วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ก. เกษตร - ซีพีเอฟ ส่งรถ Food Truck เสิร์ฟอาหารอุ่นร้อน เติมอิ่มให้ชาวชุมชนใต้สะพานพระราม 8


       (20 มิถุนายน 2563) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการฯ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดย นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ได้ดำเนินโครงการ "อาหารปลอดภัย จากใจ...สู่ชุมชน" อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 23 ส่งรถ CPF Food Truck นำอาหารอุ่นร้อนมอบชาวชุมชนใต้สะพานพระราม 8 พร้อมผู้แทนจากภาคธุรกิจพันธมิตร ได้แก่ ข้าวตราฉัตร ทรูคอร์ปอเรชั่น แม็คกรุ๊ป และโอสถสภา เข้าร่วมด้วยช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ณ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร 


        นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงฯและซีพีเอฟ ได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องอาหารของทั้งสององค์กร มาร่วมกันจัดทำ“โครงการอาหารปลอดภัยจากใจ...สู่ชุมชน” เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยในชุมชนต่างๆ ให้ได้รับการบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีคุณภาพ ปลอดภัย ในช่วงวิกฤตโควิด-19 นั้น ขณะนี้ได้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 23 หลายคนได้เห็นรถ CPF Food Truck เข้าแจกจ่ายอาหารแก่พี่น้องไปแล้วกว่า 100 ชุมชน ในพื้นที่ 6 เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งนับว่าเป็นโครงการระยะยาวที่มีประสิทธิผลในการช่วยเหลือสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม


        "โครงการดังกล่าว นอกจากจะจัดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแล้ว ยังเป็นการร่วมมอบโอกาสการเข้าถึงอาหารคุณภาพดี ปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอาหารที่ทุกประเทศพึงมี จึงต้องขอขอบคุณซีพีเอฟและทุกภาคส่วนที่เข้ามาร่วมมือกันทำให้โครงการดีๆ นี้เกิดขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมาก" นายเฉลิมชัยกล่าว
        ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า ซีพีเอฟ เป็น Good Corporate Citizen หรือ พลเมืองที่ดีของประเทศ การได้ใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรในด้านอาหาร มาร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง กระทั่งปัจจุบันเชื่อว่ารถ CPF Food Truck กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาหารอุ่นร้อนเพื่อประชาชนที่ทุกคนจดจำได้ ว่าช่วยให้ทุกคนได้อิ่มท้องในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ” 


        สำหรับอาหารกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทานที่นำมาแจกจ่ายนั้นมีถึง 6 เมนูอร่อย ได้แก่ ข้าวอกไก่ซอสจิ้มแจ่ว ข้าวผัดไก่ย่างซอสเกาหลี ข้าวไก่สไปซี่ ข้าวอกไก่ย่างซอสกระเทียม ข้าวตับกระเทียม และข้าวไข่เจียว แจกพร้อมไข่ต้ม และน้ำดื่ม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากที่มาเข้าคิวรับอาหารในลักษณะเว้นระยะห่าง หรือ Social Distacing นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจหลายรายที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน อาทิ ข้าวตราฉัตร ทรูคอร์ปอเรชั่น แม็คกรุ๊ป และโอสถสภา กลายเป็นพลังในการส่งเสริมความเกื้อกูลกันให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

มกอช. เปิดระดมความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง มุ่งยกระดับมาตรฐานปางช้างไทย


             ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปางช้าง จำนวน 250 แห่ง ซึ่งมีการทำธุรกิจ เช่น การแสดงช้าง หรือการนำเที่ยวในปางช้าง โดยปางช้างส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพช้างและหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช้าง การทารุณกรรมช้าง รวมทั้งเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมจากมูลช้างและขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น ซึ่งนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงมีนโยบายที่จะยกระดับมาตรฐานปางช้างของประเทศไทย 


              ดร.จูอะดี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย  มกอช. จึงได้พิจารณาประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานปาง (แคมป์) ช้างของประเทศไทย พ.ศ.2545 ของกรมปศุสัตว์ และมาตรฐานการจัดกิจกรรมปางช้างเพื่อการท่องเที่ยวของกรมการท่องเที่ยว และได้จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Facility) กำหนดให้มีรายละเอียดและวิธีการปฏิบัติที่สามารถปฏิบัติได้จริงและเป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ดี โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงานและนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการปรับปรุงการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องและเหมาะสม ให้เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานปางช้างไทย


              ดร.จูอะดี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ปางช้าง ได้เสนอให้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เป็นมาตรฐานบังคับ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 โดยเสนอให้มีการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าวกับปางช้างทุกขนาด จึงได้มีการจัดสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียที่มีต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาแก้ไขร่างมาตรฐานฯ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ก่อนนำร่างมาตรฐานดำเนินการตามขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานของ มกอช. ต่อไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและเอกชน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง


           “อย่างไรก็ดี ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง ที่ได้ในครั้งนี้ จะนำไปปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน รวมทั้งข้อคิดเห็นต่อการกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เป็นมาตรฐานบังคับ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณาให้การรับรอง และประกาศเป็นมาตรฐานของประเทศต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

กรมประมงยัน กินแซลมอนได้อย่างสบายใจ เหตุไทยเข้มมาตรการป้องกันการปนเปื้อนสินค้าทั้งนำเข้า-ส่งออก


    จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวการกลับมาระบาดของเชื้อโควิด-19 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรายงานว่าพบเชื้อบริเวณเขียงแล่ปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศในตลาดซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง นั้น  ได้สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคและกระทบต่อตลาดอาหารของไทยด้วย เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ในการบริโภคแซลมอน ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค  กรมประมงจึงขอยืนยันว่าสินค้าสัตว์น้ำของไทยสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยไร้การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 และในส่วนของปลาแซลมอนประเทศไทยมิได้นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อการบริโภคในลักษณะปลาดิบแต่อย่างใด การนำเข้าปลาแซลมอนของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อนำมาแปรรูปและส่งออก โดยผ่านกระบวนการผลิตที่มีการควบคุมตามมาตรฐานสากล


นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่ออาหารที่ผลิตจากสัตว์น้ำในประเทศไทยอย่างแน่นอนเนื่องจากอาหารที่ผลิตจากสัตว์น้ำที่ใช้บริโภคในประเทศมีระบบการควบคุมตรวจสอบด้านสุขอนามัย ตั้งแต่เรือที่ใช้ในการทำการประมงต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัย ส่วนสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) นอกจากนี้ สินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดสดมีการสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอโดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย สถานที่จำหน่ายอาหารต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงสาธารณสุข ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าสัตว์น้ำสดและอาหารที่แปรรูปจากที่ใช้ในการบริโภคมีระบบการตรวจสอบที่เหมาะสม เป็นไปตามมาตรฐานสุขอนามัยที่ดี และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค


สำหรับสินค้าประมงส่งออก กรมประมงมีการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยตลอดสายการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบที่นำเข้าโรงงาน กระบวนการในการแปรรูป การบรรจุ ตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice หรือ GMP และ Hazard Analysis Critical Control Point หรือ HACCP เพื่อให้ระบบคุณภาพของโรงงานและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากประเทศไทย และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดภาครัฐและผู้ประกอบการได้มีความร่วมมือที่จะเพิ่มการเฝ้าระวังป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 ทั้งในผลิตภัณฑ์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้แก่ 1.มีการตรวจคัดกรองอุณหภูมิของร่างกายผู้ปฏิบัติงาน และมีมาตรการตรวจพิสูจน์เชื้อโดยหน่วยงานสาธารณสุขของจังหวัดนั้นๆ 2.จัดให้มีมาตรการเว้นระยะห่าง (Social distancing) ทั้งในสถานประกอบการส่วนการผลิต โรงอาหาร และส่วนบริการทั่วไปในโรงงาน รวมถึงการจัดให้มีแอลกอฮอล์/เจลสำหรับล้างมือ โดยกำหนดเป็นมาตรการที่บุคลากรทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 3.มีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรอบโรงงานเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ 

 อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตาม สัตว์น้ำโดยทั่วไปจัดเป็นสัตว์เลือดเย็น เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการระบาดวิทยา ปัจจุบันไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ามีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำ หรือมีข้อบ่งชี้ว่าเกิดการติดเชื้อในสัตว์น้ำได้ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ได้รายงานการพบเชื้อก่อโรคนี้ในสุนัข แมว และค้างคาว ซึ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่น และการระบาดเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ส่วนสัตว์น้ำทั่วไปใช้เหงือกในระบบการหายใจ จึงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงขอให้ผู้บริโภคโปรดมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ และขอให้เลือกรับประทานสัตว์น้ำที่มีความสด สะอาด และปรุงสุกใหม่เสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดี

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เกษตรฯ ดันกลุ่มกล้วยไม้แปลงใหญ่ เบนเข็มเน้นส่งเสริมและขายในประเทศหลังเจอพิษโควิด-19


       กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้แปลงใหญ่คุณภาพดี จำหน่ายผ่านช่องทางตลาดใหม่ใช้ Social Media เปิดรับ Pre-order พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายตลาดในประเทศ หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำชะงักการส่งออก
          นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทำรายได้ต่อปีมากกว่า 2,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกในลักษณะกล้วยไม้ตัดดอก แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี และกรุงเทพฯ โดยเป็นกล้วยไม้สกุลหวาย (เดนโดรเบียม) กว่าร้อยละ 80รองลงมา คือ สกุลมอคคารา ร้อยละ 15 และสกุลอื่น ๆ ร้อยละ 5 ได้แก่ แวนดา ออนซีเดียม ตามลำดับ ผลผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ไม่มีตำหนิจากโรคแมลง ก้านช่อยาวไม่น้อยกว่า 35 ซ.ม. ดอกในช่อบานไม่น้อยกว่า 4 ดอก ส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ ส่วนผลผลิตที่เหลือและคุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือที่เรียกว่า “ไม้ตลาด” จะถูกจำหน่ายภายในประเทศ โดยผู้รวบรวมและพ่อค้าในท้องถิ่นรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรจำหน่ายให้กับพ่อค้าส่งที่ตลาดค้าส่ง เช่น ปากคลองตลาด ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง รวมทั้งตลาดต่างจังหวัดเป็นต้น


        ในปี 2562 มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 21,521 ไร่ ผลผลิต 48,794 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,654 ล้านบาท หรือร้อยละ 47 ของผลผลิตทั้งประเทศ แบ่งเป็น กล้วยไม้ตัดดอก 2,165 ล้านบาท และกล้วยไม้ต้น 489 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีมูลค่านำเข้ากล้วยไม้จากไทย เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนาม ยุโรป 28 ประเทศ และจีน เมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือโควิด-19 กล้วยไม้เป็นพืชหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลายประเทศมีมาตรการ Lock down ลด/งดเที่ยวบิน รวมทั้งการขนส่งทางรถ ส่งผลให้การส่งออกกล้วยไม้ของไทยช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2563  มีปริมาณลดลงร้อยละ 40.14 และมูลค่าลดลงร้อยละ 31.67 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 จึงทำให้มีผลผลิตส่วนเกินเหลือจากที่ตลาดรองรับได้จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยไม้ตัดดอกซึ่งมีผลผลิตออกทั้งปี ไม่สามารถเก็บผลผลิตรอตลาดได้เหมือนกับสินค้าบางประเภท ดังนั้น เกษตรกรต้องตัดทิ้ง เหลือไว้แต่เฉพาะต้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต


    อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้มีแนวทางส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้แปลงใหญ่กระจายผลผลิตกล้วยไม้คุณภาพดีสู่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางตลาดใหม่ เพิ่มจากเดิมที่เกษตรกรจำหน่ายกล้วยไม้ให้แก่ผู้ส่งออกและผู้รวบรวมที่มารับซื้อที่สวน เช่น การจำหน่าย Online ผ่านแพลตฟอร์มต่าง  ได้แก่ ไปรษณีย์ไทย 24 Shopping การจัดทำเว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com เพื่อเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าของเกษตรกร การรณรงค์ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานสนับสนุนสินค้าไทย ภายใต้แคมเปญ “ซื้อสินค้าเกษตรกรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” การจัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้ากล้วยไม้ของเกษตรกร  บริเวณหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ตลาดเกษตรกรและสถานที่ต่าง ประชาสัมพันธ์ชี้เป้าแหล่งผลิตกล้วยไม้ตัดดอกและกล้วยไม้ต้นของเกษตรกรแปลงใหญ่  สมาคม ชมรมกล้วยไม้ รวมทั้งการจำหน่ายในรูปแบบ Pre-Order ผ่านทางSocial Media นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้คนไทยใช้กล้วยไม้ไทยจัดกิจกรรม และเผยแพร่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดแจกัน การจัดช่อบูเก้ ร้อยพวงมาลัย ประดับตกแต่งสถานที่ เป็นต้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยไม้ รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ทั่วไป ปัจจุบันมีแปลงใหญ่กล้วยไม้รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 แปลง จาก 4 จังหวัดได้แก่ นครปฐม 6 แปลง สมุทรสาคร 3 แปลง นนทบุรี 1 แปลง และกรุงเทพมหานคร 1 แปลง


          “ผลการดำเนินงานนำร่องจำหน่ายสินค้ากล้วยไม้ในรูปแบบ Pre-order ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบุคลากรหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และผู้สนใจภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งพ่อค้าคนกลางมารับสินค้าไปจำหน่ายต่อ เกษตรกรแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมดำเนินการมีความพึงพอใจในรายได้และการจำหน่ายในลักษณะนี้ เนื่องจากจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดีกว่าจำหน่ายที่สวน เช่น ขายที่สวนราคาช่อละ 30 – 70 สตางค์ ขณะที่จำหน่ายตรงให้ผู้บริโภค ช่อละ 2 – 2.50 บาท ซึ่งการรวมคำสั่งซื้อล่วงหน้าของลูกค้าและให้เกษตรกรนำสินค้าทั้งหมดมาส่งยังจุดกระจายสินค้าเพียงจุดเดียว ช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าขนส่งของเกษตรกร มีจำนวนสินค้าและรายได้จากการจำหน่ายแน่นอน สำหรับระยะต่อไปกรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่นำร่องดังกล่าว ดำเนินการด้วยตัวเองทุกขั้นตอน เริ่มจากการตั้งช่องทางการจำหน่ายของกลุ่ม เช่น Line Official, Facebook จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สินค้า การรวบรวมและสรุปยอดสั่งซื้อในแต่ละรอบ การจัดเตรียม/ส่งสินค้าให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร รวมทั้งขยายผลการดำเนินงานไปสู่แปลงใหญ่อื่น  ที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดทั้งนี้ การส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกที่เป็นตลาดหลัก ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อใด

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

กรมปศุสัตว์ ชูสวัสดิภาพสัตว์ เปิดรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free)



            กรมปศุสัตว์ ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มไก่ไข่ เตรียมเปิดขอบข่ายการรับรองใหม่สำหรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงไก่ไข่ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่สนใจหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่ากรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศ พร้อมเปิดขอบข่ายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ที่เป็นการต่อยอดจากมาตรฐานฟาร์ม (GAP) สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจ เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรงหรือ Cage free egg นั้น เน้นการผลิตโดยคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เลี้ยงไก่ไข่ในแบบนอกกรง ทำให้ไก่สามารถคุ้ยเขี่ย ไซร้ขนทำความสะอาดร่างกาย และเกาะคอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้ไก่ไข่อยู่สบาย ลดความเครียด มีสุขภาพที่แข็งแรง ลดความจำเป็นในการใช้ยาปฎิชีวนะหรือสารเคมีอื่นๆ ภายในฟาร์ม จึงเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ นอกจากนี้การรับรองการผลิตไข่ไก่ cage free ดังกล่าวยังเป็นการริเริ่มยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในอนาคต เนื่องจากข้อมูลการบริโภคไข่ไก่ในตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจไข่ไก่จากระบบ cage free โดยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ในปี 2560 และขณะนี้ในหลายประเทศในสหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ฯลฯ ได้มีการสนับสนุนให้เลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง จึงมีแนวโน้มว่าความต้องการไข่ไก่ cage free จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก



            สำหรับในประเทศไทยในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการบางราย เช่น เทสโก้ โลตัส หรือผู้นำร้านอาหารฟาสฟูดส์แม็คโดนัลล์ เป็นรายแรกๆ ที่ให้ความสนใจในการใช้ไข่ไก่ cage free โดยประกาศว่าในอนาคตสินค้าไข่ไก่ทุกฟองที่จำหน่ายหรือใช้เป็นวัตถุดิบจะต้องมาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการฟาร์มไก่ไข่ของเครือบริษัทต่างๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อย ให้ความสนใจปรับการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐานนี้แล้วหลายราย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอข้อมูลการรับรองได้ที่กลุ่มรับรองด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทรศัพท์ 02-653-4444 ต่อ 3133            ทั้งนี้ หากผู้บริโภคสนใจ สามารถเลือกซื้อไข่ไก่ Cage Free ได้ตามสถานที่จำหน่ายไข่ไก่ในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่จำหน่ายไข่สดปศุสัตว์ OK เพื่อให้มั่นใจว่า ไข่ไก่ทุกฟองมีมาตรฐานความปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้




วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“เฉลิมชัย" รมว.เกษตร เตรียมแผนรับมือภัยแล้ง พร้อมดูแลเกษตรกรรับผลกระทบ


          นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำแห่งชาติ


        นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งในปี 2563 มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนวางแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้งทำการเกษตรไม่ได้ให้มีรายได้ 


     ซึ่งจังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2562 จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา ตาก บึงกาฬ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 93 อำเภอ 504 ตำบล 4,648 หมู่บ้าน/ชุมชน 3 เทศบาล


         ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากกรมชลประทาน ณ วันที่ 15 มิ.ย. 63 รายงานว่า สภาพในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างรวม 32,388 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 43% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 8.737 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17% ของความจุน้ำใช้งาน แผนการจัดสรรน้ำฤดูฝนปี 2563 ทั้งประเทศ 11,975 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 3,678 ล้าน. ลบ.ม. แผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 16.79 ล้านไร่ เพาะปลูกแล้ว 3.31 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 19.73 ของแผน

มกอช. ลุยแนะนำ ส่งเสริม เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP ติดตราสัญลักษณ์ Q พร้อม สนับสนุนใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Trace



ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ลงพื้นที่จังหวัดตราด ตรวจเยี่ยม แปลงทุเรียนของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเกษตรแปลงใหญ่ ท่ากลุ่ม - เนินทราย แนะนำ ส่งเสริม เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และติดตราสัญลักษณ์ Q และระบบตามสอบย้อนกลับ QR Trace เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรไปวางจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ www.DGTFarm.com เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตร ตามนโยบายของ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกร ส่งเสริม ยกระดับสินค้าเกษตรของไทย ให้มีมาตรฐาน ผ่านการรับรอง เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยติดตราสัญลักษณ์ Q เพื่อยกระดับสินค้าเกษตร ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างการความมั่นใจให้กับผู้บริโภค สามารถเลือกซื้อ เลือกบริโภค ได้อย่างมั่นใจ ว่าได้บริโภคของดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง และสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมี นายวีระชัย บุญเกิด เกษตรกรเจ้าของแปลง ให้การต้อนรับ ณ ตำบลเนินทรายอำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด



จากนั้นเดินทางต่อไปเยี่ยมสมาชิก เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนท่ากุ่ม-เนินทราย อีก 2 แปลงซึ่ง เป็นแปลง สวนทุเรียนของนายเวชสิทธิ์ สุนัติ ซึ่งเข้าสู่ ระบบมาตรฐาน GAP โดย มกอช. แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกแปลงทุเรียน 26 ไร่ และ แปลงสวนมังคุด 10 ไร่ นอกจากนี้ยังมีปลูกสวนลองกอง สวนยาง สวนปาล์มและแปลงสับปะรดด้วย และแปลงของนายประพันธ์ สุนัติ ที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 8 ไร่ เข้าสู่มาตรฐาน GAP แล้วเช่นกันโดย มกอช



วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด..จับมือขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ดันไก่-หมูไทยโตโดดเด่น


         "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" คือแพลตฟอร์มกลางจากความร่วมมือของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมกันสร้าง Single Big Data โดยใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนําการผลิต ตั้งเป้าให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก”
         ความสำเร็จในการผลักดันสินค้าเกษตรไทยดังไกลในตลาดโลก สะท้อนให้เห็นจาก การส่งออกเนื้อไก่ ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกับผู้ประกอบการมุ่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตทั้งระบบ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ รับหน้าที่สำคัญในการทำให้สินค้าเนื้อไก่เป็นที่รู้จักของตลาดโลก ไทยจึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตไก่เนื้อเป็นอันดับ 8 ของโลก มีกำลังการผลิต 2.8 ล้านตันต่อปี และยังคงเป็นผู้นำด้านการส่งออกเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยมีปริมาณการส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ถึง 9.4 แสนตัน มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท สิ่งที่ตามมานอกจากจะสามารถสร้างรายได้เป็นเงินตราที่นำมาพัฒนาประเทศแล้ว ผลประโยชน์ยังตกอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อทั้งระบบ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ทั้งห่วงโซ่


          นอกจากไก่แล้ว หมูก็ควรผลักดันการส่งออกเช่นเดียวกัน เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะโรค ASF ในสุกรที่สร้างความเสียหายกับอุตสกรรมหมูใน 30 ประเทศทั่วโลก แต่สถานการณ์นี้กลับทำให้เห็นภาพความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้เกี่ยวข้องในวงการหมูของไทย โดยมีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันพัฒนาทั้งการผลิต การเลี้ยงในฟาร์มมาตรฐาน และผลักดันการส่งออก พร้อมทั้งช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเข้มแข็ง ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่คงสถานะปลอดโรค ASF จนถึงปัจจุบัน ตอกย้ำมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหารของหมูไทย จนกลายเป็นที่ต้องการของทุกประเทศ ยิ่งมีวิกฤตโควิด-19 เข้ามาสมทบ ทำให้หลายประเทศจับจ้องมาที่ไทย ในฐานะผู้ผลิตหมูปลอดภัย ปลอดโรค ASF โดยก่อนหน้านื้ไทยมีการส่งออกหมูได้เล็กน้อย ประมาณ 4,000 – 5,000 ตัวต่อวัน ตามแนวชายแดน และส่งออกฮ่องกงประมาณ 600-700 ตัวต่อวัน
          ล่าสุดกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม ระบุว่าเวียดนามจะอนุญาตให้นำเข้าหมูเป็นครั้งแรก เพื่อรับมือภาวะราคาสุกรที่เพิ่มสูงขึ้นของตลาดในประเทศจากสถานการณ์หมูขาดแคลนจากโรค ASF และการนำเข้าหมูครั้งแรกนี้จะมาจากไทย โดยนำเข้าสุกรพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมู เพื่อนำไปผลิตลูกพันธุ์คุณภาพดีต่อไป
          นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการผลักดันการส่งออกหมูให้มากขึ้น เพื่อสร้างให้ “หมูไทยผงาดในตลาดโลก” เหมือนกับที่ทำให้ไก่เนื้อของไทย กลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกติดระดับโลกได้อย่างสวยงาม ความร่วมมือของรมว.เกษตรฯ และ รมว.พาณิชย์อย่างเข้มแข็ง เป็นภาพสะท้อนวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกลของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อมุ่งผลักดันให้ไก่เนื้อและหมูไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสินค้าปศุสัตว์ของโลก ถือเป็นประโยชน์มหาศาลที่ประเทศไทยและเกษตรกรไทยทั้งระบบจะได้รับอย่างแท้จริง

เนื้อสัตว์ – อาหารแปรรูป ปลอดภัย มีประโยชน์ บริโภคอย่างเหมาะสม


          ตามที่มีข่าวเกี่ยวกับประเด็น การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารแปรรูปนั้น
           ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ รองคณบดี สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำ ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูงและยังประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น   วิตามินบี 1  วิตามินเอ ฟอสฟอรัส  ไนอาซีน  เป็นต้น นอกจากนี้  อาหารประเภทเนื้อสัตว์ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อาทิ  ไส้กรอก แฮม  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเมนูยอดนิยมสำหรับผู้บริโภคทั่วไป  เพราะนอกจากรสชาติอร่อย รับประทานง่าย หาซื้อได้สะดวก  ยังสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู
         “ไส้กรอก" มีส่วนประกอบหลัก คือ เนื้อสัตว์ ไขมัน น้ำ และส่วนประกอบอื่น ๆ  เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการทำสุกโดยให้ความร้อนบนหลักการคือ อย่างน้อยอุณหภูมิและเวลาในการทำให้สุกจะฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ในระดับพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization) ซึ่งหมายถึงใช้อุณหภูมิและเวลาที่สามารถฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ได้ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย สามารถรับประทานหลังผลิตเสร็จได้ หากไม่มีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคจากแหล่งอื่น ๆ มาเพิ่มเติมหลังกระบวนการทำให้สุก ดังนั้น จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตและการบรรจุที่ดีจากผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า "ปลอดภัย"


             ปัจจุบัน  กระบวนการผลิตไส้กรอกของไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก  ผู้ผลิตรายใหญ่นำเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐาน เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่ การรับวัตถุดิบจนถึงการจัดเก็บสินค้า สามารถผลิตโดยไม่ใช้สารกันเสียอื่นๆ นอกเหนือจากสารที่มีอยู่ในสูตรการผลิต สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การรับวัตถุดิบจนถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกของบริษัทผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่ ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ คุณภาพและมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นทางของไส้กรอก สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเทียบเท่ามาตรฐานสินค้าส่งออก   ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความสด สะอาด และปลอดภัย
         อย่างไรก็ตาม  ผู้บริโภคที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริโภคไส้กรอกมากหรือบ่อยจนเกินไป อาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย  ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว คนไทยเราไม่ได้บริโภคไส้กรอกกันเป็นอาหารหลักหรือมากเท่ากับคนในชาติตะวันตก เช่น เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ดังนั้น ควรบริโภคไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสม และควรรับประทานอาหารที่หลากหลายยึดหลักการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก และผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน การหลีกเลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และยิ่งเมื่อร่างกายเกิดเจ็บป่วย หรือไม่แข็งแรง ยิ่งต้องการสารอาหารเข้าไปช่วยให้ร่างกายต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ ที่สำคัญ การมีสุขภาพที่ดี ต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน เลี่ยงรับประทานอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งซ้ำกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ รวมทั้ง การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นแนวปฏิบัติที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและโอกาสของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้./

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวโครงการ 30 วันปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทย เรียนรู้ผ่านออนไลน์



อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมยินดี เว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ในโอกาสครบรอบ 5 ปี พร้อมเปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทย ปีที่ 3 ระยะที่ 1  โครงการ 30 วัน ปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทยสนับสนุนนำเกษตรกรเข้าสู่เกษตรกรรมยุคใหม่ บนวิถี new normal
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยระหว่างการเป็นประธานเปิดตัวโครงการ 30 วันปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทย ผ่านระบบออนไลน์ และให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ เกษตรก้าวไกลว่า ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับเว็บไซต์เกษตรก้าวไกลที่ดำเนินงานมาขึ้นปีที่ 5 และมุ่งเน้น เป็นสื่อมวลชนเกษตร ที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ และมีเจตนารมย์อันแน่วแน่ที่จะทำสิ่งสำคัญต่อประเทศ บนแนวทางการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงบันดาลใจในการเกษตร ด้วยการแบ่งปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทย กับการจัดชุดวิชา เยียวยาความรู้เจาะจงความรู้สมัยใหม่ที่จำเป็นตามเกษตรกรรมยุคใหม่ เพื่อเข้ากับวิถี new normal ภายใต้โครงการ 30 วัน ปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทย


การสร้างแรงบันดาลใจในการเกษตร ล้วนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยสื่อมวลชน ซึ่งผมขอชื่นชมยินดีที่ท่านเห็นความสำคัญต่อภาคการเกษตร และถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกร ประชาชน จากทั่วโลก ได้เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า จึงขออวยพรให้การดำเนินงานในโครงการ 30 วัน ปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทย ประสบความสำเร็จตามความมุ่งมั่น นำข้อมูลองค์ความรู้จากภาคส่วนต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตร ทั้งความรู้จากพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่มาเผยแพร่ให้รับรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งข้อมูลในส่วนที่เป็นความรู้เพื่อการแบ่งปัน ข้อมูลที่จะช่วยประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ และข้อมูลในส่วน ที่เป็นปัญหาของพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้สังคมไทยตระหนักรับรู้ว่าเกษตรคือประเทศไทย และเราจะสู้ไปด้วยกันกับเกษตรกรไทยทุกคน ขออวยพรให้เว็บไซต์เกษตรก้าวไกล และเกษตรว้อยซ์ (ในเครือเกษตรก้าวไกล) ก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืน
นโยบายของทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ และโดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันได้บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาเติมเต็มให้กับภาคการเกษตร ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน โดยเฉพาะในส่วนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นนโยบายการตลาดนำการเกษตร เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม มาขับเคลื่อนภาคการเกษตร พร้อมบูรณาการการทำงาน ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อการพัฒนาและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น และภาคการเกษตรจะไม่ใช่ทางเลือก แต่จะเป็นทางรอดอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว


ด้าน นายพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ ลุงพร เกษตรก้าวไกลบรรณาธิการเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ข่าว เกษตรก้าวไกลและสื่อในเครือข่ายมีความตั้งใจและมีปณิธานอย่างแน่วแน่ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับองค์ความรู้ เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ รวมถึงผู้สนใจ ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และประเทศต่างๆทั่วโลก เว็ปไซต์เกษตรกรก้าวไกล จึงได้จัดทำโครงการ เกษตรคือประเทศไทย ก้าวไกลไปด้วยกันทั้งประเทศเป็นปีที่ 3 (ประจำปี 2563) โดยในปีที่ 3 นี้จะมีความพิเศษ คือจะจัดโครงการ 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการภายใต้ โครงการ 30 วัน ปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทยด้วยการจัดชุดวิชา เยียวยาความรู้ให้กับเกษตรกรยุคโควิด-19 โดยการถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบออนไลน์ ตลอดระยะเวลา 30 วัน 30 ชุดวิชา ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ส่วน ระยะที่ 2 “โครงการตามหายอดมนุษย์เกษตรกรไทยด้วยลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์เกษตรกรต้นแบบในด้านต่างๆ ประมาณ 40 คนทั่วประเทศ และจะมีกิจกรรมเสริมตามชุมชน สวนและฟาร์มต่างๆ เพื่อติดอาวุธความรู้ให้เกษตรกรไทยในภาคปฏิบัติ ซึ่งกำหนดจะเริ่มในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2563 นี้
ลุงพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับ โครงการ 30 วัน ปันความรู้เพื่อเกษตรกรไทยจะแบ่งการออกอากาศ เป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ช่วงเวลา 20.10 น.  นำเสนอช่วงรายการ ติดอาวุธความรู้ให้เกษตรกรไทยด้วยการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ การซื้อขายผ่านออนไลน์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ การบริหารจัดการ ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์บุคคล รวมทั้งเทคนิคการใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆ และที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
ส่วนวันเสาร์  ช่วงเวลา 14:10 น.  เป็นการ เกษตรเสวนาเน้นเรื่องราวที่อยู่ในกระแสความสนใจ โดยการเชิญผู้เกี่ยวข้อง มาร่วมพูดคุยค้นหาคำตอบร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเหมาะสม และวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา 10.10 น. เป็นช่วงรายการ เกษตรสบายๆจะมาพูดคุยกันแบบคนเกษตร ชมสวน ชมฟาร์ม ตัวอย่างเกษตรกร หรือฟาร์ม หรือชุมชน ที่ประสบความสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ผมและทีมงานเว็บไซต์เกษตรกรก้าวไกลมุ่งหวังคือการทำหน้าที่สื่อมวลชนให้เข็มแข็งในทุกสถานการณ์ ยิ่งในตอนนี้ที่ภาคเกษตรของเราจะต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น จำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาช่วยกัน เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จึงขอทุ่มเทอย่างเต็มที่กับการทำงานข่าวที่เป็นสาระความรู้เพื่อเกษตรกร และต้องขอขอบพระคุณอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มาเป็นประธานกล่าวเปิดตัวโครงการ รวมทั้งผู้สนับสนุนทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญให้โครงการที่จัดขึ้นประสบความสำเร็จ ตามเจตนารมย์ที่ตั้งไว้ลุงพร กล่าว
สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจสามารถรับชมรายการได้ทางระบบออนไลน์ที่เพจ Facebook เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน และ YouTube เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน  ตามวันและเวลาดังกล่าว และสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นหรือพูดคุยได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธนสิทธิ์ เกษตรก้าวไกล โทร. 0636239799

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...