วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สศก.แนะสินค้าทางเลือก Future Crop “โกโก้ – กาแฟ” สร้างรายได้เกษตรกร จ.ตราด


                 นางธีรารัตน์ สมพงษ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการสินค้าเกษตรสำคัญในระดับพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ซึ่ง สศท.6 ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top10) ของพื้นที่จังหวัดตราด เรียงลำดับตามมูลค่าสินค้ากลุ่มด้านพืชดังนี้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน ข้าวนาปี และมะพร้าว โดยปี 2562 เกษตรกรมีการปลูกกลุ่มพืชดังกล่าวในพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ซึ่งพบว่า จากการผลิตยางพารา เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 425 บาท/ไร่/ปี ปาล์มน้ำมัน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,415 บาท/ไร่/ปี สับปะรดโรงงาน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 6,854 บาท/ไร่/ปี ข้าวนาปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,123 บาท/ไร่/ปี และมะพร้าว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,937 บาท/ไร่/ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยของการผลิตยางพารามีมูลค่าต่ำที่สุด  



            หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม พบว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในจังหวัดตราด ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าทางเลือกหลายชนิด โดย สศท.6 ได้ศึกษาสินค้าทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) ที่น่าสนใจคือ โกโก้ มีต้นทุนการผลิต 4,362 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 และเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี) ต้นโกโก้มีอายุเฉลี่ยถึง 60 ปี นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากให้ผลแล้วทุก 15 วัน ซึ่งต้นโกโก้ที่มีอายุเฉลี่ย 2-5 ปี จะให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ย 889 กก./ไร่/ปี และถ้าอายุต้นเฉลี่ย 2-15 ปี จะให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ยสูงถึง 1,593 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 16,447 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 12,085 บาท/ไร่/ปี ราคารับซื้อเฉลี่ย 18.5 บาท/กก. ปัจจุบันมีหลายบริษัททำสัญญาซื้อในราคาประกันระยะยาวและมีบริษัทมารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรถึงที่สวน ซึ่งในส่วนของจังหวัดตราดได้มีการส่งเสริมสินค้าโกโก้ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้สนับสนุนจุดเรียนรู้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้ความยั่งยืน ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต




            สำหรับสินค้าทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่จังหวัดตราดสามารถผลิตได้ และเกษตรกรสามารถสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูป คือ กาแฟ (โรบัสต้า) โดยมีต้นทุนการผลิต 10,910 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4) นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150 - 180 วัน ให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ย 1,561 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 23,415 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 12,505 บาท/ไร่/ปี ปัจจุบันราคารับซื้อเฉลี่ย 15 บาท/กก. ทั้งนี้ จุดเด่นของกาแฟ (โรบัสต้า) สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น เมล็ดกาแฟ และกากกาแฟ นอกจากทำเครื่องดื่มแล้ว สามารถทำชาจากดอกกาแฟได้ด้วย และปรุงแต่งขนมหวานต่าง ๆ กาแฟอัดเม็ด ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ และเครื่องสำอาง สำหรับการส่งเสริมสินค้ากาแฟภายในจังหวัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาตราด ได้มีการส่งเสริมสนับสนุนสินเชื่อตามห่วงโซ่มูลค่าสินค้าเกษตรสู่สินเชื่อ SME เกษตร และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ โดยจัดหาวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟสามารถรวมกลุ่มกันผลิตและขายได้ และสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด สนับสนุนเรี่องการรวมกลุ่ม จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขนำตนต้นน้ำ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดหลักในการรับซื้อผลผลิตกาแฟของจังหวัดตราด




            ทั้งนี้ ในส่วนของ สศท.6 ได้จัดทำการศึกษาความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจของการปลูกกาแฟในสวนผลไม้ในจังหวัดตราด และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสินค้าทางเลือกทั้งโกโก้และกาแฟของจังหวัดตราด และจัดประชุมหารือการจัดทำสินค้าทางเลือกของภาคตะวันออก ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) เพื่อระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน หากท่านใดที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 038 351 261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

“อลงกรณ์” ลงพื้นที่ ดู Young Smart Famer ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ ในโรงเรือน รายได้ 4.5 ล้านบาทต่อปี


นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของ Young Smart Famer การปลูกมะเขือเทศเชอรี่สายพันธุ์โซลาริโน่ ในโรงเรือน โดยมีรายได้ต่อปีกว่า 4.5 ล้านบาท และพบปะเกษตรกรในพื้นที่พร้อมพบปะเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมและซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรของชุมชน



โดยนางสาวเฉลิมพร เริ่มทำการเกษตรจากการปลูกเมล่อน ภายหลังก็พบว่าตลาดเมล่อนในประเทศไทยยังไม่ได้มีกว้างขวางมากนัก  ประกอบกับได้ไปอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการปลูกเมล่อนและมะเขือเทศพบว่าการปลูกพืชทั้งสองชนิดมีการปลูกและดูแลรักษาที่ใกล้เคียงกัน แต่มะเขือเทศดูแลรักษาง่ายกว่า และเป็นที่นิยมของตลาดมากกว่า จึงหันมาปลูกมะเขือเทศเป็นต้นมา โดยใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต คือ การปลูกในโรงเรือนปิดแบบระบบอัจฉริยะ ขนาด 11x33 เมตร จำนวน 5 โรงเรือน ในพื้นที่ 2 ไร่ มีการให้น้ำ ให้ปุ๋ยแบบระบบน้ำหยด มี TIMER สำหรับตั้งเวลาให้น้ำ ให้ปุ๋ย โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกแบบให้ โดยใน 1 โรงเรือนสามารถปลูกมะเขือเทศ ได้ 860 ต้น 1 ต้นให้ผลผลิตมะเขือเทศได้ 1.5 กิโลกรัม ในระยะ 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 3-4 รอบ

ผลผลิตทีได้จำหน่ายเป็นผลสด ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาดของห้าง Modern trade และจะขยายผลความสำเร็จของตนเองไปสู่ชุมชนในการให้บุคคลในชุมชน หน่วยงานราชการ หรือผู้ที่สนใจจากชุมชนอื่นๆ เข้ามาดูงานและศึกษาการปลูกมะเขือเทศ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เพื่อต่อยอดและขยายผลความสำเร็จต่อไป

 


ทรัมป์ ตัวอันตราย ตัดสิทธิ์ GSP สินค้าไทย ยัดเยียดหมูมีสารตกค้างให้คนไทยกิน


กำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักในโลกโซเชียล กับกรณีที่สหรัฐอเมริกา ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP กับสินค้าไทยเพิ่มอีก 231 รายการ ซึ่งคิดเป็นภาษีที่ต้องเสียในอัตราปกติมูลค่าประมาณ 19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 600 ล้านบาท ตามที่ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุไว้ โดยจะมีผลในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 นี้นั้น เป็นเพราะรัฐบาลไทยไร้ความสามารถในการเจรจาการค้า หรือ เป็นเพราะประเทศไทยเรามีศักยภาพและความแข็งแกร่งในด้านการผลิตทัดเทียบกับสหรัฐฯ จึงทำให้ถูกมองว่า ไทยคือคู่แข่งทางการค้า เช่น อุตสาหกรรมไก่เนื้อ ที่สหรัฐฯ ไม่ยอมเปิดตลาดให้ไก่ไทย ทั้งๆ ที่ไก่ของเรามีมาตรฐานการผลิตที่ไม่เป็นสองรองใคร ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือแม้แต่ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ขณะที่รายงานจากเว็บไซต์ของ USTR ณ วันที่ 1 พ.ย. 63 เผยแพร่ข้อมูลชัดเจนว่า การตัดสิทธิ GSP ของประเทศไทย เป็นเพราะประเด็น เนื้อหมู ซึ่งเกิดจากไทย ไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ เพราะประเทศไทยห่วงผลกระทบด้านสุขภาพและอนามัยของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆ เนื้อหมูสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง 100% ทั้งที่เป็นสารที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะสารเร่งเนื้อแดงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรของสหรัฐฯ ลดลง โดยสุกรจะโตเร็วขึ้น และใช้อาหารน้อยลง จึงเป็นสาเหตุให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของสหรัฐฯ สามารถใช้สารนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่ประชาชนชาวสหรัฐฯ เองก็ไม่บริโภคเครื่องใน เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมสารตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง จึงทำให้สหรัฐฯ เกิดขยะอาหารมากมาย และพยายามที่จะกำจัดอยู่ในขณะนี้



สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทย การใช้สารเร่งเนื้อแดง เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย โดยข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สารเร่งเนื้อแดงเป็นสารกลุ่ม เบต้าอะโกนิสต์จัดเป็นสารอันตรายตาม ประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545” และ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2546” ที่ห้ามมิให้ใช้ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์ อย่างเด็ดขาดซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของทางสหภาพยุโรป (EU) และอีกหลายประเทศ ได้แก่ รัสเซีย และจีน ที่มีการห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้านอาหารแก่ประชากรอย่างเต็มที่

สารเร่งเนื้อแดง ในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ถือเป็น ยาที่มีใช้ในทางการแพทย์ มีฤทธิ์ในการขยายหลอดลมสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดและหลอดลมอักเสบ ซึ่งหากสารเบต้าอะโกนิสต์ถูกนำไปผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงสุกร เพื่อเป็นสารเร่งเนื้อแดง จะกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานจากไขมัน ลดการสะสมของไขมัน เพิ่มการสะสมโปรตีนในกล้ามเนื้อ เพื่อให้มีเนื้อแดงเพิ่มขึ้น มองดูเผินๆ แล้วเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ย้ำว่า มีอันตรายต่อสุขภาพของทั้งคน และสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก หากผู้บริโภค (โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว) รับประทานเนื้อหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงแล้ว อาจเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติ นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะเป็นอันตรายโดยตรงต่อสตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งสารกลุ่มนี้ มีคุณสมบัติที่ทนต่อความร้อน ทั้งน้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส และน้ำมันที่ 260 องศาเซลเซียส ดังนั้น การต้มการอบ การทอด หรือการใช้เตาไมโครเวฟ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารกลุ่มนี้ได้

สำหรับอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรในประเทศไทยในปัจจุบันค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ไม่น่าจะมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เพราะเป็นเรื่องที่ ผิดกฎหมาย และมีโทษค่อนข้างสูงหากพบการกระทำความผิดฝ่าฝืนใช้จะมีโทษหนัก ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย ต้องถือเป็นความโชคดีอย่างมากที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อสุกร ปลอดภัยตามหลักมาตรฐานสากลอีกด้วย

การที่ประเทศไทยตัดสินใจไม่รับเนื้อหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ เข้ามาให้ชาวไทยได้บริโภคนั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยคำนึงถึงสุขภาพที่ดีของคนในประเทศ และไม่หลงกลเดินตามเกมส์การเมืองของทรัมป์ที่ต้องการเอาใจเกษตรกรสหรัฐฯ หวังคะแนนเลือกตั้ง .... ในความคิดเห็นของผู้เขียนถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว!!

 

ม.รังสิต เตรียมจัดงาน วันเกษตร-อาหาร รังสิต ครั้งที่ 6 จัด เสริมความรู้ผ่านประชุมวิชาการออนไลน์ เรื่องอาหารอนาคต


             รศ.ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ รักษาการคณบดีคณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร ม.รังสิต เป็นวิทยาลัยที่ถูกก่อตั้งโดยดำริของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีอาหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศไทย อีกทั้งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง ทั้งในเรื่องของปริมาณผลผลิต และเรื่องของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ให้ไปได้ไกลทัดเทียมสินค้าจากนานาประเทศให้ประเทศไทย เป็นการคืนกำไรให้แก่แผ่นดิน ด้วยการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจเชิงบูรณาการ ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้



และเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของการศึกษาด้านการเกษตรแบบบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเตรียมจัดงาน วันเกษตร-อาหาร รังสิต ครั้งที่ 6” ขึ้น ระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2563 ณ สนามหน้าเสาธง มหาวิทยาลัยรังสิต ภายในงาน พบกับผลิตผลและผลิตภัณฑ์การเกษตร อาทิ พืชตระกูลกระบองเพชร (CACTUS) เฟิร์นก้านดำ นิโอ กระบองเพชร เป็นต้น โดยมีกิจกรรมภายในงาน ดังนี้ วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2563  พิธีเปิดงานวันเกษตร-อาหาร ครั้งที่ 6 และกิจกรรมประกวดต้นไม้ชิงรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติบัตร โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล




วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563  ประชุมวิชาการแบบออนไลน์ เรื่อง อาหารอนาคต  Live ผ่าน FB” คณะเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต หัวข้อ “Food for Future” เสนอตอน มหัศจรรย์พืช แปลงร่างเป็นโปรตีน แทน เนื้อสัตว์

Mode 1 สุขภาพดีขึ้น เมื่อ ลด” “ละ” “เลิกเนื้อสัตว์ จริงหรือ?

- ห่างไกลหมอ: เมื่อ เราทา อาหารให้เป็นยาโดย อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์คณบดี สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย

Mode 2 “มหัศจรรย์พืช : เมื่อพืชแปลงร่างเป็นโปรตีน แทน เนื้อสัตว์

- การทาผลิตภัณฑ์เนื้อโดยใช้โปรตีนจากพืช โดย รศ. ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล ผู้อานวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ประกอบการ

- “เบอเกอร์ จิ๋ว อร่อยได้ ไม่ง้อเนื้อสัตว์โดย ทีมนักศึกษา Food RSU

Mode 3 “มุมมองด้านธุรกิจ”: เมื่อ เนื้อทางเลือกจากพืช หาญกล้า สู้ กับ เนื้อสัตว์แท้: ธุรกิจอาหารที่มีอนาคต

- มุมมองด้านธุรกิจ อาหารมังสวิรัติ โดย คุณ ธีรนาฎ โชควัฒนา เจ้าของธุรกิจ Spa Foods และร้านอาหารกระท่อมมังสวิรัติ (ร้านอาหารมังสวิรัติ ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย) - อาหาร Vegan ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ โดย คุณณปภัสสร ต่อเทียนชัย สาวเก่งอายุ 24 ปี เจ้าของร้าน Veganerie ทั้ง 4 สาขา



นอกจากนี้ ยังได้รับชมไม้กระถางที่ได้รับรางวัลจากการประกวด และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563  อบรมเชิงปฎิบัติ เรื่อง Pot & Paint Your Design รอบที่ เวลา 10.00-12.00 น. รอบที่ 2 เวลา 13.00 – 15.00 น. และร่วมสนุกกับการประมูลไม้กระถางหน้าเสาธง





โดยภายในงานทั้ง 3 วัน มีการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารอร่อยมากมายหลากหลายเมนู ขอเชิญผู้สนใจ ชม ช้อป สินค้าภายในงาน และร่วมเสริมความรู้ผ่านประชุมวิชาการออนไลน์ เรื่องอาหารอนาคต ร่วมกิจกรรม workshop Pot & Paint Your Design และชมการแสดงจากสถาบันส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-997-2222 ต่อ 3431

อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมายให้ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ


 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมายให้ นางศรีสมัยโชติวนิช  ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ เข้าไปให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรายนางสาวแตงอ่อน ลอยสายออ ที่อยู่บ้านทุ่งกระถินพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลตะโกทอง อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ เลี้ยงกระบือจำนวนทั้งสิ้น 70 ตัวจำแนกตามอายุ เป็นกระบืออายุ 2-5 ปีจำนวน 58 ตัวลูกกระบือ 12 ตัว มีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมปล่อยออกหากินในทุ่งหญ้าธรรมชาติไม่มีคอกกระบือไม่มีหลังคากันแดดฝน ไม่มีการสนตะพาย  ทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด ปากและเท้าเปื่อยไม่สามารถดำเนินการได้ทุกตัว ประกอบกับช่วง2สัปดาห์ก่อนหน้านี้มีพ่อค้าเข้าไปติดต่อขอซื้อกระบือเกือบทุกวัน จึงทำให้กระบือแสดงอาการป่วยด้วยโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยเจ็บปาก เดินขากะเผลก ทำให้แม่กระบือไม่สามารถลุกขึ้นให้ลูกกินนมได้  ทำให้มีลูกกระบือตาย 4 ตัว คงเหลือกระบือ 66 ตัว






ด้วยความห่วงใยเกษตรกร อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิจัดทีมปศุสัตว์เคลื่อนที่ออกไปตรวจรักษาสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมกำจัดโรคโดยเร็ว และให้เยียวยาเกษตรกรด้วยการสนับสนุนแม่กระบือสาว โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริจำนวน 1 ตัวให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อทดแทนความเสียหายดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรต่อไป

มหันตภัยหมูสหรัฐอุดมสารเร่งเนื้อแดง ทำร้ายผู้บริโภค-ทำลายเกษตรกรไทย


 

ประกาศประธานาธิบดีสหรัฐ (Presidential Proclamation) กรณีสหรัฐจะระงับสิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับสินค้าบางรายการของประเทศไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ 231 รายการ ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธ.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยปมการตัดสิทธิ GSP ด้วยเหตุที่ไทยไม่ได้ให้ความมั่นใจกับสหรัฐว่า จะเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดของไทยได้อย่างเท่าเทียมและสมเหตุสมผล หนึ่งในนั้นน่าจะมาจากการที่ไทยไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างเสรี ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบด้านสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน

เรื่องการผลักดันเนื้อหมูสหรัฐเข้าไทยนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งไทยคัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนหมูและเครื่องในหมูจากสหรัฐมาโดยตลอด เพราะการเปิดนำเข้าหมูนี้ก็ไม่ต่างจากการเปิดรับขยะของชาวอเมริกัน เนื่องจากชิ้นส่วนเหล่านี้ ทั้งหัว ขา โดยเฉพาะเครื่องใน ที่คนอเมริกันไม่กิน เพราะเป็นชิ้นส่วนที่มีการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดงมากที่สุด สุดท้ายสหรัฐจำต้องพับแผนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางอาหารของไทย

แต่การกดดันกลับมาหนักข้อขึ้นในสมัยของ โดนัล ทรัมป์ หลังจากชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559 เป็นต้นมา ตามนโยบาย American First ที่มุ่งลดการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ และให้อเมริกาเป็นแหล่งผลิตและบริโภคเองภายในประเทศ รวมถึงการจัดการกับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น จึงไม่แปลกที่ไทยจะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ที่พญาอินทรีย์อย่างสหรัฐอเมริกาจ้องจะตะครุบ โดยใช้เรื่องการตัดสิทธิ GSP เป็นเครื่องมือกดดันไทยอย่างหนัก

ยิ่งตอนนี้ใกล้เลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ ทรัมป์ จึงไม่ปล่อยโอกาสในการดึงฐานคะแนนเสียงจากบรรดาผู้เลี้ยงหมูสหรัฐที่เป็นกลุ่มใหญ่มากที่มีความสามารถในการเลี้ยงหมูเป็นอันดับ 2 ของโลก ดังนั้นการโชว์เพาเวอร์เพื่อเอาใจฐานเสียง โดยดึงเอาเรื่องการกดดันให้ไทยนำเข้าหมู ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางภาษีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดา

ทั้งๆที่เหตุผลที่ไทยนำมาใช้คัดค้านหมูสหรัฐมาตลอดคือ การที่ไทยกับสหรัฐมีการเลี้ยงหมูที่แตกต่าง โดยเฉพาะการใช้สารปรับสภาพซาก ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดง-แร็กโตพามีน (Ractopamine) ที่ใช้กันเป็นปกติในสหรัฐ แต่ในไทยถือเป็นสารต้องห้ามตามกฎหมาย 2 ฉบับ ทั้งประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ พ.ศ.2546 กลายเป็นข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกัน

การผลักดันหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างอิสระเสรีเข้ามาในไทย จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งในแง่กฎหมายและแง่สุขภาพของคนไทยที่ต้องได้รับการปกป้อง และต้องไม่ยอมให้เนื้อหมูสหรัฐเข้ามาขายปะปนกับหมูไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่สุดในภูมิภาคและในระดับโลก จากผลผลิตหมูคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ปลอดโรค โดยเฉพาะโรคสำคัญในหมูอย่าง ASF ที่ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ปลอดจากโรคนี้ และปัจจุบันผลผลิตหมูขุนมีชีวิตของไทยที่ออกสู่ตลาด 6 หมื่นตัวต่อวัน เป็นการบริโภคในประเทศ 4-5 หมื่นตัวต่อวัน ถือว่าเป็นปริมาณที่มากเพียงพอกับการบริโภคของคนไทย กระทั่งบางช่วงมีมากเกินจนราคาดิ่งลงด้วยซ้ำ หากยอมให้หมูสหรัฐเข้ามาตีตลาดบ้านเรา แล้วจะเอาหมูไทยที่มีมาก แถมยังราคาถูกที่สุดและคุณภาพดีที่สุดไปไว้ที่ไหน ถึงเวลานั้นคนที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกก็หนีไม่พ้นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูคนไทยที่มีมากกว่า 180,000 คน และยังมีผลต่อไปถึงห่วงโซ่การผลิตทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืช ทั้งส่วนของรำข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงภาคอาหารสัตว์ จนถึงเวชภัณฑ์สัตว์ไทย รวมทั้งหมดกว่า 2 แสนราย ที่ ต้องล่มสลายแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับหมูสหรัฐได้

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐเป็นผู้ผลิตสินค้าเนื้อสัตว์รายสำคัญของโลกโดยเฉพาะหมูและไก่เนื้อ ยิ่งไก่เนื้อแล้วไทยนับเป็นคู่แข่งรายสำคัญ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง จนกลายเป็นผู้ผลิตไก่เนื้อเป็นอันดับ 8 ของโลก และเป็นผู้นำด้านการส่งออกเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่ที่ผ่านมาสหรัฐก็ไม่เคยเปิดตลาดไก่เนื้อให้กับไทย โดยอ้างดูแลเกษตรกรในประเทศของตนเอง นี่คือนโยบายการค้าของสหรัฐที่ไม่เคยเอื้อให้ชาติอื่น แต่กลับเรียกร้องให้ชาติอื่นเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง และยังอ้างเหตุผลนานับประการเพื่อกีดกันการค้ากับไทยมาตลอด

โชคดีที่รัฐบาลไทยไม่หลงกลกับเกมส์การค้าที่ไม่โปร่งใสของสหรัฐ ที่บีบไทยให้นำเข้าหมูโดยอ้าง GSP ที่ถือเป็นอีกหนึ่งในการทำลายสถานะทางเศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำถูกแล้ว ที่ต่อสู้เพื่อคนไทยและเกษตรกรไทย ไม่ให้เนื้อหมูและเครื่องในที่เต็มไปด้วยสารอันตราย เข้ามาสร้างปัญหาสุขภาพให้กับคนไทย และไม่ให้มาทำลายอาชีพเกษตรกรไทยอีกหลายแสนคนได้ ถือเป็นการปกป้องประชาชนไทยจากกรงเล็บของพญาอินทรีย์ ขอให้ยืนหยัดอย่ายอมอ่อนข้อให้เขา ต้องไม่ปล่อยให้คนไทยตายผ่อนส่งอย่างเด็ดขาด

บทความโดย อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ : usanee.rak@gmail.com

ไทยเซ็นทรัลเคมี เปิดโครงการ ‘เกษตรสร้างคุณค่า’ ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หวังจุดประกายการแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน


 

บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่อยู่กับภาคเกษตรมากว่า 47 ปี ร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย จุดประกายการแก้ปัญหาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคการเกษตร ผ่าน โครงการ เกษตรสร้างคุณค่า - The Value Creating Agriculture Project” หวังเพิ่มองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งในมุมเศรษฐกิจ ธุรกิจ รวมไปถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเกษตรไทยไปไกลกว่าที่เคย



นายวัชระ ปิงสุทธิวงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี เดินทางมาร่วมเป็นประธานเปิดโครงการ เกษตรสร้างคุณค่า - The Value Creating Agriculture Project” กล่าวว่า ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดทำกิจกรรมการอบรมเกษตรกร ตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าระดับ Sub –Dealer อย่างต่อเนื่อง โดยได้เรียนเชิญนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันและมหาวิทยาลัยมาบรรยาย แลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้านการเกษตรของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมจัดทำแปลงสาธิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นแปลงนาสาธิต ไม้ผล มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย รวมทั้ง พืชผักต่างๆ แต่ในปีนี้  ประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบกับการระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส หรือ COVID-19 ทำให้ไม่สามารถจัดทำโครงการอบรมให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตรได้  บริษัทฯ จึงมีแนวคิดที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการ เกษตรสร้างคุณค่า - The Value Creating Agriculture Project” ขึ้น

โครงการ เกษตรสร้างคุณค่า - The Value Creating Agriculture Project” คือเวทีในการนำเสนอ เผยแพร่ พูดคุยประเด็นต่างๆ ด้านการเกษตร ด้านแนวคิดการทำการเกษตรใหม่ๆ และภาพรวมเศรษฐกิจภาคการเกษตรไทยในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต รวมทั้งเป็นเวทีในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านการทำธุรกิจการเกษตรของประเทศไทย และ สร้างกลุ่ม Smart Farmer โดยเน้นกลุ่มนักศึกษาด้านการเกษตร ธุรกิจเกษตรและผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรรุ่นใหม่ ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ สองกิจกรรม คือ Agri. Insights ซึ่งเป็นการบรรยาย เสวนา ทางวิชาการ ทุกๆ วันเสาร์ ตั้งแต่ 14:00-16:00 น. มีทั้งหมด 10 ตอน โดยเริ่มตอนแรกในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 และกิจกรรมที่สองคือ Thailand Agriculture Forum ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23-24 มกราคม 2564 กิจกรรมนี้จะมีไฮไลต์ ในวันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม 2564 คือ การแข่งขันวิเคราะห์และเสนอแนวคิดเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านการเกษตรของไทย (Agricultural Case Competition) ของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ชิงทุนการศึกษากว่า 200,000 บาท โดยกิจกรรมทั้งหมดจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร นิสิต นักศึกษา นักวิชาการด้านการเกษตร รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจเกษตรของไทย ได้นำความรู้ไปพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป



ด้าน นายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยได้มีกิจกรรมอบรมให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการค้า ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี สำหรับโครงการ เกษตรสร้างคุณค่าสมาคมฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดหัวข้อบรรยายต่างๆ และได้ประสานงานเรียนเชิญนักวิชาการระดับประเทศ ที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้และความชำนาญของแต่ละท่านให้แก่ผู้สนใจ เข้ารับฟังและชมรายการดังกล่าว โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 10 เรื่อง คือ 1.ข้าว : การผลิตและการเพิ่มมูลค่าข้าวไทย  2.ผลไม้ : การผลิตการส่งออกและแนวโน้มตลาด 3.ยางพารา : อนาคตและการปรับตัวของเกษตรกร 4.แนวทางปฏิบัติและการจัดการในภาคเกษตร นิยามบทบาทและความเหมาะสมของเคมีและอินทรีย์ 5.ห่วงโซ่มูลค่าในภาคเกษตร/การเพิ่มมูลค่าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ 6.เทคโนโลยีการเกษตร/การปฏิบัติจริงและความเป็นไปได้ในอนาคต 7.น้ำ : การบริหารและการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร 8.การจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืนและความมั่นคงด้านอาหาร และมนุษย์ 9.การจัดการที่ดีตามวิถีเกษตรก้าวหน้า 10.การบริหารการเงินและภาษีสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร  ทางสมาคมฯ หวังว่าการบรรยายทั้ง 10 เรื่องนี้ จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้หรือไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทุกภาคส่วนของวงการธุรกิจการเกษตรไทยต่อไป



รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยต้องมีการปรับโฉมกันครั้งใหญ่ เพราะประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินเดีย จีน ได้แซงหน้าไปไกลกว่าประเทศไทยแล้ว ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก ที่หลายๆ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน NGO และประชาชน จะได้ช่วยกันนำความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาภาคการเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาช่วยกันพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน



รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความยินดีที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการ เกษตรสร้างคุณค่าเพราะมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวบรวมความรู้และงานวิจัยต่างๆ มากมาย ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้ปุ๋ยและธาตุอาหารพืช  เกษตรกรยังใช้ปุ๋ยแบบเดิม ทั้งๆ ที่ปัจจุบันสภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้น งานวิจัยของมหาวิทยาลัย จะเป็นหัวใจของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะสามารถไปปฏิบัติได้ในพื้นที่จริง

นางสาววรวลัญช์ พชรสิริกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โครงการ เกษตรสร้างคุณค่าเป็นโครงการเสริมความรู้ให้กับนักศึกษานอกเหนือจากทฤษฎีที่ได้เรียนมาในมหาวิทยาลัย เพราะความรู้ที่ได้จะมีทั้งในเรื่องการวางแผนจัดการด้านการเกษตร นวัตกรรมใหม่ๆและการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร หากนำความรู้ที่ได้มารวมกับทฤษฎีที่เรียนมาก็จะสามารถนำไปประยุกต์และจุดประกาย ความคิดใหม่ๆ ให้พวกเรามีแนวทางในการพัฒนาประเทศ และถ้าเราร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย ก็จะส่งผลดีกับประเทศได้ในอนาคต

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการ เกษตรสร้างคุณค่า - The Value Creating Agriculture Project” ได้ที่ www.kasetsarngkhunka.com และ Facebook ปุ๋ยเต็มสูตร ตราหัววัว คันไถ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” สู่พืชเศรษฐกิจรายได้สูงที่ตลาดต้องการ


“เฉลิมชัย” ชวนเกษตรกร เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” สู่พืชเศรษฐกิจรายได้สูงที่ตลาดต้องการ นำร่อง กล้วยหอมทอง อ.แม่แตง การันตีราคาขาย พร้อมเตรียมจับมือ Beisia นำเข้าผลผลิตสู่ญี่ปุ่น



ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยที่ผ่านมา ได้ยึดหลัก ตลาดนำการเกษตรควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายอย่างเหมาะสมเพื่อให้ก้าวทันยุคสมัย ซึ่งนอกจากการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแล้ว สินค้าเกษตรต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย และแน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่ถือเป็นหัวใจหลักของการผลิต คือการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้เหมาะสม โดยผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ที่ตลาดมีความต้องการสูง



กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เตรียมวางแนวทางเพื่อดำเนินโครงการ เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับแน่นอน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังให้ผลตอบแทนที่สูง คุ้มค่าแก่เกษตรกร โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงยังลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร ด้วยการร่วมมือกับบริษัทประกันภัยสินค้าเกษตร รองรับกรณีเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อยืดอายุของสินค้าเกษตร สร้างโอกาสในการส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังก่อเกิดการจ้างแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ผลผลิตไม่เพียงพอและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ อาทิ กล้วยหอมทอง โกโก้ กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลันเตา ข้าวโพดฝักอ่อน มะปราง มะยงชิด

การดำเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้ได้มีการศึกษาและเริ่มนำร่องแล้วในพืชเศรษฐกิจ กล้วยหอมทอง เป็นชนิดแรก กำหนดพื้นที่เป้าหมายจำนวน 300 ไร่ อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เหมาะสมกับการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง โดยเบื้องต้นมีการหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer  ผู้ประกอบการ และเกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่ ที่สนใจปรับเปลี่ยนการผลิตสู่กล้วยหอมทองร่วมกัน ซึ่งพบว่า พื้นที่ดังกล่าว สามารถให้ผลผลิตที่ได้คุณภาพมาตรฐาน โดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 64 ราย พื้นที่รวม 167 ไร่  กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 21,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 9 - 11 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) มีการจำหน่ายตามเกรดต่างๆ ของผลผลิต โดยเกรด A ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ 14 บาท/กก. ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4,160 กก./ไร่ สร้างรายได้ 54,080 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,000 บาท/ไร่ 



ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองที่ได้ นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ จึงทำให้กล้วยหอมทองไทย เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น Beisia Supermarkets ที่มีความต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปี นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับทาง Beisia  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีน้ำนาโน  (Fine Bubble Technology) ที่มีการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่น เพื่อรักษาสภาพและยืดอายุของสินค้าเกษตรในการส่งออกอีกด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ MOU ร่วมกันระหว่างกลุ่มเกษตรกร Beisia Supermarkets  และบริษัทประกันภัย ในช่วงต้นปี 2564  โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้ดำเนินการหลักในการประสานความร่วมมือ MOU ดังกล่าว และหลังจากนั้นจะขยายผลการดำเนินโครงการไปยังกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในระยะต่อไป

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการทำเกษตรสมัยใหม่  ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล Big data และ Agri – Map Online  เพื่อให้เกษตรกรมีการวางแผนและเลือกเพาะปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม ได้ผลตอบแทนสูง  อีกทั้งยังสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยยังคงเน้นการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดออนไลน์เพื่อให้สอดรับยุค New Normal เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน GDP ภาคเกษตรเติบโต อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพ และความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร ตลอดจนภาคเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพร่วมกัน


สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...