วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

มก.เป็นเจ้าภาพหลักจัดการประชุมวิชาการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 40 ภายใต้หัวข้อ พลิกพื้นเกษตรไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม BCG


 

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์  กรรมการบริหารมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 40 ซึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ คณะเกษตร เป็นเจ้าภาพหลักจัดการประชุมร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย ในระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2565 ณ เดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาและ ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการเกษตร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่บริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ จำนวนประมาณ 250 คน โอกาสนี้ นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่องร่วมเป็นเกียรติกล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมด้วย



รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมวิชาการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 40  กล่าวว่าการประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน ที่ร่วมกันจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง และผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยในครั้งนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติครั้งที่ 40 และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน“BCG (Bio-Circular-Green Economy) MODEL” รวมทั้งเพื่อให้เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นการเกษตร ให้กลับมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน คณะผู้จัดงานจึงกำหนดจัดงาน ภายใต้หัวข้อ พลิกพื้นเกษตรไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม BCG



การประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เกิดการเผยแพร่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง จากนักวิจัย นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหาแนวทางในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการ ทั้งด้านการพัฒนาพันธุ์ การเขตกรรม การควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี รวมทั้งเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ ในรูปแบบการบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เวทีเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และการนำเสนอผลงานของนักวิจัยทั้งในรูปแบบภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชมแปลงสาธิตรวบรวมพันธุ์ข้าวโพดและข้าวฟ่างที่ดีเด่นหลากหลายสายพันธุ์ของประเทศไทย ทั้งจากของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งชมการสาธิตการใช้โดรนเกษตรเพื่อการจัดการเพาะปลูกข้าวโพดสมัยใหม่ที่มีความแม่นยำบริเวณแปลงสาธิต ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ  อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา



สำหรับความพิเศษของการจัดงานในครั้งนี้ คือการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่บุคคลและผลงานที่สร้างคุณูปการให้กับกิจการด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทย มีผลงานทางวิชาการที่ทรงคุณค่าเชิงประจักษ์ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิชาการอาวุโสที่พัฒนางานด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นต้นแบบและเป็นแรงผลักดันให้นักวิชาการรุ่นหลังได้มุ่งมั่นพัฒนางานที่มีคุณภาพ และรักษาความร่วมมือทางวิชาการเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทยต่อไป



ด้าน รศ.ดร. ธานี ศรีวงศ์ชัย คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการประชุม ครั้งนี้นอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้านงานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาข้าวโพดและข้าวฟ่าง เพื่อระดับมาตรฐานทางวิชาการ และตอบสนองต่อการผลิตและความต้องการของผู้บริโภคทุกระดับแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งกับเกษตรกรประชาชนทั่วไปและผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยรวมทั้งจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยที่จะพัฒนาผลงานให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติต่อไปด้วย

 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ติดโผ 1 ใน 10 หน่วยงานที่มีคุณธรรมความโปร่งใสของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ป.ป.ช.ประเมินผลจัดอยู่ในระดับเกรด A ด้วยคะแนน 93.90


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์โชว์ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครับจากป.ป.ช.          จัดอยู่ในระดับเกรด A ด้วยคะแนน 93.90 ติดโผลำดับที่ 3 หน่วยงานที่มีคุณธรรมความโปร่งใสของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทภารกิจของกรมฯ พร้อมยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการให้บริการแก่สหกรณ์และประชาชนทั่วไปอย่างเต็มที่ กำชับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับร่วมกันรักษา   ผลการประเมินคุณธรรมความโปร่งใสในระดับเกรด A นี้ไว้ให้ต่อเนื่องในปีต่อไป   


   

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) โดยสำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ได้มีการประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ภายใต้แนวคิด “ITA DAY 2022: Decade of ITA Journey เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบสถานะการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสและนำผลการประเมินที่ได้ไปสู่การปรับปรุงพัฒนาให้มีการบริหารงานภาครัฐให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ หน่วยงานภาครัฐประจำปี 2565  อยู่ในระดับที่ดี (A) คะแนนอยู่ที่ 93.90 คะแนน สูงกว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ซึ่งได้ 93.80 คะแนนจาก 100 คะแนน และอยู่ในลำดับที่ 3 หน่วยงานระดับกรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีคะแนนผลการประเมินในระดับ A ซึ่งสอดคล้อง และเป็นไปตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีเป้าหมายหลัก พื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใสและปลอดการทุจริต



สำหรับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส(ITA)ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ แยกเป็นผลการประเมินภายใน (Internal ITA:IIT) โดยวัดผลจากข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการของหน่วยงานได้ 97.14 คะแนน และการประเมินของผู้มีส่วนได้เสียจากภายนอก (External ETA:EIT) ได้แก่ ผู้ที่มาติดต่อขอรับบริการและประชาชนทั่วไป ได้ 90.87 คะแนน และประเมินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล (Open data ITA:OIT) ได้ 93.75 คะแนน ประกอบด้วยตัวชี้วัด ดังนี้ 1.การปฏิบัติหน้าที่ 98.04 คะแนน 2.การใช้งบประมาณ 96.63 คะแนน 3.การใช้อำนาจ 96.90 คะแนน 4.การใช้ทรัพย์สิน 96.78 คะแนน 5.การแก้ไขปัญหาทุจริต 97.35 คะแนน 6.คุณภาพการดำเนินงาน 91.08 คะแนน 7.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 91.01 คะแนน 8.การปรับปรุงการทำงาน 90.53 คะแนน 9.การเปิดเผยข้อมูลได้ 100 คะแนนเต็มและ10.การป้องกันทุจริต 87.50 คะแนน ตามลำดับ  

     


                                                                               

"กรมส่งเสริมสหกรณ์จะพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ยึดหลักธรรมาภิบาลและคุณธรรมความโปร่งใส พร้อมให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปอย่างเต็มที่   เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกคนช่วยกันรักษาระดับผลการประเมินคุณธรรมความโปร่งใสในการปฏิบัติงานในระดับเกรด A นี้ไว้อย่างต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์  ในการอำนวยความสะดวกและตอบสนองกับความต้องการของประชาชนเพิ่มมากขึ้น อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2565 มีหน่วยงานเข้าร่วมการประเมินฯ ทั้งสิ้น 8,303 หน่วยงาน  สรุปผลการประเมินในภาพรวมระดับประเทศ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ย 87.57 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 6.32 คะแนน อย่างไรก็ตามการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ถือเป็นปีสุดท้ายของช่วงระยะที่ 1 (พ.ศ. 2561 2565) ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กรมประมงยืนยัน!! คุมเข้มการอนุญาตและคงมาตรการตรวจโรค และสารตกค้างในสินค้ากุ้งทะเลนำเข้า พร้อมเคียงข้างเกษตรกร ร่วมกันพลิกฟื้นกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน


 

ตามที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวบทความของ นายปฏิภาณ กิจสุนทร นักวิชาการอิสระ ในประเด็นที่กรมประมงอนุญาตให้ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปสามารถนำเข้ากุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งอาจนำโรคและสารตกค้างเข้ามาปนเปื้อนกับสินค้ากุ้งทะเลภายในประเทศ รวมถึงทำให้ราคากุ้งตกต่ำเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา โดยเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวเพียงลำพัง



นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า แม้ว่ากรมประมงจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปสามารถนำเข้ากุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดียได้แล้วเป็นเรื่องจริง แต่บทความดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล อย่าตื่นตระหนก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า หลังประสบปัญหาการระบาดของโรคตายด่วน (AHPND/EMS) ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทยลดลงอย่างมาก ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตสูงสุดที่ประเทศไทยเคยผลิตได้ ทำให้ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง จึงได้ร่วมกับตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลผ่านกลไกของคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) หารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้และยังคงมีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งผลสรุปทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันในการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากต่างประเทศเฉพาะช่วงเวลาและปริมาณผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อย ภายใต้เงื่อนไขที่ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปจะรับซื้อผลผลิตกุ้งทะเลจากเกษตรกรโดยประกันราคาซื้อ ขายขั้นต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของกุ้งทะเลภายในประเทศไว้ ซึ่งเริ่มดำเนินการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ส่งผลให้ราคากุ้งทะเลภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไม่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา



         อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้มีการดำเนินการอย่างรัดกุม ก่อนการอนุญาตให้นำเข้ากุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย โดยได้ประเมินระบบการควบคุมโรคของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งมีข้อกำหนดในการพิจารณาหลายมิติครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลแช่แข็งสำหรับการส่งออกมายังประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคข้ามพรมแดนผ่านการนำเข้ากุ้งทะเลแช่แข็งอย่างเด็ดขาด ซึ่งประเทศต้นทางที่ไทยจะนำเข้าสินค้ากุ้งทะเลนั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนดอย่างเข้มงวด ได้แก่ ทุกรุ่นสินค้ากุ้งทะเลที่นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสัตว์ (Health Certificate) ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย (Competent Authority: CA) ของประเทศต้นทาง และเมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย จะต้องถูกดำเนินการควบคุมโรคภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยสินค้าจะต้องเข้าสู่ระบบการกักกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมประมงดำเนินการสุ่มตรวจเชื้อก่อโรคกุ้งทะเลที่สำคัญ ได้แก่ โรคไอเอ็มเอ็น (IMN) โรคตัวแดงดวงขาว (WSD) โรคหัวเหลือง (YHD) โรคทีเอส (TS) โรคไอเอชเอชเอ็น (IHHN) โรคเอ็นเอชพี (NHP) และโรคดีไอวี วัน (DIV 1) ตามบัญชีรายชื่อของ OIE รวมทั้งมีการสุ่มตรวจสารตกค้าง เช่น Chloramphenicol Nitrofurans และ Malachite green ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยการสุ่มตัวอย่างทั้งหมดสอดคล้องตามหลักการสากลตามที่ OIE และ CODEX กำหนดไว้ และหากมีการตรวจพบเชื้อก่อโรคและ/หรือตรวจพบสารตกค้างเกินเกณฑ์มาตรฐาน สินค้าเหล่านั้นจะถูกทำลายหรือตีกลับประเทศต้นทางทันที



         อธิบดีกรมประมงกล่าวในตอนท้ายว่า จากมาตรการของกรมประมงข้างต้น จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลได้มั่นใจว่า สินค้ากุ้งทะเลที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศไทยได้นั้น จะต้องมาจากแหล่งผลิตต้นทางที่ได้มาตรฐานภายใต้ระบบควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่มีประสิทธิภาพ โดยนอกจากจะถูกตรวจสอบและรับรองจากประเทศต้นทางแล้ว ยังมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกครั้งเมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วสินค้าเหล่านั้นจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออกเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเรื่องราคาที่ห้องเย็นรับซื้อผลผลิตกุ้งภายในประเทศที่ไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุน รวมทั้งปริมาณที่นำเข้าต้องผ่านการเห็นชอบจาก Shrimp Board ก่อน ดังนั้น จึงขอให้เชื่อมั่นว่า กรมประมงไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล แต่ยังผสานมือที่แน่นกว่าเดิมภายใต้การดำเนินงานของ Shrimp Board และคณะทำงานแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล ระดับพื้นที่ ครอบคลุม 35 จังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อดำเนินการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลไทยให้กลับมาเป็นผู้นำได้ดังเดิม และเมื่อถึงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยจะไม่ต้องนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศอีกต่อไป

ซีพีเอฟ ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ เลี้ยงหมู-ไก่ด้วยโปรไบโอติกส์ สร้างภูมิจากภายใน ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเร่งโต ส่งผลดีต่อสุขภาพคน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม


 

ฟาร์มปศุสัตว์ในระบบเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของประเทศไทยมีพัฒนาการในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่ทั่วโลกยอมรับ  หรือการคิดค้นนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์ด้วยโปรไบโอติกส์ที่ดีต่อสุขภาพสัตว์  ส่งผลถึงความปลอดภัยในอาหารสำหรับผู้บริโภคในทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของผู้นำอุตสาหกรรมอย่าง ซีพีเอฟ หรือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)



น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งเน้นหลักการ สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่การยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี ครอบคลุมกิจการทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้สัตว์ได้รับน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันสัตว์ในฟาร์มของบริษัทฯ 100% ได้รับการเลี้ยงดูตามหลักอิสระ 5 ประการ ภายใต้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบและสมเหตุผล

นอกจากนี้ บริษัทยังยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน จากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการเลี้ยงสัตว์ด้วยจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง โปรไบโอติกส์ช่วยจัดสมดุลลำไส้ ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต ตลอดการเลี้ยงดู ตอกย้ำการเพิ่มสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพสัตว์ คน และสิ่งแวดล้อม 



มาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมไก่เนื้อของประเทศไทย มีการตรวจสอบเคร่งครัดทั้งจากภาครัฐและประเทศคู่ค้า ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลี้ยงสัตว์อย่างแออัด หรือใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากเกินความจำเป็น ตามที่มักมีรายงานกล่าวหาแบบเหมารวม ขณะที่ซีพีเอฟมีพัฒนาการในเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือการผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคน.สพ.พยุงศักดิ์กล่าว



ด้าน น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร ซีพีเอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟจะเน้น "การป้องกัน" ไม่ให้เกิดโรคหรือผลกระทบใดๆต่อสุกร โดยฟาร์มสุกรทั้งหมดของบริษัทเป็นฟาร์มระบบปิดตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และวางระบบการบริหารจัดการฟาร์มในระดับไบโอซีเคียวริตี้ พร้อมทั้งมีการให้วัคซีนแก่ลูกสุกรตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเป็นผู้กำหนด ส่งผลให้ปัญหาเจ็บป่วยเกิดขึ้นน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม หลักสวัสดิภาพสัตว์นั้น หากพบสัตว์ป่วยต้องให้การรักษา ดังนั้น ในกรณีที่พบการเจ็บป่วยแล้วเท่านั้น จึงจะมีการให้ยา โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเข้มงวด และมีการเว้นระยะหยุดยาที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตกค้างหรือส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกัน เมื่อถึงโรงชำแหละ สุกรจะถูกตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าปราศจากสารตกค้างจริงๆ จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ารับการชำแหละ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้อีกขั้นตอนหนึ่ง

ด้านความมุ่งมั่นในการป้องกันเชื้อดื้อยานั้น ซีพีเอฟ ได้ยกเลิกรายการยารักษาสัตว์ ที่อยู่ในกลุ่มยาต้านจุลชีพ ที่อาจส่งผลกระทบและเป็นยาหลักที่ใช้รักษาโรคในคน เช่น โคลิสติน ออกจากระบบการจัดซื้อทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อกันยาต้านจุลชีพที่สำคัญไว้ใช้กับคน โดยในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะมุ่งเน้นวิธีป้องกันโรค ตามหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ทั้งในสัตว์และในคนไปพร้อมกัน

จากการดำเนินการด้านการป้องกันผลกระทบใดๆ ต่อสัตว์ และดูแลสุขภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการคงสถานะมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์-Animal Welfare ระดับ Tier 3 ในรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare Report : BBFAW) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

สภาเกษตรกรแห่งชาติร่วมขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรฐานรากเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไก่แบบครบวงจร


    นายศรัณย์พงศ์  ฟุ้งเกียรติ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยถึง การลงนามความร่วมมือภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”  ณ ห้องประชุมน้อมเกล้า อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรฐานรากเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไก่แบบครบวงจร โดยสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  สมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   มหาวิทยาลัยขอนแก่น   ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดปัตตานี (
Agritech and Innovation Center : AIC)   บริษัท เอ.ซี.เอฟ แอนด์ คอนเทนเนอร์ โฟรเซน ฟาร์ม จำกัด  และ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด  ซึ่งภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยนายรัตนะ  สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ตนในฐานะกำกับดูแลสภาเกษตรกรจังหวัดภาคใต้เข้าร่วมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการทำงาน ซึ่งทุกฝ่ายมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตอาหารฮาลาลที่มีคุณภาพสูง ผ่าน “อุตสาหกรรมไก่แบบครบวงจร” สามารถเชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่เกษตรฐานราก-กลุ่มเกษตรกร ไปสู่อุตสาหกรรมครัวเรือน อุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่ ที่ใช้ไก่เป็นส่วนประกอบสำคัญ เพื่อสามารถบรรลุหลักการศาสนาอิสลามสำหรับพี่น้องมุสลิมทุกคนและผู้ที่รักษ์สุขภาพเพื่อให้ได้อาหารที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งนี้ บนพื้นฐานการนำองค์ความรู้และวิชาการมาขยายผล ประยุกต์ พัฒนา และต่อยอดเป็นอาชีพของประชาชน และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ ผ่าน “อาหารฮาลาล” ที่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย “ครัวอาหารโลก” และ “ครัวอาหารฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้” 



    สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยสภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สภาเกษตรกรจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และสตูล มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553  ภารกิจหน้าที่ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว คือ ร่วมกับภาคี รวบรวม คัดเลือกสมาชิกเกษตรกร องค์กรเกษตรและเครือข่ายสมาชิก/องค์กรสภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรฐานรากเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไก่แบบครบวงจร ด้วยการเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงไก่ตามเป้าหมายของโครงการที่ได้กำหนดร่วมกัน ตามปริมาณและระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเป็นวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปในระยะต่อไป โดยประสานแผนการทำงานให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับภาคเอกชน และการสนับสนุนของภาครัฐ  , เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือและการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ ภาคเอกชน และองค์กรภาคีเครือข่ายการทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโครงการไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหา-พัฒนาบนฐานความจำเป็นและความต้องการของเกษตรกร  และ , ติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยประสานการทำงานร่วมกันกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคเอกชน เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในขั้นตอนกระบวนการทำงานได้ 




     “หากว่าเราร่วมดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันกับภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรฐานรากเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไก่แบบครบวงจร เป็นไปตามแผน ก็จะส่งผลให้เกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่เข้าร่วมนั้น เกิดการพัฒนา ต่อยอดผลผลิต ความยั่งยืนและมั่นคงในการประกอบอาชีพนั้นมีแน่นอน และยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคตด้วย” รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว 

CPF เปิดตัว ‘CP Magic Chef’ เสกความอร่อยเด็ดทุกเมนู ด้วย 'โบโลน่าหั่นเต๋า' รุกตลาด Home Cooking


 

ซีพีเอฟ เปิดตัวแบรนด์ “CP Magic Chef” ภายใต้แนวคิด อร่อยเสกได้เจาะกลุ่มผู้ที่ใจรักในการทำอาหารแต่มีเวลาจำกัด ประเดิมด้วย “CP โบโลน่าหั่นเต๋าต่อยอดจาก CP โบโลน่า พัฒนารสชาติและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับการประกอบอาหาร เพิ่มความอร่อย สะดวกรวดเร็ว พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด "เชฟปอนด์-สหดล ตันตราพิมพ์" เจ้าของตำแหน่ง Top 5 Master Chef Thailand Season 3



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เปิดตัวแบรนด์ “CP Magic Chef” ภายใต้แนวคิด อร่อยเสกได้เจาะกลุ่มผู้ที่ใจรักในการทำอาหารแต่มีเวลาจำกัด พร้อมแนะนำ “CP โบโลน่าหั่นเต๋าใหม่! ต่อยอดจาก CP โบโลน่า สินค้ายอดนิยม ซึ่งพัฒนารสชาติและปรับรูปแบบให้เหมาะสมเพื่อนำไปประกอบอาหาร เปลี่ยนเมนูเดิมๆ เพิ่มความอร่อย สะดวกรวดเร็ว ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด "เชฟปอนด์-สหดล ตันตราพิมพ์" เจ้าของตำแหน่ง Top 5 Master Chef Thailand Season 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบทำอาหารแต่มีเวลาน้อย มาแนะนำเคล็ดลับเมนูเด็ด หรือการ Topping ด้วยโบโลน่าหั่นเต๋า การันตีความอร่อยอีกด้วย 



นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำวิจัยการบริโภคอาหารภายในบ้าน (In-home Consumption) พบว่า พฤติกรรมนี้เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 จากสถานการณ์โควิด-19 จนทำให้คนส่วนใหญ่เน้นการทำอาหารเองที่บ้านมากขึ้น แต่ด้วยขั้นตอนที่หลากหลาย ทั้งล้าง หั่น หมัก และปรุงรส ทำให้พ่อครัวแม่ครัวมือใหม่ต้องการตัวช่วย เป็นวัตถุดิบที่ใช้เวลาเตรียมน้อย แต่อร่อยมาก ซีพีเอฟ เห็นโอกาสนี้ จึงคิดค้น Food Science และ Food Technology พัฒนาเป็นแบรนด์ใหม่ “CP Magic Chef” เพื่อช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยาก พลิกโฉมไอเทมลับช่วยเติมรสชาติเปลี่ยนทุกจานให้อร่อยเสกได้ 




"สินค้าตัวแรก ในกลุ่ม CP Magic Chef คือ โบโลน่าหั่นเต๋าพัฒนาต่อยอดจาก CP โบโลน่า ซึ่งเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ CP และมีฐานลูกค้าเหนียวแน่น ด้วยเนื้อสัมผัสเนียนแน่นเด้งเป็นเอกลักษณ์ ขนาดพิเศษ 1x1 เซนติเมตร รสชาติกลมกล่อม นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ผัดกะเพรา ยำ ซึ่งเข้าเนื้อเป็นอย่างดี รับรองความอร่อยนัว และยังเป็น Topping ในช่วงเวลาเร่งรีบ ทานคู่กับเมนูพร้อมทานต่างๆ อย่าง มาม่า สปาเก็ตตี้ ก็เข้ากันสุดๆ จึงอยากให้สินค้าใหม่นี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค" นางสาวอนรรฆวี กล่าว



นอกจากนี้ แบรนด์ CP Magic Chef ยังร่วมกับร้านอาหาร Dak Galbi (ทัคคาลบี้) ที่รังสรรค์เมนูฉพาะ คิมบับโบโลน่าหั่นเต๋าขนาดพอดีคำ ได้รสชาติโบโลน่าเน้นๆ สไตล์เกาหลีสุดฟิน สำหรับพ่อครัวแม่ครัวยุคใหม่ สามารถหาซื้อ โบโลน่าหั่นเต๋าได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ แม็คโคร โลตัส รวมถึงช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น Lotus’s Online, MAKRO Click, Tops Deli ในขนาดแพ็กแบบครอบครัว ตลอดจนร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven พิเศษสุด! กับ All Café ที่มีบริการ All Yum นำโบโลน่าหั่นเต๋ามาปรุงเป็นยำสูตรเด็ด เพิ่มเงินเพียง 25 บาท ก็อร่อยได้ง่ายๆ ไม่ซ้ำใคร



ซีพีเอฟ มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาอาหารคุณภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ฟาร์มสู่จาน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มไส้กรอก ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี เนื้อเน้นๆ ไม่ผสมแป้ง สด สะอาด ปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตรฐานระดับโลก จนคว้ารางวัล สุดยอดรสชาติอาหารระดับโลก ประจำปี 2022” หรือ Superior Taste Award 2022 จากสถาบันชั้นนำของโลก International Taste Institute ประเทศเบลเยี่ยม สำหรับไส้กรอก 2 รสชาติ ได้แก่ CP Chicken Frank และ CP Chili Chicken Frank ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการมอบรางวัลนี้ให้แก่กลุ่มสินค้าไส้กรอก และ รางวัล No.1 Brand Thailand แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ประเภทอาหารอุ่นร้อน จากนิตยสาร Marketeer ในปี 2021 ผ่านผลโหวตจากประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหารแนวใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีหรือกิจกรรมทางการตลาดรูปแบบทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและความชื่นชอบผู้บริโภคทุกวัย

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ !! กับงานเชิดชูหัตถศิลป์และผ้าไทย ในงาน“ศิลปาชีพ ปี 65” พช. จัดเต็ม 12 - 20 ส.ค. นี้ ที่ อิมแพค เมืองทองธานี

 

    กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) แถลงข่าวเตรียมพร้อม จัดงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ปี 2565 โดยเปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้ OTOP กลับมาช้อปเต็มรูปแบบอีกครั้ง บนพื้นที่กว่า 60,000 ตรม. ภายใต้มาตรการคุมเข้มด้านสาธารณสุข ป้องกันโรคโควิด-19  ตระการตากับผ้าไทยใส่ให้สนุก ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์อันทรงคุณค่าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และสุดยอดสินค้า OTOP ทั่วไทย พร้อมอร่อยล้ำกับ OTOP ชวนชิม นัดช้อปพร้อมกัน 12 – 20 สิงหาคม นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี



    นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ปี 2565 ภายใต้แนวคิด “ผ้าทอไทย สายใยแห่งพระเมตตา สร้างอาชีพปวงประชาอย่างยั่งยืน” ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน outdoor เซ็นทรัล เฟสติวัล อิสต์วิลล์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก 



    นายสมคิด จันทมฤก  กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาค เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการมีงานทำให้กับประชาชน โดยการจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะมียอดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยกระจายรายได้ให้กับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศมากยิ่งขึ้น   


    นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้ร่วมเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ ต่อยอดการพัฒนาลายผ้าพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการประกาศศักดาและเชิดชูคุณค่าของผ้าไทย อันเป็นหนึ่งในงานหัตถศิลป์ล้ำค่าของช่างฝีมือไทย ผู้สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นมรดกทางศิลปะไทยอันงดงาม ให้ได้เผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับช่างฝีมือและดีไซเนอร์ไทย ขณะเดียวกัน ยังเป็นการขับเคลื่อนพัฒนาต่อยอดด้านช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างสมดุลและยั่งยืนด้วยนวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน





    นายสมคิด จันทมฤก กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับมาจัดงานแบบเต็มรูปแบบ บนพื้นที่ 60,000 ตารางเมตร อีกครั้ง หลังจากว่างเว้นไป เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมงาน จะต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ภายในงานครอบคลุมกิจกรรมหลัก ดังนี้     1. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นที่มาของศิลปาชีพ 2.การจัดแสดงส่วนที่เป็นไฮไลท์  ได้แก่ โซนศิลปิน OTOP  โซนผ้าไทยใส่ให้สนุก โซนตลาดกลางเส้นไหมและเส้นใยธรรมชาติ 3.การจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ  4.การจำหน่ายสินค้า OTOP ทั้ง 5 ประเภท  OTOP : KBO / OTOP Brand name / OTOP Premium / OTOP Trader / OTOP ชวนชิม รวมถึงผักและผลไม้



    นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานภาคี และกิจกรรมการแสดง เช่น การแสดงมินิคอนเสิร์ต จากศิลปินชื่อดัง อาทิ ลำไย ไหทองคำ /เก่ง ธชย/รุ่ง สุริยา เป็นต้น ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ  กิจกรรมจับสลากมอบรางวัลผู้โชคดีภายในงานทุกวัน  เพียงซื้อสินค้าครบ 500 บาท รับคูปองลุ้นรับ Gift Voucher มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 12 รางวัล และวันสุดท้ายลุ้นรับทองคำ จำนวน 7 รางวัล

    “12 – 20 สิงหาคมนี้ ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาชม ชิม ช้อป  และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะผ้าไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโอกาส และสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3  เมืองทองธานี กันนะครับ” นายสมคิด จันทมฤก กล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ซีพีเอฟ เฟ้นรางวัล CSR Pitching Contest ปลุกพลังบุคลากร ตอบแทนสังคม เคียงข้างชุมชนยั่งยืน


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  สร้างแรงบันดาลใจพนักงาน ปั้นโครงการเพื่อสร้างประโยชน์สู่สังคมและชุมชน จัดประกวดรางวัล CPF–ยั่งยืนได้ด้วยมือเรา (CPF-Sustainability in Action  Awards 2022) รอบ CSR Pitching Contest #1/2022 คัด 6 โครงการไฮไลท์ ต่อยอดสู่การปฏิบัติและเป็นต้นแบบโครงการที่ดี  ตามกลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action ตอกย้ำ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดิน น้ำ ป่า คงอยู่     


 

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การจัดประกวดรางวัล  CPF-Sustainability in Action Awards  เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานซีพีเอฟทั่วประเทศ คิดสร้างสรรค์โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม และบทบาทในการจัดการประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และในปีนี้ได้จัดให้มีการพิจารณารางวัล CPF-Sustainability in Action Awards  2022 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในรอบ CSR Pitching Contest #1/2022 ได้พิจารณาคัดเลือกโครงการฯ ทั้งสิ้น 6 โครงการ    



ผลการตัดสินโครงการฯที่ได้รับการพิจารณา CSR  Pitching Contest #1/2022  ทั้ง 6 โครงการ ประกอบด้วย รางวัล Gold Pitch   ได้แก่ โครงการปุ๋ยเปลือกไข่สู่ชุมชนและเกษตรกร จังหวัดชัยภูมิ โดยธุรกิจไก่เนื้อ-เป็ดเนื้อครบวงจร รางวัล Silver Pitch ได้แก่ โครงการสร้าง สาน สุข วิถีชุมชน ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร จังหวัดชัยภูมิ และรางวัล Bronze Pitch จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ โครงการอิ่มสุขฯ โรงเรียนท่าจีนอุดมศึกษา จังหวัดสงขลา,  โครงการซีพีเอฟ อิ่มสุขปลูกอนาคต : ห้องเรียนมีชีวิต: Classroom Of Life By Ladbuakhao จังหวัดนครราชสีมา, โครงการโรงเรียนปลอดภัย (ชุมชนบ้านน้ำน้อย) จังหวัดสงขลา และโครงการโรงเรียนปลอดภัย (ท่าจีนอุดมวิทยา) จังหวัดสงขลา  



คณะกรรมการฯ คาดหวังว่า CSR Pitching Contest  จะช่วยยกระดับการพัฒนาโครงการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ  สามารถเป็นโครงการต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับโครงการรุ่นต่อๆไป  เพื่อสร้างประโยชน์ตอบแทนสังคม สอดรับกับปรัชญาสามประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์  คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย และสร้างความตระหนักของพนักงานร่วมดูแลชุมชนรอบสถานประกอบการนายวุฒิชัย กล่าว 



         

สำหรับโครงการ ฯ ที่ได้รับพิจารณารางวัล CSR Pitching Contest #1/2022 จะได้รับเงินสนับสนุนการต่อยอดและพัฒนาโครงการ โดยรางวัล Gold Pitch ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท รางวัล Silver  Pitch ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัล Bronze Pitch ได้รับเงินรางวัล 25,000 บาท ซึ่งทุกโครงการมีการเก็บบันทึกข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (Impact Valuation)   

ในปี 2565 สถานประกอบการของซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ให้ความสนใจส่งโครงการเข้าร่วมประกวดจำนวน  89 โครงการ มีโครงการที่ผ่านเข้ารอบ  CSR Pitching Contest  จำนวน  23 โครงการ และได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 3 ท่าน และคณะกรรมการของซีพีเอฟ 2 ท่าน ร่วมพิจารณภายใต้หลักเกณฑ์  5 ด้านหลัก คือ ความคิดสร้างสรรค์  ความเป็นนวัตกรรม  เกิดประโยชน์ มีความเป็นไปได้  มีความสอดคล้องกับปฏิบัติการขับเคลื่อนความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...