วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

รมช.มนัญญา” ฟิตรับปีฉลู เร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมไทยสู่อาเซียน


             รมช.มนัญญาเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมไทยสู่อาเซียน พร้อมกระตุ้นชาวโคนมเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนมไทย พร้อมเตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2564 ต้อนรับปีฉลู ระหว่างวันที่ 8-17 มค.64 โชว์ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอุตสาหกรรมนมไทย อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทย Next Normal" 



นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีวิวัฒนาการก้าวหน้าไปมากจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับอาเซียน ทั้งนี้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่9) ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม ให้แก่ปวงชนชาวไทย ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะทำให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า และยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน 

ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณของพระองค์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 8-17 มกราคม 2563นี้ โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทย Next Normal" โดยกระทรวงเกษตรฯ ต้องการให้งานเทศกาลโคนมแห่งชาติในปี2564นี้เป็นเวทีแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร โดยจะมีการคัดสรรผลงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนจัดแสดงให้ความรู้เพื่อเกษตรกรและประชาชนที่สนใจนำไปใช้เพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางภาคการเกษตร ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนมในระดับอาเซียน

ปัจจุบันเป็นที่ทราบว่าในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย ที่มีการคิดค้นและพัฒนามาตลอดระยะเวลากว่า 59ปี ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประเทศไทยมีโคนมสายพันธุ์ที่ดีที่ทนต่ออากาศร้อนชื้นและให้ปริมาณน้ำนมสูง ซึ่งสิ่งนี้เองคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านพยายามศึกษาจากประเทศไทยมาโดยตลอดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างประทศไทยเรา จึงเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาและการเรียนรู้ด้านโคนมของอาเซียนได้ในอนาคต 

ดังนั้นจึงเห็นว่าการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยมีความโดดเด่นกว่าใครๆในอาเซียน มีนักวิชาการด้านโคนมหลากหลายแขนง มีเกษตรกรที่มีองค์ความรู้ในการเลี้ยงโคนมอย่างดีเยี่ยม และมีโคนมสายพันธุ์ดีกว่า 6 แสนตัว นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังได้จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม ในพื้นที่ของ อ.ส.ค.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อมุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางในการวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม สำหรับผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกด้วย 



ด้านนายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ในการจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2564 นี้ นอกจากการประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทานซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจที่พลาดไม่ได้อีกมากมาย อาทิ นวัตกรรมใหม่ๆเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนม ปัจจัยการเลี้ยงโคนม และการเปิดเวทีเสวนาสำหรับชาวโคนมครั้งสำคัญคือ อาทิ สัมมนาเรื่อง อนาคตนมไทย จะยิ่งใหญ่หรือไปไม่รอด ,เสวนาเรื่องพ.ร.บ.วิชาชีพสัตวบาลกับการพัฒนาปศุสัตว์ประเทศไทย ,การเสวนาเรื่อง ความต้องการโภชนะโคนมในประเทศไทย” ,การเสวนาเรื่องการผลิตและการใช้สมุนไทยในปศุสัตว์” ,การเสวนาเรื่องการเลี้ยงโคนมไทยอย่างไรให้รุ่งเรื่องในทศวรรษน้าเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การใช้โปรแกรมคำนวณสูตรอาหารโคนม โดยใช้ตารางความต้องการโภชนะและพลังงานของโคนมไทย 

นอกจากนี้ ในการจัดงานเทศกาลโคนมฯแต่ละปี ยังเป็นเวทีเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งถือเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่นอกจากต้องการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรโคนมให้แข็งแรงและมั่นคงแล้ว ยังต้องการให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัยรักการดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ที่ได้จากเกษตรกร เนื่องจากเห็นว่านอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีกับให้คนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงในการประกอบอาชีพโคนมอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโคนวิด-19ทุกคนได้ตระหนักแล้วว่าการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างภูมิต้านทานแข็งแรงให้กับคนไทย ซึ่งการหันมาบริโภคนมมากขึ้นจะช่วยตอบโจทย์สุขภาพได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มีการมอบนโยบายแก่ อ.ส.ค. มาโดยตลอด ในเรื่องการตอกย้ำเพื่อสร้างการรับรู้ในการบริโภคนม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาดื่มนมกันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายการเพิ่มปริมาณจาก 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 นี้อีกด้วย 

 

กรมประมง ยกทัพสินค้าสัตว์น้ำจากเกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการ มาจำหน่ายโดยตรงให้กับผู้บริโภค ย้ำสัตว์น้ำไทยปลอดโควิด-19 แน่นอน


 

วันที่ 25 ธันวาคม 2563 ณ ลานโพธิ์ ภายในกรมประมง  กรมประมงร่วมกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF   เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ ชาวประมง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม สัตว์น้ำมาตรฐานไทย...สู้ภัยโควิด-19”  โดยมีการนำสินค้าสัตว์น้ำมาจำหน่าย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภคว่าสัตว์น้ำไทยปลอดภัยจากโควิด-19 แน่นอน

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ  สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ  อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการในทุกภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีการสั่งการให้ทุกฝ่ายเข้มงวดและเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวัง ตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างรัดกุม เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองไทย ควบคู่ไปกับการกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลช่วยเหลือความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทุกภาคการผลิตด้วย  



นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ และการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ชาวประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นอย่างมาก ซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมประมง เร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรชาวประมงโดยเร็วที่สุด

            ดังนั้น ในเบื้องต้น กรมประมงจึงได้ร่วมกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF   เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง จัดกิจกรรม สัตว์น้ำมาตรฐานไทย...สู้ภัยโควิด-19” จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ อาทิ ปูม้านึ่ง  กุ้งแชบ๊วย กุ้งต้ม  กุ้งก้ามกราม กั้ง ปลาอินทรีย์  ปลากะพง ปลาดุก ฯลฯ ได้มาตรฐานกรมประมง สด สะอาด ปลอดภัยแน่นอน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในการเพิ่มช่องทางระบายสินค้าให้กับพี่น้องเกษตรกร  ที่สำคัญเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย




ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา กรมประมงมีมาตรการเพิ่มความเข้มงวดกับเรื่องของความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าประมง ทั้งเรื่องของมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) ส่วนที่มาจากการทำประมงต้องผ่านการประเมินสุขอนามัยบนเรือประมง อีกทั้ง ยังมีการสุ่มตรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่วาง

จำหน่ายในท้องตลาดโดยใช้ชุดทดสอบ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มเกษตรกรและชาวประมงด้วย เช่น การตรวจสอบคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือ เมื่อแจ้งเข้า - ออก ณ ท่าเทียบเรือทุกแห่ง และขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัย ฯลฯ




            ส่วนของการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ ด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมง ได้บูรณาการร่วมกับสาธารณสุข และแรงงาน ฯลฯ เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลควบคุมการตรวจการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำใช้เครื่องจักรในการขนถ่ายสัตว์น้ำ  ซึ่งมีกระบวนการสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้

อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี  ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ  จึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน  เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ  โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก  และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง 

สำหรับเรื่องของการเยียวยาหาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร กรมประมงได้มีการประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือในระยะยาว  โดยขณะนี้ได้ขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้ง ซึ่งขณะนี้มีผลผลิตเกินอยู่ 100 ตัน ขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรชาวประมงในการชะลอการจับสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันสินค้าสัตว์น้ำล้นตลาดด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากจะมีการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำจาดเกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการแล้ว ยังมี สาธิตการปรุงอาหารจากสัตว์น้ำ เมนู กุ้งต้ม  โดยอธิบดีกรมประมง ให้ได้ชิมอีกด้วย สุดท้าย..ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ให้มีความสามัคคี ตระหนัก แตะไม่ตระหนก ดูแลตัวเองให้ดี ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน...อธิบดีกรมประมง กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563

อธิบดีกรมประมง...ย้ำชัด “สัตว์น้ำ” ปลอดภัยไร้โรค “โควิด-19” แจงผู้บริโภคให้วางใจ...เน้นสุขอนามัยในการรับประทาน


 

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ  สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ  อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก  



ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กรมประมงจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรน่า 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใด  โดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่มีปอดแต่ใช้เหงือกในการหายใจ และยังมีความแตกต่างของผิวเซลล์ ซึ่งปลามีโครงสร้างไม่เหมือนคนทั้งหมด  ทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เข้าสู่เซลล์ของสัตว์น้ำเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน  (อ้างอิงข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายสัตว์แพทย์ .ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์  คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)




แต่อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี  ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ  จึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน  เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ  โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก  และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง  ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที และหากความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาที่เชื้อถูกทำลายจะสั้นลง (อ้างอิงข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)




            อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ พร้อมติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  การคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือในช่วงเวลาเข้า-ออก ณ ท่าเทียบเรือประมงทุกแห่ง  การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูป  เป็นต้น

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563

แม็คโคร รุกหนักอาหารสดปลอดภัย หลังขึ้นแท่นสุดยอดซูเปอร์มาร์เก็ต 2563


 

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) วางยุทธศาสตร์เชิงรุก ด้านอาหารสดปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค ต่อเนื่อง หลังคะแนนนำโด่งด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้า ส่งผลรวมประเมินสูงสุดจากแคมเปญ ผู้บริโภคที่รักขึ้นแท่นหนึ่งในสุดยอดซูเปอร์มาร์เก็ต ประจำปี 2563 ปีหน้าตั้งเป้าชูความแข็งแกร่งระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมข้อมูลโภชนาการเข้ม!

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า หลังจากมีการวัดผลการดำเนินงานของซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย 8 แห่งผ่านแคมเปญ ผู้บริโภคที่รักที่จัดโดย 3 ภาคี ได้แก่ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ องค์การ OXFAM ประเทศไทย  ปรากฏว่า แม็คโครเป็นหนึ่งสามสุดยอดซูเปอร์มาร์เก็ตไทย 2563  ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด โดยมิติในด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้าแม็คโครมีคะแนนนำใครๆ

สิ่งที่แม็คโครได้คะแนนสูงสุดคือ คะแนนความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมคู่ค้า นั่นหมายความว่า แม็คโครมีการดำเนินนโยบายอาหารปลอดภัย การจัดหาสินค้าจากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มีมาตรฐานสินค้าเกษตรและการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP) มีมาตรฐานหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหาร(GMP)  มีมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร (HACCP) หรือสูงกว่า มีการประกาศนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์  ซึ่งปรากฏชัดเจนและต่อเนื่อง



ขณะเดียวกัน ในมิติด้านด้านความรับผิดชอบต่อสวัสดิการของผู้บริโภค  แม็คโครก็มีคะแนนนำรายอื่นๆ เช่นกัน ด้วยเหตุผลด้านการแสดงข้อมูลส่วนประกอบและแหล่งที่มาของสินค้าที่จำหน่าย การให้ความรู้ด้านโภชนาการผ่านฉลากและช่องทางบาร์โค้ด การรับประกันความสดใหม่ของสินค้า รวมถึงราคาของสินค้าที่จำหน่าย

นางศิริพร กล่าวอีกว่า แม็คโคร มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานอาหารปลอดภัยในกลุ่มสินค้าอย่าง ผัก ผลไม้ ด้วยการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับผ่านคิวอาร์โค้ท (i-Trace) และข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งคาดว่าในปี 2564 แม็คโครจะชูความแข็งแกร่งในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในปี 2562 แม็คโครรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ จำนวนกว่า   603,698  ตัน  ทำให้กลุ่มเกษตรกรชาวไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 42,099  ล้านบาท

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เกษตรกรเลี้ยงกุ้งประสานเสียง ตั้งการ์ดป้องกันโควิด19 รัดกุมทุกขั้นตอน ย้ำกุ้งไทยปลอดภัย ปลอดโควิด บริโภคได้อย่างมั่นใจ

          นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยมีมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด19 ในระดับสูงมาโดยตลอด ด้วยความร่วมมือของ กรมประมง สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมกุ้งไทยและสมาคมที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนผู้ผลิตกุ้ง และเกษตรกร โดยทุกภาคส่วนเข้มงวดกับมาตรการและแนวทางการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโควิด19 อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางการผลิตสัตว์น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ดำเนินการอย่างเข้มข้น



        “ยืนยันกุ้งไทยปลอดภัย การผลิตทุกๆขั้นตอน มีมาตรการที่เข้มงวด ภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP (Good Aquaculture Practice) ของกรมประมง ขณะที่ความปลอดภัยของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในฟาร์ม และทีมงานจับกุ้ง มีการควบคุมการทำงาน รวมถึงการเข้าออกฟาร์มอย่างรัดกุม โดยดำเนินมาตรการป้องกันตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีความปลอดภัยในการผลิต 100% ส่วนสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นที่สมุทรสาคร เป็นโรคที่เกิดจากคนสู่คน ไม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กุ้ง ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดๆ" นายบรรจง กล่าว

         ด้าน นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งร่วมกันยกระดับมาตรฐานกุ้งไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการระบาดของโควิด19 เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ได้ยกระดับการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิดอย่างเข้มงวด ตามมาตรการของภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับแรงงานในภาคการผลิต ขณะที่กระบวนการเลี้ยงทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและควบคุมของกรมประมง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยสูงสุด พร้อมทั้งมีมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าที่จัดจำหน่ายในแหล่งจำหน่าย ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่ากุ้งไทย สด สะอาด ปลอดภัย ก่อนถึงมือผู้บริโภค



         “ขอย้ำว่าในกระบวนการผลิตกุ้ง มุ่งปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิดอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ทั้งพนักงานที่ทำงานในฟาร์ม การลงกุ้งเลี้ยง กระบวนการจับกุ้ง ไปจนถึงการขนส่งเข้าโรงงานแปรรูป ที่ทั้งหมดดำเนินการอย่างรัดกุม จนกระทั่งถึงสถานที่จำหน่าย ที่ผลิตภัณฑ์ต้องมีใบรับรองว่าผ่านการตรวจสอบและยืนยันความปลอดภัยทุกครั้ง ผู้บริโภคจึงเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์กุ้งไทยปลอดภัย ปลอดสาร ปลอดโควิด และบริโภคกุ้งได้อย่างมั่นใจ" นายครรชิต กล่าว

         ทั้งนี้ ดร. วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง ได้ชี้แจงไว้ก่อนหน้านี้ว่า สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรคโควิด19 ในสัตว์น้ำนั้น ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการตรวจพบโรคโควิด19 ในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ SAR CoV2 และ MERS ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ ด้วยการเลือกรับประทานสัตว์น้ำที่สด สะอาด และปรุงสุกใหม่เสมอ เพื่อความปลอดภัย สอดคล้องกับ คำแนะนำของ นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ที่ระบุว่ามีโอกาสน้อยที่อาหารจะปนเปื้อนเชื้อโควิด19 จากข้อมูลตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนก็แนะนำให้รับประทานอาหารสุกร้อน ล้างมือบ่อยๆ และสวมใส่หน้ากากอนามัย

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ไขข้อสงสัย "ฝีหนอง" ในหมู เกิดจากการอักเสบ แนะสังเกตสัญลักษณ์ 'ปศุสัตว์ OK'


          ช่วงที่ผ่านมาในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพ "ฝีหนอง" ที่เกิดในหมู จนอาจเกิดข้อสงสัยว่าฝีหนองที่ว่านี้เกิดจากอะไร เรื่องนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.สรวิศ ธานีโต ไขข้อข้องใจว่า เป็นก้อนฝีหนองที่เกิดจากภาวะอักเสบ และติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดหนอง คาดว่าเกิดจากความไม่สะอาดในขั้นตอนการฉีดวัคซีนหรือการฉีดยารักษาสัตว์ ซึ่งในการเลี้ยงระบบมาตรฐานนั้น การรักษาสัตว์อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 และตามการควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ที่โดยปกติก่อนจะฉีดวัคซีนหรือยาให้หมู ผู้ฉีดจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณผิวหนังก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเรื่องความสะอาดบนผิวหนังก่อน อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝีในหมูนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เหมือนกับคนที่เวลามีแผลแล้วไม่สะอาดเชื้อแบคทีเรียก็เข้าไปกลายเป็นหนอง 



        อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยันว่ากรณีดังกล่าว “ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค” เพราะไม่ได้มีสารตกค้างใดๆอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่ก็ไม่ควรนำส่วนที่เกิดฝีหนองไปรับประทาน และหากพบสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ทันที แนะนำผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการสังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมปศุสัตว์เป็นผู้ตรวจรับรองให้กับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน โดยต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านการเชือดและชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมาย มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง วางจำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ ผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างมั่นใจ หากเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบย้อนกลับและดำเนินการให้อย่างทันท่วงที

         น.สพ.สรวิศ ยังให้คำแนะนำกับเกษตรกรและภาคผู้ผลิต ว่าให้เน้นในเรื่องความสะอาดตลอดกระบวนการเลี้ยง ควรจัดให้มีการใช้แอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดผิวหนังร่วมกับการใช้เข็มทุกครั้ง รวมถึงการนำเข็มไปใช้ควรมีการตรวจสอบการเบิกจ่ายและเก็บคืนเข็มโดยต้องมีจำนวนเท่ากัน เพื่อป้องกันปัญหาเข็มตกค้างที่พบเจอกันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วในฟาร์มมาตรฐานจะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ตามมาตรฐานและข้อแนะนำของกรมปศุสัตว์



        ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.อาสูตร สงวนเกียรติ ภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุขศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ระบุถึงเรื่องนี้ว่า มีความเป็นไปได้มากที่จะเกี่ยวข้องกับลักษณะของ Abscess หรือ ฝี ที่มีการเกิดเฉพาะจุด ในบริเวณของกล้ามเนื้อ โดยสังเกตได้จากสีที่หนอง ซึ่งจะแตกต่างจากสีของกล้ามเนื้อและไขมันปกติ และสังเกตลักษณะของเนื้อเยื่อเส้นใย fibrous tissue รอบบริเวณฝี ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นกลไกลปกป้องตัวเองตามธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย สาเหตุการอักเสบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เชื้อจุลินทรีย์และสิ่งที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค หรือการใช้ยาฉีดในกรณีที่สัตว์มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา ตามหลักวิชาการตรวจเนื้อแล้ว การตัดสินเนื้อที่มีฝีแบบนี้คือ ถ้าพบในบริเวณเฉพาะจุดไม่ใหญ่มาก ให้ตัดเลาะบริเวณที่ได้รับผลกระทบออกไป และพิจารณาให้เหมาะสมต่อการนำมาบริโภค หรือถ้าไม่แน่ใจ การทำเนื้อให้สุกอย่างทั่วถึงก็เป็นการลดอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อ และทำให้การทานเนื้อนั้นอร่อยและปลอดภัยกับผู้บริโภค

      ทางด้าน นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม ระบุว่าจากภาพที่ปรากฎ สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเกิดจากการอักเสบของเนื้อหมู ในขณะที่มีการฉีดวัคซีนเข้าไปที่ส่วนสันคอซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ รอยโรคที่เป็น ลักษณะคล้ายฝีหนองในเนื้อหมู ที่อาจเกิดได้จากการฉีดวัคซีนหรือยารักษาโรค ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันอาหารที่ไม่ได้คุณภาพที่จะส่งถึงมือลูกค้า คือการให้ความรู้-ความเข้าใจแก่ทีมงานอย่างเพียงพอ ในส่วนของเชื้อแบคทีเรียที่มักพบในก้อนฝีหนองก็ไม่ใช่เชื้อที่ติดสู่คน และการที่ร่างกายสร้างเยื่อพังผืดหุ้มก้อนหนองก็เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย แต่ก็ไม่ควรรับประทานเนื้อส่วนนั้น สำหรับเนื้อส่วนอื่นก็ยังคงปลอดภัยหากทำให้สุกก่อนบริโภค อย่างไรก็ตามหากพบก็ควรตัดส่วนนั้นทิ้งไปหรือพิจารณาทิ้งเนื้อทั้งชิ้นนั้นไปเลย

         นอกจากนี้ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ผศ.น.สพ.ดร.ปริวรรต พูลเพิ่ม ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า เป็นการเกิดก้อนฝีจากเข็มฉีดยาที่อาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กรณีการเกิดฝีหนองจากเข็มฉีดยา มักจะเกิดขึ้นก่อนที่จะขายหมูขั้นต่ำ 1-3 เดือน การตกค้างของยาคงไม่เกิดขึ้นในเนื้อดังกล่าว ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่มักพบในก้อนฝีหนองไม่ใช่เชื้อที่ติดสู่คน แต่ปกติก็ควรตัดส่วนฝีหนองทิ้ง หรือทำลายทิ้งทั้งก้อน และเนื้อส่วนอื่นยังคงปลอดภัยหากทำให้สุกก่อนบริโภค ทั้งนี้ในส่วนของโรงชำแหละที่มีมาตรฐานจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเนื้อที่ผ่านการอบรมจากกรมปศุสัตว์ เพื่อให้มั่นที่ใจว่าเนื้อหมูที่จะส่งออกขายมีสุขอนามัยที่ดีสำหรับการบริโภค

          สรุปคือ ก้อนฝีหนองในเนื้อหมูเกิดจากการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งไม่เป็นเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายกับคน หากพบก็แนะนำให้ตัดออกไม่ควรบริโภค แต่เนื้อส่วนอื่นยังสามารถทานได้หากปรุงสุกแล้ว ส่วนจะเลือกซื้อเนื้อหมูปลอดภัยมาบริโภคก็แนะนำให้เลือกจากผู้ผลิตมาตรฐาน สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพียงเท่านี้ก็บริโภคได้อย่างปลอดภัย

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

CPF ร่วมโครงการ "พาณิชย์ลดกระหน่ำข้ามปี! New Year Grand Sale 2021" เสิร์ฟอาหารคุณภาพ ปลอดภัย ลดสูงสุด 72% พร้อมส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ



 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน "พาณิชย์ลดกระหน่ำข้ามปี! New Year Grand Sale 2021" ภายใต้โครงการ "พาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน" ล็อต 8" เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร และ นายสุจริต มัยลาภ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมต้อนรับที่บูธ CP FreshMart ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์



นายสุจริต มัยลาภ กล่าวว่า "สินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าคุณภาพมาตรฐานส่งออก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อลดภาระค่าครองชีพ แบ่งเบาภาระคนไทยช่วงวิกฤตโควิด-19 ให้เข้าถึงอาหารคุณภาพดี สด สะอาด อร่อย และปลอดภัยในราคาประหยัด โดยมีผลิตภัณฑ์จาก CPF ให้เลือกสรรมากกว่า 200 รายการ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ! ลดสูงสุด 72% ในร้าน CP FreshMart ทุกสาขาทั่วประเทศ"




สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่ อาหารแช่งแข็ง อาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน อาทิ นักเก็ตไก่ 1 แถม 1 ราคา 69 บาท, หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ 1 แถม 1 ราคา 95 บาท, ซีพี สปาเก็ตตี้ 2 แพ็ก 99 บาท, ชิคเก้นริบ 2 แถม 1 ราคา 110 บาท, เกี๊ยวกุ้ง 2 แถม 1 รรคร 138 บาท, ซุปชาบูและน้ำสต็อก 45 บาท, ซุปผักแท้จากธรรมชาติ 100% CP Veg it UP เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU, Fresh&Deep และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ Happy New Year Set อาทิ ชุดของขวัญไข่แช่เย็น 199 บาท, ชุดของขวัญเพื่อสุขภาพ 219 บาท, อินโนวีเนส ชุดของขวัญเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 269 บาท และชุด Happy New Year Basket 2021 เป็นต้น




ผู้ที่สนใจมาร่วมงานได้ที่บูธ CP FreshMart ตั้งแต่วันนี้-18 ธ.ค. 63 หรือที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้ออาหารทาง E-Commerce ได้ถึง 3 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน CP FreshMart ซึ่งดาวน์โหลดได้จากมือถือทุกระบบ, เว็บไซต์ www.cpfreshmartshop.com และสายด่วนฮอตไลน์ โทร.1788 โดยร้านจะจัดส่งอาหารให้ฟรีแบบไม่ขั้นต่ำในรัศมี 3 กิโลเมตร ให้ถึงมือผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว นับเป็นการตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่วันนี้ - 28 ก.พ. 2564 ทางเลือกสำหรับ "ครัวของบ้าน" สดทุกวัน ส่งถึงคุณ

ซีพีเอฟ ได้รับเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6


 

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มอบโล่เกียรติคุณ สำหรับบริษัทที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2563 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry)  แก่ นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยซีพีเอฟได้รับคัดเลือกจาก SET ให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายในงาน SET AWARDS 2020 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การได้เป็นหนึ่งในหุ้นยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ของซีพีเอฟ ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่ดีทางเศรษฐกิจและการเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายชื่อหุ้นยั่งยืนยังถูกใช้เพื่อเป็นเกณฑ์คำนวณดัชนี SETTHSI เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนพิจาณาลงทุนตามแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่นำปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม, สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มาประกอบการตัดสินใจ



ซีพีเอฟ กำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนระยะยาวในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซีพีเอฟ ได้ร่วมรับผิดชอบต่อสังคมในหลายรูปแบบ เช่น การส่งมอบอาหารปลอดภัย ให้ประชาชนในประเทศไทยและประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนอีก 16 ประเทศทั่วโลก  ขณะเดียวกันยังได้ยกระดับมาตรการป้องกันโรคในระดับสูงสุด เพื่อดูแลสุขภาพพนักงานทุกคนให้ปลอดภัยจากโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง



ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนทั้งสิ้น 124 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET 114 บจ. และ mai 10 บจ. ซึ่งมาจากการเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืน ประกอบด้วยข้อคำถาม 19 หมวดครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ (รวมบรรษัทภิบาล) สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นวัดผลในด้านกระบวนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ประกอบด้วย การกำหนดนโยบาย การตั้งเป้าหมาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ การวัดผลลัพธ์จากการดำเนินการ และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ซึ่งบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนจะต้องมีคะแนนผ่านร้อยละ 50 ในทุกมิติ และผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด.

ไทยเข้ม ปราบปรามสารเร่งเนื้อแดง ยกระดับอุตสาหกรรมหมู สร้างอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค


 ผู้เขียน : ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย



ปฏิบัติการ หมูสะอาดของกรมปศุสัตว์ ด้วยการดำเนินการเชิงรุกของคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ และคณะทำงานปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรและโคขุน ทำให้การใช้สารเร่งเนื้อแดง ที่เป็นสารอันตรายในการเลี้ยงสัตว์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเมื่อปี 2557 พบสารเร่งเนื้อแดงในปัสสาวะสุกร ร้อยละ 3.5 ขณะที่ปี 2563 นี้ พบเพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น ที่สำคัญกรมปศุสัตว์ยังปักหมุด ให้ไทยจะก้าวสู่การเป็น ประเทศปลอดสารเร่งเนื้อแดงและคาดว่าจะสามารถประกาศความสำเร็จได้ภายในปี 2564

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการเร่งปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดงทั้งระบบ ในสุกรและโคขุนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สารอันตรายนี้หมดไปจากประเทศ เริ่มตั้งแต่นโยบายหลัก ของกรมปศุสัตว์ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและจำหน่ายเนื้อสัตว์ปลอดภัย (Food Safety) สู่ผู้บริโภค ด้วยการปราบปรามแบบ 360 องศา ทั้งการนำเข้าเคมีภัณฑ์ การลักลอบใช้ การผสมสารในอาหารสัตว์ที่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ตามปฏิบัติการปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดงที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ทั่วประเทศ



กรมปศุสัตว์ใช้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากเข้าตรวจพบการกระทำความผิด จะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1-3 ปี หรือปรับ 60,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจต้องปิดกิจการ ควบคู่กับการส่งชุดเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์ และชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บุกสุ่มตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์และฟาร์มเลี้ยง ที่ต้องสงสัยว่าจะมีการกระทำผิดในทุกพื้นที่ทั่วไทย ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงลดน้อยลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ยังมุ่งยกระดับการเลี้ยงสุกรที่ได้มาตรฐาน ทั้ง GAP ในฟาร์มขนาดใหญ่ และการยกระดับการเลี้ยงในฟาร์มขนาดเล็กสู่มาตรฐาน GFM ที่เน้นการจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity อย่างเข้มงวด



ทั้งหมดดำเนินการไปพร้อมกับการที่ กรมปศุสัตว์ ร่วมมือกับภาควิชาการ มหาวิทยาลัย สมาคมผู้เลี้ยงสุกร สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย เดินหน้าให้ความรู้ถึงอันตรายของสารเร่งเนื้อแดงเพื่อป้องกันตนเองจากพิษภัยของสารเร่งเนื้อแดงได้ โดยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีมาตรฐาน จากแหล่งผลิตและจำหน่ายที่เชื่อถือได้ด้วยการสังเกตเนื้อหมูที่ต้องไม่มีสีแดงจนเกินไป เมื่อกดชิ้นเนื้อจะมีสัมผัสนุ่ม ลักษณะยืดหยุ่น ไม่แข็งกระด้าง หรือสังเกตง่ายๆจากเครื่องหมาย ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่กรมปศุสัตว์ออกให้กับร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ที่ปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการปศุสัตว์ OK แล้วทั้งสิ้นกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ทั้งสถานที่จำหน่ายทั่วไป ตลาดสด และห้างสรรพสินค้า Modern trade สัญลักษณ์นี้ บ่งบอกว่าเนื้อสัตว์ที่จำหน่าย ผ่านการรับรองว่าไม่มีสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะตกค้าง ที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มาทั้งโรงฆ่าและฟาร์มเลี้ยงที่ต้องได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์เช่นกัน

ความสำเร็จในการปราบปรามสารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง กระทั่งไทยจะก้าวเข้าสู่ ประเทศปลอดสารเร่งเนื้อแดงในเวลาอันใกล้นี้ และการให้ความรู้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานเนื้อหมูที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สันนิบาตสหกรณ์ฯ เปิดประชุมใหญ่ฯ ยันเดินหน้าดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ “เราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดไว้ข้างหลัง” พร้อมมอบมอบโล่เชิดชูบุคลากรผู้ทรงคุณค่า


 

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อกระบวนการสหกรณ์ โดยมีนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการ สสท. และผู้แทนสหกรณ์สมาชิกเข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการ สสท. กล่าวว่า คณะกรรมการ สสท.  ชุดที่ 25 มุ่งมั่น พัฒนา สหกรณ์ทั่วประเทศ และช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องข้อกฎหมายกับสหกรณ์ที่มีปัญหา พร้อมผลักดัน แก้ไขกฎกระทรวงและเรื่องหนี้เผื่อสงสัยจะสูญให้สหกรณ์สามารถดำเนินงานต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยจะเห็นได้จากผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา เราได้กระจายอำนาจไปสู่สันนิบาตสหกรณ์จังหวัด จัดกิจกรรมพบปะสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดเพื่อรับทราบปัญหาและสำรวจความต้องการของสหกรณ์สมาชิก โดยมีคณะกรรมการ  ที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ฯ เดินทางไปประชุมหารือและออกตรวจเยี่ยมสหกรณ์สมาชิก พร้อมการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดในรอบปีที่ผ่านมา



นอกจากนี้ สสท. ยังได้ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้แก่บุคลากรของสหกรณ์ในแต่ละจังหวัด ดำเนินการจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ในหลักสูตรต่างๆกว่า 22  จังหวัด มีผู้เข้าอบรมสัมมนา รวมทั้งสิ้น 2,463 คน อาทิ หลักสูตรรู้เท่าทันบัญชีสหกรณ์ในยุค 5 G  หลักสูตรผู้ตรวจสอบกิจการขั้นพื้นฐาน (หลักสูตร 1) หลักสูตรเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการ  หลักสูตรตลาดออนไลน์  หลักสูตรกฎหมายที่ผู้บริหารสหกรณ์ควรรู้ หลักสูตรกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่  หลักสูตรกฎหมายสินเชื่อและกฎหมายติดตามหนี้

รวมทั้งให้การต้อนรับองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเนปาล เมียนมาร์ และประเทศญี่ปุ่น ที่เข้ามาศึกษาดูงานในสันนิบาตสหกรณ์ฯ มีการประสานความร่วมมือจัดฝึกอบรมร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “Fostering Leaders for Management” หลักสูตรการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่ต่อไปที่ยั่งยืน ที่จัดโดย องค์กร ICA AP  หลักสูตร  “Fostering Leaders for Management and Development of Agricultural Cooperatives in Asia” โดยมีผู้เข้าอบรม เป็นผู้แทนสหกรณ์องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ประเทศภูฎาน กัมพูชา คีร์กิชสถาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนปาล และศรีลังกา 



ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ เรายังได้เข้าร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสหกรณ์โดยรวม ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ 2542 มาตรา 89/2  ได้แก่ การกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการ คณะอนุกรรมการของ สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน การดำรงเงินกองทุน การจัดทำบัญชีและการเปิดเผยงบการเงิน การรายงานผล และการกำหนดอัตราเงินปันผล  การรับฝากเงินและการลงทุน การก่อหนี้ การสร้างภาระหนี้ผูกผัน การกู้ยืมและการค้ำประกัน การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง รวมทั้งให้การช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่สหกรณ์ ในด้านอรรถคดีต่างๆที่เกี่ยวกับการบริหารงานสหกรณ์ กฎหมายแรงงานและอื่นๆ เป็นต้น โดยเราจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลังนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท. กล่าว



ทั้งนี้ การประชุมใหญ่ฯ ครั้งนี้ สสท. ได้มีการเชิดชูประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อกระบวนการสหกรณ์ ซึ่งปีนี้ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และคัดเลือกบุคลากรผู้ทรงคุณค่า โดยเน้นมิติด้านคุณค่าว่าเป็นผู้นำที่มีคุณค่าต่อการสหกรณ์สะท้อนอยู่ในตัวบุคคลที่สมควรเป็นแบบอย่าง และมีกระบวนทัศน์ ที่แสดงคุณสมบัติว่าเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มองการณ์ไกล และมีหลักการดำเนินงานมีผลงานเชิงประจักษ์ในการผลักดันที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการสหกรณ์ โดยสามารถนำมาปฏิบัติ มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีความมุ่งมั่นในการผลักดันให้มีแนวปฏิบัติตามหลักการสหกรณ์เป็นแบบอย่างที่ดี โดยปีนี้ สสท. ได้ทำการคัดเลือกผ่านขั้นตอนวิธีการดำเนินงานและคณะทำงานจนได้บุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อกระบวนการสหกรณ์จำนวน 3 ท่าน เพื่อโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1.นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ 2.รองศาสตราจารย์จุฑาทิพย์ ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิชาการด้าน สหกรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ3.นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อดีตอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์  ซึ่งทั้ง 3 ท่าน มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้ง 4 มิติ คือ มีความ เป็นผู้นำที่มีคุณค่า มีกระบวนทัศน์ มีหลักการดำเนินงานและมีแนวปฏิบัติที่ดี สันนิบาตสหกรณ์ จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไป

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...