วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ยกเป็นสหกรณ์โคนมที่ผลิตนมพร้อมดื่มที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้



 


           นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด พร้อมเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปนมยูเอชที โดยมี นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด นายประสิทธิ์ เพ็งช่วย ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด พร้อมด้วย พนักงานและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ สหกรณ์ โคนมพัทลุง จำกัด ตำบลนาท่อม อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง



            ปัจจุบันสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โดยรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เฉลี่ย 11.893 ตันต่อวัน และรับซื้อน้ำนมดิบจากพันธมิตรสหกรณ์ 2 แห่ง ตามบันทึกข้อตกลง การซื้อขายน้ำนมโคปี 2564/2565 ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค บ้านเนินดินแดง จำกัด เฉลี่ย 7 ตันต่อวัน และสหกรณ์โคนมบางสะพาน จำกัด เฉลี่ย 15.094 ตันต่อวัน รวมน้ำนมดิบเฉลี่ย 33.987 ตันต่อวัน มูลค่าเฉลี่ย 645,753 บาท เพื่อนำเข้าสู่โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ แบบถุง แบบขวด แบบแกลลอน และนมยูเอชที แบบกล่อง นอกจากนี้สหกรณ์ยังได้ดำเนินการแปรรูปเป็นนมอัดเม็ด ไอศกรีมนมสดหลากหลายรสชาติ อาทิ สตรอเบอร์รี่ ชาเขียว ช็อกโกแลต ส้ม กาแฟ สับปะรด ชาไทย และไอศกรีมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และเครื่องดื่มนมสด ด้านการตลาดภายในจังหวัดพัทลุง สหกรณ์ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโดยศูนย์กระจายสินค้าของสหกรณ์ และเครือข่ายสหกรณ์ทั้งในจังหวัดพัทลุงและใกล้เคียง โดยแบ่งเป็นตลาดนมพาณิชย์ และตลาดนมโรงเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่ตามสิทธิ์ที่ได้รับจัดสรรจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และส่งจำหน่ายตลาดภายนอก ในพื้นที่เศรษฐกิจของทางภาคใต้ อาทิ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้




            สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2531 ปัจจุบันมีสมาชิก 253 ราย ดำเนินธุรกิจ 6 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำนมดิบ ธุรกิจแปรรูปผลผลิตการเกษตร ธุรกิจสัตว์เลี้ยงเพื่อจำหน่าย และธุรกิจจำหน่ายอาหารสัตว์ มีทุนดำเนินงานมากกว่า 589 ล้านบาท  ส่งผลให้สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด กลายเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ภายใต้ยี่ห้อ นมพัทลุงมีหลากหลายผลิตภัณฑ์เลือกดื่ม นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตนมโรงเรียน นมยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรซ์ รวมถึงเครื่องดื่มนมสดและไอศกรีมนมสดอีกด้วย

อาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดพัทลุง กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์โคนม ผลิตน้ำนมที่ได้คุณภาพ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่จะส่งเข้าโรงงานแปรรูปนมของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ทำให้นมพร้อมดื่มของสหกรณ์ได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่ดีไปด้วย และในอนาคตจะส่งเสริมให้สหกรณ์ต่อยอดการดำเนินธุรกิจจำหน่ายนมพร้อมดื่มเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์และขยายช่องทางตลาดได้เพิ่มมากขึ้นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว



            ที่ผ่านมาสหกรณ์ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์จากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จำนวน 100 ล้านบาท ใช้ในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปนมยูเอชที มีกำลังการผลิตนมยูเอชทีและนมพาสเจอร์ไรส์ได้สูงสุดปริมาณ 90 ตันต่อวัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสหกรณ์นำไปซื้อเครื่องจักรในการผลิตนมเปรี้ยว ซึ่งมีกำลังการผลิต 40 ตันต่อวัน ได้รับจัดสรรงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 4.823 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมดิบ ตู้แช่แข็งสำหรับแช่ไอศกรีม รถบรรทุกห้องเย็น 4 ล้อและ 6 ล้อ นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจากหน่วยงานอื่นๆ อาทิ งบประมาณยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพัทลุง เพื่อสร้างโกดังเก็บพืชอาหารสัตว์สำรอง จัดซื้อรถบรรทุกน้ำนมดิบ งบประมาณพัฒนาส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อสร้างศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และจัดระบบนำบัดน้ำเสีย เป็นต้น รวมทั้งได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อการวิจัยพัฒนาการเลี้ยงโคนม การแปรรูป และการตลาดผลิตภัณฑ์นมอีกด้วย


กรมประมงเปิดตลาด “Fisherman Market” สร้างช่องทางกระจายผลผลิต ช่วยชาวประมงพื้นบ้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคโดยตรง สนองนโยบาย “เฉลิมชัย”


 

กรมประมง...เปิดตลาด Fisherman Market โซนด้านหน้าอาคาร FMC ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ ให้ชาวประมงพื้นบ้านนำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพดี มีมาตรฐาน มาจัดจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ หลังประสบปัญหาด้านช่องทางการกระจายผลผลิต จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19  สนองนโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มีข้อสั่งการให้กรมประมงดำเนินการให้ความช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านเป็นการเร่งด่วน





จากความห่วงใยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงกรณีที่ชาวประมงพื้นบ้านได้ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิต เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยในระยะเร่งด่วนนี้กรมประมงได้จัดทำโครงการ กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภคเพื่อเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต ในพื้นที่จังหวัดชายทะเล ทั้ง 23 จังหวัด ซึ่งจะทำการประสานงานกับห้างสรรพสินค้าทั้งค้าส่ง และค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน โรงงานแปรรูป รวมทั้งตลาดในชุมชน เพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านให้ได้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป




กรมประมงได้เปิดตลาด Fisherman Market โซนด้านหน้าอาคาร FMC ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ คุณภาพดี มีมาตรฐาน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ร่วมอุดหนุนในราคาสุดพิเศษ โดยในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 ถือเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์ในเชิงสัญลักษณ์เป็นครั้งแรก ซึ่งมีสินค้ามาวางจำหน่ายมากมายหลายรายการ อาทิ ปลาแดดเดียว (ปลาอินทรี ปลาทู ปลาแดง ปลาจวด ปลาหลังเขียว) ปลาเห็ดโคนแช่แข็ง - แปรรูป หมึกสด - แห้ง หอยทอดกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบหอยแมลงภู่ สาหร่ายพวงองุ่น ดอกเกลือ กะปิ และอาหารทะเลแปรรูปอื่น ๆ เป็นต้น และนอกจากนี้ กรมประมงยังได้กำหนดให้มีการกระจายการจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านให้ครอบคลุมทุกชุมชนของ 23 จังหวัดชายทะเลอีกด้วย 




โดยโอกาสนี้ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกรมประมง ยังได้ร่วมเยี่ยมชมและอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์กิจกรรมกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค ภายใต้นโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยชาวประมงพื้นบ้านหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19  ณ ตลาด Fisherman Market โซนด้านหน้าอาคาร FMC กรุงเทพมหานคร ด้วย



ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่สนใจสามารถร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากชาวประมงพื้นบ้าน ได้ที่ตลาดนัดกรมประมง ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป  โดยสามารถติดตามรายละเอียด หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมประมง โทรศัพท์ 0 2562 0600 - 15 ในวันและเวลาราชการ หรือ Facebook Page : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมประมง

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษต่อยอดผลผลิตเกษตรกรให้ก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก


นายวิศณ์ ประสานพันธ์ หัวหน้าส่วนยุทธศาสตร์การเกษตร สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาภาคการเกษตรเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลายมากตั้งแต่การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ที่ขยายลุกลามไปทั่ว ภาวะฝนแล้ง น้ำท่วม  กระทบผลผลิต  สินค้าล้นตลาดและขาดรายได้ การดำเนินชีวิตติดขัดยากลำบากแตกต่างกันไป สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษได้รับปัญหาต่างๆจากเกษตรกรและเข้าช่วยเหลือ แก้ปัญหา รวมทั้งหาช่องทางทำการตลาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงอำเภอยางชุมน้อย พื้นที่ปลูกหอมแดงกว่า 250 ไร่ ถูกน้ำจากลำน้ำมูลเอ่อเข้าท่วมเสียหายทั้งหมด ขณะที่การสำรวจแปลงหอมแดงในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย พบพื้นที่เสียหายมากกว่า 2,000 ไร่ เกษตรกรขอความช่วยเหลือมาทางสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ จึงเชิญจังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ พาณิชย์จังหวัด ร่วมปรึกษา รวมทั้ง เชฟเต๋านายสิรพงศ์ สังข์แก้ว วิทยากรชำนาญการ สาขาการประกอบอาหาร ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดศรีสะเกษ ว่าน่าจะแปรรูปเป็นกิมจิได้ จึงทดลองทำกิมจิรอบแรก 4 กิโลกรัม ถือว่าผ่าน รอบที่ 2 ในงานช่วยเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงพื้นที่โดนน้ำท่วม โดยเชิญแกนนำกลุ่มมาเรียนรู้การทำกิมจิแล้วปรับรสชาติ เพิ่มเป็น 40 กิโลกรัม ขายดีขึ้น รอบที่ 3 ทำจำหน่ายในงานตักบาตรของจังหวัด 140 กิโลกรัม จำหน่ายหมดเลย  ภายใต้แบรนด์ กิมจิต้นหอมยางชุมน้อย’ 







นายวิศณ์ กล่าวต่อไปว่า  หอมแดงศรีสะเกษนั้นขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ด้วยเทคนิคการเพาะปลูกของคนในท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมายาวนานจึงทำให้หอมแดงศรีสะเกษมีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากแหล่งปลูกพื้นที่อื่น กล่าวคือหอมแดงศรีสะเกษมีเปลือกแห้งมัน สีแดงเข้มปนม่วง หัวมีลักษณะกลม มีกลิ่นฉุน ดินมูลทรายที่เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณลำน้ำมูลและลำน้ำสาขามูลที่ทับถมมานาน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์สูง ประกอบกับเมื่อผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกจึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ กลิ่นหอม อร่อยและเป็นเอกลักษณ์  ทั้งนี้ หอมแดงศรีสะเกษที่นำมาทำกิมจิควรมีอายุ ประมาณ 30-45 วัน เกินกว่านี้จำหน่ายเป็นแบบแห้ง กิมจิต้นหอมยางชุมน้อยใช้เวลาหมัก 2 วัน จำหน่ายหน้างานได้เลย หากเป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์หมัก 1 วันแล้วส่งวันรุ่งขึ้นถึงมือผู้บริโภครสชาติจะพอดีอร่อย  ตลาดของ กิมจิต้นหอมยางชุมน้อยตอนนี้รับคำสั่งซื้อในจังหวัดและส่วนหนึ่งจำหน่ายผ่านออนไลน์ไปกรุงเทพ ปริมาณกล่องละ 200 กรัม ราคา 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท และ 300 กรัม ราคา 59 บาท 2 กล่อง 100 บาท ไม่รวมค่าส่ง  ซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษกำลังคิดต่อยอดร่วมกับภาคส่วนพันธมิตรเพราะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของจังหวัด ซึ่งก่อนหน้านี้หอมแดงศรีสะเกษก็มีปัญหาล้นตลาด ส่งจำหน่ายไม่ได้ด้วยติดสถานการณ์โควิด-19 จึงจะสร้างมาตรฐานและเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้จำหน่ายหอมแดงเป็นกล่องที่เพิ่มมูลค่าต่อยอดจากการจำหน่ายเป็นกิโลกรัมหรือเป็นตัน หากสนใจผลิตภัณฑ์ กิมจิต้นหอมยางชุมน้อยสามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 08-8714-9714





ขณะที่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิงเป็นกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรกับสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เป็นกลุ่มเลี้ยงกบพันธุ์บูลฟร็อก ทำหนังสือขอรับความช่วยเหลือเนื่องจากกลุ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทางบริษัทที่รับซื้อกบไม่สามารถเดินทางมารับกบไปจำหน่ายได้ ทำให้กบตกค้างประมาณ 30 ตัน เกษตรกรแบกรับต้นทุนอาหารกบไม่ไหว สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรึกษา เชฟเต๋าด้วยทั้งนี้ เพื่อแนะนำเรื่องการจำหน่าย  แปรรูป การตลาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งการแปรรูปเริ่มแรกทำแล้วทดลองจำหน่ายในกลุ่มเล็กๆต่อมาทำจำหน่ายในจังหวัดปรากฏว่ายอดสั่งซื้อถือว่าดี เสียงตอบรับดี รวมทั้งรับคำสั่งซื้อจากนอกพื้นที่รวมทั้งกรุงเทพฯด้วย 



            โดย นางสุชาดา หินกล้า ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิง เปิดเผยว่า ได้รับความรู้และการแนะนำจากสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ และ เชฟเต๋าหลักคือการแปรรูป และจะไม่ทำเหมือนตามตลาดทั่วไปแต่จะแบ่งเป็นชิ้นส่วน มีน่อง ตัว น่องใหญ่ น่องเล็ก  กบยัดไส้ กบอั่ว หัวกบทอด  อ่อมเครื่องใน และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็น หนังกบทอดรสจี๊ดจ๊าด  รสบาร์บีคิว   ขณะที่ขี้กบก็นำไปเลี้ยงหนอนโปรตีนแล้วนำหนอนกลับมาเลี้ยงกบอีกที โดยกบที่นำมาแปรรูปจะมีน้ำหนักประมาณ 3 ขีดกว่าๆ 3-4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 300 – 400 บาท ถ้าแยกขายเป็นแพ็ค ขากบสด น่องกบสด ราคากิโลกรัมละ 350 บาท  , กบสดตัวละ 140 บาท  , หนังกบสดกิโลกรัมละ 50 บาท  , หนังกบทอดกิโลกรัมละ 250-300 บาท   น่องกบทอด กิโลกรัมละ 300 – 350 บาท ส่งขายซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  งานโอทอป  MOBILE พาณิชย์  รวมทั้งรับคำสั่งซื้อแล้วส่งผ่านระบบไปรษณีย์ หากสนใจทดลองรสชาติกบของกลุ่มฯสามารถสั่งซื้อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิง 08-6277-7055 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนประชาชนช็อปสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขแทนใจในเทศกาลปีใหม่2565


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ระดมสินค้าคุณภาพและผลิตภัณฑ์เด่นจากสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้พี่น้องประชาชนซื้อหาเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่  2565 นี้ เน้นสินค้าสดใหม่ ส่งตรงจากแหล่งผลิตและราคาย่อมเยา เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนจัดเป็นกระเช้าของขวัญส่งความสุขให้แก่กัน



นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่2565 ด้วยสินค้าสหกรณ์ ภายใต้แนวคิดส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจ ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยกรมได้คัดสรรผลผลิตและสินค้าหลากหลายชนิดจากสหกรณ์ทั่วประเทศมานำเสนอ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญสำหรับประชาชนได้ซื้อหาไปเป็นของขวัญของฝากเพื่อแสดงถึงความรักความปรารถนาดีต่อกัน ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดลงในกระเช้าของขวัญปีใหม่ ล้วนมาจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่ดี จากความตั้งใจของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 18 นับแต่ครั้งแรกเริ่มเมื่อปี2546 โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่แต่ละปี จะมีประชาชนให้ความสนใจโทรเข้ามาสอบถามและสั่งซื้อกระเช้าของขวัญจากสินค้าสหกรณ์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.3  ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ และการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น



ทั้งนี้ สินค้าที่กรมนำมาจำหน่ายเพื่อให้ประชาซื้อหาเป็นของขวัญและจัดลงในกระเช้าปีใหม่นั้น ได้คัดสรรมาจากสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพทั่วประเทศ และสินค้าบางส่วนจากโครงการนำลูกหลานเกษตรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร และสินค้าจากสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ  ดังนั้น การซื้อสินค้าสหกรณ์ นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้สินค้าคุณภาพกลับไปแล้ว ทุกท่านยังมีส่วนสนับสนุนสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศด้วย เป็นการกำลังใจที่สำคัญกับสมาชิกสหกรณ์ที่จะผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยสินค้าเหล่านี้นอกจากประชาชนจะซื้อหาไปจัดลงกระเช้าหรือกล่องของขวัญได้เองแล้ว  กรมยังมีบริการจัดกระเช้าของขวัญสำเร็จรูป ให้เลือกซื้อได้ตามชนิดสินค้าและราคาที่ต้องการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอีกด้วย



 สินค้าสหกรณ์ที่นำมาวางจำหน่ายปีนี้จะมีสินค้าที่ทันสมัยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ที่นอกจากเน้นเรื่องของคุณภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวกในชีวิตมากขึ้น รูปแบบบรรจุภัณฑ์จะมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากาแฟที่นำเสนอของดีท้องถิ่น   ทั้งจากภาคใต้และภาคเหนือ เช่น จากสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ยางหัก จำกัด จ.ราชบุรี หรือกาแฟจากสหกรณ์การเกษตรกระบุรี จำกัด จ.ระนอง กาแฟจากภาคเหนือของสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด จ.ลำปาง และกาแฟอาราบิก้า จากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ด จำกัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งกาแฟของสหกรณ์หลายแห่งได้รับรางวัลในการประกวดมาหลายเวที นอกจากนั้นกลุ่มสินค้าจากลูกหลานเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หัวไว ใจสู้ เช่น น้ำผึ้งมะนาวพร้อมดื่ม   และกระเทียมสกัดแคปซูลจากแม่ฮ่องสอนที่เป็นแหล่งปลูกกระเทียมคุณภาพสำหรับคนรักสุขภาพ เป็นต้น รูปแบบสินค้าปีนี้ จึงเป็นสินค้าที่สามารถมอบเป็นของขวัญที่น่าจะถูกใจผู้รับเทศกาลปีใหม่ 2565 นี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว






 สำหรับสินค้าสหกรณ์ที่นำมาจำหน่ายและจัดลงกระเช้าของขวัญปีใหม่ในปีนี้มีหลากหลายประเภท อาทิ สินค้าประเภทข้าว เป็นข้าวสารคุณภาพดี หอม นุ่ม เม็ดข้าวเรียวสวย มีทั้งข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิอินทรีย์และข้าวสีที่มีสรรพคุณชั้นเลิศ  เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ข้าวกข 43  ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวธัญพืช และข้าว GI หรือข้าวที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้าวสังข์หยด นอกจากนี้ยังมีสินค้าอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์  คุกกี้รสงา คุกกี้จากจมูกข้าวกล้อง  ผลไม้อบแห้ง แยมมัลเบอร์รี่ เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ  รวมไปถึงสินค้าเครื่องดื่มประเภทสมุนไพร เช่น ขิงผง ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ เก็กฮวยผง  ดอกคำฝอย น้ำฟักข้าว น้ำมัมเบอรี่ และน้ำหวานดอกมะพร้าว ซึ่งล้วนมาจากการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นมาแปรรูป

 นอกจากนั้นยังมีสินค้ากลุ่มสินค้าผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ  ที่มาจากกลุ่มสตรี สังกัดสหกรณ์ ที่ได้สืบสานวิชาความรู้การทอผ้าที่ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น  กลุ่มสินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์เครื่องเบญจรงค์ แก้วมุก ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ตุ๊กตาสำหรับเด็กและหมอนยางพารา สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่ม อาทิ นมยูเอชทีจากสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป และผลิตภัณฑ์จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เช่น นมปรุงแต่งชนิดอัดเม็ด และสินค้าจากโครงการหลวงดอยคำ และสินค้าจากโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร อาทิ ข้าวลืมกิ๊ก (5สายพันธุ์) น้ำผึ้งมะนาว กล้วยตากเคลือบช๊อกโกแลต และผงชาโคล์ไลด์   กระเช้าสินค้าสหกรณ์จะวางจำหน่ายที่ห้องประชุม 126 อาคาร  1  ชั้น 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2564- 15 มกราคม 2565 เปิดจำหน่ายทุกวันจันทร์-ศุกร์  เวลา 09.00-18.30 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00  น. ราคากระเช้าเริ่มตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไปจนถึง 3,000 บาท  และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนจะมีช่องทางซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย

โดยสามารถดู ตัวอย่างกระเช้าของขวัญและสินค้าสหกรณ์ผ่านระบบไลน์ โดยแอดLine ID : cpdadmin  และช่องทาง Facebook : COOP Market และช่องทางเว็บไซด์ coopshopth.com และทางอีเมลล์ www.welfare1.cpd@gmail.com นอกจากนั้นสามารถโทรสอบถามได้ที่ 02-2825845 และ 065-5241124 ซึ่งหากท่านใดซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป มีบริการจัดส่งฟรีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ประธานอาวุโสซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ร่วมดูแลคนไทย จับมือ ก.เกษตรฯ-การเคหะฯ-ซีพี-ซีพีเอฟ แจกยาฟ้าทะลายโจรแก่ชาวดินแดง - ห้วยขวาง ต่อเนื่อง


             กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ เขตดินแดงและเขตห้วยขวาง รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบแก่ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 04  ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 52 อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงขอมนุษย์ (อพม.) ผู้นำชุมชนเขตดินแดง และเขตห้วยขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ในการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพร



นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการฯนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่  ก.เกษตรฯ ร่วมกับ เครือซีพีและซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่างดีมาโดยตลอด จากเป้าหมายเดียวกันในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน ทั้งการเข้าถึงอาหารปลอดภัยและยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล ที่ซีพีผลิตและแจกฟรีให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้คนไทยมีกำลังใจต่อสู้กับวิกฤตนี้ ขอชื่นชมซีพี-ซีพีเอฟ ที่เป็นตัวอย่างภาคเอกชนที่ออกมาช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 



ส่วน นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่ร่วมกันดำเนินโครงการดีๆ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องประชาชนและชาวดินแดง เพื่อใช้ดูแลตนเองในเบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 และผู้ที่มีความเสี่ยง ด้าน นายวรวรรษ นิลประพันธ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ตัวแทนผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่าหลังจากนี้จะร่วมกับ อสส. อพม. และผู้นำชุมชน นำยาสมุนไพรไปส่งมอบถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด 

นายวีรพงค์ คงเรือง ประธานเครือข่ายเขตดินแดง กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่จัดโครงการฯ เพื่อพี่น้องชาวไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การมอบอาหารพร้อมทานแก่ประชาชน เพื่อคลายความเดือดร้อนในวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการมอบยาฟ้าทะลายโจรในครั้งนี้ โดยจะเร่งส่งมอบแก่สมาชิกทั้ง 23 ชุมชนโดยเร็ว เช่นเดียวกับ นายนวการ ขอนศรี ประธานคณะกรรมการสภาเคหะชุมชนห้วยขวาง กล่าวว่า โครงการฯ นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทยช่วยดูแลสุขภาพในช่วงโควิดเช่นนี้ ขอขอบคุณความห่วงใยที่มอบให้ประชาชนมาโดยตลอด 



ทางด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรภายใต้แนวคิด ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปีเกิดจากความห่วงใยของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ที่มีต่อพี่น้องคนไทย ด้วยการสนับสนุนประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร โดยจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ ใช้เวลา 100 วัน เพื่อผลิตยาแคปซูล 30 ล้านเม็ด แจกจ่ายฟรีแก่ชาวไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตร ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยซีพีเอฟร่วมมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา และกรุงเทพฯ 

สำหรับยาฟ้าทะลายโจร เพาะปลูกที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตาม พ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด

ชสอ. เปิดตลาดกลาง เพื่อคนสหกรณ์ ส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์เข้าสู่ตลาดออนไลน์


 

วันที่ 15 ธ.ค.64 รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) เป็นประธานในพิธี เปิดตัวโครงการ ตลาดกลาง ชสอ. เพื่อคนสหกรณ์โดยมีนายชัยวุฒิ  มัฒฑะนานนท์ สหกรณณ์จังหวัดนนทบุรี คณะกรรมาการ ชสอ. ชุดที่ 49 และตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิต ร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม 601 สำนักงาน ชสอ.

จากวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคลากรสหกรณ์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์  คณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 49  กำหนดนโยบาย เรื่อง การพัฒนา ชสอ. ด้านสวัสดิการสหกรณ์สมาชิก  โดยการจัดตั้งตลาดสินค้า Online  เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ ให้สมาชิกของสหกรณ์สมาชิกซื้อขายสินค้ากันเองโดยตรง  เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์การจัดตั้งสหกรณ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกให้มีความกินดีอยู่ดี  เป้าหมายหลัก  เพื่อให้ ชสอ.เป็นองค์กรที่พัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์และบุคลากรของสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างยั่งยืน



รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ เปิดเผยว่า ชสอ.ร่วมกับเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก 8 ภูมิภาคจัดเวทีซื้อขายสินค้าสมาชิกสหกรณ์โดย จัดทำโครงการตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์และ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศในฐานะผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางการทำตลาดออนไลน์ เนื่องจากคนไทยร้อยละ 60 ซื้อสินค้าผ่านตลาดออนไลน์  ในช่วงโควิดเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า ตลาดออนไลน์ คือ โอกาสการซื้อขายในแหล่งที่ผู้ซื้อมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่องทางการทำธุรกิจที่มีแนวโน้มที่จะเห็นการเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ร้านค้า หรือผู้ค้าขายจึงควรเข้ามาอยู่ในช่องทางดังกล่าว และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่องทางออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่สะดวกสบายและสามารถทำได้ทันที ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการปรับตัวของสมาชิกสหกรณ์ในฐานะผู้ประกอบการในการพัฒนาศักยภาพให้ รอด พร้อม โต ในสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวที่โลกของเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ชสอ.พร้อมเล็งเห็นโอกาสของการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์ในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนของโลกในปัจจุบันซึ่งถือได้เป็นการยกระดับศักยภาพให้กับสหกรณ์ไทย ชสอ.ในฐานะศูนย์กลางของขบวนการสหกรณ์ พร้อมช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในยุคโควิดให้ร่ำรวยและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภายใต้ โครงการ ตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์ ชสอ.พร้อมสู้ อยู่ได้ ไปรอด กับตลาดออนไลน์ ในยุคโควิด




ทั้งนี้ ชสอ.จึงขอเชิญชวน ชาวสหกรณ์และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกลุ่มตลาดกลาง ชสอ.เพื่อคนสหกรณ์ในการซื้อขายสินค้าหลากหลายจากสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศในราคาถูกและคุณภาพดีที่ถูกเลือกสรรจากสหกรณ์ในแต่ละภูมิภาค ผู้สนใจเข้าไปเลือกช้อปสินค้าดีมีคุณภาพราคาพิเศษจากชาวสหกรณ์ เพียงสแกน QR Code พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายภายในงาน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กล้วยไม้ดอกด่าง จุดขายบนความไม่ธรรมดา หวังกระตุ้นวงการกล้วยไม้ไทย หลังแทบติดลบจากวิกฤตโควิด-19 สนนราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน


 

นายไชยพันธุ์ คุ้มวิเชียร ผู้จัดการ แอร์ออร์คิดส์ซุปเปอร์มาเก็ต กล้วยไม้ เปิดเผยว่า หลังเปิดประเทศ ตั้งแต่เดือนตุลาคมธุรกิจการจำหน่ายต้นไม้ มียอดการจำหน่ายกลับมาโต 50-60 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเร่งหาจุดเด่นของสินค้า ด้วยการพัฒนา การผสมพันธุ์กล้วยไม้ให้ไม่ซ้ำใคร จนได้กล้วยไม้ดอกด่าง โดยแต่ละดอกจะได้สีและลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน และเปิดให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชม



“เป็นการผสมพัฒนาพันธุ์โดย 1 ในหมื่นต้นถึงจะได้ ดอกด่างแต่ละดอกที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้รอบในการการผสมพัฒนาพันธุ์ เราผสมให้กล้วยไม้ตั้งท้อง แล้วไปเพาะในห้องแลป ใช้เวลา 2 ปี และนำไปเลี้ยงในฟาร์มเพื่อพิสูจน์ดูดอกอีก 2 ปี ต่อหนึ่งรอบ โดยได้อย่างนี้มา3-4 รอบ ดังนั้นจึงใช้เวลา 12-16 ปีถึงจะได้การกลายพันธุ์ ที่ได้ดอกด่างแต่ละดอกที่ไม่เหมือนกัน และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ย้ำว่าเป็นลูกผสมจากฟาร์มกล้วยไม้ของเราเอง ซึ่งเป็นความภูมิใจมากๆ” นายไชยพันธุ์ กล่าว




ทั้งนี้ ราคากล้วยไม้ดอกด่างอยู่ที่หลักหมื่น ถึงหลักแสน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้ โดยที่แอร์ออร์คิดส์ซุปเปอร์มาเก็ต กล้วยไม้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้จัดมาตรการการป้องกันโควิด-19อย่างเคร่งครัด มีการจัดสถานที่โปร่ง ไม่แออัด สามารถเลือกซื้อต้นไม้ ดอกไม้ที่มีอย่างหลากหลาย ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการจัดกระเช้ากล้วยไม้อย่างสวยงาม ที่สำคัญยังเป็นกำลังใจให้กับชาวสวน ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

"เฉลิมชัย" ห่วงใยพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน สั่งกรมประมงเร่งเปิดช่องทางตลาดเพื่อกระจายผลผลิต หลังประสบปัญหาจากวิกฤตโควิด - 19


 

รมว.เกษตรฯ สั่งการกรมประมงให้ความช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน เร่งพัฒนาการผลิตการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประมงพื้นบ้าน รวมถึงเปิดช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิต พร้อมให้กรมประมง Kick off จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากชาวประมงพื้นบ้าน ณ ตลาดนัดกรมประมง ในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคมนี้ 



ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีความห่วงใยถึงการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน 23 จังหวัดชายทะเล กรณีที่ประสบปัญหาด้านช่องทางตลาดในการจัดจำหน่ายผลผลิต จากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด -19 จึงได้มอบนโยบายและสั่งการให้กรมประมงเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาการผลิตการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประมงพื้นบ้าน รวมถึงเร่งเปิดช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิต โดยในระยะเร่งด่วนนี้ให้ประมงจังหวัด 23 จังหวัดชายทะเล เร่งลงพื้นที่ติดตามปัญหาและพบปะผู้นำชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่ทุกแห่ง พร้อมทำการสำรวจและจัดส่งข้อมูลรายละเอียดผลผลิตที่ได้จากการทำประมงพื้นบ้าน และประสานงานกับห้างสรรพสินค้าทั้งค้าส่ง และค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งตลาดในชุมชน สำหรับเพิ่มช่องทางกระจายการจำหน่ายผลผลิตที่มาจากการทำประมงพื้นบ้าน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น เทศบาล องค์การบริหาร ส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น นอกจากนี้ ในระยะยาวได้ให้กรมประมงทำการศึกษาวิจัยพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าให้เก็บรักษาคุณภาพได้นานขึ้น สามารถขนส่งได้สะดวก อีกทั้งเน้นส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย สร้างความจดจำและให้การยอมรับในสินค้ามากยิ่งขึ้นด้วย รวมถึงพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์เพื่อให้การกระจายสินค้าได้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางมากขึ้น



เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ได้สั่งการให้กรมประมงเปิดโซนตลาดนัดกรมประมงในทุกวันศุกร์ เป็นแหล่งซื้อ-ขายอาหารทะเลคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยาว์ เพื่อเป็นช่องทางให้ชาวประมงพื้นบ้านได้กระจายผลผลิตถึงผู้บริโภคได้โดยตรงอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจัดจำหน่ายหมุนเวียนให้ครอบคลุมผลผลิตจากทุกชุมชนและทุกจังหวัดชายทะเล ประชาชนผู้สนใจซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากชาวประมงพื้นบ้านได้ โดยกรมประมงจะทำการ Kick off เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไปดร.เฉลิมชัย กล่าวในที่สุด

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564

‘พรีเมี่ยม บีฟ’ กับเส้นทางเติบโตของเอสเอ็มอีไทยก้าวไปสู่อาเซียน เคียงข้างเพื่อนคู่คิดธุรกิจอย่าง “แม็คโคร”


 

จากธุรกิจของคนตัวเล็ก หรือ เอสเอ็มอี วันนี้ พรีเมี่ยม บีฟเติบโตขึ้นอย่างน่าปลื้มใจ หลังเดินในเส้นทางแห่งโอกาสที่มี แม็คโคร เป็นเพื่อนคู่คิด สุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์ประธานบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพรีเมี่ยม บีฟ ได้ขยับจากธุรกิจเอสเอ็มอี ขนาดเล็กมาสู่ขนาดกลาง ด้วยรายได้ 25-30 ล้านบาทต่อเดือน โดยมากกว่า 50% มาจากการได้ร่วมงานกับแม็คโคร !

ด้วยช่องทางแห่งโอกาสที่เขาและสมาชิกผู้เลี้ยงโคขุนในเมืองไทยได้รับ จนพัฒนาศักยภาพและมองเห็นเส้นทางการเติบโตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ทางด้านการตลาด โดยเฉพาะ ความต้องการของผู้บริโภคเนื้อ กุญแจสำคัญที่จะช่วยต่อยอดให้เอสเอ็มอีผลิตสินค้าได้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม 



พรีเมี่ยม บีฟ ได้ผลิตสินค้าประเภทเนื้อวัวตัดแต่งคุณภาพจากโคขุนในประเทศ โดยเราค่อยๆ เรียนรู้ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ก็พัฒนากันมาเรื่อย อย่างช่วงแรกผู้บริโภคต้องการเนื้อวัวจากไม่กี่ชิ้นส่วน  แต่เมื่อเริ่มวางจำหน่ายที่แม็คโครภายใต้แบรนด์ โปรบุชเชอร์ แม็คโครก็เข้ามาช่วยด้านการจัดการ และร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหันมานิยมเนื้อวัวในส่วนอื่นๆ มากขึ้น เราก็ปรับวิธีการตัดแต่ง เปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม กลายเป็นจุดแข็งที่เนื้อนำเข้าไม่สามารถทำได้ ประกอบกับราคาที่ดึงดูด ทำให้สินค้าจาก    พรีเมี่ยม บีฟ เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีขายในแม็คโครมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศและไม่เพียงแค่ในประเทศไทย พรีเมี่ยม บีฟ ยังได้ส่งออกสินค้าไปขายยังภูมิภาคอาเซียน ผ่านสาขาของ       แม็คโครใน เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในท้องถิ่นด้วย



นับว่าเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอี ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแม็คโคร ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงในเครือข่ายมากกว่า 1,000 ครัวเรือน  สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 10,000 - 20,000 บาทต่อตัว โดยร่วมกับแม็คโคร และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ พัฒนาระบบ รวมทั้งพัฒนาการเลี้ยงและการลงทุนด้านเครื่องจักรเพื่อให้มีมาตรฐาน โดยพรีเมี่ยม บีฟ  เลือกชูจุดเด่นที่แตกต่าง ก็คือพัฒนาคุณภาพเนื้อวัวตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นคือ 1.สายพันธุ์เลือดผสมยุโรปตอบโจทย์เรื่องของความนุ่ม ชั้นไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อ 2.การใช้ธัญพืชในการเลี้ยงเพื่อให้ได้โปรตีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของวัว 3.ระยะเวลาขุนที่เหมาะสม 10-12 เดือน และ 4.วัวที่ใช้แปรสภาพจะมีอายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่สายพันธุ์ไปจนถึงผู้เลี้ยง รวมทั้งพัฒนาเทคนิคการเพิ่มคุณภาพตามความต้องการของตลาด อาทิ การทำเนื้อดรายเอจ ที่กำลังเป็นกระแสนิยม

สุริยศักดิ์บอกเล่าถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ เมื่อครั้งตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกร มาสู่เกษตรกร นั่นคือ การผลักดันวงการเนื้อโคขุนไทยให้โดดเด่น มีเอกลักษณ์ คุณภาพดีไม่แพ้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งเป้าหมายนั้นกำลังแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ใครจะคิดว่า โอกาสที่เอสเอ็มอี ธุรกิจรายเล็กได้รับ จะกลายเป็นความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ พรีเมี่ยม บีฟ และเกษตรกรเครือข่ายอีกนับพัน

ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ห่วงใยคนไทย มอบยาฟ้าทะลายโจรฟรี!! 30 ล้านแคปซูล


 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) เพื่อส่งมอบแก่อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนในเขตบางกอกน้อยและบางพลัด รวม 86 ชุมชน ตามโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนินท์ เจียรวนนท์ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพรไทย โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมผนึกกำลังเดินหน้าแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วประเทศ



นายชนินทร์ รุ่งแสง คณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือซีพี เปิดเผยว่า ยาสมุนไพรที่ได้รับนี้จะส่งมอบแก่ชาวชุมชนบางกอกน้อยและบางพลัด ผ่านทีมงาน อสส. ในพื้นที่ สำหรับส่งต่อให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งโครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรเพื่อผลิตยาสมุนไพรฯ 30 ล้านแคปซูล แจกฟรีให้กับกลุ่มเปราะบางในภูมิภาคต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายของ ก.เกษตรฯ ที่จัดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19 โดยให้เกษตรกรเป็นผู้เพาะปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาต้านไวรัสโควิด–19 ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอาจผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ จึงถือว่า ก.เกษตรฯ และเครือซีพีมีเป้าหมายเดียวกัน ในการขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องชาวไทย ขอชื่นชมเครือซีพีและซีพีเอฟที่จัดโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้



ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากแนวคิดของประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มุ่งนำศักยภาพจากทุกกลุ่มธุรกิจมาช่วยประเทศ ซีพีจึงขอร่วมส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร และผนึกกำลังทุกกลุ่มธุรกิจร่วมร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี ส่งมอบแก่ประชาชน โดยซีพีเอฟร่วมส่งต่อความห่วงใยของท่านประธานอาวุโสฯ และเครือซีพีที่มีต่อคนไทยทุกคน ส่งมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และนครราชสีมา ผ่านโรงพยาบาลและองค์กรพันธมิตรต่างๆ 




นางสาวเสาวลักษณ์ จารุภูมิ อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนตรอกข้าวเม่า (อสส.30 วัดเจ้าอาม) เป็นผู้แทนรับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อนำไปส่งต่อแก่ประชาชนชาวบางกอกน้อย 38 ชุมชน ได้นำไปใช้ในการดูแลตนเอง ซึ่งชาวชุมชนต่างดีใจที่ได้รับยาสมุนไพรในครั้งนี้ และขอบคุณ ซีพี-ซีพีเอฟ ที่มอบความห่วงใยให้กับคนไทยมาตลอด ก่อนหน้านี้ได้รับอาหารจากโครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19 และโครงการครัวปันอิ่ม ซีพีร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19 เช่นเดียวกับ นายเทอดเกียรติ ล้วนโกศล อาสาสมัครชุมชนเติมสุข (อสส.31) เป็นผู้แทนเขตบางพลัด แจกจ่ายแก่ 48 ชุมชน กล่าวว่า ดีใจที่เครือซีพีมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ที่มีความเสี่ยง ถือเป็นโครงการที่ดีมากและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องชาวไทย 

ทั้งนี้ โครงการ ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจรจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร จำนวน 100 ไร่ ที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตามพ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด เพื่อผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล แจกจ่ายฟรีให้กับประชาชนคนไทย

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...