนเกินในช่วง peak โดยเฉพาะทุเรียนต้องเตรียมแผนรองรับการส่งออกไปจีน ซึ่งเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จะต้องวางแผนการกระจายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การแปรรูป การแช่แข็ง รวมถึงประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ จนสิ้นสุดฤดูกาล


นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีการรายงานคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2563 ณ วันที่ 24 ม.ค.63 ดังนี้ ลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผลผลิตรวม 699,815 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 74,48979,436 ตัน หรือร้อยละ 13.75 12.80 โดยแยกเป็นลำไยในฤดู 439,850 ตัน ลำไยนอกฤดู 259,965 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน ส.ค. ส่วนลิ้นจี่มีผลผลิตรวม 33,873 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 11,783 ตัน หรือร้อยละ 53.34 ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน พ.ค. สำหรับการคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี 63 (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) ผลผลิตทุเรียนรวม 599,708 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 104,165 ตัน หรือ ร้อยละ 21.02 ผลผลิตมังคุดรวม 204,745 ตัน เพิ่มขึ้น 25,135 ตัน หรือร้อยละ 13.99 ผลผลิตเงาะรวม 224,390 ตัน เพิ่มขึ้น 33,301 ตัน หรือร้อยละ 17.43 และผลผลิตลองกองรวม 24,173 เพิ่มขึ้น 3,880 ตัน หรือร้อยละ 19.12 โดยทุเรียนจะออกมากช่วงเดือน เม.ย. ต่อเนื่องถึง พ.ค.63 ซึ่งจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดีขึ้น



อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2564 – 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565 – 2570) มีสาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2565 – 2570 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล และยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

เกษตรกรญี่ปุ่น เยือนไทย ติดตามผลผู้นำเยาวชนไทยที่เคยฝึกงานที่ญี่ปุ่น

       
       ระหว่างวันที่ 2 - 8 กุมภาพันธ์ 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักการเกษตรต่างประเทศได้นำคณะผู้แทนจาก Japan Agricultural Exchange Council พร้อมด้วยครอบครัวเกษตรกรจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางไปติดตามและประเมินผลโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทย ณ ประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และกาญจนบุรี




  
   โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือในการส่งเยาวชนเกษตรไปฝึกงานด้านการเกษตรในประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 11 เดือน ตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 38 มีเยาวชนเข้าร่วมโครงกว่าแล้วกว่า 600 คน จาก 73 จังหวัดทั่วประเทศ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์หนุนนักเรียนและครูเรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน


     กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี ๒๕๖๓”หนุนนักเรียนและครูเรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน


     นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าร่วมสนองงานตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชีและการคิดคำนวณเลข สามารถบันทึกบัญชีได้เริ่มต้นจากโครงการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนและสานต่อด้วยโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งกรมฯรับผิดชอบในการวางระบบบัญชีและให้ความรู้ด้านการบัญชีที่เหมาะสมแก่ครูและนักเรียน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริให้เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาคน พัฒนาการเกษตร สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม พร้อมทั้งน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน สอนแนะนำการจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์ กิจกรรมผลิตทางการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ครูและนักเรียน เพื่อฝึกหัดให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชี ให้รู้จักการคิดคำนวณเลข รู้จักวางแผน ในการจำหน่ายสินค้าและผลผลิต ปลูกฝังให้รักการจดบันทึกบัญชี ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทำให้รู้จักการใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้


​     อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี ๒๕๖๓” ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการสำคัญที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ได้มีความรู้และเข้าใจในเรื่องหลักการสหกรณ์ เรียนรู้ในเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกหัดด้านบัญชีและการคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์ และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตนเองและขยายผลไปยังผู้ปกครองและชุมชนต่อไป โดยจัดอบรม ระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีครูและนักเรียนที่อยู่ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้ารับการอบรม รวม ๑๑๒ คน


​      “การมีความรู้ด้านการจัดทำบัญชี จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนนักเรียนได้นำไปใช้ในการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของโรงเรียน และสามารถบริหารกิจการของตนเองต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งยังเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงิน ช่วยพัฒนาอุปนิสัยให้รู้จักการออม ใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีความซื่อสัตย์ เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กองทัพบก ร่วมกับ ซีพีเอฟ ส่งมอบบ้านให้ชาวชุมชนคลองเตย ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ถวายเป็นพระราชกุศล



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ  ซีพีเอฟ และ กองทัพบก ร่วมส่งมอบบ้านพักที่สร้างเสร็จล็อตแรกแก่ผู้ยากไร้ในชุมชนแออัดคลองเตย ภายใต้ โครงการซ่อมแซมและสร้างบ้านพักให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 25 จังหวัดในภาคกลาง ที่ดำเนินการโดย กองทัพบก ซึ่งมี พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองทัพบก พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือซีพีและซีพีเอฟ ร่วมเป็นประธานมอบในพิธีส่งมอบ จำนวน 29 หลัง จากทั้งหมด 40 หลัง แก่เจ้าของบ้าน ณ ลานกีฬา ชุมชนคลองเตย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส
พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการบูรณาการของรัฐและเอกชนเพื่อช่วยกันสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มีสิทธิเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและได้มาตรฐานเป็นของตนเอง ตอบโจทย์ปัญหาการไม่มีที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง และช่วยพัฒนาสังคมที่มั่นคง อย่างยั่งยืน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการจิตอาสา เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์


นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการซีพี และ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การบริษัทฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และมีส่วนทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล โดยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน พร้อมร่วมโครงการจิตอาสา เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์โดยร่วมสนับสนุนกองทัพบก ในโครงการซ่อมแซมและสร้างบ้านพักให้กับผู้ยากไร้ในชุมชนแออัดคลองเตย มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของซีพีเอฟด้าน ตอบแทนคุณแผ่นดินที่บริษัทยึดมั่นปฏิบัติมาโดยตลอด


"บริษัทฯ มีความยินดีที่โครงการนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขของพี่น้องประชาชน ได้มีบ้านพักที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง ปลอดภัย มีสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างความสุข ความอบอุ่น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสมาชิกของครอบครัว เพราะครอบครัวที่ดีเป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป" นายสุภกิต กล่าว
ด้าน นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า การบูรณาการระหว่างกองทัพบก ซีพีเอฟ และพันธมิตร ช่วยให้ชาวชุมชนคลองเตยได้มีบ้านที่มั่นคง โดยในวันนี้บริษัทฯ ร่วมส่งมอบบ้านพัก 29 หลังให้เจ้าของบ้าน สำหรับบ้านอีก 11 หลังที่เหลืออยู่ในระหว่างการก่อสร้างและจะส่งมอบให้เจ้าของบ้านต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้อาศัยอยู่ในบ้านที่มีสุขอนามัยที่ดี แข็งแรง ปลอดภัย


ซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนงบในการซ่อมแซมและสร้างบ้านพักให้กับผู้ยากไร้ในชุมชนคลองเตย เป็นจำนวน 40 หลัง ในชุมชนคลองเตยล็อค 4-5-6 คิดเป็นมูลค่า 5.2 ล้านบาท บ้านทุกหลังของโครงการมีแบบแปลนเหมือนกันหมด ในรูปแบบหมู่บ้านสมัยใหม่เพื่อพัฒนาชุมชนให้มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัย และน่าอยู่ โดยเจ้าของบ้านที่ร่วมโครงการจะได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากสำนักงานเขตคลองเตย การท่าเรือ และหัวหน้ากลุ่มชุมชนคลองเตยร่วมกันพิจารณาครอบครัวที่มีฐานะยากจน ด้อยโอกาสและบ้านอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมไม่เหมาะเป็นที่พักอาศัย

กรมส่งเสริมการเกษตรติดตามสถานการณ์ไม้ผลภาคตะวันออก และการเตรียมการป้องกันภัยแล้งในสวนไม้ผล จ.จันทบุรี



นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การออกดอกติดผลของผลไม้ภาคตะวันออก สถานการณ์การออกดอกติดผลของผลไม้และการเตรียมการป้องกันภัยแล้งสวนผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี โดยมีนายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ให้ข้อมูล ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี


โดยขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้พยากรณ์ผลผลิต ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2563 มีพื้นที่ปลูกไม้ผลรวม 1,038,126 ไร่ สำหรับการคาดการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจที่จะให้ผลผลิต ปี 2563 ประกอบด้วย ทุเรียน พื้นที่ปลูก 238,932 ไร่ คาดว่าจะให้ผลผลิต 417,344 ตัน มังคุด พื้นที่ปลูก 131,344 ไร่ ผลผลิต139,561 ตัน เงาะ พื้นที่ปลูก 55,191 ไร่ ผลผลิต 109,475 ตัน และลำไย พื้นที่ปลูก 211,955 ไร่ ผลผลิต 218,759 ตัน ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกชนิด ประมาณ 18% โดยปริมาณแหล่งน้ำในจันทบุรีมี 5 แหล่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย อ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ อ่างเก็บน้ำคลองประแกต เขื่อนศิรีธาร และเขื่อนพลวง ซึ่งปริมาณน้ำยังมีเพียงพอสำหรับความต้องการของไม้ผลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 และเกษตรกรกว่า 70% มีการเก็บกักและสำรองน้ำไว้ใช้จนถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2563

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผอ.สสก.ที่ 3 จ.ระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการตรวจรับรองแปลง GAP ในไม้ผล 3 ชนิด คือ ทุเรียน ขณะนี้ผ่านการตรวจแล้ว 5,663 แปลง รอตรวจ 10,410 แปลง มังคุด ตรวจแล้ว 4,753 แปลง รอตรวจ 7,460 แปลง และลำไย ตรวจผ่านแล้ว 10,644 แปลง รอตรวจ 98 แปลง นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนรับมือการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดภายในประเทศ โดยวางแผนการบริหารจัดการร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดช่วงเดือนพฤษภาคม 2563


จากนั้นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานการณ์และการเตรียมการบริหารจัดการน้ำในสวนทุเรียนของเกษตรกร นายภักดี ไผ่แก้ว ประธานแปลงใหญ่ทุเรียน และสมาชิก หมู่ที่ 10 ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ซึ่งมีการทำทุเรียนคุณภาพและวางแผนการสำรองน้ำไว้ใช้ โดยขุดบ่อเก็บกักน้ำ การใช้ระบบสปริงเกอร์ให้น้ำในช่วงฤดูแล้งในระยะติดผลแบบวันเว้นวันประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงต่อวัน พันธุ์ทุเรียนที่ปลูกบนพื้นที่ 40 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นพันธุ์กระดุม และพวงมณี คาดว่าจะสามารถเก็บผลผลิตได้ช่วงเดือนมีนาคม 2563

สหกรณ์ดันกลุ่มปลูกผักปลอดสาร พัฒนาสู่มาตรฐาน GAP ส่งผักขายห้าง



นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายราชศักดิ์ ตระสินธุ์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ และสมาชิกกลุ่มฯ ให้การต้อนรับ


กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา ได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 83 คน มีทุนการดำเนินงาน 568,882.11 บาท ทางกลุ่มฯ ดำเนินการผลิตผักปลอดสาร เช่น ถั่วฝักยาว หน่อไม้ฝรั่ง ผักชี ต้นหอม ข้าวโพด และผักอื่นๆ ตามฤดูกาล โดยสมาชิกได้รับการจัดสรรแปลงปลูกผักพร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวนคนละ 1 งาน ซึ่งสมาชิกสามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปีตามความต้องการของตลาดและจะส่งขายในตลาดชุมชน รวมทั้งมีพ่อค้ามารับซื้อผักหน้าแปลงทุกวัน


กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนสินเชื่อตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร จำนวน 300,000 บาท เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีแนวทางส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มฯ ผลิตผักปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการดูแลการผลิต สามารถผลิตสินค้าได้  ตามความต้องการของตลาด มีตลาดที่มั่นคงแก่สมาชิก ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงรวมทั้งพัฒนาสู่คลัสเตอร์ผักปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ 

โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ ผลักดันให้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายผักปลอดภัย GAP ระหว่าง บริษัท โกว ฟอร์ม เดอะกราวด์ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร รวม 7 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรหนองหงส์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ กลุ่มปลูกผักปลอดสารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด และนิคมสหกรณ์สตึก มีสมาชิกผู้ปลูกผักปลอดภัยทั้งหมด 203 ราย มีพื้นที่ 211 ไร่ ปลูกผักปลอดภัยกว่า 24 ชนิด


ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ทั้ง 7 แห่ง มีการผลิตผักปลอดภัยส่งจำหน่ายผ่านเครือข่ายการตลาดหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมทั้ง ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) บ.คุ้มครองผู้บริโภค และร้านค้าส่งผักในพื้นที่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ และหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอมและกีฬามาตรฐานโลก และการพัฒนาเศรษฐกิจภายในพื้นฐานของการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งนี้ ในปี 2563 กลุ่มฯ มีแนวทางการพัฒนาการพัฒนาธุรกิจและจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตทั้งการจัดตลาดนัดในพื้นที่ชุมชน ตลาดแบบออนไลน์ และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์อื่นๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและตลาดรับซื้อทั่วไปเพิ่มมากขึ้นด้วย

เกษตรฯ พร้อมมาตรการขับเคลื่อน มั่นใจ ช่วยรักษาระดับรายได้ครัวเรือนเกษตรกร


       นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตร พบว่า ปี 2562 อยู่ที่ 269,449 บาท/ครัวเรือน/ปี แบ่งเป็น รายได้เงินสดสุทธิเกษตร 78,604 บาท (ร้อยละ 30) และรายได้เงินสดนอกเกษตร 190,845 บาท (ร้อยละ 70) ซึ่งภาพรวมรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนในปี 2562 เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 9.02 จากปี 2561 ซึ่งมีรายได้ 247,150 บาท/ครัวเรือน/ปี

        ขณะที่หนี้สินครัวเรือนเกษตร ปี 2562 อยู่ที่ 221,490 บาท/ครัวเรือน/ปี โดยหนี้สินส่วนใหญ่ร้อยละ 55 กู้มาเพื่อการเกษตร และร้อยละ 45 กู้เพื่อนอกการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการซื้อทรัพย์สินเช่น บ้าน/ที่ดิน/และทรัพย์สินอื่นๆ นอกการเกษตร และส่วนหนึ่งมาจากการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นเพื่อใช้สำหรับการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ของเกษตรกร โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการบริโภค 182,034 บาท/ครัวเรือน/ปี พบว่า ครัวเรือนเกษตรจะยังมีเงินสดคงเหลือ 87,414   บาท/ครัวเรือน/ปี (เพิ่มขึ้นร้อยละ 21) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่ ยังมีความสามารถในการชำระคืนหนี้สินอยู่

        สำหรับปี 2563 สศก.คาดว่าสภาวะการณ์และปัจจัยต่างๆ อาจส่งผลกระทบและท้าทายต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยในหลายประเด็น ซึ่งภาครัฐมีมาตรการในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการรักษาระดับรายได้ของเกษตรกรให้เพียงพอ อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรใน 5 สินค้าหลักสำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 6.8 ล้านครัวเรือน การสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่มีสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ และการบริหารจัดการสินค้าอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ยังได้เร่งแผนการขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563 ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานได้เดินหน้าขับเคลื่อนแล้วทันที ได้แก่ การบริหารจัดการแหล่งน้ำทั้งระบบในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง และถั่วเขียว ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง การปฏิบัติการฝนหลวง อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจ้างงานในช่วงฤดูแล้ง 41,000 อัตราของกรมชลประทาน และการขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 40,000 บ่อ สำหรับใช้ในการเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

เฝ้าระวังตั๊กแตนทะเลทราย บุกข้ามทวีป คุมเข้มสกัดการระบาดจากไข่/ตัวอ่อน ที่ปนเปื้อนมากับสินค้าเกษตร


   นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของตั๊กแตนในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ ซึ่งจากรายงานของอัครราชทูต ฝ่ายการเกษตร ประจำสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ณ กรุงโรม ระบุว่า องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ได้ออกแถลงข้อมูลการแพร่ระบาดของตั๊กแตนทะเลทรายว่ามีการระบาดมากกว่าพันล้านตัวใน 13 ประเทศ ได้แก่ เคนยา เอธิโอเปีย เอริเทรีย โซมาเลีย ซูดานใต้ อูกันดา จิบูตี เยเมน โอมาน ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อินเดีย และปากีสถาน โดยการระบาดดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของตั๊กแตน ซึ่งการแพร่ระบาดในครั้งนี้มีความรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี


       สำหรับฝูงตั๊กแตนทะเลทราย มีขนาดใหญ่ สร้างความเสียหายให้ผลผลิตการเกษตรอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งตั๊กแตนกัดกินพืชทุกประเภท โดยสามารถกัดกินผลิตผลทางการเกษตรได้มากเท่ากับการบริโภคอาหารของประชากรทั้งประเทศเคนยาในหนึ่งวัน ก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นทางอาหารอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงและรวดเร็ว หากไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดได้เร็ววัน จะส่งร้ายแรงทั้งในมิติของความเสียหายของผลิตผลทางการเกษตร และการขาดแคลนอาหาร และมิติการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆ อย่างไม่สามารถควบคุมได้


       การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หน่วยงานภาครัฐของไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการระบาดข้ามภูมิภาค โดยการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการยกระดับการตรวจสินค้าเกษตรที่ผ่านเข้า - ออก และตรวจแมลงศัตรูพืช ณ ด่านกักกันพืช ในทุกช่องทาง เพื่อป้องกันไข่หรือตัวอ่อนของตั๊กแตนที่ปนเปื้อนมากับสินค้าเกษตร รวมถึงการวางแผนเตรียมการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น 


    ทั้งนี้ พืชที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของตั๊กแตนทะเลทราย ได้แก่ พืชที่จะเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน อาทิ ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...