วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” สู่พืชเศรษฐกิจรายได้สูงที่ตลาดต้องการ


“เฉลิมชัย” ชวนเกษตรกร เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” สู่พืชเศรษฐกิจรายได้สูงที่ตลาดต้องการ นำร่อง กล้วยหอมทอง อ.แม่แตง การันตีราคาขาย พร้อมเตรียมจับมือ Beisia นำเข้าผลผลิตสู่ญี่ปุ่น



ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยที่ผ่านมา ได้ยึดหลัก “ตลาดนำการเกษตร” ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายอย่างเหมาะสมเพื่อให้ก้าวทันยุคสมัย ซึ่งนอกจากการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแล้ว สินค้าเกษตรต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย และแน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่ถือเป็นหัวใจหลักของการผลิต คือการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้เหมาะสม โดยผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ที่ตลาดมีความต้องการสูง



กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เตรียมวางแนวทางเพื่อดำเนินโครงการ เปลี่ยน “ปลูก” ให้ “ใช่” เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับแน่นอน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังให้ผลตอบแทนที่สูง คุ้มค่าแก่เกษตรกร โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงยังลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร ด้วยการร่วมมือกับบริษัทประกันภัยสินค้าเกษตร รองรับกรณีเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อยืดอายุของสินค้าเกษตร สร้างโอกาสในการส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังก่อเกิดการจ้างแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ผลผลิตไม่เพียงพอและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ อาทิ กล้วยหอมทอง โกโก้ กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลันเตา ข้าวโพดฝักอ่อน มะปราง มะยงชิด

การดำเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้ได้มีการศึกษาและเริ่มนำร่องแล้วในพืชเศรษฐกิจ กล้วยหอมทอง เป็นชนิดแรก กำหนดพื้นที่เป้าหมายจำนวน 300 ไร่ อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เหมาะสมกับการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง โดยเบื้องต้นมีการหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer  ผู้ประกอบการ และเกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่ ที่สนใจปรับเปลี่ยนการผลิตสู่กล้วยหอมทองร่วมกัน ซึ่งพบว่า พื้นที่ดังกล่าว สามารถให้ผลผลิตที่ได้คุณภาพมาตรฐาน โดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 64 ราย พื้นที่รวม 167 ไร่  กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 21,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 9 - 11 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) มีการจำหน่ายตามเกรดต่างๆ ของผลผลิต โดยเกรด A ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ 14 บาท/กก. ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4,160 กก./ไร่ สร้างรายได้ 54,080 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,000 บาท/ไร่ 



ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองที่ได้ นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ จึงทำให้กล้วยหอมทองไทย เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น Beisia Supermarkets ที่มีความต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปี นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับทาง Beisia  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีน้ำนาโน  (Fine Bubble Technology) ที่มีการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่น เพื่อรักษาสภาพและยืดอายุของสินค้าเกษตรในการส่งออกอีกด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ MOU ร่วมกันระหว่างกลุ่มเกษตรกร Beisia Supermarkets  และบริษัทประกันภัย ในช่วงต้นปี 2564  โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้ดำเนินการหลักในการประสานความร่วมมือ MOU ดังกล่าว และหลังจากนั้นจะขยายผลการดำเนินโครงการไปยังกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในระยะต่อไป

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการทำเกษตรสมัยใหม่  ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล Big data และ Agri – Map Online  เพื่อให้เกษตรกรมีการวางแผนและเลือกเพาะปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม ได้ผลตอบแทนสูง  อีกทั้งยังสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยยังคงเน้นการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดออนไลน์เพื่อให้สอดรับยุค New Normal เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน GDP ภาคเกษตรเติบโต อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพ และความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร ตลอดจนภาคเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพร่วมกัน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...