วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ปศุสัตว์ปลื้ม ปีทองหมูไทย ตลาดต่างประเทศอ้าแขนรับ หมูปลอดสาร-ปลอดโรค


 

ในห้วงเวลาที่โควิด-19 ยังคงพ่นพิษทำให้หลายประเทศต้องระส่ำระส่าย ทั้งเรื่องโรคที่ยังควบคุมไม่ได้ ระบบโลจิสติกที่แทบจะหยุดชะงัก การขนส่งเคลื่อนย้ายสินค้ายากลำบาก ส่งผลต่อความหวั่นวิตกในความมั่นคงและความปลอดภัยในอาหาร

ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อม ทั้งในแง่ของความเพียงพอและมั่นคงในอาหาร เพื่อคนไทยและผู้บริโภคทั้งโลก ที่สำคัญอาหารที่ผลิตได้นั้นมีความปลอดภัยในระดับสูง เรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ย้ำว่า ภายใต้ความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ สุกรสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็น สินค้าเรือธงในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็น ปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง



สำหรับหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการเรื่องนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ให้ข้อมูลภาพว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) จากการให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก สะท้อนจากความสามารถในการส่งออกหมูสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรทั่วโลก แต่ไทยยังคงสถานะ ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดสารเร่งเนื้อแดงเพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่โดน ASF เล่นงาน ปริมาณผลผลิตในประเทศจึงลดลง ทำให้ราคาหมูมีชีวิตสูงขึ้น ล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรไปเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว 

ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ที่สำคัญยังช่วยสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะปี 2563 นี้ ไทยส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% จากปีที่ผ่านๆมา



ล่าสุดครม. อนุมัติงบฯกลางของสำนักนายกรัฐมนตรี วงเงิน 1,111 ล้านบาท ให้กับกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้ป้องกัน ASF ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) ถือเป็นการยกระดับการป้องกันที่เข้มงวดขึ้น และยังเป็นแรงหนุนสำคัญในการสร้างปราการป้องโรค ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเข้าไทยได้

สำหรับหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆในสุกร ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสัตว์เป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด

รวมถึงการควบคุมทุกๆโรคในสุกรอย่างเข้มงวด สำหรับฟาร์มที่พบปัญหาสุขภาพสัตว์ หรือต้องสงสัยว่ามีโรคระบาด ก็จะเข้าสู่มาตรการทําลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาด ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ เพื่อขีดวงจำกัดไม่ให้แพร่กระจายไปยังฟาร์มอื่นๆ ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ของภาครัฐ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรค ทุกคนต่างเน้นการจัดการฟาร์มตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มแข็ง ตามหลัก ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ 

ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ทั้ง 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของพิกบอร์ด โดยมีการรายงานภาวะการส่งออกต่อ รมว.พาณิชย์ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ทุกๆ 15 วัน

ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นภาพสะท้อนปีทองของหมูไทย กับความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติได้อย่างแท้จริง

ซีพีเอฟปลื้ม ผู้บริหารเข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากหลายสถาบัน


            คณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2563 จากหลายสถาบันการศึกษา ด้วยความโดดเด่นด้านการบริหารธุรกิจและสร้างบุคลากร นำซีพีเอฟสู่เวทีโลก นำโดย นายภราดร จินขุนทอง กรรมการผู้จัดการ ซี.พี. ตุรกี รับโล่รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพ/หน้าที่การงาน โครงการศิษย์เก่าดีเด่น 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง จากสมาคมศิษย์เก่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 




               ขณะที่ สมาคมนักศึกษาเก่าเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น แก่ นายสันติภาพ ศรีสุวรรณภิพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง (มาเลเซีย) จำกัด และ นายดวงมนู ลีลาวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญการจัดการสัตว์ปีก ซีพีเอฟ ด้าน นายสายัน บุญวงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบัญชีการเงิน เขตประเทศรัสเซีย ซีพีเอฟ รัสเซีย รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จับมือ มทร.ธัญบุรี จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพช่างเสริมสวยครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

นางสาววรชนาธิป จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า  ตามที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัดทำโครงการมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจเสริมสวย ในระยะที่ 1 (สาขาช่างทำผม) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงได้มีการต่อยอดโครงการมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจเสริมสวย  ระยะที่ 2 ขึ้นมา เพื่อกำหนดระดับสมรรถนะของผู้ประกอบอาชีพในกลุ่มอาชีพด้านธุรกิจเสริมสวย เพิ่มเติมจากอาชีพช่างทำผม ได้แก่ กลุ่มอาชีพด้านการแต่งหน้า การเสริมความงาม  ทำเล็บ สักคิ้ว ต่อขนตา ให้เป็นมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ที่สำคัญยังรองรับวิถี New Normal ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ



ปัจจุบันการประกอบอาชีพอะไรก็ตามเรื่องมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ จะแค่ทำได้ทำเป็นอาจจะไม่พอ ต้องทำแบบมืออาชีพมีมาตรฐานรองรับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการพัฒนามาตรฐานอาชีพและคุณวุฒวิชาชีพด้านต่างๆ ขึ้นมา โดยขณะนี้มีการกำหนดแบบประเมินมาตรฐานอาชีพกว่า 800 สาขาอาชีพ ครอบคลุมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม ภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้สนใจเข้าสู่กระบวนการประเมินแล้วกว่า 2 แสนราย ซึ่งมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจเสริมสวย เป็น  1 ในสาขาอาชีพที่เกี่ยวกับธุรกิจเสริมสวย ที่ได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพเป็นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ที่อยู่ในธุรกิจเสริมสวยอย่างครบวงจร 



นอกจากการสร้างมาตรฐานวิชาชีพต่างๆ ให้ผู้ที่เข้าสู่การประเมินสามารถนำไปต่อยอดอาชีพและธุรกิจของตนเองได้แล้ว ยังพยายามพัฒนาต่อยอดเพิ่มโอกาสให้คนในธุรกิจมีอาชีพที่ยั่งยืน ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมให้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น ด้านสุขลักษณะที่คนจะเป็นช่างพึงปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการโดยเฉพาะในยุคโควิด-19 หรือการสร้างตลาดออนไลน์ หรือ  E-Commerce เพิ่มช่องทางการจำหน่ายอีกทางหนึ่ง พร้อมกันนี้ได้ทำแอปพลิเคชั่น Propin หรือ ปักหมุดมืออาชีพ เป็นแหล่งข้อมูลค้นหาสุดยอดมืออาชีพสาขาต่างๆ ได้จากแอปนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ประเมินที่ได้โปรโมตตนเอง ผู้ประกอบการที่ต้องการช่างมืออาชีพก็มาหาได้ในนี้ หรือผู้บริโภคเองสามารถค้นหาช่างมือโปรเพื่อให้เกิดความมั่นใจที่จะได้รับบริการจากช่างที่มีมาตรฐานแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง



ด้าน รศ.ดร.เนตร์พัณณา ยาวิราช ผู้จัดการโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาธุรกิจเสริมสวย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานระยะที่ 2 หลังจากที่จัดทำมาตรฐานระยะที่ 1 ไปในด้านการทำผม ซึ่งยังไม่ครอบคลุมกับธุรกิจเสริมสวย จึงได้จัดทำมาตรฐานสาขาอาชีพต่างๆ เพิ่มเติม ตามที่ใช้งานในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยอาชีพนักบริหารธุรกิจเสริมสวย ทำผม แต่งหน้า ทำเล็บ สักคิ้ว ต่อขนตา เนื่องจากมองว่าปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้บริการเสริมสวยมากขึ้น แต่การใช้บริการไม่สามารถทราบได้ว่าร้านไหนหรือช่างคนไหนมีมาตรฐานหรือใบรับรองหรือไม่ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จึงได้ร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จัดทำมาตรฐานวิชาชีพขึ้นมา โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมบริการสุขภาพ มาร่วมให้ความรู้ที่ต้องใช้ในอาชีพนี้ด้วย เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในธุรกิจเสริมสวยได้มีมาตรฐานอาชีพที่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ

                                                                        

 

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ซีพีเอฟ รับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสัตว์ GMP+ ตลอด Feed Value Chain รายแรกของไทย


         บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับมาตรฐานรับรองระบบความปลอดภัยอาหารสัตว์ในระดับสากล GMP+ B1 B2 และ B3 เป็นรายแรกและรายเดียวของไทยที่ได้รับการรับรองระบบ GMP+ ตลอดทั้ง Feed Value Chain สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ปลอดภัย เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก



        นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ธุรกิจอาหารสัตว์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เพื่อการผลิตเนื้อสัตว์ นม ไข่ และอาหารอื่นๆ ที่มีคุณภาพ ซีพีเอฟจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สอดคล้องตามมาตรฐานและข้อกำหนดของภาครัฐและประเทศคู่ค้า

        ซีพีเอฟเริ่มจัดทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO9001 มาตั้งแต่ปี 2543 และยกระดับระบบมาตรฐานอาหารสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก ปักธงชัย ได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารสำหรับสัตว์ GMP+ (GMP Plus) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาใช้ จากความโดดเด่นของระบบที่คำนึงถึงปัญหาสุขภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ และคำนึงถึงข้อกำหนดระหว่างประเทศ โดยซีพีเอฟได้รับความรู้จากโครงการความร่วมมือระหว่างสมาคมอาหารสัตว์ไทยและประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรของบริษัท จนสามารถพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ระบบ GMP+ และเป็นต้นแบบให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟและบริษัทอื่นๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยของประเทศไทยสู่สากล



        “ความมุ่งมั่นในการนำระบบมาตรฐานนี้มาใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก ปักธงชัย ได้รับรองมาตรฐาน GMP+ B1 เป็นรายแรกของประเทศ ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ท่าเรือ ได้รับรองระบบ GMP+ B2 สำหรับการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ และ GMP+ B3 สำหรับขอบข่ายการขนถ่ายวัตถุดิบ ซีพีเอฟ จึงเป็นรายแรกและรายเดียวของไทย ที่ได้รับรองระบบ GMP+ ตลอดทั้ง Feed Value Chain และระบบนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น” นายเรวัติ กล่าว

        ด้าน นายสตีฟ เฮนดริก ริทเซม่า (Mr.Steef Hendrik Ritzema) Managing Director บริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของซีพีเอฟ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP+ B1 B2 และ B3 ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของซีพีเอฟ สอดคล้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของ GMP+ สำหรับการประกันความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสมบูรณ์ และชื่นชมความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลักดันการรับรองของซัพพลายเออร์ เพื่อร่วมรักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาหารสัตว์ในระดับสูง ด้วยการประกันคุณภาพอาหารสัตว์และบริการที่ถูกกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอและโปร่งใส

        “หลังจากการระบาดของ COVID-19 ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาหารสัตว์ถือเป็นต้นน้ำที่มีบทบาทอย่างยิ่งในเรื่องนี้ ดังนั้น การรับรองระบบมาตรฐาน GMP+ ของซีพีเอฟในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลิตอาหารสัตว์คุณภาพปลอดภัยในระดับสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดห่วงโซ่อุปทาน แสดงถึงความรับผิดชอบและใส่ใจในสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลก” มร.สตีฟ เฮนดริก ริทเซม่า กล่าว

มกอช. ติวเข้มเจ้าหน้าที่โครงการหลวง-สวพส. เตรียมความพร้อมยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่มาตรฐาน

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) เป็นองค์กรที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์ป่าและคุณภาพป่าต้นน้ำ ซึ่งประกอบอาชีพด้านการเกษตร และเป็นส่วนสำคัญที่ป้องกันปัญหาการรุกพื้นที่ป่าไม้ ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวง มีเกษตรกรผู้ปลูกพืช ได้แก่ ผัก ไม้ผล ไม้ดอก ชา กาแฟ ข้าว และพืชไร่ ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 39 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่สูงใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา และตาก ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นคุณภาพ ทำให้ผลผลิตของโครงการหลวง ดี อร่อย สด สะอาด ปลอดภัยจึงสามารถพัฒนาการผลิตของเกษตรกรจนได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การพัฒนาระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง



มกอช.ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนงานยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ภารกิจของที่ปรึกษาเกษตรกร เทคนิคการเป็นผู้ตรวจประเมินภายใน และคู่มือระบบบริหารคุณภาพ ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริม ที่ปรึกษาเกษตรกรประจำศูนย์พัฒนาโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวง เจ้าหน้าที่ประจำโรงคัดบรรจุของมูลนิธิโครงการหลวง และเจ้าหน้าที่ของ สวพส. จำนวน 550 คน เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในข้อกำหนดตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) มีทักษะในการฝึกตรวจประเมินแปลง และการเป็นที่ปรึกษาเกษตรกร สำหรับเตรียมความพร้อมการตรวจประเมินจากหน่วยรับรอง ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้ในการจัดระบบเพื่อให้ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์



นายพิศาล กล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวฯ จะจัดขึ้น 6 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 และมกราคม 2564 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ของโครงการหลวง และ สวพส.ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่มาตรฐาน ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสอดคล้องทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยุทธศาสตร์ของ มกอช. ในการส่งเสริมและผลักดันการนำมาตรฐานสู่การปฏิบัติตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร

มกอช. จะร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. หารือในประเด็นการส่งเสริม ผลักดัน การนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ และการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ด้านการมาตรฐานและการตรวจประเมินให้กับเจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดทำระบบและขอการรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Product Certification)” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

                                  

 

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมสหกรณ์ “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจัดลงกระเช้ามอบเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูแนวคิด ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน  และผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรรุ่นใหม่ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จัดลงกระเช้าของขวัญและตกแต่งสวยงาม ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นสินค้าหลากหลายและมีประโยชน์ จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 – 12 มกราคม 2564 พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อซื้อสินค้าครบ 5,000 บาท หวังใช้โอกาสปีใหม่ช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น



นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมง    และปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจกับทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์  เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนต่าง ๆ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่




ในปีที่ผ่าน ๆ มา ทราบว่ามีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจติดต่อและสั่งซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่และสินค้าของสหกรณ์กันอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อของไทยและใช้ของไทยที่เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และที่พิเศษสุดสำหรับปีนี้ เรามีสินค้าและผลผลิตจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรมาร่วมจำหน่ายด้วย เนื่องจากในปีที่ผ่านมา เราพยายามที่จะสร้างคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญในอาชีพการทำเกษตร ได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเพื่อสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ และมีการพัฒนาการทำเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มาต่อยอดพัฒนาการกระบวนการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลผลิตการเกษตร ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยกระดับไปสู่การเป็นสินค้าระดับ พรีเมี่ยมเพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นรมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่าง ๆ โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์  และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีและเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสามารถรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร



สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ข้าวสังข์หยด  ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เห็ดสมุนไพร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่าง ๆ

           นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรชงดื่ม อาทิ ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมและเครื่องดื่ม นม UHT น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการหลวงดอยคำ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย     เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากยางพารา เช่น หมอนยางพารา ตุ๊กตาสำหรับเด็ก และสินค้าในปีนี้เพิ่มเติมแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เช่น ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันญี่ปุ่น จากลูกหลานเกษตรกรจากจังหวัดขอนแก่น มะขามคลุก มะเขือเทศแช่อิ่ม กระเทียมโทนดองน้ำผึ้งและสามรส จากจังหวัดเชียงใหม่ ผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี ซูกินี (แตงกวาญี่ปุ่น) มะเขือเทศราชินีสีแดงและสีเหลือง เกรฟฟุ๊ด พริกยักษ์ และกะหล่ำม่วง จากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ จำกัด

        ราคาของกระเช้าสินค้าสหกรณ์มีหลายราคาตั้งแต่ 500 – 3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯ ได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ห้องประชุม 126 ชั้น 1 อาคาร 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ กรุงเทพฯ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 – 12 มกราคม 2564 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และวันเสาร์ อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. หน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 628 5512 หรือ 06 5524 1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สมาคมหมูชี้ปลายปีท่องเที่ยวคึกคักหนุนบริโภคเพิ่ม ย้ำเอาอยู่โรคหมูตามฤดูกาล


น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยในช่วงปลายปีเช่นนี้มีแนวโน้มสดใส จากภาวะการบริโภคที่คึกคักเป็นปัจจัยสนับสนุน ทั้งการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในบางภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นในภาคเหนือที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้ผลดีมากอย่างเช่นโครงการ "คนละครึ่ง" ที่มีผู้ร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้การบริโภคอาหารจากเนื้อสุกรมากขึ้นถึง 100% จากช่วงก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในช่วงสิ้นปีและปีใหม่ที่อาจจะสูงถึง 300% ด้วยเหตุนี้ทำให้บางพื้นที่ต้องการผลผลิตหมูเพิ่ม เพื่อรองรับการบริโภคที่มากขึ้น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรร่วมกับผู้เลี้ยง จึงร่วมกันบริหารจัดการด้วยการส่งชิ้นส่วนสุกรหรือสุกรแปรรูป จากภาคกลางไปเติมเต็มความต้องการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน



ส่วนประเด็นเรื่องโรคในสุกรที่มีกระแสข่าวในช่วงนี้ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวของปี ที่ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนในวงการหมูต่างรับทราบและเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยได้เน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสัตว์เป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด สำหรับฟาร์มที่พบปัญหาสุขภาพสัตว์ หรือต้องสงสัยว่ามีโรคระบาด ก็จะเข้าสู่มาตรการทําลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาด ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ เพื่อขีดวงจำกัดไม่ให้แพร่กระจายไปยังฟาร์มอื่นๆ ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ของภาครัฐ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยโรคที่มักพบและเป็นโรคตามฤดูกาลอยู่แล้ว อาทิ PRRS (เพิร์ส) และ APP ที่ติดต่อเฉพาะในสุกรไม่ติดต่อสู่คน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถควบคุมโรคต่างๆ ไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมสุกรได้

ผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างจับมือเหนียวแน่น ในการป้องกันโรคติดต่อในสุกร เน้นการจัดการฟาร์มตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก ส่วนการส่งออกมีคณะกรรมการดูแลอยู่ ทั้งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก โดยมีการรายงานภาวะการส่งออกต่อ รมว.พาณิชย์ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ทุกๆ 15 วัน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคา ขอให้มั่นใจและให้ความร่วมมือต่อเนื่อง รวมถึงอย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือต่างๆน.สพ.วิวัฒน์ กล่าว.

 

ภูเก็ต จัดงาน “วันดินโลก 63”


             จังหวัดภูเก็ต เปิดงานวันดินโลก 2563 อย่างยิ่งใหญ่ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่9 หลังจากองค์การสหประชาชาติ ให้ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก โดยปีนี้ จัดภายใต้ แนวคิด รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน

เมื่อวันที่ 2ธันวาคม2563 ที่ผ่านมา สถานีพัฒนาที่ดินภูเก็ต อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นำโดยนาย พิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน เปิดงานวันดินโลก จังหวัดภูเก็ต ประจำปี2563 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปีนี้ จัดอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน หรือ Keep soil alive, protect soil biodiversity



นายปัญญา ใจสมุทร ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินภูเก็ต กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติกว่า 200 ประเทศ จึงพร้อมกันจัดงานวันดินโลก เพื่อเฉลิมฉลองและนำเสนอประเด็นบทบาทความสำคัญของทรัพยากรดินที่มีต่อความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้ประชากรโลกได้รับรู้  และตระหนักถึงทรัพยากรดินที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ชาติ ที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยปีนี้เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญ ของการรักษาความหลากหลายหาชีวภาพในดิน เพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์ จังหวัดภูเก็ต  อีกทั้ง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกริบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร



ภายในงาน มีการจัดนิทรรศการวันดินโลก บรรยายพิเศษ มีการสาธิต การสร้างงาน สร้างอาชีพ และการจัดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยมีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ สำหรับงานวันดินโลก จังหวัดภูเก็ต จัดถึงวันที่ 3ธันวาคม 2563 ที่สถานีพัฒนาที่ดินภูเก็ต อำเภอถลาง จังวัดภูเก็ต ซึ่งตลอดเดือนธันวาคม คณะทำงานการจัดงานวันดินโลก จังหวัดภูเก็ตจะเน้นส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพทางดินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสม เช่น การรณรงค์ส่งเสริการปลูกป่า ลดการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกหญ้าแฝก การใช้วัสดุคลุมดินหรือห่มดิน การส่งเสริม ความรู้เรื่องการพัฒนาที่ดิน และให้ความรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพทางดินเพื่อก่อให้เกิดแนวทางในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ มีมติ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556ประกาศรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นวันดินโลก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมาย กระทวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการจัดกิกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปี

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ประกาศสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ประกาศสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนพระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร พร้อมทั้งสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 



รายงานข่าวแจ้งว่า   คณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ออกประกาศ เรื่อง รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563โดยระบุว่าด้วยสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความประสงค์รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ  ปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานฯ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยผู้สมัครมีคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามดังนี้  1. มีอายุไม่เกิน 65 ปี 2. สามารถทำงานให้แก่สำนักงานฯ ได้เต็มเวลา 3.ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ พรรคการเมือง(ณ วันที่ได้รับการแต่งตั้ง) 4. ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ 5.ไม่เป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การมหาชนอื่น 6.ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ปฏิบัติงานของ องค์การมหาชนอื่น 7.เป็นผู้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่เป็นผู้มีหรือเคยมีพฤติกรรม ล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นต้น โดยให้เป็นไปตามประกาศคณะอนุกรรมการสรรหาฯ 



ส่วนคุณสมบัติพึงประสงค์  1. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน คณะกรรมกาข้าราชกาพลเรือน รับรองคุณวุฒิ และอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์  2.มีความเป็นผู้นำ มีความสามารถสูงในการตัดสินใจสั่งการ และสามารถดำเนินนโยบายที่ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ 3. มีความรู้ ความเข้าใจในพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรกฤษฎีใหม่ และโครงการพระราชดำริ ด้านการเกษตร 4.มีความรู้และประสบการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการเกษตร ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน และสังคม และด้านการพัฒนา ความร่วมมือกับเครือข่ายและภาคีตลอดจนการขยายผลเครือข่าย 5.มีความรู้ความเข้าใจ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารสำนักงาน 6. มีประสบการณ์ในการทำงานระดับบริหาร ไม่น้อยกว่า 2 ปี 7.กรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารหน่วยงานภาคเอกชนต้องดำรงตำแหน่ง ผู้บริหาร ระดับที่สองขององค์กร ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น    

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ www.wisdomking.or.th และต้องยื่นใบสมัครคัดเลือกตามแบบและเอกสารประกอบ ตามที่คณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบได้ด้วยตนเอง หรือจัดส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) จ่าหน้าซองถึง ประธานอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อยู่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ระหว่างเวลา 08.30  16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) สามารถศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวอุรวี พักตร์วิภา หมายเลข 093-565-9691 และนางสาวสุภารัตน์ ปานผดุง หมายเลข 089-096-3954

สำหรับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพ พร้อมทั้งสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในด้านการเกษตร โดยมุ่งเน้นการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ และรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรมด้านการเกษตร บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงส่งต่อสู่ประชาชน รวมถึงสร้างเครือข่ายและภาคีความร่วมมือในการขยายผลการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะการเกษตรคือรากฐานของชีวิต ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อโลก อีกทั้งทางพิพิธภัณฑ์ก็ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการนำเสนอเพื่อให้การชมพิพิธภัณฑ์น่าสนใจและสนุกยิ่งขึ้น ซึ่งจะได้เห็นการประยุกต์ใช้การเกษตรกับเทคโนโลยีในพิพิธภัณฑ์นี้ด้วย

 

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คู่ค้า SMEs ของซีพีเอฟ ยิ้มรับ เครดิตเทอม 30 วัน ฟื้นสภาพคล่อง อุ้มธุรกิจเดินหน้าต่อเนื่อง

         คู่ค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในจังหวัดต่างๆ 6 พันราย ได้ประโยชน์เต็ม จากโครงการเครดิตเทอม 30 วัน (Faster Payment) ช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สามารถเดินหน้าธุรกิจโดยไม่หยุดชะงัก ฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 ได้แข็งแกร่ง ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ Faster Payment ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยคู่ค้าธุรกิจที่เป็น SMEs ที่มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทและรายบุคคล รวม 6 พันคน ผ่านการให้เครดิตเทอมภายใน 30 วันหลังตรวจรับสินค้าและบริการครบถ้วน เป็นอีกโครงการที่ซีพีเอฟต้องการช่วยเหลือคู่ค้า SMEs ของซีพีเอฟ บรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และฟื้นตัวก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตไปด้วยกัน

        นายสุวัฒน์ บุษบาวศินกุล กรรมการผู้จัดการ หจก.แอ๊ดวานซ์ คอมเมอร์ซ ผู้ให้บริการซ่อมแซมมอเตอร์ จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ต้องขอบคุณซีพีเอฟ ที่ปรับเครดิตเทอมภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาลงทุนและใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาธุรกิจและลูกจ้างให้อยู่ทำงานได้



         นายพีรณัฐ หุ่นธานี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพาที จำกัด กล่าวว่า สยามพาทีเป็นคู่ค้าของซีพีเอฟให้บริการปั๊มและวาล์วอุตสาหกรรม ในจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ SMEs ยอดสั่งซื้อน้อยลงมาก การได้รับเครดิตเทอมภายใน 30 วันช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น สามารถขยายงานหรือมีเงินลงทุนสำหรับรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องกู้ยืม ลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ และยังนำเงินไปใช้ปรับปรุงสภาพการทำงานของลูกจ้างให้ดีขึ้นอีกด้วย

       นายเกษม วิบูลย์รัตนศรี ผู้จัดการ ห้างหุ่นส่วนจำกัด สุภัคแอร์ เซลส์ แอนด์เซอร์วิส  จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องปรับอากาศและงานซ่อมบำรุงแอร์ จ.สระบุรี กล่าวว่า โครงการเครดิตเทอม 30 วันของซีพีเอฟ ช่วยสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ cashflow  ของบริษัทดีขึ้นกว่าเดิม เอื้อให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยน การจัดการด้านการบริหารเงินทุนภายในร้านได้และวางแผนการสั่งสินค้าได้คล่องตัวขึ้น  และมีความมั่นใจที่จะวางแผนในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

         นายนันตพร ศิรินุพงศ์ เจ้าของกิจการ หจก.นิธิกร เอ็นจิเนียริ่ง ผู้ผลิตเครื่องจักรและงานกลึงครบวงจร จ.สระบุรี กล่าวว่า ในช่วงการระบาดโควิด 19 มีผลกระทบกับงานลดลงไปบางส่วน ซึ่งจากโครงการเครดิตเทอม 30 วัน  ทางหจก.ฯขอขอบคุณผู้บริหารของซีพีที่เล็งเห็นความสำคัญของซัพพลายเออร์ ที่ได้รับผลกระทบ พอมีโครงการนี้มา ทำให้ โปรเจคต่างๆ ดำเนินคล่องตัวมากขึ้น  ถือว่าเป็นโครงการที่ดี ซัพพลายเออร์บางแห่งระบบการเงินอาจจะชะงัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือและเยียวยาผู้รับเหมาซัพพลายเออร์ ทำให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น เพราะเครดิตเทอมลดลง ระยะเวลาสั้นลง ทำให้การทำงานได้เงินเร็วขึ้น

           “เครดิตเทอม 30 วัน ถือเป็นการช่วยปลดล็อคสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถรักษากิจการและลูกจ้าง รวมทั้ง ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้อยู่รอด และเป็นการเปิดโอกาสให้ SMEs พัฒนาปรับปรุงกิจการให้เติบโตและผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างแข็งแกร่ง" นายนันตพร กล่าว

          เช่นเดียวกับ นายสถิตย์ จินารัตน์ เจ้าของ หจก. เอสวีพี สแตนเลส เอ็นจิเนียริ่ง กล่าวว่า วิกฤติโควิดทำให้บริษัทมีงานน้อยลง จนต้องปรับลดจำนวนพนักงานลง ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงครอบครัวของลูกจ้าง การได้รับเครดิตเทอม 30 วันทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้รับเงินเร็วขึ้นมาใช้ในการดำเนินงาน และสามารถรักษาลูกจ้างที่มีอยู่ได้

          ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ Faster Payment ของซีพีเอฟ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายบริษัทฯ ในการช่วยเหลือคู่ค้า SMEs และคู่ค้ารายบุคคลทั้ง 6 พันราย เพื่อช่วยสนับสนุนซัพพลายเออร์ดำเนินธุรกิจได้ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารจัดการธุรกิจ มีเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ช่วยรักษาลูกจ้าง และผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้อยู่รอด เป็นฐานรากสำคัญในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...