วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564

กรมปศุสัตว์ เผยคลิปปลอม อย่าแชร์! ย้ำเนื้อสุกรกินได้ปลอดภัย

 


        นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการส่งต่อคลิปวีดีโอหญิงชาวต่างชาติทดลองราดน้ำอัดลมลงบนเนื้อสุกรสดๆ แล้วมีลักษณะคล้ายหนอนแมลงวันออกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ และคาดว่าเป็นคลิปปลอมที่ถูกสร้างขึ้น (Fake News) เพื่อเรียกยอดไลค์-ยอดแชร์ในช่องทางโซเชียลมีเดีย และในการถ่ายทำมีบางช่วงบางตอนที่ผู้ผลิตคลิปไม่ได้ถ่ายทำไปบนเนื้อทดลอง จึงเป็นไปได้ว่าจะเป็นการจงใจใส่สิ่งผิดปกติลงไป หรือเป็นการตกแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญวิธีการดังกล่าวไม่ทำให้สิ่งแปลกปลอม ทั้งหนอนหรือแม้แต่พยาธิ ออกมาจากเนื้อสุกรได้ 



        “กรมปศุสัตว์นำเนื้อสุกรหลายส่วน มาทดลองเช่นเดียวกับในคลิปที่ส่งต่อๆกันนี้ และไม่พบลักษณะผิดปกติดังที่ปรากฎ ขออย่าส่งต่อต่อ ซึ่งจะเข้าข่ายการส่งต่อข้อมูลเท็จ สร้างความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค และขอย้ำว่ากระบวนการผลิตเนื้อสุกรของไทยภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ มีมาตรฐาน ทำให้ได้เนื้อสุกรที่มีคุณภาพปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงสุกและรับประทานได้อย่างมั่นใจ โดยขอเน้นย้ำการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่ทานเนื้อสัตว์สุกๆดิบๆ และแนะนำให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากผู้ผลิตมาตรฐาน มีการตรวจรับรองโดยกรมปศุสัตว์ หรือสังเกตสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ที่สถานที่จำหน่าย” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564

“ประภัตร” เดินหน้าส่งเสริมอาชีพเกษตรกรสุพรรณฯ เลี้ยงจิ้งหรีด พร้อมรับซื้อคืน กก.ละ 80 บาท ป้อนโรงงานจิ้งหรีดผง เตรียมส่งออกตลาดต่างประเทศ


 

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรมส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีด ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แก้วิกฤตโควิด-19 ซึ่ง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดขึ้น โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. นายอาชว์ ชัยชาญ อธิบดีกรมการข้าว นายพิทักษ์ ชายสม ผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์ และนายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายระหว่างประเทศ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี



นายประภัตร โพธสุธน กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งวันนี้อาชีพหนึ่งที่น่าส่งเสริมมากที่สุด คือ การเลี้ยงจิ้งหรีด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีคุณประโยชน์ทางด้านโปรตีน ใช้ต้นทุนเพียง 4,500-5,000 บาท และปัจจุบันนจิ้งหรีดเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้แก่ สหรัฐฯ เม็กซิโก นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป



ดังนั้น จึงได้มีการจัดอบรมเกษตรกรผู้สนใจเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริม ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอวังน้ำทรัพย์ อำเภอวังยาง อำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอสามชุก จำนวน 300 คน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ในการเลี้ยงฟรี อาทิ ลังเลี้ยงจิ้งหรีด ไข่จิ้งหรีด รวมทั้งเปิดรับซื้อจิ้งหรีดคืนจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนี้ มีการสร้างโรงงานแปรรูปจิ้งหรีดผง เพื่อส่งออกจำหน่ายให้กับตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าเลี้ยงแล้วมีตลาดรองรับที่แน่นอน



ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า การส่งออกจิ้งหรีดไปยังประเทศต่างๆ ฟาร์มจิ้งหรีดจะต้องได้การรับรองมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของผลิตผลจากจิ้งหรีด โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรอง ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถยื่นขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด GAP ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วก็สามารถส่งจิ้งหรีดไปยังโรงงานแปรรูป ทำให้กระบวนการส่งออกง่ายขึ้น เพราะดำเนินการตามเกณฑ์คู่ค้าต้องการ รวมทั้งเป็นการขยายตลาดจิ้งหรีดของไทยไปทั่วโลก

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564

“เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ประเดิมส่งออก “มะม่วงน้ำดอกไม้” เกรดพิเศษ ล็อตแรก 20 ตัน ไปเกาหลีใต้ด้วยเครื่องการบินไทย


 

         กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และหน่วยงานพันธมิตร  เปิดตัวส่งออก มะม่วงน้ำดอกไม้เกรดพิเศษ ด้วยเที่ยวบินสายการบินไทยไปยังเกาหลีใต้เที่ยวบินแรก เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาจำนวน 20 ตัน และจะจัดส่งต่อเนื่องจนครบ 13 เที่ยวบิน รวมจำนวน 260 ตัน มั่นใจช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการผลไม้ไทย



นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตรที่ผลิตต้องมีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมแปลงให้มีความพร้อมสำหรับตรวจประเมินมาตรฐานแปลงเบื้องต้น ซึ่งในปี 2564 มีเกษตรกรยื่นขอรับการรับรองคุณภาพไม้ผลทั้งหมด จำนวน 15,642 ราย 18,336 แปลง พื้นที่ 223,969 ไร่ และผ่านการประเมินในเบื้องต้น จำนวน 12,550 ราย 14,713 แปลง พื้นที่ 192,230 ไร่ เพื่อดำเนินการขอรับรองคุณภาพมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) จากกรมวิชาการเกษตรต่อไป




สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ที่เน้นความสอดคล้องตามยุคสมัยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นในยุค 4.0 ตลอดจนให้เข้ากับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเน้นช่องทางการซื้อขายออนไลน์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกระจายได้สูง เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนวิถีการขายแบบใหม่ ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง เน้นการป้องกันพึงระวังตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวและการจัดการในสวนผลไม้จนถึงการขนส่งไปยังผู้บริโภคให้มีการปฏิบัติที่ปลอดภัย และได้วางแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ



ปัจจุบัน เกาหลีใต้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทยได้ 6 ชนิด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงแรด ทุเรียน มังคุด สับปะรด กล้วย และมะพร้าว ซึ่งมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากรสชาติ หวาน หอม อร่อยเป็นที่ถูกปากของคนเกาหลีใต้ ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้ คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ดังนั้น การส่งเสริมการผลิตและผลักดันมะม่วงส่งออก ผลผลิตต้องมีคุณภาพมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัยจากโรคแมลงศัตรูพืช และปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ผลต้องสวยซึ่งเกษตรกรจะต้องมีการห่อผลและอบไอน้ำก่อนส่งออกผ่านความร้อน (Vapour Heat Treatment) ที่อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียสขึ้นไป ใช้เวลา 20 นาที เพื่อป้องกันหนอนแมลงวันผลไม้ ต้องปลูกในสวนผลไม้ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อส่งออกไปยังประเทศเกาหลีใต้ โดยได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Plant Quarantine ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีการตรวจสอบในระดับที่เข้มข้นพอๆ กับญี่ปุ่น สำหรับระยะเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออกของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เปอร์เซ็นต์ความแก่จะอยู่ที่ 80% เนื้อค่อนข้างละเอียด ผิวมีนวลเล็กน้อย สีเหลืองอ่อนขนาดที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการส่งออกอยู่ระหว่าง 250-550 กรัม/ผล แบ่งเป็น 4 ขนาด คือ ขนาด S น้ำหนัก 250-280 กรัม/ผล, ขนาด M น้ำหนัก 281-350 กรัม/ผล, ขนาด L น้ำหนัก 351-450 กรัม/ผล, ขนาด LL น้ำหนัก 451-550 กรัม/ผล 

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาการปิดด่านชายแดน เช่น การขนส่งทางบกในประเทศเวียดนามจะเปิดด่านเพียง 7 ชั่วโมง/วัน ทำให้ไม่สามารถขนส่งไป-กลับได้ทัน และการขนส่งทางบกไปประเทศจีน ยังไม่มีการเปิดด่านชายแดนมากนัก ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม ที่เป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตมะม่วงหลักโดยเฉพาะเกรดรอง ก็ไม่สามารถดำเนินการซื้อขายได้โดยปกติ ประกอบกับมะม่วงเกรดคุณภาพดีที่ส่งออกไปเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาค่าระวางเครื่องบินที่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น การซื้อขายมะม่วงจึงเกิดการหดตัวเป็นอย่างมาก คาดว่าจะมีผลผลิตมะม่วงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตล้นตลาดไม่สามารถส่งออกได้ และเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทยที่จะเผชิญกับปัญหาดังกล่าว จำนวน 21 จังหวัด พื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 621,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 743,700 ตัน โดยจะมีผลผลิตในฤดูที่กระจุกตัว (Peak) จำนวน 446,220 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 60 และเฝ้าระวังเดือนเมษายนที่จะมีผลผลิตออกมาก 223,110 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ทำให้ภาคการเกษตรต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ โดยยกระดับผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้นโยบาย "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันสร้าง Single Big Data โดยใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ดังนั้น การจัดงานเปิดตัวส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางอากาศไปยังประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 20 ตันในเที่ยวบินแรกครั้งนี้ และจะมีการขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปยังเกาหลีใต้อีกต่อเนื่องรวม 13 เที่ยวบิน ๆ ละ 20 ตัน รวมทั้งสิ้น  260 ตัน จะช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อรองรับผลไม้ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ตามนโยบาย เกษตรผลิต พาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และขณะนี้ก็ได้มีการหารือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อผลักดันการส่งออกผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น ทุเรียน มังคุด มะพร้าวอ่อน รวมทั้งพืชผักสำหรับเป็นเครื่องแกงต่อไปในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว   

                                                     **********************************

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

มกอช. ตรวจเยี่ยมแสงทองฟาร์ม-ฟาร์มสี่ตำลึงทอง บริหารจัดการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ตามมาตรฐาน GAP



        นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ กองควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครนายก เพื่อตรวจเยี่ยมแสงทองฟาร์ม และฟาร์มสี่ตำลึงทอง เฟส 2 ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ ระบบปิด ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับฟาร์มไก่ไข่ เป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. 2563 (มกษ. 6909 - 2562)  เนื่องจากผ่านการตรวจสอบและเอกสารรับรอง จากกรมปศุสัตว์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีนางสาวสาวิตรี อัครนิธิยานนท์ กรรมการบริษัทแสงทองสหฟาร์มจำกัด และนางสาวชไมพร หญีตอรัญ ผู้จัดการฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ ให้การต้อนรับ  ณ บริษัท แสงทองฟาร์มจำกัด อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พร้อมกันนี้ นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการ มกอช. ได้เยี่ยมชมฟาร์มไก่ไข่ และห้องปฏิบัติการ กระบวนการผลิต พร้อมรับฟังบรรยายสรุป ข้อมูล กระบวนการผลิตของแสงทองฟาร์ม 



         ทั้งนี้ ตามที่ประกาศกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ เป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ.2563 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) กำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เลขที่ มกษ. 6909-2562 ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ของไทยให้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ



         โดยฟาร์มที่เลี้ยงไก่ไข่ ตั้งแต่จำนวน 100,000 ตัวขึ้นไป ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปคือ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) สำหรับฟาร์มที่เลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่จำนวน 1,000 ตัว ถึง 99,999 ตัว ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563)

 

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564


 

เนื้อหมู-ไก่...ปลอดโควิด ปลอดภัย กินได้ไม่ต้องกังวล

โดย อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ

คนไทยทุกคนมีประสบการณ์และได้เรียนรู้ตั้งแต่เมื่อครั้งปิดตลาดกุ้ง สมุทรสาครแล้วว่า อาหารไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู หรือปลานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส เพียงปรุงสุก...เราทุกคนก็สามารถรับประทานอาหารทะเลเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย  หมู-ไก่ ก็เช่นกัน ดังนั้น การพบผู้ติดเชื้อในโรงงานชำแหละสุกร จังหวัดปทุมธานีเมื่อเร็วๆนี้  ก็ไม่ควรจะมีคนกังวลไปถึงการรับประทานเนื้อหมู เนื้อไก่แล้ว  

ขณะเดียวกัน ภาครัฐที่กำกับดูแลเรื่องการผลิตเนื้อหมู-เนื้อไก่ อย่างกรมปศุสัตว์ ก็ได้ย้ำความมั่นใจแก่ประชาชนแล้วว่า เนื้อหมูสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าสัตว์เศรษฐกิจทั้ง หมู ไก่ และเป็ด ไม่สามารถติดโรคโควิด-19 ได้ และสินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์รับรองทั้งหมดนั้น มีความปลอดภัยและ ไม่ใช่พาหะโรคโควิด-19แน่นอน



เนื่องด้วยความเข้มงวดในการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงสถานที่จัดจำหน่าย ที่จะต้องมีกระบวนการ หลักเกณฑ์ และการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด เน้นการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน การล้างทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ การเว้นระยะห่างรวมทั้งการนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไปตรวจสอบ

ที่ผ่านมา ตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ในสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศที่ทำการตรวจสอบมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ผลปรากฎว่า ไม่มีสินค้าปศุสัตว์ใดที่ให้ผลโควิดเป็นบวก ซึ่งหมายความว่า สินค้าปศุสัตว์ไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในมาตรฐานการผลิตสินค้าที่กรมปศุสัตว์ควบคุมดูแลอยู่ ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังขอความความร่วมมือให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้บริโภคที่ประกอบอาหารเอง ให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ จากสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” ซึ่งจะช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้ว่า เนื้อหมู เนื้อไก่ ที่จำหน่ายในสถานที่นั้น มีที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมฯให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้



ประเด็นสำคัญที่สุดคือวิธีการปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน เพราะเชื้อโควิด-19 ถูกทำลายได้ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที หากต้มให้เดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เชื้อโควิดทั้งหมดจะถูกทำลายทันที เพียงเท่านี้ก็รับประทานอาหารได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับ การที่องค์การระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน ทั้งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) และหน่วยงานด้านอาหาร (United States Food and Drug Administration : USFDA) ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไม่ใช่แหล่งแพร่เชื้อโควิด-19และในกรณีที่เนื้อสัตว์จะปนเปื้อนเชื้อโควิดจากผู้ป่วยก็มีความเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรค เนื่องจากเชื้อไม่สามารถเพิ่มจำนวนในเนื้อสัตว์ และเชื้อโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมได้ต่ำ รวมถึงถูกทำลายได้ง่าย ปริมาณของเชื้อไวรัสจึงไม่เพียงพอที่จะก่อโรคได้ จึงยิ่งไม่น่ากังวลใดๆ

เพียงแค่เน้นเลือกซื้อ หมูสด-ไก่สดจากผู้ผลิตมาตรฐานและแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตลอดจนได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์หรือเลือกจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีมาตรฐานการป้องกันโควิดในระดับสูง แล้วนำไป ปรุงให้สุกเท่านั้นเอง

สานพลัง รัฐ-เอกชน สร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ พยุงเกษตรกร


 

ปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ ที่กำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักหนาให้กับเกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศไม่ว่าจะรายย่อย รายกลาง รายใหญ่ จากราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรที่ 2.50 บาทต่อฟอง ขขณะที่ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ ในไตรมาสที่ 1/2564 (มกราคม-มีนาคม) เฉลี่ยสูงขึ้นมาฟองละ 2.66 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมมากว่า 3 เดือน นับจากธันวาคม 2563 ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ส่งผลโดยตรงต่อภาวะการบริโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังซื้อต่ำลง ขณะเดียวกันห้างร้านต่างๆ ร้านอาหาร และตลาดบางแห่งต้องปิดทำการ การท่องเที่ยวหยุดชะงัก หลายพื้นที่ต้องเผชิญหน้ากับการระบาดของโควิด จนต้องประกาศหยุดการเรียนการสอน รวมทั้งผู้ประกอบการและบริษัทบางส่วนให้พนักงานทำงาน Work From Home  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไม่ให้เกิดในวงกว้าง ส่งผลให้การบริโภคไข่ไก่ซึ่งเป็นส่วนประกอบในอาหารสำหรับนักเรียนและคนทำงานลดลง ปริมาณไข่ไก่สะสมจึงเพิ่มขึ้น

ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มีปัจจัยหลักมาจากการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ทั้งโรคในสัตว์ปีกสำคัญอย่างไข้หวัดนกที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศรอบบ้านเรา รวมถึงการป้องกันโควิดในบุคลากรอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และปลายข้าว ที่ต่างพากันขึ้นราคาทั้งกระดาน  กลายเป็นปัจจัยเติมทุกข์ให้กับเกษตรกร



คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) มองเห็นปัญหานี้ จึงเร่งประชุมหารือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กระทั่งได้ข้อสรุปของแนวทางแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยการผลักดันการส่งออก ตามข้อเสนอของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการเอ้กบอร์ด แจ้งมติต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการเสนอขอใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกองทุนรวมฯโดยด่วน เพื่อช่วยเหลือพยุงเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้

ประเด็นราคาไข่ตกต่ำ สุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ บอกว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรในปัจจุบันอยู่ที่ฟองละ 2.50-2.60 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยพุ่งไปถึง 2.69 บาทต่อฟองแล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรทั่วประเทศต่างพยายามแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยการวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบ มีการปลดแม่ไก่ยืนกรงเพื่อรักษาสมดุลปริมาณกับการบริโภค อย่างไรก็ตาม ระดับราคาไข่ไก่จะเป็นไปตามกลไกตลาดเสมอ โดยการผลิตไข่ไก่ของไทย เป็นการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคในประเทศ มีผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือรวมตัวกันในรูปแบบชมรมและสหกรณ์ ส่วนการส่งออกไข่ไก่จะเกิดขึ้นเมื่อจำเป็นต้องระบายผลผลิตส่วนเกินให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภค เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ โดยผู้ส่งออกไข่ไก่ของไทยต้องยอม ส่งออกไข่ในราคาขาดทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันกับจีนและสหรัฐฯ จึงไม่มีใครอยากทำการส่งออกไข่ เพราะไม่ใช่การสร้างกำไร แต่เป็นการเสียสละเพื่อเกษตรกรและคนในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สำหรับภาคเอกชน ที่ออกมาขานรับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ด้วยการสนับสนุนมติเอกบอร์ดในการมาตรการเร่งผลักดันไข่ส่วนเกินภายในประเทศ จำนวน 100 ล้านฟอง โดยส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับจากเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2564 โดยใช้งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร มาสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 50 ล้านบาท และให้เกษตรกรสมทบอีก 100 ล้านฟอง รวมเป็น 200 ล้านฟอง

เรื่องนี้ สมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ บอกว่า ซีพีเอฟในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไข่ไก่ ยินดีให้ความร่วมมือและพร้อมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยในการผลักดันการส่งออกในเฟสแรกรวม 60 ล้านฟอง (จำนวน 185 ตู้) ซีพีเอฟจะดำเนินการส่งออก 16 ล้านฟอง (จำนวน 50 ตู้) แม้ว่าในการส่งออกจะต้องขาดทุนถึงฟองละ 40-50 สตางค์ ก็ตาม แต่บริษัทก็ยินดี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต ให้สอดคล้องกับการบริโภคของประชาชน ช่วยให้เกิดเสถียรภาพราคาไข่ไก่ทั้งอุตสาหกรรม

นับเป็นอีกครั้งที่ ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน ผนึกกำลังในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ช่วยเกษตรกรทั่วประเทศที่กำลังประสบปัญหาขาดทุน อย่างน้อยเพื่อให้พวกเขามีรายได้ที่ดีขึ้น สามารถต่อยอดอาชีพเดียวที่มี ไม่ให้ล้มหายตายจาก ให้พวกเขาได้ก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

มกอช. ลุยสวนเกษตรอินทรีย์ปทุมธานี พร้อมแนะนำเกษตรกร รู้ลึกเรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q และ Organic Thailand


 

นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ กองควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตร ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม สวนเกษตรอินทรีย์ของนายผจญ หวังชม เกษตรกรปลูกผักเกษตรอินทรีย์และปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ณ ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี



นายครรชิต กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรตราสัญลักษณ์ Q และ Organic Thailand บนสินค้าเกษตร ให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ แปลงเกษตรอินทรีย์ของนายผจญ หวังชม ได้การรับรองจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานการรับรอง การผลิตข้าวอินทรีย์ ตาม มกษ. 9000 เล่ม 1-2552 และเล่ม 4 - 2553 ขอบข่ายที่ให้การรับรอง แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ และยังได้การรับรอง มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ. 9000 เล่ม 1-2552 แหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์



รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สวนเกษตรอินทรีย์ของนายผจญ หวังชม ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามศาสตร์พระราชา โรงเรือนอัจฉริยะร่วมสิทธิบัตรนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อการเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานอินทรีย์ไทย และแปลงนาสาธิตการปลูกข้าวอินทรีย์ ด้วย พื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ รวม 4 ไร่ แบ่งเป็นปลูกพืช 15 ชนิด  อาทิ มะเขือเทศ มะนาว พริก และผักสลัดออแกนิคซึ่งมีสรรพคุณมากมาย ได้แก่  ผักกรีนโอ๊ค ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก บำรุงประสาท กล้ามเนื้อ ป้องกันหวัด บำรุงผิวพรรณ ผักเรดโอ๊ค มีใยอาหารช่วยในการย่อยง่าย มีธาตุเหล็ก และวิตามินซีสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือด กำจัดไขมัน ผักบัตเตอร์เฮด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคเบาหวาน บรรเทาท้องผูก บำรุงสายตา และผักคอส ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง มีวิตามินและแร่ธาตุเหล็กสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ป้องกันโรคโลหิตจาง

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

สันนิบาตสหกรณ์ฯ – ชมรมหกรณ์ออมทรัพย์ฯ พบ รมว.แรงงาน

            สันนิบาตสหกรณณ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการแห่งประเทศไทย เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือและหารือแนวทางการช่วยเหลือสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการทั่วประเทศ



            ดร.ปัญฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกกุล ผู้อำนวยการ สสท. ,นายธงชัย วิทยานุกรณ์ ประธานชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการแห่งประเทศไทย ,นายประกิต ปทุมกาญจน์  รองประธานชมรมคนที่ 1 ,นายกิตติ์ เกิดโสภา รองประธานชมรมคนที่ 2 ฯ  ,นายสมพล ตันติสันติสม นายกสมาคม สสอค. , นายสมชาย รัตนอารี ผู้จัดการสมาคม สส.ชสอ.และคณะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น พร้อมคณะที่ปรึกษา โดยการประสานงานจาก ดร.สุเทพ ชิตยวงศ์ เลขานุการ รมต._เพื่อหารือถึงปัญหาความเดือนร้อนของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการทั่วประเทศ ณ ห้องประชุม สำนักนายกรัฐมนตรี ชั้น 6 อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงต่างประเทศ  




            โดยมีประเด็นสำคัญหารือในเรื่อง 1.การให้ผลักดันให้สถานประกอบการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานในด้านสวัสดิการ เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นลูกจ้างได้กู้ยืมเพื่อนำไปลดภาระหนี้สินนอกระบบหรือหนี้อื่น ๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น 2.ปัญหาด้านการจัดกิจกรรมของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ เช่นการประชุม อบรม สัมมนา ของกรรมการในเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับสหกรณ์โดยไม่ถือเป็นวันลา 3.ให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปประกอบการพัฒนาสหกรณ์ให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

            ซึ่งภายหลังการพูดคุย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันจะผลักดันนโยบายดังกล่าว และพร้อมส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านการบริหารงาน และด้านสวัสดิการคุณภาพชีวิตของสมาชิก ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มีการจัดโครงการส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ ในวันที่ 22 มีนาคม 2564

กรมหม่อนไหมโชว์แฟชั่นอลังการ ผลงานประกวดออกแบบชุดผ้าไหม The 2nd Next Big Silky Designer Contest ในงาน “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก”


 

        วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ไหมไทยสู่เส้นทางโลกณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  พร้อมมอบโล่รางวัลผู้ชนะการประกวดการออกแบบชุดผ้าไหม (The 2nd Next Big Silky Designer Contest) โครงการประกวดออกแบบชุดผ้าไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา 12 สิงหาคม 2563 โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม  นายเอ็ดเวิร์ด กิตติ ประธานมูลนิธิช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องอีกมากมายเข้าร่วมงาน



          นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ส่งผลกระทบผู้ผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์ด้านหม่อนไหม ที่ไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้า ทำให้ขาดรายได้ ประกอบกับการค้ากับต่างประเทศไม่สามารถดำเนินการได้  ดังนั้นกรมหม่อนไหมจึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการตลาดหม่อนไหม รวมทั้งกระตุ้นและสร้างการรับรู้ให้เยาวชนเห็นความสำคัญของผ้าไหม หันมาใช้ผ้าไหมมากขึ้น จึงได้จัดให้มีการประกวดการออกแบบชุดผ้าไหม  The 2nd Next Big Silky Designer Contest ขึ้น เพื่อคัดเลือกนิสิต นักศึกษา ที่มีผลงานการออกแบบตัดเย็บผ้าไหมดีเด่น โดยมีสถาบันการศึกษา 55 สถาบัน 157 ทีม ส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 193 ชิ้นงาน คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานจำนวน 30 ผลงานเพื่อพิจารณา ผลปรากฎว่ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา ชื่อผลงาน “Siam Rapter” ได้รับโล่จากฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล 200,000 บาท และยังมีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1-4 และรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัล  และได้จัดงานมหกรรม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกขึ้น ระหว่างวันที่ 27 - 28 กุมภาพันธ์ 2564   ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพ  โดยชุดที่นำมาเดินแบบแฟชั่นในงานนี้ เป็นชุดที่ชนะการประกวด  และชุดที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 ชุด




          นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานการออกแบบตัดเย็บชุดผ้าไหม ให้กับคณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่และกงสุลกิตติมศักดิ์ ในการเดินแบบในงานกาล่าแฟชั่นผ้าไหม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ณ หอประชุมกองทัพเรือ จำนวน 154 ชุด รวมทั้งยังมีการจัดนิทรรศการ การสาธิตกิจกรรมด้านหม่อนไหม การออกร้านหน่ายผ้าไหม ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าที่น่าสนใจ

          สำหรับงาน ไหมไทยสู่เส้นทางโลกกรมหม่อนไหมร่วมกับมูลนิธิช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นร่วมกับคณะเอกอัครราชทูตและคู่สมรส รวมทั้งกงสุลใหญ่ประจำประเทศไทย โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการจัดงาน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนผ้าไหมไทย และทรงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า เป็นอาชีพจนทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

          การจัดงานในปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการฯ จากเดิม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถเชิญชวนดีไซน์เนอร์นานาชาติเข้าร่วมโครงการฯ ได้ จึงได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงสถาบันการศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอทั่วประเทศ จาก 70 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยสถาบันอาชีวะศึกษา 55 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง เป็นผู้ออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้าให้กับคณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่และกงสุลกิตติมศักดิ์จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ จำนวน 72 แห่ง และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 28 แห่ง รวม 100 แห่ง และมีเอกอัครราชทูตที่ได้ร่วมเดินแบบเป็นนายแบบและนางแบบกิตติมศักดิ์มากถึง 41 คน ในงานกาล่าแฟชั่นผ้าไหม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ซึ่งนับเป็นการจัดงานแฟชั่นโชว์ผ้าไหมระดับโลกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา เป็นการส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมไทยและเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียน นิสิตนักศึกษาจะได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับนานาประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานเอกอัครราชทูตและสถาบันการศึกษาในประเทศไทยด้วย

มกอช. ลงพื้นที่จ.มหาสารคาม แนะนำเกษตรกรปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ Smart ฟาร์มเกษตรทฤษฎีใหม่


นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มอบหมายให้นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองเลขาธิการ มกอช. ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เพื่อตรวจเยี่ยม พบปะเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกข้าวและผักอินทรีย์ ในพื้นที่ตำบลเลิงใต้ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนแนวคิดการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ และแนวทางสนับสนุนด้านวิชาการ รวมถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด



            นอกจากนี้ รองเลขาธิการ มกอช. ได้ประชุมหารือแผนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ Smart ฟาร์มเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยผสมผสานงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร และระบบ Smart Farm เพื่อเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติ ให้แก่เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม  ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายระหว่างประเทศ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มกอช. และผู้แทนจาก กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดมหาสารคาม และขอนแก่น ร่วมประชุมหารือ และลงพื้นที่ศึกษาการจัดการแปลง Smart Farm ณ จังหวัดมหาสารคาม 




วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ประธานฯสสท.ร่วมแสดงความยินดี เปิดแพรคลุมป้ายสสจ.พะเยาและศูนย์ประสานงานด้านกฎหมายสหกรณ์ฯ

         นายปรเมศวร์  อินทรชุมนุม กล่าวว่า "สันนิบาตสหกรณ์มีนโยบายในการ ให้ความรู้ และช่วยเหลือสหกรณ์ด้านกฎหมาย ประกอบกับที่ผ่านมา สหกรณ์มีปัญหาและข้อสงสัยด้านกฎหมายมากมายหลายข้อ และอาจจะต้องเดินทางเสียเวลามาปรึกษาหารือ ที่ศูนย์ประสานงานด้านกฎหมายที่กรุงเทพ สันนิบาตสหกรณ์จึงลงพื้นที่ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือด้านกฎหมายกับสหกรณ์สมาชิก เรายืนยันพร้อมจะเคียงข้างไปกับสหกรณ์ และจะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง"



         โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 64 ที่ผ่านมา นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการฯ สันนิบาตแห่งประเทศไทย สสท. ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับสหกรณ์ในจังหวัดพะเยา และบรรยายเรื่องโครงสร้างกฎหมายสหกรณ์ โดยมีสมาชิกสหกรณ์ให้ความสนใจตั้งกระทู้ถามเป็นจำนวนมาก ซึ่งประธานฯสสท.ก็ได้กรุณาให้คำแนะนำหารือ และตอบข้อซักถามที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายสหกรณ์ และระเบียบข้อบังคับนายทะเบียน กฎกระทรวงที่มีผลกระทบกับการดำเนินงานของสหกรณ์  และในโอกาสนี้คณะกรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ในจังหวัดพะเยา โดยมีนายปรีชา ยะตา ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดพะเยา และคณะกรรมการฯ จึงได้เรียนเชิญประธานฯสสท.เป็นประธานพิธีเปิดแพรคลุมป้ายสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดพะเยาและศูนย์ประสานงานด้านกฎหมายสหกรณ์เครือข่ายสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  ณ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด อ.เมือง จ.พะเยา

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...