วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

“CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนชาวชัยภูมิ-นครราชสีมา


สถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายจังหวัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  ลงพื้นที่ส่งความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดชัยภูมิและนครราชสีมา มอบวัตถุดิบอาหารและน้ำดื่ม ภายใต้โครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารและเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องคนไทยอย่างเร่งด่วน



โดยในวันนี้ (28 ก.ย. 2564) นายภูมิสิทธิ์ วังคีรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และ นายธีวรา  วิตนากร นายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ รับมอบวัตถุดิบเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร ได้แก่ เนื้อสุกร ไข่ไก่ น้ำดื่มซีพี และอาหารพร้อมรับประทาน จากซีพีเอฟ ที่ร่วมผนึกกำลังกับพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สนับสนุนโรงครัวพระราชทาน ณ สำนักงานเทศบาลเมืองชัยภูมิ เพื่อนำไปประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยมี นายยุทธชัย คงสมมาตร ผู้แทนซีพีเอฟ นำจิตอาสาจากกลุ่มธุรกิจสุกรของซีพีเอฟ ร่วมมอบ



นายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ จากอิทธิพลพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ ว่าทำให้เกิดน้ำป่าหลากจากเทือกเขาหลัก 3 แห่งในพื้นที่ ทั้งเทือกเขาภูเขียว เทือกเขาพังเหย และเทือกเขาภูแลนคา หลากลงสู่แม่น้ำชี จึงมีหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่มาร่วมสนับสนุนวัตถุดิบอาหารเพื่อช่วยเหลือชาวชัยภูมิอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโรงครัวพระราชทาน มีภารกิจที่ต้องผลิตอาหารมื้อละ 5,000 ชุด เพื่อส่งมอบให้ผู้ที่เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม และถูกตัดขาดไม่สามารถเข้าออกในบริเวณพื้นที่ได้ กำลังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม



นางศศิพิมล มงคล พาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า พาณิชย์จังหวัดฯ ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และซีพีเอฟ  ระดมความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวชัยภูมิอย่างเร่งด่วน  ขอขอบคุณซีพีเอฟในน้ำใจที่นำวัตถุดิบอาหารคุณภาพดีมาช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี



ในวันเดียวกัน ซีพีเอฟส่งความช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมในจังหวัดนครราชสีมา โดย ร้อยตรี ฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศมนตรีตำบลบัลลังก์ อำเภอโนนไทย รับมอบวัตถุดิบอาหาร ได้แก่ ไข่ไก่ 3,000 ฟอง เนื้อสุกร 200 กิโลกรัม และน้ำดื่มซีพี 1,000 ขวด เพื่อสนับสนุนโรงครัวสนามของทหาร ช.พัน.3 พล.ร.3 สำหรับนำไปประกอบอาหารมอบแก่ประชาชนชาวตำบลบังลังก์และชาวอำเภอโนนไทยที่ได้รับความเดือดร้อน มี นายชาญชัย แจ่มแจ้ง ผู้แทนซีพีเอฟ นำชาวซีพีเอฟจิตอาสาจากกลุ่มธุรกิจสุกร ร่วมมอบ ณ เทศมนตรีตำบลบัลลังก์

             นายกเทศมนตรีตำบลบัลลังก์ กล่าวขอบคุณเครือซีพีและซีพีเอฟ ที่อยู่เคียงข้างประชาชนคนไทยมาโดยตลอดในทุกวิกฤติโดยเฉพาะครั้งนี้ ที่เกิดน้ำท่วมจากการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำเชิงไกร ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ตำบลบัลลังค์ที่อยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำมากที่สุด ทำให้ประชาชนไม่ต่ำกว่า 12 หมู่บ้าน รวมถึงตำบลอื่นๆ และอีกหลายอำเภอใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ความช่วยเหลือในครั้งนี้นับว่าซีพีและซีพีเอฟได้ดูแล และสะท้อนความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง 

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

มาตรฐานใหม่ “มกษ.7436-2563” เสริมความมั่นใจสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค กรมประมงพร้อมเปิดรับรองพร้อมกันทั่วประเทศ ต.ค.นี้


 

            จากกระแสเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารต้องมีการปรับตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงปีที่ผ่านมาทั่วโลกต่างต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

              มาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตอาหารสัตว์น้ำจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภค สอดคล้องกับนโยบายด้านการผลิตสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมงมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและครอบคลุมมิติอื่นๆ ในระดับสากล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านส่งเสริมความยั่งยืนให้สินค้าประมงไทยเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ตลอดจนพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรไทย



            ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในเรื่องของมาตรฐานอาหารปลอดภัย (Food Safety) ของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กรมประมงเปิดขอบข่ายให้การรับรองมาตรฐานเพิ่มอีก 2 มาตรฐาน มาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาเพื่อเปลี่ยนผ่านมาตรฐาน GAP ของกรมประมง เป็นGAP มกษ. ได้แก่ 1.มกษ. 74212561 การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี สำหรับฟาร์มเพาะและอนุบาลสัตว์น้ำจืด 2.มกษ. 74342562 การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี สำหรับฟาร์มสาหร่ายทะเล และในปี พ.ศ. 2563 คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรขึ้น คือ มกษ.7436-2563 การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค เป็นมาตรฐานทั่วไป หรือมาตรฐานสมัครใจ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นมาตรฐาน GAP มกษ. ขั้นพื้นฐาน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศกำหนดขึ้น



สำหรับมกษ. 74362563 สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค มีขอบข่ายครอบคลุมกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งการเลี้ยงในบ่อและการเลี้ยงในแหล่งน้ำสาธารณะ ตั้งแต่การเลี้ยง การจับ จนถึงหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม แต่ไม่ครอบคลุมสัตว์น้ำ 3 ชนิด ได้แก่ จระเข้ สาหร่ายทะเล และกุ้งเครย์ฟิช โดยประกอบด้วยข้อกำหนด 9 ข้อสำคัญ ดังนี้ 1.สถานที่ 2.การจัดการเลี้ยง 3. การจัดการคุณภาพสัตว์น้ำ 4. การใช้ยาสัตว์ สารเคมี และผลิตภัณฑ์จุลชีพ 5.สุขลักษณะภายในฟาร์ม 6.การจัดการน้ำทิ้ง 7.การจับและการปฏิบัติหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม 8.ผู้ปฏิบัติงาน และ 9.การเก็บหลักฐานและการบันทึกข้อมูล ซึ่งหากปฏิบัติตามและได้รับการรับรองมาตรฐานจะช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลผลิตสัตว์น้ำที่ได้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อการบริโภค อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าเพื่อปิดช่องว่างการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในด้านการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทย



รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า เนื่องจากมาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานสมัครใจ กรมประมงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ ยื่นคำขอรับการตรวจรับรองมาตรฐาน มกษ. 7436-2563 สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ณ สำนักงานประมงจังหวัดหรือศูนย์ฯ ทุกแห่งในพื้นที่ที่ฟาร์มตั้งอยู่ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าประมงและหลักฐานเพื่อการสืบค้น (กมป.) อาคารเชิดชาย อมาตยกุล ชั้น 5 กรมประมง เกษตรกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทรศัพท์ 0-2579-7738 02-558-0189  อีเมล : fcstd03@gmail.com

ซีพีเอฟ ชู การเลี้ยงกุ้ง “โพรไบโอติก” ผลิตกุ้งปลอดภัย ปลอดยาปฏิชีวนะ ไร้สารตกค้าง


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญการผลิตกุ้งที่สด สะอาด ปลอดภัย ปลอดสาร และยาปฏิชีวนะ  นำ โพรไบโอติกมาใช้ในฟาร์ม (Probiotic Farming) ควบคู่กับการเลี้ยงกุ้ง ภายใต้หลัก  3 สะอาดสนับสนุนการผลิตกุ้งมาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร จึงให้ความสำคัญกับ การส่งมอบอาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง โดยมุ่งเน้น กระบวนเลี้ยง และระบบการจัดการ และสุขาภิบาลที่ดีตลอดการผลิต รวมถึง การใช้ โพรไบโอติกฟาร์มมิ่งที่ให้ความสำคัญกับการใช้จุลินทรีย์มาช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กุ้ง แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ ช่วยป้องกันการเกิดโรค และลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำระหว่างการเลี้ยงกุ้ง ควบคู่ ระบบการเลี้ยงภายใต้หลัก 3 สะอาด” “กุ้งสะอาด น้ำสะอาด และ บ่อสะอาด" กุ้งแข็งแรง โตเร็ว มีระบบป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของซีพีเอฟไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง  ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และมีกระบวนการผลิตที่ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ทรัพยากรน้ำในการเลี้ยง ขณะที่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูง



บริษัทฯ ได้นำ โพรไบโอติกด้วยการนำจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำ และไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการเลี้ยงกุ้ง 2 แนวทาง ประกอบด้วย การใช้จุลินทรีย์สร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของกุ้ง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กุ้งมีสุขภาพดี แข็งแรง ต้านทานโรค และแนวทางที่ 2 เป็นการใช้จุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำและบำบัดของเสียงที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยง ด้วยการนำจุลินทรีย์ไปช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ และพื้นบ่อ เพื่อควบคุมเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในกุ้ง และช่วยลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำได้

การเลี้ยงกุ้งแบบโพรไบโอติกจะช่วยให้กุ้งที่เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรง เติบโตดี  ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพและปลอดภัย ขณะเดียวกันช่วยเสริมให้กระบวนการเลี้ยงที่ยั่งยืนลดการใช้น้ำในกระบวนการเลี้ยง ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจผลิตภัณฑ์อาหารที่ยั่งยืนนายไพโรจน์ กล่าว



หลัก 3 สะอาด เป็นแนวทางการเลี้ยงกุ้ง ที่บริษัทฯ ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยร่วมกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเกษตรกรเพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ประกอบด้วย  ลูกกุ้งสะอาดการพัฒนาลูกพันธุ์กุ้งที่แข็งแรง โตเร็ว ปลอดจากเชื้อต่างๆ   ''น้ำสะอาด'' การบริหารจัดการน้ำในบ่อเลี้ยงให้สะอาด ปลอดจากเชื้อก่อโรค ไม่มีตะกอนและสารอินทรีย์ รวมถึงสารเคมีตกค้าง   และสุดท้ายคือ พื้นบ่อสะอาด''  ด้วยการจัดการพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเสียที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค ด้วยระบบการเลี้ยงช่วยให้กุ้งที่เลี้ยงแข็งแรง สามารถสร้างภูมิต้านทานมาป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคได้ มีอัตราการรอดสูง จึงเป็นการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตสูงขึ้นกว่าการใช้สารเคมีในการเลี้ยงกุ้งด้วย

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังได้ถ่ายทอด แนวทางการเลี้ยงกุ้งด้วยโพรไบโอติกให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาด เพิ่มผลผลิตและลดการใช้ทรัพยากรน้ำ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้ากุ้งของไทยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564

แม็คโคร ปลูกป่า 22,500 ต้น ร่วมกับโครงการป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินหน้าสู่องค์กรสีเขียว เติมโอโซนให้โลก ขานรับซีพีร้อยรักษ์โลก


 

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย ดร.วิไลรัตน์ เจริญใหม่รุ่งเรือง ผู้จัดการอาวุโสส่วนความยั่งยืน นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายงานประชาสัมพันธ์และประสานรัฐกิจ พร้อมด้วยนางสาวนภาวรรณ จุลพันธ์ ผู้จัดการทั่วไปแม็คโครสาขาสัตหีบ และนายนัยณัฎฐ์ สายตา ผู้จัดการทั่วไปแม็คโครสาขาพัทยา นำทีมพนักงานร่วมปลูกป่าจำนวน 22,500 ต้น หลังวันโอโซนโลกที่ผ่านมา โดยมี นายมีชัย ลีลาเชี่ยวชาญกุล หัวหน้าโครงการป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เป็นผู้รับมอบ ภายในพื้นที่ป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี  ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของผืนป่าที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์แห่งหนึ่งของไทย มีพื้นที่รวมกว่า 3,900 ไร่ ตอกย้ำเจตนารมณ์การเป็นองค์กรสีเขียว โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ในปี 2573




ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้นภายในปี  2573 ของเครือซีพี ที่รณรงค์ให้บริษัทในเครือจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ลงดินเพื่อลดโลกร้อนและคืนโอโซนให้ชั้นบรรยากาศ  ผ่านโครงการ ซีพี ร้อยรักษ์โลกโดยต้นไม้ในโครงการนี้เครือซีพีสร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกรและชาวชุมชนชนบทมีรายได้จากการดูแลกล้าไม้ทดแทนรายได้หลักที่หายไปจากวิกฤติโควิด-19 ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

“95 ปี กรมประมง ก้าวสู่ภาคการประมงที่ยั่งยืน”ในโอกาสวันสถาปนากรมประมง และวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2564


 

วันที่ 21 กันยายน 2564 กรมประมงกำหนดจัดงาน วันสถาปนากรมประมงครบรอบปีที่ 95และ วันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2564แบบ New Normal หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมแสดงความยินดีผ่านระบบออนไลน์ พร้อมโชว์นิทรรศการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) บนโลกออนไลน์ครั้งแรก ภายใต้ธีม “DOF Moving forward together for Sustainability ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปด้วยกัน ก้าวสู่ภาคการประมงที่ยั่งยืนปีที่ 95



นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและบริหารการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคการประมงของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ผลิตสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล ตลอดจนบริหารจัดการภาคการประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพประมงให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

แม้ว่าในรอบปีที่ผ่านมา ภาคการประมงของไทยต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งจาก ภัยธรรมชาติ ราคาผลผลิตสัตว์น้ำตกต่ำ มาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 แต่การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการประมงของไทยยังคงไม่หยุดนิ่ง ทั้งนี้ กรมประมงได้รับนโยบายจากรัฐบาลและ ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการขับเคลื่อนงานตามแผนแม่บทแห่งชาติด้านการประมง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรมประมงได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนเป็นโครงการต่าง ๆ อาทิ การขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรด้านการประมง เพื่อรวบรวมจัดเก็บในฐานข้อมูลกลางระดับประเทศ (Big Data) สำหรับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และเป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 / การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการประมง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในการประกอบอาชีพประมงได้อย่างยั่งยืน / การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นให้มีความเข็มแข็ง พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืน ผ่านโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง / ยกระดับการผลิตด้านการประมง ในรูปแบบ การตลาด นำการผลิตโดยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าประมงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค สร้างช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ของกรมประมง ภายใต้ชื่อ Fisheries Shop พร้อมพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าประมงไทยให้อยู่ในระดับสากล ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดจนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง อาทิ       การเพาะขยายพันธุ์ปลาหมอชุมพร ปลาตะเพียนขาวนีโอเมล กุ้งก้ามกรามมาโคร 1 และกุ้งขาวสิชล 1 เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจของไท



จากความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา กรมประมงสามารถคว้ารางวัลเลิศรัฐ อันเป็นรางวัลที่สะท้อนความเป็นเลิศของหน่วยงานทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ที่มีการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ถึง 4 รางวัล ด้วยกัน ได้แก่ กรมประมงร่วมใจต้านภัยสู้โควิดหนองบัวพัฒนา ชาวประชาร่วมใจ ชุมชนก้าวไกล สร้างรายได้จากการมีส่วนร่วม จังหวัดลำปาง / ปลาของพ่อ หล่อเลี้ยงชีวิตพิชิตความจนคนท่าข้าม จังหวัดชลบุรี / อนุรักษ์พันธุ์ปลาประจำถิ่นบริเวณพื้นที่ต้นน้ำมูล จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาภาคการประมงของประเทศได้เป็นอย่างดี 

อย่างไรก็ตาม กรมประมงยังได้วางแนวทางและมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนทุกภารกิจ เพื่อมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป เพื่อการพัฒนาภาคการประมงไทยอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเน้นฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการประมงทั้งภาคการทำการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามกฎหมาย ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ลดต้นทุน รวมถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญามาเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างจุดแข็งให้สินค้าประมงไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

สำหรับการจัดงานในวันนี้ กรมประมงได้จัดกิจกรรมวันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 95 และกิจกรรมวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2564 ขึ้นพร้อมกัน แบบ New Normal ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1. บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์  2. กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา  3. หนองหาร จังหวัดสกลนคร  และ 4. เขื่อนชลประทานปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนกว่า 2,000,000 ตัว อาทิ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาโพง ปลาหมอตาล ปลากาดำ ปลากดเหลือง ปลาสวาย และปลากระแห



นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของกรมประมงที่จัดงานวันสถาปนากรมประมง ผ่านนิทรรศการเสมือนจริง(Virtual Exhibition) บนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นครั้งแรก ด้วยมุมมองแบบ 360 องศา ภายใต้ธีม     “DOF Moving forward together for Sustainability ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปด้วยกัน ก้าวสู่ภาคการประมงที่ยั่งยืนปีที่ 95ซึ่งภายในนิทรรศการแบ่งเป็น 4 ห้องหลัก ได้แก่ 1. ห้องเกียรติประวัติ (Hall of Fame) นำเสนอภารกิจหลักและผลงานแห่งความภาคภูมิใจของกรมประมง 2. ห้องเกียรติภูมิ (Room of Dignity) นำเสนอผลงานวิชาการด้านการประมงประจำปี 2564 3. ห้องเกียรติยศ ( Room of Honor) นำเสนอผลงานที่โดดเด่นจากระดับนโยบายสู่การขับเคลื่อนงานภาคประมงผ่าน 4 สายงานหลัก และ 4. ห้องเกียรติสินธุ (Room of Great Rivers) ห้องจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง โดยสามารถรับชมนิทรรศการดังกล่าวได้ทางเว็บไซต์ กรมประมงหรือ www4.fisheries.go.th ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 21 ตุลาคม 2564 นี้

อธิบดีกรมประมงกล่าวปิดท้ายว่า ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 95 กรมประมงจะยังคงยืนหยัดเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการประมงของไทย เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในประเทศ ได้มีทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้ควบคู่ไปกับอาชีพประมงที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564

CPF เดินหน้า “นวัตกรรมอาหาร” ตอบเทรนด์โลกอนาคต หนุน Open Innovation เปิดโอกาสทั่วโลกร่วมวิจัย


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิตโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแทรกอยู่ในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลก หลังประสบความสำเร็จกับ Plant based เนื้อจากพืชที่ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ล่าสุด เดินหน้าวิจัยขั้นสูง โดยชูแนวคิด Open Innovation พร้อมร่วมงานสถาบันวิจัย และ Start Up ทั่วโลก สร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม 


 

ดร.ลลานา ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร หรือ CPF RD Center ทำหน้าที่สร้างสรรค์ นวัตกรรมอาหารให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยการวิจัย  พัฒนานั้นต้องตอบโจทย์ได้จริง  

งานวิจัยด้านอาหารต่างๆไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเชิงศึกษาวิจัยเท่านั้นแต่ต้องต่อยอดพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้จริงด้วย เช่นที่ CPF RD Center สร้างสรรค์นวัตกรรม Plant Based จากเทคโนโลยี PLANT-TEC ผลิตเนื้อจากพืชในระดับอุตสาหกรรม โดยแก้ ไข Pain Point ทุกข้อจำกัด จนเป็นที่มาของความสำเร็จในการเข้าถึงผู้บริโภคและได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางดร.ลลานากล่าว  



เทคโนโลยี PLANT-TEC ดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือของ CPF RD Center กับบริษัทด้าน Plant based ระดับโลกจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ และสิงคโปร์รวมถึงสถาบันการศึกษาของไทย อย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ Plant Based ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งลักษณะ รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส แบบที่ผู้บริโภครับประทานแล้ว แทบไม่รู้เลยว่ากำลังทานพืชผักอยู่ ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังแก้ข้อจำกัดในด้านระดับราคาให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับเนื้อปกติ และวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย นับเป็นปัจจัยที่ทำให้ Plant Based แบรนด์ MEAT ZERO ของซีพีเอฟ ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคและเชนร้านอาหารต่างๆ 

ล่าสุด CPF RD Center กำลังต่อยอดศึกษาวิจัยนวัตกรรมอาหารขั้นสูง ซึ่งเป็นอีกเทรนด์ความต้องการของโลกอนาคต ภายใต้แนวคิด Open Innovation ที่เปิดกว้างสำหรับสถาบันวิจัย ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ รวมถึง Start Up ที่จะร่วมกันวิจัยพัฒนาสิ่งใหม่อย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Food Valley ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมอาหารนับหมื่นคน รวมทั้งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรม (Innovation Partner) ในงาน Asia-Pacific Food Agri-Food Innovation Summit ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนวัตกรหลายประเทศเสนอตัวเข้าร่วมวิจัยกับบริษัท ขณะเดียวกันยังให้การสนับสนุน ProVeg Food Innovation Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านนวัตกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น เหล่านี้ทำให้ได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์เกิดประโยชน์ในวงการนวัตกรรมอาหารอย่างยิ่ง 



ซีพีเอฟไม่หยุดพัฒนาเพียงเนื้อจากพืชและอาหารเพื่อสุขภาพมากมายสำหรับผู้บริโภค แต่จะต่อยอดศึกษาวิจัยนวัตกรรมอาหารตามเทรนด์ความต้องการของโลก เพราะการวิจัยไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเราเปิดกว้างในการร่วมวิจัยกับทุกภาคส่วน ตามแนวคิด Open Innovation ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่นวัตกรรมอาหารใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนดร.ลลานากล่าวทิ้งท้าย

ตามดูเยาวชน นำ 3Rs ปฏิบัติจริง สู่เป้าหมายโรงเรียนปลอดขยะ ซีพีเอฟ ปลูกจิตสำนึกน้องๆต่อเนื่อง


 

ประเทศไทยกำหนดให้ วันที่ 20 กันยายนของทุกปีเป็น วันเยาวชนแห่งชาติด้วยเล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนา ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง สังคม และมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

วันนี้พามาดูตัวอย่างของเยาวชนที่ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์ จากการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะ ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติและต้องเร่งแก้ไข พวกเขาเริ่มต้นกิจกรรมที่โรงเรียน ด้วยแนวคิดการใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ (Reduce Reuse and Recycle) หรือ 3Rs ผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วมและปลูกจิตสำนึก นำไปสู่ โรงเรียนปลอดขยะ” (Zero waste School) ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)



ภาคเอกชนอย่าง ซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ตระหนักถึงปัญหานี้ และได้มีส่วนเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนหลายแห่งในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีบุคลากรของบริษัท เป็นกำลังสำคัญในการฝึกอบรมการแยกขยะที่ถูกต้อง จัดให้มีถังขยะแยกประเภท เน้นนำขยะมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับขยะ

นางพรจิต ทรวงทองหลาง ผู้อำนวยการ รร.บ้านลาดบัวขาว ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา บอกว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียนและซีพีเอฟ เริ่มจากการที่บริษัทเข้ามาสนับสนุน โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคตเพื่อให้โรงเรียนมีแหล่งอาหารที่มั่นคง มีอาหารปลอดภัยจากฝีมือการปลูกและการเลี้ยงสัตว์ของนักเรียนเอง เป็นอาหารกลางวันที่ยั่งยืนให้กับทุกคน และกลายเป็นห้องเรียนอาชีพของเด็กๆ ที่พัฒนาสู่ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและบุคคลภายนอก ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเล็งเห็นปัญหาร่วมกันด้านการจัดการขยะที่ยังไม่มีระบบที่ดีพอ ซีพีเอฟจึงจัดอบรมให้เด็กๆด้วยกิจกรรมที่สนุกสนาน ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยโรงเรียนจัดตั้งธนาคารขยะ มีบัญชีรายบุคคล และโครงการอิ่มสุขฯ สนับสนุนรางวัลในกิจกรรมขยะแลกไข่ไก่ และมอบก้อนเชื้อเห็ดเพื่อนำไปเพาะที่บ้าน ยังมีการจับรางวัลเป็นประจำเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วม ที่สำคัญคือการนำขยะมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยโรงเรียนผูกเรื่องนี้เข้ากับโครงงานอาชีพ วันนี้เด็กๆยังส่งต่อความรู้ไปถึงครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการช่วยแยกขยะพร้อมกับบุตรหลานด้วย



ด้าน ด.ช พงศพัศ วงศ์ดี หรือน้องฟลุ๊ค นักเรียนชั้นม.1 รร.บ้านลาดบัวขาว เล่าว่า โครงการนี้ช่วยสอนให้รู้จักนำขยะมาใช้ประโยชน์ ผมนำความรู้ที่ได้ไปบอกพ่อแม่ เพื่อแยกขยะที่บ้าน พ่อกับแม่ช่วยผมรวบรวมขยะด้วย ทุกวันจะสังเกตขยะข้างทางเวลาที่ปั่นจักรยานมาโรงเรียน และเก็บมาเข้าธนาคารขยะ กิจกรรมนี้ทำให้ทุกคนช่วยกันทำให้โรงเรียนสะอาด ในชุมชนเป็นระเบียบ ที่บ้านเรียบร้อยเพราะเราแยกขยะเป็น

ส่วน รร.ท่าจีนอุดมวิทยา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นางปัณฑินา ชะตารัตน์ อำนวยการ บอกว่า เรื่องขยะเป็นศูนย์เป็นสิ่งที่ทำได้ เริ่มจากความรู้ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกคน โดยโรงเรียนจัดทำโครงการ ลดขยะ ลดโรค ใส่ใจสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เริ่มต้นจากการแยกขยะก่อนทิ้งและส่งเสริมการทำปุ๋ยจากใบไม้ ที่ซีพีเอฟมาจัดอบรม ทำให้นักเรียนแยกขยะได้อย่างถูกต้องและมีปุ๋ยไว้ใช้เองในโรงเรียน ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาสร้างประโยชน์ให้โรงเรียน และยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายโรงเรียนปลอดขยะด้วย



ดญ.นภาพร นวลทุ่ม หรือ น้องน้ำหวาน อายุ 10 ปี นักเรียนชั้นป.5 รร.ท่าจีนอุดมวิทยา เล่าว่า ได้นำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนไปต่อยอดที่บ้าน โดยแยกถังขยะเป็นประเภทเช่น ขยะพลาสติก กระดาษ สามารถนำไปขายเป็นรายได้ ส่วนการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ก็นำไปใช้กับแปลงผักสวนครัวที่บ้าน ช่วยลดรายจ่าย และได้รับประทานผักปลอดภัย

ขณะที่ โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำน้อย ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งซีพีเอฟจะเน้นในเรื่องการรณรงค์สร้างจิตสำนึกการกำจัดขยะด้วยหลัก 3Rs โดยนำขยะบางส่วนมาประดิษฐ์ในวิชาการงานอาชีพ และรีไซเคิลเป็นขวดน้ำยาล้างจานเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ปกครองผ่านสหกรณ์ ส่วนใบไม้นำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในแปลงผักโครงการอิ่มสุขฯ และวางแผนจำหน่ายในอนาคต

ส่วน โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ที่ให้ความสำคัญกับการนำขยะมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยบรรจุเข้าสาระงานประดิษฐ์ อาทิ ทำเป็นสื่อการเรียนการสอน ทำดอกไม้จากถุงพลาสติก นำขวดน้ำทำกระถางต้นไม้และใช้บรรจุน้ำยาล้างจานที่ผลิตเอง และยังมีโครงการ ถังหมักรักษ์โลกเศษอาหารจะสลายตัวเป็นดินใช้ในการเพาะชำต้นไม้ การนำใบไม้มาหมักเป็นดินและปุ๋ยใส่ต้นไม้ และยังนำก้อนเชื้อเห็ดที่เสื่อมสภาพไปทำปุ๋ยหมักขายที่สหกรณ์โรงเรียน



ทางด้าน ศูนย์ปัญจวิทยาคาร ต.บางปิด อ.แหลมงอบ จ.ตราด ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ของโครงการอิ่มสุขฯ ที่ได้ต่อยอดสู่การบูรณาการด้านการจัดการขยะร่วมกับซีพีเอฟ จนเด็กๆสามารถนำความรู้เรื่องการคัดแยกขยะไปทำเองที่บ้าน ขายเองและเกิดรายได้ ส่วนธนาคารขยะของโรงเรียนก็สร้างรายได้จากขยะที่นักเรียนนำมาฝาก พร้อมทั้งนำขยะบางส่วนเข้าชุมนุมหัตถกรรม นำไปรีไซเคิล และทำผลิตภัณฑ์ Upcycling สร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้ ด.ช.ศิลาพัฒน์ เวชกุล หรือน้องเนม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นป.6 บอกว่า เมื่อได้เรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะ ก็ได้นำกลับไปทำที่บ้าน มีการแยกขวดพลาสติก ขวดสี ขวดแก้ว พ่อกับแม่ก็ช่วยแยกด้วย จึงทำให้มีขยะมาฝากธนาคารขยะที่โรงเรียน ได้คะแนนสะสมแลกเป็นอุปกรณ์การเรียน กิจกรรมนี้ดีมากที่ช่วยลดขยะและลดโลกร้อนได้ ส่วน ด.ช.สัญชัย กลิ่นพิมล หรือน้องโอ เสริมว่า เขาได้เรียนรู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องง่าย การนำไปกำจัดหลังจากนี้ก็จะง่ายขึ้น และจะทำกิจกรรมทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านแบบนี้ต่อไป




นางสาวพรทิพย์ ธนะประสพ CSR Leader โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก ซีพีเอฟ จ.ตราด เล่าว่า จากแนวคิด 'WASTE...ไม่ใช่ขยะ' นำไปสู่การศึกษาและพัฒนา 'เปลี่ยน WASTE  เป็น VALUE' ช่วยลดปัญหาขยะ โดยบุคลากรของซีพีเอฟนำหลักการ 3Rs ที่ใช้ในโรงงานอยู่แล้ว ขยายผลสู่เยาวชนในสถานศึกษาที่อยู่ใกล้กับสถานประกอบการ โดยร่วมกับโรงเรียนเปิดพื้นที่ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์แก่เยาวชน ด้วยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับขยะแก่เยาวชน ให้พวกเขาได้ปฏิบัติจริงในโรงเรียนและสามารถต่อยอดไปสู่ครอบครัวและชุมชน สำคัญที่สุดคือการทำให้เขาเห็นว่าการแยกขยะเป็นเรื่องง่าย ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน เริ่มตั้งแต่การสอนให้รู้จักแยกขยะ เห็นคุณค่าว่าขยะสามารถนำมาใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี เพื่อการแก้ปัญหาขยะที่ยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างกิจกรรมสร้างสรรค์ของเยาวชน ที่ซีพีเอฟร่วมส่งเสริมและปูพื้นฐานแก่น้องๆนักเรียน ในการร่วมกันทำภารกิจจัดการขยะในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุน โรงเรียนปลอดขยะสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกาฬสินธุ์ รวมกลุ่มสู้โควิด-19 รับแรงงานคืนถิ่น เดินหน้าเลี้ยง “กุ้งก้ามกราม” มาตรฐาน GAP ส่งแม็คโครทั่วอีสาน เพิ่มโอกาสในวิกฤต


 

โควิดทำให้ทุกอาชีพเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่น้อยเช่นกัน ความโด่งดังของกุ้งก้ามกราม ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการยอมรับว่า เป็นแหล่งกุ้งคุณภาพดีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรมีความเข้มแข็งรวมเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงรวมกว่า 8,000 ไร่หรือกว่า 5,000 บ่อ ผลผลิต 1,200 ตันต่อปี ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมือง อำเภอยางตลาด และอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยน้ำจากเขื่อนลำปาว   



นางคำปัน  คำมีแสง หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เล่าว่า  จากสถานการณ์ของโควิด ทำให้คนกาฬสินธุ์ที่เคยไปหางานทำอยู่กรุงเทพฯ กลับมาบ้านเรากันเยอะขึ้น เป็นคนรุ่นลูกรุ่นหลาน พอกลับบ้านก็ไม่มีอะไรทำ ก็มาเลี้ยงกุ้ง มาช่วยพ่อแม่ที่เป็นลูกบ่อ เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของเราที่มีอยู่ราว 100 ราย มีพื้นที่ในการเลี้ยงกุ้งราว 1,000 ไร่  ทุกวันนี้ก็มีลูกหลานมาช่วยทำแล้วประมาณ 30%”  

หากเป็นสถานการณ์ปกติ นี่คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่ลูกหลานกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิดอยู่กันพร้อมหน้า แต่ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเช่นนี้ ผลผลิตกุ้งที่สมาชิกในครอบครัวช่วยกันทุ่มเทแรงกายแรงใจเพาะเลี้ยงเพื่อหารายได้นั้น ล้วนมีความหมายต่อทุกชีวิตในครอบครัว



ในช่วงนี้ราคากุ้งตกลงมาก ด้วยหลายปัจจัย อย่างแรกคือ ไม่ใช่หน้าเทศกาลขาย และจากสถานการณ์โควิด ตลาดสดปิดตัวไปหลายที่  หากเป็นคนอื่นคงหาตลาดขายยาก เราโชคดีที่ได้ส่งผลผลิตให้กับแม็คโครมาหลายปีแล้ว ซึ่งเขาส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แน่นอนและมั่นคง โดยรับซื้อกุ้งก้ามกราม ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP จากกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่เป็นเกษตรแปลงใหญ่ วางจำหน่ายผ่านสาขาแม็คโครทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เรามีตลาดที่แน่นอน

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร แม็คโคร ได้รับรู้ปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรมาโดยตลอด อย่างกรณีของกุ้งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ถือเป็นแหล่งผลิตคุณภาพที่แม็คโครส่งเสริม ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พวกเขาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เราจึงร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการช่วยเหลือเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็อยู่ในโครงการช่วยเหลือและส่งเสริมนี้เช่นกัน



ด้าน นางคำปัน กล่าวอีกว่า เพราะเราเป็นคู่ค้าของแม็คโคร ทำให้ผลผลิตที่เราเลี้ยง ขายได้ตลอด  ทุกวันนี้ส่งขายได้วันละ 100 กว่ากิโลกรัม ให้กับแม็คโคร 14 สาขาในภาคอีสาน  เราก็พออยู่กันได้  ทุกคนเชื่อมั่นว่าในช่วงหน้าเทศกาลหลังออกพรรษา จนถึงปลายปี  กุ้งก้ามกรามของกาฬสินธุ์ จะมีความต้องการมากขึ้นถึง 300 กิโลกรัมต่อวัน 

ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยส่งผลผลิต กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และกุ้งนาง ให้แม็คโครประมาณ 945 ราย จากหลายภูมิภาค ทั้งภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก  ในจำนวนนี้มีหลายรายที่พัฒนามาจากการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ประสบปัญหาและเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงกับกรมการค้าภายใน จนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญของแม็คโคร สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

ซีพีเอฟ เดินเคียงข้างคู่ค้าธุรกิจ -เกษตรกร ยืนแกร่งฝ่าวิกฤต หนุนโตยั่งยืนหลังยุคโควิด-19


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยังเดินหน้าช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร ในทุกมิติอย่างเนื่อง เสริมแกร่งให้พันธมิตรทางธุรกิจ ยืนหยัดฝ่าวิกฤตได้อย่างเข้มแข็ง และเติบโตไปด้วยกัน

นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงพันธกิจของซีพีเอฟในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนและสังคม ซึ่งได้รับความร่วมมือที่ดีจากคู่ค้า ซึ่งเป็นพันธมิตรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้จัดส่งสินค้า ผู้ใช้สินค้า เกษตรกรมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรในวงกว้าง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือคู่ค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในหลายรูปแบบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบ ผู้ประกอบการรักษากิจการให้เดินหน้าต่อได้ และช่วยรักษาการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง



นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทฯ เข้าไปช่วยคู่ค้าผู้ประกอบการเรื่องการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานประกอบการ เพื่อให้การผลิตและขนส่งสินค้าดำเนินต่อไปได้ไม่หยุดชะงัก ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังช่วยเหลือคู่ค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 6 พันราย ผ่านการโครงการ "Faster Payment" ลดระยะเวลาการชำระค่าสินค้าภายใน 30 วันแก่ ซึ่งบริษัทฯ ดำเนินโครงการนี้ติดต่อมาเป็นเวลา 1 ปีแล้วและยังช่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้เอสเอ็มอีสามารถดำเนินกิจการต่อได้ สามารถประคับประคองธุรกิจสามารถฝ่าวิกฤตและปรับตัวรับสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนได้

ด้าน นางศุภรา ศรีบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากมาตรการป้องกันโควิด-19 ของทางภาครัฐได้ทำให้คู่ค้าผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร สูญเสียรายได้ ซึ่งบริษัทฯ ได้นำกลยุทธ์ทางการตลาดแบบดิจิทัล (digital marketing) และการเดลิเวอรี่ มาช่วยให้เพิ่มช่องทางให้ร้านอาหารเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ยังมีรายได้เข้ามาทดแทนการเปิดร้านได้จำกัด รวมทั้งจัดพื้นที่ในห้างโลตัส และหน้าร้านซีพี เฟรชมาร์ท วางจำหน่ายสินค้าแบบ take home โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหารพัฒนาแนวทางใหม่ๆ เช่น การจัดทำคลาวน์คิทเช่น ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสามารถเพิ่มรายได้แบบยั่งยืนมากขึ้น



นอกจากนี้  ซีพีเอฟ ยังได้ร่วม "ยกระดับแผงลูกค้าในตลาดสด 4.0" เพื่อช่วยผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสดปรับปรุงแผงค้า ยกระดับมาตรฐานความสะอาด สวยงาม และ ปลอดภัย ตลอดจนมาตรการป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ช่วยพัฒนาแผงค้าของคู่ค้าไปแล้วกว่า 700 แผงในตลาดสดหลายแห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ทีมผู้นำรุ่นใหม่ เถ้าแก่น้อย ร่วมกับหน่วยงาน



ภาครัฐ ทำความสะอาดพื้นที่ตลาดสดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในโครงการ ตลาดปลอดภัย ห่างไกล Covid-19” รวมทั้งสนับสนุนน้ำยาฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ทำความสะอาด และแจกผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยความมั่นใจให้กับพ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายในตลาดสดอีกด้วย ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังได้ถ่ายทอดความรู้และมาตรการป้องกันโควิด- 19 แก่เกษตรกรผู้เป็นต้นทางการผลิตอาหารปลอดภัย  เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในฟาร์ม เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ปลอดโรค  และในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังร่วมสร้างความเชื่อมั่นคนไทยบริโภคกุ้ง รวมทั้งยังได้ช่วยรับซื้อผลผลิตกุ้งของเกษตรกรนำจำหน่ายในช่องทางต่างๆ เพื่อให้กุ้งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกรในการผลิตสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...