วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563

พาณิชย์ จัดโครงการ “ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด” เปิดตลาดสินค้า GI ออนไลน์ หวังปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่นตามวิถี New Normal


            กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยผู้ประกอบการไทยสู้ภัยโควิด โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดโครงการ “ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด” โดยใช้ Facebook Fanpage : GI Thailand เป็นสื่อกลางแนะนำสินค้า GI ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย  เพื่อปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยเหลือผู้ประกอบการ GI ทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 คาดช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และเสริมสร้างศักยภาพในการจำหน่ายสินค้า GI ทางออนไลน์ให้ตอบโจทย์รูปแบบพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค


นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการ GI ที่ไม่สามารถจัดจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ ทำให้เกิดความเสียหายและเกิดปัญหาการขาดรายได้ของเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกตามฤดูกาล กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นตามวิถีชีวิตปกติแบบใหม่ (New Normal) ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้”


         นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดโครงการ ‘ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด’ โดยมีการนำเสนอเอกลักษณ์และคุณภาพของสินค้า GI หลากหลายรายการ ผ่านทาง Facebook Fanpage : GI Thailand ซึ่งโครงการดังกล่าวมีผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการจัดส่งสินค้าแก่ผู้บริโภคผ่านระบบไปรษณีย์และสถานบริการขนส่งเอกชนตอบรับเข้าร่วมทั้งสิ้น 104 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการ 45 สินค้าจาก 35 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิเช่น ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ลิ้นจี่แม่ใจพะเยา ปลากุเลาเค็มตากใบ กาแฟเมืองกระบี่ ศิลาดลเชียงใหม่ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน กาแฟดอยตุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และนิลเมืองกาญจน์ เป็นต้น”



         ด้าน นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “โครงการ ‘ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด’ นี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ผลิตและผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด – 19 แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของสินค้าชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวและจัดจำหน่ายผ่านช่องทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การเติบโตของสินค้า GI อย่างมีคุณภาพ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างยั่งยืนต่อไป”



         ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ GI โดยสามารถเข้ามาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้า GI ไทยกันได้ที่ Facebook Fanpage : GI Thailand เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นในการก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

แม็คโคร MOU กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรแปลงใหญ่ พัฒนามาตรฐานปลอดภัยในระยะยาว เน้นตลาดนำการเกษตร



กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือ แม็คโคร ลงนามตกลงความร่วมมือพัฒนาเกษตรกรแปลงใหญ่ เน้นคุณภาพ สินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ และวางแผนการตลาด ยกระดับเกษตรกร ใช้หลักตลาดนำการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม


ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานพัฒนาการเกษตรโดยส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทำในเกษตรแปลงใหญ่ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนแปลงใหญ่ 6,877 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 407,493 ครัวเรือน พื้นที่ 6,585,336 ไร่ สินค้าเกษตรประมาณ 90 รายการ มุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่มและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย การตลาดนำการเกษตรจากการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบาย ตลาดนำการเกษตรได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนความร่วมมือในการเชื่อมโยงการทำงานด้านการผลิตและการตลาดกับภาคเอกชนต่างๆ  ได้วางแผนการดำเนินการร่วมกัน ทั้งแผนระยะเร่งด่วน (Quick win) รวมถึงแผนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง


นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกรแปลงใหญ่ ให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในช่องทางจำหน่ายผลผลิต ผ่านสาขาของแม็คโคร มากกว่า 130 สาขาทั่วประเทศ ปัจจุบันแม็คโคร ได้ทดลองซื้อผลผลิตเผือกหอมจากกลุ่มเกษตรกรของแปลงใหญ่เผือก ต.หรเทพ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ส่งเข้าศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า ในปริมาณ 5,000 กิโลกรัม โดยเริ่มส่งผลผลิต ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา และจะมีแผนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นจึงขยายผลต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งได้ร่วมมือกันส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตให้เน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐานตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกัน


บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นตลาดค้าส่งสมัยใหม่ มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ภัตตาคาร และโรงแรม มีความต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัย โดยแม็คโคร รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั่วไป แต่เนื่องจากปริมาณความต้องการในการรับซื้อได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด จึงทำให้แม็คโคร ต้องการรับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ สามารถผลิตสินค้าได้ในมาตรฐาน และปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และมีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า


ด้าน นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบกับภาคการเกษตรอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกรที่มีความเปราะบางในด้านการระบายผลผลิต ที่กว่าครึ่ง กำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว มีผลผลิตพร้อมขาย แต่ด้วยระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ชะงักงันในช่วงภาวะโควิด-19 ผลผลิตระบายไม่ทัน แม็คโคร จึงร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร ด้วยการใช้กลยุทธ์ ตลาดนำการเกษตร  สนับสนุนการกระจายสินค้าผ่านสาขาของแม็คโคร สู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร พร้อมยกระดับคุณภาพให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอและขายได้ราคา


สิ่งที่แม็คโครสามารถช่วยได้มากคือ การเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ  ซึ่งมีการซื้ออย่างสม่ำเสมอในปริมาณมาเพื่อนำไปประกอบธุรกิจ สร้างโอกาสในการขายผลผลิตให้เกษตรกรได้มากกว่า  โดย เผือกหอม จากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ตำบลหรเทพ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกที่แม็คโครรับซื้อผ่านความร่วมมือดังกล่าว (ล็อตแรกจำนวน 5,000 กิโลกรัม) สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นางศิริพร กล่าวอีกว่า แม็คโคร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางกรอบความร่วมมือในระยะยาว ให้เกิดความต่อเนื่อง ในการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดอย่างยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตรอื่นๆ ด้วย ในลำดับต่อไป ซึ่งในแต่ละปีแม็คโครรับซื้อสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักผลไม้ มีการรับซื้อในปี 2562 เป็นปริมาณมากกว่า 170,000 ตัน คาดว่าในปี 2563 จะรับซื้อผักผลไม้ได้ในปริมาณมากกว่า 200,000 ตัน  จำนวนนี้รับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย กลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน จำนวน 16 กลุ่มทั่วประเทศ และมีสมาชิกเกษตรกรมากกว่า 7,700 ครัวเรือน

หน้าที่ของแม็คโครคือการสรรหาวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยเพื่อส่งต่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งเมื่อเกิดการเชื่อมโยงในครั้งนี้ ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงภาวะที่เกษตรกรประสบความยากลำบาก เราสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที  และยังพัฒนาต่อยอดได้อีกในระยะยาว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงในชีวิตและรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนนางศิริพร กล่าว


ด้าน นางสุวิมล สุภธรรม อายุ 49 ปี เจ้าของไร่เผือกหอม หนึ่งในสมาชิกเกษตรแปลงใหญ่เผือก ตำบลหรเทพ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า เผือกหอมที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกที่มีคุณภาพ ผลผลิตของเราส่งออกไปขายหลายแห่ง ทั้งในโรงงานผลิตขนมรายใหญ่ และส่งออกไปขายยังตลาดจีน  แต่ในช่วงโควิด-19 เราได้รับผลกระทบอย่างหนัก ต้องหาตลาดเพื่อระบาย พอได้แม็คโครเข้ามา ก็ทำให้มีความหวัง แถมยังได้เรียนรู้การทำตลาด การพัฒนามาตรฐานต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย

 

 

 


วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สหกรณ์จังหวัดลำพูน มอบเงินรางวัล 2 แสน ให้กลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า


           เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นางสุมิตรา  อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน เป็นผู้แทนมอบเงินอุดหนุนสำหรับเป็นรางวัลให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า ซึ่งได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2563 จำนวน 200,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้การศึกษาอบรมหรือพัฒนาบุคลากรของกลุ่มเกษตรกร ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า จ.ลำพูน


           นางสุมิตรา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า ดำเนินธุรกิจหลากหลาย อาทิ ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย และธุรกิจสินเชื่อ ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งช่วยเหลือสมาชิกที่มีความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพเกษตรกร ทำสวนลำไย และปลูกพืชผักต่างๆ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองอย่างปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกใช้สารอินทรีย์ ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร เป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร


          สหกรณ์จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า ได้เข้าร่วมโครงการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่น ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน และได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2562/2563 พร้อมทั้งส่งเข้าประกวดกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับภาคและระดับชาติ ซึ่งต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้พิจารณาคัดเลือกเป็นกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับภาค และระดับชาติ ตามลำดับ เนื่องด้วยเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง สมาชิกมีความสามัคคี ศรัทธาและเชื่อมั่นในกลุ่มฯ สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมของกลุ่มฯ ในทุก ๆ ด้าน สามารถดำเนินธุรกิจและกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดทั้งปี คณะกรรมการมีความสามัคคี เสียสละ และมีวิสัยทัศน์ สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมมือร่วมใจกัน มีการแจ้งข่าวสาร ความรู้ และความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในกลุ่มฯ ให้สมาชิกทราบอย่างต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการเกษตร วิเคราะห์คุณภาพน้ำผึ้งพัฒนาผลผลิตแปรรูป เพิ่มศักยภาพการแข่งขันพร้อมเข้าสู่ตลาดออนไลน์



กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดวิเคราะห์และรับรองคุณภาพน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และผลผลิตแปรรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคโดยตรง


นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศ มีการเลี้ยงผึ้งในระดับอุตสาหกรรม ผลิตน้ำผึ้งมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีการส่งออกน้ำผึ้งไปยังประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย แคนาดา และจีน มูลค่า 616.59 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้จากการผลิตไขผึ้ง เกสร และนมผึ้ง อีกด้วย ถือว่าผลิตผลหลักจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งมีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และนำผลผลิตมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีการเลี้ยงผึ้งในหมู่เกษตรกรอย่างกว้างขวาง


กรมส่งเสริมการเกษตรโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร ในการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เปิดให้เกษตรกรรายย่อยมาตรวจสอบวิเคราะห์และรับรองคุณภาพน้ำผึ้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ใดๆ น้ำผึ้งที่ได้มาตรฐานจะมีตรารับรองให้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาด และพร้อมในการเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เกษตรกรสามารถส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค และได้รับความอนุเคราะห์เครื่องมือ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจังหวัดขอนแก่น ได้ผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ลำปาง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยวางระบบอุปกรณ์และวิธีการวิเคราะห์ให้ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร การดำเนินการของศูนย์ผึ้งฯดังกล่าว ทั้งยังมีการประกวดคุณภาพและบรรจุภัณฑ์น้ำผึ้ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเป็นอย่างดี เป็นการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งให้ได้รับการพัฒนาในทุกมิติ และเกิดความยั่งยืนในอนาคต


โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดเกษตร online ช่วยเป็นสื่อกลางในการนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี จากกลุ่มเกษตรกร จากทั่วประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ให้ถึงมือผู้บริโภคในรูปแบบของเว็บไซต์ สามารถเข้าไปที่ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com

ขอบคุณข้อมูล กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร : พฤษภาคม 2563


วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“จุรินทร์” ร่วมงาน “อาหารปลอดภัยจากใจ...สู่ชุมชน” ชื่นชมไอเดียนำรถ CPF Food Truck รุกช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง



(3 มิถุนายน 2563)  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มอบอาหารอุ่นร้อนจากรถ CPF Food Truck ใน โครงการอาหารปลอดภัยจากใจ...สู่ชุมชนให้แก่ชาวชุมชนบางพลัด ซึ่งจัดโดยกระทรวงเกษตรฯและซีพีเอฟ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  พร้อมชื่นชมไอเดียใช้รถ Food Truck ทำโครงการเพื่อสังคมได้ลงตัวและเหมาะสม โดยมีผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย ณ สำนักงานเขตบางพลัด


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน โดยซีพีเอฟเป็นบริษัทที่ให้การช่วยเหลือประชาชนและสังคมไทยในการต้านภัยโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ นำอาหารมาลดราคาพิเศษเพียง 20.- บาท จำนวน 1,000,000 กล่อง จำหน่ายที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ในโครงการ ลดจริง..ไม่ทิ้งกัน ช่วยค่าครองชีพซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และยังได้นำรถ CPF Food Truck ออกช่วยเหลือมอบอาหารอุ่นร้อนให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ นับเป็นองค์กรที่มีน้ำใจและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าชื่นชม

โครงการอาหารปลอดภัย จากใจ...สู่ชุมชน ในวันนี้ ทำให้ได้เห็นอีกความตั้งใจของภาคเอกชนที่ริเริ่มนำรถ CPF Food Truck  มาอุ่นอาหารร้อนๆ สร้างบรรยากาศกิจกรรมการช่วยเหลือสังคมได้ในอีกรูปแบบหนึ่งและเป็นเหมือนสัญลักษณ์ให้พี่น้องประชาชนรับรู้ว่ากำลังจะมีอาหารมาเสริฟแล้ว ถือเป็นไอเดียที่ดี นอกเหนือไปจากน้ำใจที่คนไทยมีให้คนไทยด้วยกันนายจุรินทร์กล่าว  


ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินโครงการอาหารปลอดภัย จากใจ...สู่ชุมชน อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 13 แล้ว โดยนำอาหารจากร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท มาอุ่นร้อนบนรถ CPF Food Truck ซึ่งมีตู้อุ่นร้อนขนาดใหญ่ สามารถอุ่นอาหารพร้อมกันได้ครั้งละ 100 กล่อง ทำให้ประชาชนได้รับประทานอาหารอุ่นร้อนๆได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องในแต่ชุมชนที่รถคันนี้ไปถึง โดยอาหารกล่องพร้อมรับประทานที่นำมามอบให้เป็นมื้อกลางวันนี้มีถึง 6 เมนู ได้แก่ ข้าวอกไก่ซอสจิ้มแจ่ว ข้าวผัดไก่ย่างซอสเกาหลี ข้าวไก่สไปซี่ ข้าวอกไก่ย่างซอสกระเทียม ข้าวตับกระเทียม และข้าวไข่เจียว แจกพร้อมไข่ต้ม และน้ำดื่ม สร้างรอยยิ้มและความอิ่มอร่อยให้แก่ประชาชนได้ทันที โดยมีพันธมิตรอย่างโอสถสภา ร่วมแจกเครื่องดื่ม M Sport และ Mc ยีนส์ ร่วมแจกหน้ากากผ้าตลอดมา 

กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อร่วมมอบโอกาสการเข้าถึงอาหารคุณภาพดี ปลอดภัย ให้กับประชาชนที่อาศัยในชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตโควิด-19 ในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยจะแจกต่อเนื่องทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ โดยจะขยายความช่วยเหลือไปยังเขตบางขุนเทียน บางบอนและหนองแขมต่อไป หลังจากสร้างความประทับใจให้กับประชาชนในเขตบางกอกน้อย และห้วยขวางมาแล้ว


วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนสมาชิกสหกรณ์ปลูกพืชเศรษฐกิจ สร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้


กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือเอกชนรายใหญ่ หาช่องสร้างรายได้ช่วงโควิด 19 ให้สมาชิกสหกรณ์ ประเดิมทดลองปลูกข้าวโพดหวานพืชใช้น้ำน้อย 73 วัน สร้างรายได้เฉียดหมื่นบาทต่อไร่ เริ่มทดลองปลูกระยะแรก 350  ราย ระบุหากเกษตรกรพอใจจะเดินหน้าหนุนเป็นอาชีพหลัก เผยตลาดทั้งในและต่างประเทศยังต้องการอีกมาก


นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของสมาชิกเกษตรกร  กรมฯจึงมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเพิ่มรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์ในระยะสั้น เบื้องต้นร่วมกับบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด โครงการปลูกข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ โดยทางบริษัทจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวาน 350 กิโลกรัม  สำหรับแจกจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 350 ราย พื้นที่ 350 ไร่ ใน 32 จังหวัด ทดลองปลูกรายละไม่เกิน 1 ไร่ พร้อมทั้งบริษัท จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปให้ความรู้ถึงวิธีการปลูกที่ถูกต้องและระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด หากสมาชิกสหกรณ์ชุดแรกที่ปลูกข้าวโพดแล้วมีรายได้ดี และต้องการทำเป็นอาชีพหลัก  ทางกรมฯจะขยายผลเพื่อดำเนินโครงการนี้ในระยะที่ 2 ต่อไป


“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมฯได้จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์และกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้เกษตรกรกู้ยืมรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท นำไปสร้างแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อทำเกษตรในฤดูแล้ง ขณะนี้มีเกษตรกรขุดบ่อบาดาลและสระน้ำแล้วกว่า 19,000 ราย และบางรายได้ปรับเปลี่ยนจากทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาปลูกพืชผสมผสาน ขณะที่เกษตรกรบางรายปลูกผักสวนครัวยังทำรายได้ไม่เป็นกอบเป็นกำ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมองหาพืชทางเลือกที่จะช่วยเกษตรกร เช่น ข้าวโพดหวาน ซึ่งมีตัวอย่างจากสหกรณ์ในจังหวัดบุรีรัมย์ได้เริ่มทำกันเอง และทำให้สมาชิกมีรายได้เป็นเงินก้อน ก็เห็นว่าน่าจะให้เกษตรกรที่กู้เงินไปสร้างแหล่งน้ำนี้ ทดลองปลูกและจำหน่าย ซึ่งนอกจากข้าวโพดหวานแล้ว กรมฯได้มองพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่จะสร้างรายได้ทำนองเดียวกัน เช่น พริกซอส หรือพืชอื่น ๆ ที่มีตลาดรองรับ “


เบื้องต้น จากการสำรวจมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 206 แห่ง สมาชิก  5,012 ราย พื้นที่ 5,943 ไร่ ใน 42 จังหวัด ซึ่งตัวแทนสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดอุทัยธานี พิจิตร และบุรีรัมย์ ได้เดินทางมารับมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากบริษัท แปซิฟิคฯ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกที่อยู่ในโครงการนำร่องทดลองปลูก การดำเนินโครงการระยะแรก ทางเอกชนจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและวางแผนการผลิตร่วมกับสหกรณ์ หากในอนาคตต้องการทำเป็นอาชีพหลัก กรมฯจะหารือเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าวโพดหวาน เช่น บริษัทเมล็ดพันธุ์ หรือบริษัทแปรรูปข้าวโพดหวาน  เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สหกรณ์เข้ามาช่วยรวบรวมผลผลิตของสมาชิก เพื่อเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในอนาคตต่อไป
ด้าน นายยงค์ยุทธ ปานสูง  กรรมการบริหารบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด  กล่าวว่า ทางบริษัฯ ยินดีร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งข้าวโพดหวานถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่ตลาดต้องการมาก แต่ผลิตได้ไม่เพียงพอ เพราะวัตถุดิบในประเทศยังน้อย  ไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับหนึ่ง  มูลค่าการส่งออกปี 2562 ประมาณ  7 พันล้านบาท ซึ่งในช่วงโควิด - 19 ระบาด พบว่า มียอดความต้องการซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ  30% ของยอดส่งออก แบ่งเป็นข้าวโพดกระป๋อง  5,600  ล้านบาท แช่เยือกแข็ง  800  ล้านบาท  โดยการปลูกข้าวโพดหวานในประเทศไทยจะมีสองแบบ คือ ปลูกเพื่อเป็นฝักสดบริโภค ในประเทศและส่งออกประมาณ  40 %  และอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นข้าวโพดกระป๋องและแช่เยือกแข็ง  60%  โดยตลาดส่งออกสำคัญ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  ไต้หวัน มาเลเซียและสหภาพยุโรป  


  ทั้งนี้  บริษัทพร้อมเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรทดลองปลูกข้าวโพดหวานก่อนในระยะแรก  ที่ผ่านมาเกษตรกรที่สนใจเข้าโครงการปลูกข้าวโพดหวาน ทางบริษัทจะทำข้อตกลงเป็นเกษตรพันธะสัญญา กำหนดราคารับซื้อหน้าฟาร์มตามราคาที่ตกลงกัน แต่จะไม่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยข้าวโพดหวานจะมีระยะเวลาการปลูกจนเก็บเกี่ยวประมาณ 73 วัน  ให้ผลผลิต 2-3 ไร่ สร้างกำไรเฉลี่ยไร่ละ 9,100 บาท/รอบการผลิต  โดยราคา ณ ปัจจุบัน ที่หน้าฟาร์มรับซื้อที่ 6-8 บาทต่อกิโลกรัม  ขณะที่ต้นทุนการผลิตตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 3,500 บาท/ไร่



เปิด “ตู้ซีพี ปันอิ่ม ปันสุข” แบ่งปันน้ำใจชาวตรอกจันทน์


        การแบ่งปันสิ่งของในสถานการณ์โควิด-19 มีหลายรูปแบบทั้งนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลหรือชุมชนต่างๆ ล่าสุดในรูปแบบ “ตู้ปันสุข” โดยนำอาหารแห้งมาใส่ในตู้ตามชุมชน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายจังหวัด จากไอเดียเล็กๆ ที่ต้องการจะแบ่งปันสิ่งที่มี แก่ผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 กลายเป็นเสียงตอบรับอย่างดี พนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็เช่นกัน ได้มีแนวคิดนำตู้ปันสุขมาแบ่งปันให้แก่ชาวชุมชนตรอกจันทน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่ เพื่อเป็นแนวทางช่วยเหลือพี่น้องด้วยโครงการ “ซีพี ปันอิ่ม ปันสุข”


       โครงการ “ซีพี ปันอิ่ม ปันสุข” นี้ เกิดจากกลุ่มพนักงานซีพีร่วมมือกับชุมชนชาวตรอกจันทร์ตั้งขึ้น เป็น “ตู้ปันอิ่ม ปันสุข” บรรจุข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตู้ดังกล่าวจะเป็นสื่อกลางในการปันความสุข จากผู้ให้ไปยังผู้รับ รวมทั้งส่งเสริมสังคมเกื้อกูล สร้างชุมชนน่าอยู่ ชาวบ้านรอบๆ ชุมชนตรอกจันทน์ ทยอยเดินทางมาเลือกเครื่องดื่มและอาหารแห้ง เพื่อนำกลับไปประกอบอาหาร บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น เห็นถึงการแบ่งปันของพนักงานซีพีและชาวไมยที่มีความพร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ผู้ใจบุญที่สนใจอยากนำสิ่งของมาร่วมแบ่งปัน ก็สามารถนำมาใส่ในตู้นี้ได้ทุกวันที่ อาคาร 7 ชั้น ซี.พี.ตรอกจันทน์ ถ.จันทน์ ซ.จันทน์ 24
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ “ตู้ปันอิ่ม ปันสุข” และพนักงานซีพีจิตอาสากันนะคะ

เกษตรกรเลี้ยงหมู ชี้ร้อนแล้ง-อากาศแปรปรวนกระทบหมูเสียหาย 10% ต้นทุนเพิ่มตัวละ 100 บาท



เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออก เผยสภาวะอากาศร้อน-ภัยแล้ง-อากาศแปรปรวณ ส่งผลหมูอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ทำให้อัตราเสียหายเพิ่มมากกว่า 10% ต้นทุนซื้อน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเวชภัณฑ์เพื่อการป้องกันโรคเพิ่มกว่า 100 บาทต่อตัว ซ้ำต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่ม


นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การปศุสัตว์ภาคตะวันออก จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงสุกรว่า จากปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งจนถึงอากาศแปรปรวนตลอดทั้งวันในปัจจุบัน บางพื้นที่ร้อนอบอ้าวจนถึงมีฝนตกจากพายุฤดูร้อน ทำให้สัตว์ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด กินอาหารน้อยลง ร่างกายอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น การเติบโตช้าลง พบว่าอัตราการสูญเสียในฟาร์มจากภาวะอากาศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10% ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรต่างพยายามป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร เพื่อไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยได้ ความพยายามในการป้องกัน ASF ของเกษตรกรทุกคนทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่ปลอดโรคนี้ แม้ว่าเกษตรกรต้องมีต้นทุนเพิ่มแต่ก็ยินดีปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนะ พบว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 บาท ทั้งจากการใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นป้องกันทุกวันๆละ 2 ครั้ง และค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน

นอกจากต้นทุนที่เพิ่มจากการยกระดับการป้องกันโรคแล้ว ภัยแล้งหนักในช่วงที่ผ่านมายังกระทบกับเกษตรกร ที่ส่วนใหญ่มีน้ำไม่เพียงพอ จึงต้องซื้อน้ำจากภายนอกมาใช้ในฟาร์มทุกวัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก 2-3% หากเดือนมิถุนายนนี้ ยังไม่มีฝนใหญ่เข้ามาเกษตรกรต้องทุกข์กันหมด เพราะรถขายน้ำไม่มีน้ำมาขาย และยังมีค่าไฟเพิ่มเพราะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศและเดินระบบอีแวปตลอดเวลา ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวนฉับพลันในปัจจุบันกำลังซ้ำเติมเกษตรกร ทำให้ลูกหมูอ่อนแอมาก มักเป็นไข้หวัด ป่วยง่าย จึงมีค่าเวชภัณฑ์ในการรักษาเพิ่ม และยังต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงที่ถือว่าเป็นภาระหนักมากสำหรับคนเลี้ยง โดยปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคาสูงขึ้นเป็นอย่างมาก อาทิ ปลายข้าวราคาสูงกว่า 12 บาทต่อกิโลกรัม และรำข้าวราคา 10-11 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตปัจจุบัน 65-67 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายหมูเป็นหน้าฟาร์มประมาณ 66-71 บาทต่อกิโลกรัม นายเสน่ห์ กล่าว

นายเสน่ห์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาหมูล้นตลาด หรือ Over Supply ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเกษตรกรรายย่อยหายไปจากระบบมากกว่า 50% อย่างไรก็ตามเกษตรกรทั้งประเทศยังร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ส่วนภาวะราคาที่ปรับขึ้นลงก็เป็นไปตามกลไกตลาดในแต่ละช่วงเวลา ขณะเดียวกันขอฝากภาครัฐ ช่วยผลักดันเรื่องการส่งออกหมูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังคงมีความต้องการนำเข้าจากประเทศไทยอยู่มาก จากความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพมาตรฐานปลอดโรค ASF และมาตรฐานการผลิตของไทย ที่ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยได้หันมาปฏิบัตตามมาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ ถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมหมูไทย


กรมประมง จับมือ โออาร์ เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามกลางกรุง ดีเดย์ 7 และ 14 มิ.ย.นี้


        กรมประมง จับมือ โออาร์ ชวนชาวกรุงฯ ร่วมอุดหนุน “กุ้งก้ามกราม” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จากพิษวิกฤตโควิด-19 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 4 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 นี้


        นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้งสัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิดยังประสบปัญหาราคาตกต่ำอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมงได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในการระบายผลผลิตผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง


          ล่าสุด...ได้จับมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในการสนับสนุนและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในบริเวณพื้นที่ของสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งกรมประมงได้นำร่อง “กุ้งก้ามกราม” เข้าเปิดตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรก โดยจะทำการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในทำเลที่มีประชาชนสัญจรอย่างคับคั่ง จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย จุดที่ 1 พีทีที สเตชั่น สวัสดิการ ร.1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท จุดที่ 2 พีทีที สเตชั่น ประชาอุทิศ-ลาดพร้าว เลียบด่วน 304, แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง จุดที่ 3 พีทีที สเตชั่น เทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน และจุดที่ 4 พีทีที สเตชั่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน โดยจะเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั้ง 4 จุด ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ในเวลาตั้งแต่ 09. 00 น. เป็นต้นไป
     สำหรับกุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพจากฟาร์มของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี ซึ่งมีความสด สะอาด ปลอดภัย โดยนำมาจำหน่ายในราคาถูกเทียบเท่ากับแหล่งผลิต อาทิ เพศผู้ ขนาด 9-10 ตัว/กิโลกรัม ราคา 350 บาท ขนาด 11-13 ตัว/กิโลกรัม ราคา 330 บาท ขนาด 14-16 ตัว/กิโลกรัม ราคา 300 บาท ขนาด 17-20 ตัว/กิโลกรัม ราคา 280 บาท เพศเมีย ขนาด 20-24 ตัว/กิโลกรัม ราคา 230 บาท ขนาด 25-29 ตัว/กิโลกรัม ราคา 210 บาท ขนาด 30-34 ตัว/กิโลกรัม 180 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปอื่น ๆ มาร่วมจำหน่ายด้วย อาทิ ปลาสลิดแดดเดียว ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์ปลาดุกแปรรูป เช่น ปลาดุกเส้นหวาน ปลาดุกแผ่น ปลาดุกร้า หนังปลาดุกทอดกรอบ ผลิตภัณฑ์ปลานิลแปรรูป เช่น จ๊อปลานิล ปลานิลแดดเดียว คั่วกลิ้งปลานิล เป็นต้น


          กรมประมง...จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง ร่วมกันอุดหนุนสินค้ากุ้งก้ามกราม และผลิตภัณฑ์แปรรูปประมงคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาที่ส่งตรงจากมือเกษตรกร ได้ที่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั้ง 4 สาขาดังกล่าวข้างต้น ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ตั้งแต่เวลา 09. 00 น. เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมประมง โทร. 0 2562 0600-15 ในวันและเวลาราชการ

ญี่ปุ่นมั่นใจ คุณภาพนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยได้มาตรฐาน


           กระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการ (MHLW) ประเทศญี่ปุ่น มั่นใจ ระบบการกำกับดูแล โรงงานผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย ว่ามีมาตรฐานและคุณภาพเทียบเท่านมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับโลก ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูงถึง 8,265 ล้านบาท โดยมีการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และยังส่งออกไปยังญี่ปุ่นด้วย ปีละไม่น้อยกว่า 328 ล้านบาท


           นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์ได้ทำการตกลงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการ (MHLW) ประเทศญี่ปุ่น ในการปรับรูปแบบหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมเพื่อการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น โดยให้มีการรับรองเพิ่มเติมว่า “กระบวนการผลิตหรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์นั้นดำเนินการด้วยวิธีการสุขาภิบาลเทียบเท่าเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น” เพื่อเป็นการยืนยันในระบบกำกับดูแลกระบวนการผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย ว่ามีมาตรฐานและคุณภาพสูงเทียบเท่านมญี่ปุ่น โดยสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมที่จะส่งออกญี่ปุ่นต้องผ่านการทำลายเชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อยด้วยความร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 132 ℃ เวลา 1 วินาที เป็นต้นไป สำหรับสินค้ายูเอชที หรือถ้าค่าความเป็นกรดด่างน้อยกว่า 7 ให้ใช้อุณหภูมิอย่างน้อย 72 ℃ เวลา 15 วินาที เป็นต้นไป (HTST) แต่ถ้าค่าความเป็นกรดด่างมากกว่า 7 ให้ใช้อุณหภูมิและเวลาตามวิธี HTST จำนวน 2 ครั้ง


           อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมไปต่างประเทศโดยใช้วัตถุดิบน้ำนมดิบจากประเทศไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนมในประเทศ สร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ลดการใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีความประสงค์ขอส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของประเทศไทยไปต่างประเทศ  สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) กรมปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-653-4444 ต่อ 3134

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“ เฉลิมชัย”เปิดศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม พลิกโฉมภาคการเกษตร 4.0


       ก.เกษตรฯ เดินเครื่อง Kick off เปิดศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC) ครบ 77 จังหวัด “เฉลิมชัย” พลิกโฉมภาคการเกษตร 4.0 มั่นใจเกษตรกรไทยเข้าถึง เทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบครบวงจร


       นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC)” ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า การขับเคลื่อนนโยบายหลักที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ ตลาดนำการผลิต การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตร (Big data) และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ ตามนโยบาย Thailand 4.0 คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมและภูมิปัญญาในการพัฒนาสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดตั้งศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรในชื่อ “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC)” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุน และส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตร เป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร และสนับสนุน Smart Farmer รวมถึง Young Smart Farmer ในแต่ละจังหวัด ตลอดจนผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ ซึ่งศูนย์ AIC ถือเป็นศูนย์กลางในการบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้พัฒนาต่อยอดการผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน โดยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยมีรูปแบบโครงสร้าง 1 จังหวัด 1 ศูนย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการคัดเลือก


        แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์ AIC นั้น จะเน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมในรูปแบบต่าง ๆ โดยจะใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยจะรวบรวมช่างเกษตร ปราชญ์เกษตร ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบ ที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นการจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ ดึงกลุ่ม Young Smart Farmer เข้าร่วม เสริมสร้างองค์ความรู้ทั้งด้าน e-commerce การสร้าง Story และ Packaging รวมถึงมาตรการ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทย มีองค์ความรู้ และมีเครือข่ายที่ดี ก้าวเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 อย่างครบวงจร โดยต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี


        “ศูนย์ AIC มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้ แนะนำเกษตรกรว่าควรปรับเปลี่ยนอย่างไร โดยใช้เทคโนโลยี ความทันสมัยเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันเราก็ไม่ทิ้งความเป็นเกษตรกรของไทย โดยจะนำองค์ความรู้ในส่วนของปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่นมาผสมผสานกับนวัตกรรม เทคโนโลยี หน่วยงานวิจัยในระดับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดวิถีใหม่ในการพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งในส่วนของความรู้ดั้งเดิมของเกษตรกร เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยปรับปรุงคุณภาพ การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของภาคการเกษตร ทั้งนี้บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนศูนย์ AIC ไปพร้อม ๆ กัน” นายเฉลิมชัย กล่าว


         นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) กล่าวเพิ่มเติมว่า “วันนี้ (วันที่ 1 มิถุนายน) ถือเป็นวันที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นวันประชุมเปิดศูนย์ AIC พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการจัดตั้งศูนย์ AIC กับสถาบันการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 69 สถาบัน 83 แห่ง 77 จังหวัด ซึ่งแบ่งประเภทได้คือ มหาวิทยาลัย 26 สถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 27 สถาบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 5 สถาบัน สถาบันการอาชีวศึกษา 8 สถาบัน และสถาบันวิทยาลัยชุมชน 3 สถาบัน และมีศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Excellent Center) 6 แห่ง เน้นให้จังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการด้วยตนเอง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระดมพลังจากทุกภาคส่วนภายในจังหวัด ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและความเจริญอย่างยั่งยืน โดยศูนย์ AIC จะเชื่อมโยงการดำเนินงานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 4 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech 2) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ 3) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน E-commerce และ 4) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร (Agribusiness) รวมทั้งจะเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืน และคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร โดยทั้งหมดถือเป็นแนวทางการดำเนินการงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” นายอลงกรณ์ กล่าว

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...