วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563

ประธานสภาเกษตรกรฯ กระทุ้งรัฐบาลอย่าทิ้งภาคชนบทที่อ่อนแรง วิกฤตทุกครั้งเป็นเบาะคอยรองรับ (มีคลิป)



นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการประชุมทางไกลออนไลน์เพื่อรับทราบการดำเนินงานของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสื่อสารถึงรัฐบาลด้านความเดือดร้อนของเกษตรกรในภาคชนบท ว่าขณะนี้อ่อนแอและอ่อนแรงมากจนจะล่มสลาย การช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลในภาคชนบทขาดความชัดเจนไม่เป็นรูปธรรม ด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายมิติมาก เช่น ปัญหาภัยแล้งที่ต่อเนื่องยาวนาน 2 ปี ยังผลให้ภาคการผลิตยากมาก


ปัญหาไวรัสโควิด-19 ระบาดส่งผลให้แม้ผลิตสินค้าเกษตรได้ก็ขายยากมาก ปัญหาที่ทำกินรุนแรงเรื้อรัง ราคาพืชผลตกต่ำต่อเนื่องหลายปี  เป็นต้น  ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคการเกษตรในชนบทเปรียบเป็นเบาะที่รองรับปัญหาทั้งประเทศในยามที่ต้องเผชิญวิกกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งมาก ในทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤตผู้คนจะหลั่งไหลกลับสู่ชนบท อาทิ วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 แต่ด้วยช่วงนั้นประเทศไทยฝนตกต่อเนื่องตลอด 2 ปี จึงทำให้ภาคชนบทสามารถเป็นเบาะรองรับปัญหาต่างๆ ได้และฟื้นประเทศชาติได้เร็ว แต่ครั้งนี้แตกต่างเพราะภาคชนบทถูกดูดซับความมั่งคั่งจนอ่อนแรงที่สุด ด้วยสาเหตุหนึ่ง ฝนก็ไม่ดี น้ำในห้วยก็ไม่มี น้ำในเขื่อนก็เหลือน้อยเต็มทีหากรัฐบาลไม่มีมาตรการฟื้นฟูภาคชนบทให้กลับมาเข้มแข็งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่รองรับสังคมไทยในยามเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ศักยภาพในการรองรับจะนับได้อีกกี่ครั้ง
อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีการเตรียมการมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น การลงไปค้นหาศักยภาพของเกษตรกรในชนบท การทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลในทุกตำบล การค้นหาพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจใหม่ๆเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีให้เกษตรกรในชนบท  เป็นต้น
ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาฟื้นฟูภาคชนบทด้วยแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจการทำการเกษตรบนพื้นฐานศักยภาพ ภูมิปัญญาของเกษตรกรเองให้โอกาสเกษตรกรภาคชนบท ผมเชื่อมั่นว่าเราจะเข้มแข็ง แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นฐานรากทางสังคมที่เข้มแข็งสามารถที่จะเป็นเบาะรองรับวิกฤติเศรษฐกิจของชาติได้ในระยะยาวต่อๆ ไปประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย

“มนัญญา” ออก 3 มาตรการช่วยบรรเทาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์และสหกรณ์ หลังไวรัสโควิด–19 ระบาด



รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ออกมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์และสหกรณ์ทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิค–19 ระบาด คาดรายได้สมาชิกสหกรณ์ลดลง ธุรกิจสหกรณ์หยุดชะงัก ประสานสหกรณ์ผ่อนผันการชำระหนี้และปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิก ให้มีเงินเหลือใช้จ่ายในครอบครัว พร้อมเจรจา ธ.ก.ส. ขยายเวลาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ เพื่อให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและสามารถดูแลการประกอบอาชีพของสมาชิก จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
           นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวถึงมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้สินของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ประชาชนมีรายได้ลดลง และไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ซึ่งสหกรณ์ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกภาคส่วน ปัจจุบันมีสหกรณ์ 6,579 แห่ง สมาชิกกว่า 11 ล้านคน เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 3,453 สหกรณ์ มีสมาชิกที่กู้ยืมเงินจากสหกรณ์เพื่อไปประกอบอาชีพทางการเกษตร 1.035 ล้านคน จำนวนเงิน 178,473.04 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ให้สมาชิกกู้ยืม ส่วนหนึ่งมาจากทุนของสหกรณ์เอง และบางสหกรณ์กู้ยืมมาจากแหล่งเงินทุนภายนอก ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กองทุนพัฒนาสหกรณ์ และสถาบันการเงินอื่น


สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน บริการและร้านค้า) 3,126 สหกรณ์ มีสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 600 แห่ง เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการณ์และรัฐวิสาหกิจ สมาชิก 188,700 ราย วงเงินกู้ 122,807 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีจำนวน 36 แห่ง สมาชิก 36,500 ราย วงเงินกู้ 600 ล้านบาท และสหกรณ์เดินรถซึ่งเป็นสหกรณ์บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งมีจำนวน 230 แห่ง สมาชิก 100,207 ราย มีการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกรวม 1,444.85 ล้านบาท 
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ออกมาตรการและแนวทางช่วยเหลือบรรเทาภาระชำระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ออกประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ ให้สหกรณ์ใช้เป็นแนวทางในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด–19 ในขณะนี้  โดยขอความร่วมมือสหกรณ์ผ่อนผันการชำระหนี้ให้กับสมาชิก ทั้งขยายเวลาการชำระหนี้ การพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้  ส่วนการชำระค่าหุ้นของสมาชิก ขอให้ปรับลดหรืองดส่งค่าหุ้นรายเดือนเป็นการชั่วคราว หรืองดหักส่งค่าหุ้นตามส่วนของเงินกู้ จนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
ส่วนมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินในส่วนของสหกรณ์ มี 3 แนวทาง ได้แก่ สหกรณ์ที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานขอความร่วมมือ ธ.ก.ส. ผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้สหกรณ์ ไม่เกิน 20 ปี ปลอดชำระต้นเงิน 3 ปีแรก และขอสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่า MLR-1 ต่อปี หากสหกรณ์ใดมีความประสงค์จะเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว สามารถติดต่อ ธ.ก.ส. สาขาที่สหกรณ์กู้ยืมเงิน
สำหรับสหกรณ์ที่เป็นลูกหนี้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้ขยายเวลาการชำระหนี้ได้ถึงวันที่  31 ตุลาคม 2563 ซึ่งสหกรณ์จะต้องผ่อนผันขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่สมาชิกผู้กู้เงินจากสหกรณ์เช่นเดียวกัน ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จะได้รับการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระออกไปอีก 1 ปี โดยขยายเวลาชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และกลุ่มเกษตรกรจะต้องขยายระยะเวลาการชำระหนี้ งดคิดดอกเบี้ยและค่าปรับกับสมาชิกด้วย ซึ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่จะขอขยายเวลาการชำระหนี้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์และกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด


ทั้งนี้ คาดว่าทุกมาตรการจะช่วยบรรเทาปัญหาภาระหนี้สินให้กับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด–19 โดยคาดว่าสหกรณ์ภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร จำนวน 2,660 แห่ง ที่ขยายเวลาการชำระหนี้หรือพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว สมาชิกจะได้รับประโยชน์ 5.79 ล้านคน ต้นเงินกู้จำนวน 1,296,843.76 ล้านบาทมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ร้อยละ 0.50 คิดเป็นมูลค่า 6,480 ล้านบาท ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิกในครั้งนี้ จะช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ได้มีเงินเหลือจากการที่สหกรณ์ขยายระยะเวลาชำระหนี้หรือพักหนี้เป็นการชั่วคราวและลดดอกเบี้ยเงินกู้ เฉลี่ยรายละ 19,720 บาทต่อเดือน และมีเงินเหลือจากการปรับลดค่าหุ้นรายเดือนหรืองดส่งค่าหุ้น                   ตามส่วนของเงินกู้อีกเดือนละประมาณ 430 บาท ซึ่งสมาชิกจะมีเงินเหลือใช้จ่ายในครัวเรือน เฉลี่ยเดือนละ 20,150 บาท สำหรับการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้สหกรณ์การเกษตรที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. และได้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ คาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ผิดนัดของสหกรณ์ได้ 710 แห่ง มูลหนี้ 48,800 ล้านบาท ส่วนสหกรณ์ที่เป็นลูกหนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ 917 แห่ง ที่ได้รับการขยายเวลาชำระหนี้ จะมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ 108,740 ราย ได้รับผ่อนผันการชำระหนี้รายละ 24,000 บาท และกลุ่มเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 1,392 แห่ง ที่ได้รับการขยายเวลาชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 จะมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่สมาชิก 704.98 ล้านบาท ซึ่งทุกมาตรการจะช่วยผ่อนปรนภาระหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์และ                  กลุ่มเกษตรกรได้มีเงินสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพและนำไปลงทุนประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งทุกมาตรการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกเป็นคำแนะนำไปยังสหกรณ์นั้น แต่ละสหกรณ์สามารถเลือกใช้และนำไปปฏิบัติให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดูแลความเป็นอยู่และแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์ จนกว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563

ระวังเพลี้ยแป้งทุเรียนระยะใกล้เก็บเกี่ยวช่วงฤดูแล้ง


            นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะประธานศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร ปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 


        แหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญของไทยมีหลายภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ เช่น ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ขณะนี้พบว่าอยู่ในระยะพัฒนาผล เริ่มแก่ใกล้เก็บเกี่ยว ประกอบกับในช่วงที่สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง จึงขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดทำลายของเพลี้ยแป้งทุเรียน 


          โดยรูปร่างของเพลี้ยแป้งทุเรียนเพศเมีย (Planococcus minor (Maskell) และ Planococcus lilacinus (Copckerell) มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3.0 มิลลิเมตร มีสีเหลืองอ่อนหรือชมพู ตัวอ้วนสั้น ผลสีขาวคล้ายผงแป้งปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 100-200 ฟอง เพศเมียตัวหนึ่งสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง ภายในเวลา 14 วันไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้อง ระยะไข่ประมาณ 6-10 วัน เพศเมียเมื่อวางไข่หมดแล้วจะตายไป เพลี้ยแป้งเพศเมียลอกคราบ 3 ครั้ง และไม่มีปีก ส่วนเพศผู้ลอกคราบ 4 ครั้ง มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2-3 รุ่น ใน 1 ปี 
            ลักษณะการทำลาย เพลี้ยแป้งจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ โดยมีมดดำเป็นตัวคาบพาไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากนี้เพลี้ยแป้งจะขับน้ำหวาน (honey dew) ออกมาเป็นสาเหตุให้ราดำที่มีอยู่ในธรรมชาติเข้าทำลายซ้ำ หากพบเพลี้ยแป้งเข้าทำลายทุเรียนในระยะผลเล็กจะทำให้ผลแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต แต่ถ้าเป็นผลใหญ่ทำให้คุณภาพผลทุเรียนลดลงและไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค 


           กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งทุเรียน โดยหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยแป้งระบาดเล็กน้อย เช่น บนกิ่ง ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้งไป หากพบบนผลทุเรียนในปริมาณน้อยอาจใช้แปลงปัด ใช้น้ำพ่นให้เพลี้ยแป้งหลุด หรือใช้น้ำผสมไวท์ออยส์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ผ้าชุบสารคาร์บาริล อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พันไว้ตามกิ่งสามารถป้องกันไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งไปยังส่วนต่างๆ ของทุเรียน หรือใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่นไปยังโคนต้น ได้แก่ เมทิดาไทออน อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเฉพาะต้นที่พบเพลี้ยแป้งจะช่วยป้องกันมดและลดการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง สำหรับการใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น การปล่อยด้วงเต่า หรือแมลงช้างปีกใส จะช่วยกินเพลี้ยแป้งและช่วยลดการทำลายของเพลี้ยแป้งได้เช่นกัน หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลหรือเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งต่อกำลังใจ มอบมะม่วง แก่บุคลากรทางการแพทย์


       นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ระดมเงินจากเจ้าหน้าที่กรมฯ ร่วมกันซื้อมะม่วงคุณภาพที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไม่ได้ จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่  โดยสั่งซื้อจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ จ.พิจิตร และ จ.ชัยภูมิ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และ มะม่วงฟ้าลั่น เพื่อร่วมให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ให้การช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ ร.พ.รามาธิบดี สถาบันบำราศนราดู ร.พ.จุฬาลงกรณ์ และสถาบันโรคทรวงอก ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 นี้ 



    ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมกันซื้อ “สินค้าเกษตรไทย เกษตรกรไทยอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด”

มาช่วยกัน อุดหนุนมะม่วงคุณภาพดี ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤติ COVID-19


        เกษตรฯ เชิญชวนส่วนราชการและประชาชนช่วยอุดหนุนมะม่วงคุณภาพดีเป็นของขวัญของฝาก หวังช่วยลดผลกระทบและช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าวิกฤติ COVID-19


        นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการรายงานสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ มะม่วง ที่ผลิตเพื่อการส่งออก โดยผู้รับซื้อมะม่วงเกรดคุณภาพเพื่อการส่งออกหยุดรับซื้อ เนื่องจากไม่สามารถส่งออกได้ โดยเฉพาะตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งปกติจะส่งมะม่วงโดยการขนส่งทางอากาศ แต่มีการระงับการขนส่งทางอากาศบางเที่ยวบิน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิม 20 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 80 บาทต่อกิโลกรัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรประสานผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้า 2 – 3 แห่ง ในการช่วยเหลือเกษตรกรจากผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยินดีลดค่าขนส่งข้ามจังหวัด และได้เสนอโครงการ “ซื้อมะม่วงฝากหมอ” เพื่อเป็นการทำ CSR ของกระทรวงเกษตรฯ 


        อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการกระจายสินค้า และเปิดโอกาสให้ประชาชนซื้อมะม่วงคุณภาพส่งออกส่งให้โรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์และพยาบาลเป็นขวัญกำลังใจ นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรคัดเลือกสินค้าและแนะนำเกษตรกรให้เปิดขายสินค้าออนไลน์ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ผ่านช่องทางต่างๆ และจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมสินค้ามะม่วง ภายใต้แนวคิดให้ส่วนราชการและประชาชนช่วยกันซื้อมะม่วงคุณภาพดีไปเป็นของขวัญของฝาก เป็นต้น


         นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลสถิติรายสินค้าของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรล่าสุด ปี 2561 รายงานว่า พื้นที่ปลูกมะม่วงของประเทศไทยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1.97 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 3.12 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,583 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิต 5.42 บาท/กิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 29.75 บาท/กิโลกรัม ฤดูการผลิตมะม่วง ปริมาณการส่งออก 117,472 ตัน มูลค่าส่งออก 4,385 ล้านบาท และข้อมูลการส่งออกมะม่วงสดอบไอน้ำไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญ ปี 2562 มีปริมาณการส่งออก 12,136.70 ตัน มูลค่า 1,261.70 ล้านบาท โดยในช่วงฤดูกาลผลิตมะม่วง (เมษายน – มิถุนายน) ส่งออกได้ปริมาณ 6,327 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 52.13 มูลค่า 613.58 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 48.63 โดยมีโรงอบไอน้ำที่รองรับได้จำนวน 7 โรง สำหรับข้อมูลส่งออก ปี 2563 (มกราคม – กุมภาพันธ์) ส่งออกได้ปริมาณ 1,901.82 ตัน มูลค่า 168.91 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกันพบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 (ปี 2562 ปริมาณ 1440.69 ตัน) และ 4.83 (ปี 2562 มูลค่า 161.12 ล้านบาท) ตามลำดับ


​       ทั้งนี้ นายมนตรี ศรีนิล นายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย แจ้งว่า สถานการณ์มะม่วง ปี 2563 เกิดปัญหาการส่งออกเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของ COVID – 19 ทำให้มีการปิดด่านมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม ที่เป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตมะม่วงหลัก โดยเฉพาะเกรดรองไม่สามารถดำเนินการซื้อขายได้โดยปกติ ประกอบกับมะม่วงที่จะส่งออกไปทางเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นที่เป็นเกรดคุณภาพดีก็มีค่าระวางเครื่องบินสูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่สูงการซื้อขายมะม่วงเกิดการหดตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งฤดูกาลผลิตมะม่วงในฤดูขณะนี้ก็ใกล้เข้ามาถึงระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน (3 เดือน) คาดว่าจะมีมะม่วงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ผลผลิตไม่สามารถส่งออกได้ โดยมีพื้นที่ผลิตมะม่วงที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทยที่จะประสบปัญหา จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย น่าน ลำพูน และเชียงใหม่ พื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 300,000 ตัน ผลผลิตรวม 360,000 ตัน โดยมีผลผลิตในฤดูที่จะเก็บเกี่ยวในระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน (3 เดือน) จำนวน 180,000 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 และคาดว่าจะมีผลผลิตที่ออกมามากในช่วงกลางเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤษภาคม จำนวน 80,000 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 44.44 ซึ่งจำเป็นต้องหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในช่วงวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยราคามะม่วงหน้าสวนขณะนี้พบว่า มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอยู่ที่ 17 บาท/กิโลกรัม มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์สี่ 12 บาท/กิโลกรัม ฟ้าลั่น 5 บาท/กิโลกรัม โชคอนันต์ 6 บาท/กิโลกรัม มหาชนก 12 บาท/กิโลกรัม และอาร์ทูอีทู 25 บาท/กิโลกรัม เป็นต้น


​            รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม อีกว่า สำหรับข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้ดำเนินการตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 มีมะม่วงแปลงใหญ่ในพื้นที่ 10 จังหวัด ที่คาดว่าผลผลิตจะล้นตลาดไม่สามารถส่งออกได้ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน – มิถุนายน 2563) แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ จำนวน 2 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม. 6 ต.นางแดด อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โทร.081-9184368 และแปลงใหญ่มะม่วง ม.13 ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โทร.087-9315730 ขอนแก่น จำนวน 2 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ต.หนองแซง อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น โทร.089-6234020 และแปลงใหญ่มะม่วง ม.4 ต.วังม่วง อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น โทร.082-3035470 กาฬสินธุ์ จำนวน 4 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม.7 ต.หนองแวง อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์  โทร.094-2598282, แปลงใหญ่มะม่วง ม.5 ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โทร.080-7662040, แปลงใหญ่มะม่วง ม.9 ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โทร.096-1400193, 


     แปลงใหญ่มะม่วง ม.2 ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โทร.085-7462015 อุดรธานี จำนวน 4 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ต.ท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี โทร.091-8683355, แปลงใหญ่มะม่วง ม.10 ต.อูบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โทร.090-0283920, แปลงใหญ่มะม่วง ม.2 ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โทร.088-3089366, แปลงใหญ่มะม่วง ม.6 ต.โสมเยี่ย อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โทร.061-2037437 และภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร จำนวน 4 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม.3 ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร โทร. 087-7852850, แปลงใหญ่มะม่วง ต.คลองทราย อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร โทร.082-4037716, แปลงใหญ่มะม่วง ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โทร.081-0388426, แปลงใหญ่มะม่วง ม.1 ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร โทร.086-2067205 พิษณุโลก จำนวน 5 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก โทร.084-8138492, แปลงใหญ่มะม่วง กลุ่มมะม่วงคุณภาพวังน้ำบ่อ ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก โทร.081-6271745, แปลงใหญ่มะม่วง บ้านเขาเขียว วังโพรง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก โทร.086-2039229, 


       แปลงใหญ่มะม่วง ม.9 ต.ชัยนาม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก โทร.081-2052961, แปลงใหญ่มะม่วง ม. 11 ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โทร.081-8872818, เพชรบูรณ์ จำนวน 2 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม.8 ต.บ้านโภชน์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ โทร.091-8382862, แปลงใหญ่มะม่วง ม.14 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ โทร.093-1432904 สุโขทัย จำนวน 3 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้ ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย โทร.087-5271195, แปลงใหญ่มะม่วง ม.1 ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย โทร.086-2168407, แปลงใหญ่มะม่วง ม.5 ต.คลองยาง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย โทร.082-7742815, น่าน จำนวน 4 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม.3 ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน โทร.096-2295331, แปลงใหญ่มะม่วง ม.7 ต. ป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน โทร.080-1314725, แปลงใหญ่มะม่วง ม. 3 ต.เชียงของ อ.นาน้อย จ.น่าน โทร.095-4526058, แปลงใหญ่มะม่วง ม. 4 ต.น้ำปั้ว อ.เวียงสา จ.น่าน โทร.095-4508904 และเชียงใหม่ จำนวน 5 แปลง คือ แปลงใหญ่มะม่วง ม.7 ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โทร.089-5572824, แปลงใหญ่มะม่วง ม.19 ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ โทร.083-3222414, แปลงใหญ่มะม่วง ม.2 ต. ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โทร.086-1849733, แปลงใหญ่มะม่วง ม.4 ต.ป่าไหน่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ โทร.089-8504260 และแปลงใหญ่มะม่วง ม.3 ต.บ้านแอ่น อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ โทร.089-5593741 จึงขอเชิญชวนส่วนราชการและพี่น้องประชาชนช่วยอุดหนุนมะม่วงคุณภาพดีตามมาตรฐาน GAP และร่วมฝ่าวิกฤติ COVID-19 ช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มต่าง ๆ ได้ โดยประสานงานและสั่งซื้อผลผลิตมะม่วงในแหล่งผลิตดังกล่าว

ผู้ว่าขอนแก่น รับมอบไข่ไก่สด CP หนุนปฎิบัติการ "ปันกันอิ่ม สู้ภัยโควิด-19"

          นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รับมอบไข่ไก่สด CP จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อใช้ในการประกอบอาหารปรุงสุกพร้อมทาน สำหรับมอบแก่ผู้ยากไร้และคนว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  สนับสนุน "ขอนแก่นเปิดปฎิบัติการ "ปันกันอิ่ม สู้ภัยโควิด-19" ตั้งโรงครัวทั้งจังหวัด โดยมี นายอรรถกร ดูงาม ผู้แทนซีพีเอฟ พร้อมบุคลากรโรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟขอนแก่น เป็นผู้ส่งมอบ ร่วมด้วย พล.ต.ต พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และ นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดขอนแก่น ณ ศาลากลาง จ.ขอนแก่น.


จินดาสมุนไพร ลุยช้อปปิ้งออนไลน์ฝ่าวิกฤตโควิด-19



ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังคงมียอดตัวเลขของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชนได้อาศัยอยู่ในบ้านพักเพื่อลดการติดเชื้อ เป็นหนึ่งมาตรการสำคัญและได้สั่งปิดสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านอย่างห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงหนัง สนามมวย รวมถึงธุรกิจที่มีผู้คนพลุกพล่าน ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัวกันแบบไม่ทันตั้งตัว


นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการบริษัทจินดาสมุนไพร จำกัด กล่าวว่า จินดาสมุนไพร เป็นอีกหนึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดนี้ โดยเฉพาะร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่เป็นร้านสมุนไพรในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่มีมากกว่า 70% ทำให้การสั่งซื้อสินค้าต้องหยุดชะงักลง รวมถึงตลาดต่างประเทศที่หยุดการสั่งซื้อสินค้าชั่วคราว ทำให้จินดาสมุนไพร มองหาช่องทางตลาดใหม่ๆเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ อย่าง ลาซาด้า ตลาดใหญ่ที่รวมผลิตภัณฑ์จินดาสมุนไพรครบทุกผลิตภัณฑ์ไว้ในทีเดียว รวมถึงช่องทางเพจเฟสบุ้ค : จินดาสมุนไพร ใส่ใจดูแลเส้นผม ที่เป็นช่องทางติดต่อสอบถามผลิตภัณฑ์ และสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าได้ช้อปปิ้งง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิก ในช่วงสถานการณ์ที่ทุกคน อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ 




ทั้งนี้ จินดาสมุนไพร มีผลิตภัณฑ์เด่นคือแชมพู ครีมนวด เซรั่มบำรุงเส้นผม ผลิตจากใบหมี่สด พืชพันธุ์ธรรมชาติและยังมีแชมพูจากอโวคาโด ครีมหมักผม สบู่สมุนไพร ยาหม่องเหลือง  ยาสีฟัน วางตลาดทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 089 068 7805 , 02 987 1389-90

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าปราบใบด่างมันสำปะหลัง แจงขออนุมัติพื้นที่ทำลาย ครบ 100%



            นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เผยถึงความคืบหน้าโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้ขออนุมัติรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณแล้ว 57,941,946 บาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่เข้าเกณฑ์ขออนุมัติทำลาย และได้มีการอนุมัติทำลายแล้วทั้งหมด 26,824.975 ไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา


กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus โดยกำหนดให้เป็นมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง เพื่อป้องกัน รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่เกษตรกร และกระตุ้นให้ตื่นตัวตระหนักรู้ถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมกำชับให้มีการสำรวจติดตามการระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลังของตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง นอกจากการทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแล้ว ยังมี พื้นที่เฝ้าระวัง 39 จังหวัด ที่กำชับให้มีการรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาด โดยให้ปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ ใช้สื่อออนไลน์ ในการสร้างความรู้ให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น  รวมถึงให้กองขยายพันธุ์พืช ผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง รองรับให้มากขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะผลิตได้ 400,000 ท่อน ให้พิจารณาเพิ่มเติมอีก เนื่องจากคาดว่าจะต้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้ง รองรับการขาดแคลนท่อนพันธ์ เนื่องจาก ต้นมันสำปะหลังที่พบโรค ต้องทำลายทิ้งทั้งหมดไม่สามารถเหลือท่อนพันธุ์ไว้จำหน่าย ได้เหมือนเดิม 


อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกองขยายพันธุ์พืช ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับพันธุ์ที่ผ่านการรับรองมาจากกรมวิชาการเกษตรและมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง  แห่งประเทศไทย และเริ่มจัดสรรท่อนพันธ์ให้กับพื้นที่ที่พบโรค จำนวน 11 จังหวัด อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้ ปรับรูปแบบให้ ผลิตคลิปวีดิโอแนะนำความรู้ ให้กับ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน นำมาเป็นสื่อในการสาธิต การผลิตท่อนพันธุ์สะอาด ที่ถูกต้อง เพื่อเกษตรกรสามารถใช้ผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคได้ด้วยตัวเอง และสามารถจำหน่าย สร้างรายได้ เพิ่มได้อีกหนึ่งช่องทางด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตร ผุด โปรเจค Do it From Home รวมองค์ความรู้ทางการเกษตร ทำตามได้ ง่ายๆ เพียงสแกน QR code



ช่วงเวลานี้ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกท่าน อยู่บ้าน เพื่อลดการระบาดของโรคไวรัส Covid – 19 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สั่งการให้มีมาตรการที่ดูแลบุคลากร รวมถึง การเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกร และส่งผลต่อผลผลิตของเกษตรกรได้
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร รับนโยบาย พลิกวิกฤต เป็น โอกาสให้ ภาคเกษตร เป็นทางรอดของทุกคน ระหว่างที่ ประชาชนทั่วไป หยุดอยู่บ้าน หรือ Work from home ได้รวบรวมองค์ความรู้ ทางการเกษตร ง่ายๆ ที่สามารถทำตามได้ง่าย เปิดให้ สแกน QR code “Do it From home” ให้ ประชาชน เกษตรกร หรือ ผู้ที่สนใจ ด้านการเกษตร สามารถ เข้ามาศึกษา เรียนรู้ ได้ หลากหลาย รูปแบบ ผ่าน สื่อ Info Graphic , Motion Graphic , แผ่นพับความรู้ คลิปวิดิโอ หรือ E-book ต่างๆ  เหมาะกับทั้งคนที่ทำการเกษตรอยู่แล้ว หรือ ประชาชนที่ยังไม่เคยทำการเกษตรและคิดว่าเกษตรเป็นเรื่องยาก สามารถลองเข้าไป เลือก เมนูต่างๆ และใช้ช่วงเวลา ที่หยุดอยู่บ้าน ให้คุ้มค่าที่สุด


 สำหรับบ้านที่ไม่มีพื้นที่ แนะนำให้ทำผักสวนครัว พืชอายุสั้น ต่างๆ เพราะ ใช้น้ำน้อย และการดูแลรักษาง่าย ซึ่งผักต่างๆ เหล่านี้ ไม่ต้องทำทั้งแปลง สามารถเพาะลงถุง หรือ ภาชนะเหลือใช้ต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นผักอายุสั้น จะมี เทคนิคการเพาะเห็ดฟางในตระกร้า เทคนิคการเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง สามารถเลือกได้ในเมนู พืชใช้น้ำน้อย หรือหมวดคลิปวีดิโอ การเก็บรักษาผัก หลังการเก็บเกี่ยว ให้เข้าไปศึกษาอีกด้วย ถ้าพอมีที่รอบๆ บ้าน แนะนำ ผลไม้ต่างๆ ซึ่งสามารถเก็บทานได้ตลอดทั้งปี เช่น มะยม กล้วย มะม่วง โดยผู้ที่สนใจสามารถ เรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ เว็บไซต์ Do it From Home เพียง สแกน QR code หรือ เข้าไปที่เว็บไซต์ https://esc.doae.go.th/องค์ความรู้ด้านเกษตร







สศก. หารือร่วม ADB เล็งดึง Big Data พัฒนาความร่วมมือภาคเกษตร



นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับ Ms. Ingrid van Wees รองประธานจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมถึงมองหาโอกาสในการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ADB ในอนาคต ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวฉบับใหม่ของ ADB (Strategy 2030) ซึ่งให้ความสำคัญในการดำเนินงาน 7 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การขจัดความยากจนและลดความไม่เท่าเทียม (2) การเร่งความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศ (3) การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการรับมือภัยพิบัติ และเสริมสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (4) การทำให้เมืองน่าอยู่  (5) การส่งเสริมการพัฒนาชนบทและความมั่นคงอาหาร (6) การเสริมสร้างการกำกับดูแลและขีดความสามารถของสถาบัน และ (7) การส่งเสริมความร่วมมือและการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงหารือเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรการสร้างความมั่นคงอาหารอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดผลกระทบจากภาคเกษตรที่มีต่อสิ่งแวดล้อม


ทั้งนี้ สศก. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ 2 โครงการที่ให้ความสำคัญ ได้แก่ การจัดทำข้อมูลของศูนย์ข้อมูลการเกษตรแห่งชาติ  (National Agricultural Big Data Center : NABC) และการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and Innovation Center: AIC) ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นที่ ADB ต้องการผลักดันภายใต้ยุทธศาสตร์ Strategy 2030 ดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับ ADB ในการพิจารณาความร่วมมือกันในอนาคต โดยทาง ADB ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทั้ง 2 โครงการที่ สศก. ให้ความสำคัญ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและเพิ่มรายได้จากการใช้ข้อมูลดังกล่าวและสามารถคาดการณ์ผลผลิตที่ตนจะได้รับ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอกู้เงิน ในการลงทุนการผลิตทางการเกษตรของตนได้ ซึ่ง สศก. เล็งเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นประโยชน์และเป็นโอกาสในการร่วมมือระหว่าง สศก. และ ADB ร่วมกันต่อไป


เลขาธิการ สศก. ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ร่วมกับ ADB อยู่ระหว่างการเตรียมการสำหรับดำเนินงาน โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรเพื่อเพิ่มการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง (Climate Change Adaptation in Agriculture for Enhanced Recovery and Sustainability of Highlands)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเปราะบางของพื้นที่เกษตรที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภาวะฝนแล้ง น้ำท่วม หรือดินถล่ม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของชุมชนบนพื้นที่สูง มีกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (กลางปี 2563 – 2566) ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติเงินทุนจากกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น (Japan Fund for Poverty Reduction :JFPR) ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาอนุมัติและจะได้เริ่มดำเนินงานโครงการในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้านต่างๆ ได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสนับสนุนเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องมือโดยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

128 ปี กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง


         วันที่ 1 เมษายน 2563 เนื่องในโอกาสครบรอบ 128 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา - ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เป็นประธานพิธีมอบหน้ากากอนามัยให้กับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อไปแจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมีผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


        นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมียุทธศาสตร์ด้านการเกษตร ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี โดยมีเป้าประสงค์ คือ เกษตรกรหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สถาบันเกษตรกรมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และสินค้าเกษตรมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีนโยบายพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาคการเกษตรมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบด้านการเกษตรให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer การสร้างภูมิต้านทานของเมืองบนฐานแนวคิดเกษตรและพืชสวน นำไปสู่เมืองแห่ง Green-city ส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประกันราคาสินค้าเกษตร ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและที่ดินทำกินของเกษตรกร


         สำหรับในปี 2563 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งดำเนินงานนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาภาคการเกษตร อาทิ แนวทางการตลาดนำการผลิต การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการการประมงอย่างยั่งยืน การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรม 77 จังหวัด การจัดทำศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ การจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งระดับชาติ เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์และช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ โดยจะผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง บนหลักความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
         "อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในวันนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชากรในหลายประเทศ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การดำเนินชีวิต สุขภาพอนามัย รวมถึงภาคการเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย จึงได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดหาแนวทางและมาตรการที่จะสามารถช่วยเหลือหรือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั้งประเทศ จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ไปได้อย่างแน่นอน" นายเฉลิมชัย กล่าว
          อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลาดนำการผลิต ชีวิตเกษตรกรมีคุณภาพ ทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน” โดยมุ่งส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกรที่มีคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ตลอดทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 22 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...