วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

"บริโภคหมูรับวิถีนิวนอร์มอล ต้องใส่ใจวิธีการเลือก และปรุงสุกทุกครั้ง ปลอดภัยหายห่วง"

            "หมู" เป็นอาหารหลักและยอดนิยมของคนหลายชาติทั่วโลก ขณะที่ แนวโน้มผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงให้ความสำคัญกับความสะอาด ความปลอดภัย ตลอดจนแหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้บริโภคได้อย่างมั่นใจถึงคุณภาพ ความสะอาด และความปลอดภัย


            นายสัตวแพทย์ ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกรรมการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สก.) กล่าวว่า การเลี้ยงหมูของไทยทุกวันนี้ มีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย (food safety) ได้มาตรฐานสากล  มีการจัดการโรงเรือนตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เพื่อให้สัตว์อยู่สบาย เมื่อไม่ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ผลิตเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น

           ในกระบวนการผลิตเนื้อหมูที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัย ปลอดสาร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภคนั้น เริ่มจากการผลิตสุกรพันธุ์ดี ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการจัดการฟาร์มที่ถูกสุขลักษณะ มีสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม และการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด หมูทุกตัวต้องผ่านการตรวจ วิเคราะห์รับรองว่าปลอดโรคและปลอดสารจากห้องปฏิบัติการของบริษัท ผ่านการรับรองของกรมปศุสัตว์ ก่อนถูกนำไปแปรรูปและตัดแต่งภายในโรงงานที่มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย ได้มาตรฐานระดับโลกด้านความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) มีระบบควบคุมการตัดแต่ง เนื้อหมู และความปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์เนื้อหมูสะอาด ปลอดสาร ปลอดภัย นอกจากนี้ โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ โรค ASF ในสุกร ที่กำลังคุกคามอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในหลายประเทศนั้น โดยเฉพาะจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว สำหรับประเทศไทย จากความร่วมมือกับระหว่างรัฐ เอกชน และเกษตรกร ช่วยกันยกระดับการป้องกันโรค ASF อย่างแข็งแกร่ง จึงส่งผลให้ ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคซีแอลเอ็มวีที (CLMVT) ที่สามารถปกป้องโรค ASF ได้จนถึงทุกวันนี้

             อย่างไรก็ตาม โรค ASF เป็นโรคที่ติดต่อกันเฉพาะในหมูเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คน และสัตว์ชนิดอื่น ขออย่าเข้าใจผิด หรือ ตื่นตระหนกเกินไป กินเนื้อหมูได้ เป็นปกติ ปลอดภัย 100% ไม่มีอันตรายใดๆ  ที่สำคัญเนื้อหมูยังเป็นเนื้อสัตว์ที่อร่อย และการปรุงสุกที่สาธารณสุขแนะนำมาตลอดก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำให้เป็นนิสัย หมูที่ปรุงสุกต้มในน้ำเดือด 20 นาที ก็ช่วยให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์ทุกชนิด

           “คุณภาพและความปลอดภัยของเนื้อหมู”  นอกจากจะเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญแล้ว ด้านผู้บริโภคเองควรมีความรู้ในการเลือกบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับสารเคมีอันตรายที่แฝงมากับอาหารที่มาจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ในการเลือกซื้อเนื้อหมู ผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่ไว้ใจได้ น่าเชื่อถือ และสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อไปปลอดสารเร่งเนื้อแดง และปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้างต่างๆ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถสังเกตสินค้าได้จากตรารับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น ตราสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์OK" ที่กรมปศุสัตว์ออกให้กับร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐานการรับรองจากกรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ ควรปรุงเนื้อหมูให้สุกก่อนรับประทาน เพียงเท่านี้ การบริโภคเนื้อหมูจะอร่อย และปลอดภัยหายห่วง

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อ.ส.ค.สืบสาน รักษา ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน จากรัชกาลที่ 9 ก้าวสู่รัชกาลที่ 10



เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชการที่ 10 ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะหน่วยงานที่สานต่อภารกิจ  สนับสนุนพัฒนาองค์ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อให้การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรโคนมไทยมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 60ปี  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังคงทรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในขณะนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงาน วันโคนมแห่งชาติ”  โดยมี มร.นีล  กุนา  ซันเดอการ์ด ปูชนียบุคคลของวงการโคนมไทยเข้าเฝ้า ณ พลับพลาพิธีเปิดงาน  อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 


นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทน ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวว่า  การเสด็จมาเปิดงาน วันโคนมแห่งชาติ”  ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น ทรงสร้างความปลาบปลื้มให้พสกนิกรชาวไทยและเกษตรกรชาวโคนมเป็นอย่างมากและจดจำภาพความประทับใจแห่งประวัติศาสตร์วันนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพระองค์ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของในหลวงรัชการที่ 9 ในมิติ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ โคนมอาชีพพระราชทานซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทยไว้เพื่อส่งเสริมอาชีพโคนมให้แก่เกษตรกรไทยให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (พระยศในขณะนั้น)  ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ที่จะดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก


               นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า สำหรับ อาชีพการเลี้ยงโคนมเกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง ดังพระราชดำรัสในตอนหนึ่งว่า การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดีจึงก่อเกิด อาชีพการเลี้ยงโคนม


              ซึ่งอาชีพนี้ก่อกำเนิดขึ้น เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2503 ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จประพาสทวีปยุโรปประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยในกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่าด้วยการร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์กขึ้น และลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมจากนั้นมา และได้มีการจัดตั้งโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยขึ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากปี 2505 จวบจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2563 อาชีพการเลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทานที่เกษตรกรไทยได้สืบสาน รักษา ต่อยอด ให้คงอยู่จากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคงและยั่งยืน จากพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” (รัชกาลที่ 9) เข้าสู่รัชสมัยปัจจุบัน ใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ 10) ทรงสานต่อพระราชปณิธานให้ อาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยยังสืบสาน ต่อยอดกิจการโคนมโดย อ.ส.ค


               นายสุชาติ  กล่าวเพิ่มเติมว่า อ.ส.ค. มุ่งมั่นเดินหน้าพันธกิจขององค์กรสืบสานพระราชปณิธาน โคนมอาชีพพระราชทานส่งเสริมสหกรณ์และเกษตรกรโคนมให้ดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ให้องค์ความรู้ด้านการประกอบกิจการโคนม การบริหารจัดการฟาร์มโคนม การบริหารจัดการด้านอาหารในฟาร์มโคนม ตลอดจนการดูแลสุขภาพโคนม การพัฒนาและปรับปรุงพันธ์โคนมเพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เสริมศักยภาพด้านผลผลิตให้แก่เกษตรกรโคนม รวมถึงการพัฒนาฟาร์มโคนมด้านต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมนมที่มีอัตราการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพ ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นในทุกปี พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลและอุตสาหกรรมนมแบบครบวงจรในระดับสากลและสนับสนุนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมครอบคลุมอย่างครบวงจรด้านกิจการโคนม ตลอดจนให้การสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมแปรรูปจากน้ำนมดิบของเกษตรกรไทย มาเป็นผลิตภัณฑ์นมภายใต้แบรนด์ตราไทย-เดนมาร์ค ให้ประชาชนคนไทยได้มีผลิตภัณฑ์นมโคสดแท้ 100ไม่ผสมนมผง ได้บริโภคผลิตภัณฑ์นมที่ดี มีคุณค่า และมีประโยชน์ต่อร่างกาย                                                                                                                     


วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมการเกษตรผุดไอเดีย “รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อป” ชวนอุดหนุนผลไม้ภาคใต้



กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดให้พ่อค้าที่มีรถขนส่งมาลงทะเบียนร่วมโครงการ รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อปมุ่งกระจายผลไม้คุณภาพจากสวนภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมเชิญชวนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย 6 – 7 สิงหาคมนี้ ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี


 นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อนที่มีคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยปี 2563 ภาคใต้มีเนื้อที่ปลูกไม้ผล 1,038,208 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 884,792 ไร่ ผลผลิตรวม 727,827 ตัน ซึ่งผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน เดือนกันยายน และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวผลผลิตจะกระจุกตัว ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เกษตรกรจะต้องเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิต


จากเหตุผลดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรเล็งเห็นว่าการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงหรือผ่านจุดกระจายสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ โดยใช้รถเร่ส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้สามารถกระจายผลผลิตได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง  ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า อีกทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางในการกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกร และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงได้จัดทำโครงการ รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อปเพื่อมุ่งหวังที่จะกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเชื่อมโยงการตลาดกับแหล่งรับซื้อในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ผลไม้คุณภาพของภาคใต้ที่มีอัตลักษณ์ มีความสด ใหม่ ส่งตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีรถเร่รับซื้อผลไม้มาขึ้นทะเบียนแจ้งความจำนงในการรับซื้อผลไม้ไว้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอ พร้อมแนะนำขั้นตอนในการขนส่ง นำร่องในสำนักงานเกษตรจังหวัด 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่มีปริมาณผลผลิตมากและต้องการกระจายผลไม้ออกนอกพื้นที่ผ่านระบบรถเร่ที่มีการบริหารจัดการอย่างรวดเร็ว โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวบรวมข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการฯ และสร้างความเข้าใจกลไกการกระจายผลผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลไม้ การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเบื้องต้น เน้นความสะอาด สุขอนามัย การเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดใหม่ถึงปลายทาง รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกในการใส่ใจผู้บริโภค เป็นต้น


ทั้งนี้ ได้กำหนดจัดงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่การใช้กลไกการกระจายผลผลิตภายในประเทศ โครงการรถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อประหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2563 ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่มีผู้ค้าส่งและผู้บริโภคจำนวนมาก เป็นแหล่งรองรับสินค้าที่เชื่อมต่อไปยังตลาดต่างประเทศได้ โดยนำผลไม้ในฤดูกาลของภาคใต้ ปี 2563 ประกอบด้วย ทุเรียน จำนวน 9 ตัน จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มังคุด จำนวน 5 ตัน จากจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี เงาะ จำนวน 300 กิโลกรัม  จากจังหวัดระนอง ลองกอง จำนวน 600 กิโลกรัม จากจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี สละ จำนวน 400 กิโลกรัม จาก จังหวัดพัทลุง สละอินโด จำนวน 500 กิโลกรัม จากจังหวัดพัทลุงและนราธิวาส จำปาดะ จำนวน 300 กิโลกรัม จากจังหวัดสงขลา ส้มโอ จากจังหวัดระนอง รวมทั้งสินค้าแปรรูปจากผลไม้ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัย และมีความเป็นอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตในพื้นที่ไปจัดจำหน่ายด้วยรถเร่ จำนวน 18 คัน จาก 9 จังหวัด ให้แก่ผู้บริโภคนอกแหล่งผลิต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญ เน้นการช่วยกระจายผลไม้จากสวนของเกษตรกร สำหรับปริมาณและราคารับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้ให้เป็นไปตามการตกลงกันในพื้นที่ ส่วนการกำหนดราคาซื้อขายนอกแหล่งผลิตปลายทางต้องเป็นราคาที่ยุติธรรมต่อผู้บริโภค กิจกรรมในงานดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจเข้ามา ชม ชิม ช้อป ผลไม้ การแสดงวัฒนธรรมประจำถิ่น กิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อแนะนำสินค้าและการจำหน่ายในราคาพิเศษ (นาทีทอง) การเจรจาซื้อขายสินค้า เป็นต้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมอุดหนุนผลผลิตของเกษตรกรไทย ภายใต้แคมเปญ ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด


มกอช. เผย Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ ยกระดับการจัดการด้านสุขลักษณะและสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร



นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission (CAC) ครั้งที่ 43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมระหว่างวันที่ 6-11 กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Mr. Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Committee) ทางออนไลน์แทน ระหว่างวันที่ 13 – 20 กรกฎาคม 2563 เพื่อทบทวนการดำเนินงานของโคเด็กซ์และร่างมาตรฐานต่างๆ ที่อยู่ระหว่างรอเสนอ CAC ครั้งที่ 43 และจากการประชุมคณะกรรมการบริหารดังกล่าว โคเด็กซ์เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการจัดประชุม CAC ครั้งที่ 43 ทางออนไลน์ เพื่อรับรองร่างมาตรฐานต่างๆ ที่คณะกรรมการโคเด็กซ์ทุกสาขาจัดทำ โดยเฉพาะอย่างร่างมาตรฐานที่อยู่ในขั้นตอนเสนอรับรองเพื่อประกาศใช้ โดยมีร่างมาตรฐานสำคัญและมีผลต่อประเทศไทย จำนวน 2 เรื่อง เรื่องแรก Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)


มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล

เรื่องที่สอง Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ และเรื่องที่สาม Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ ซึ่งจะมีผลต่อผู้ประกอบการที่ต้องควบคุมปริมาณการใช้สารดังกล่าว อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหารเพิ่มเติมอีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าวในอนาคต

ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร ที่เกี่ยวข้องกับ GMP และ HACCP และมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคตเลขาธิการ มกอช. กล่าว


สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ชี้เป้าซื้อหมูถูก ในมหกรรมหมูธงฟ้าพาณิชย์ พร้อมกันทั่วไทย 7 ส.ค. นี้



น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร สหกรณ์ทุกภูมิภาค และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ผนึกกำลังร่วมกันจัดมหกรรมหมูธงฟ้า ในกิจกรรม เนื้อหมู...สู้โควิดจำหน่ายหมูสดลดค่าครองชีพประชาชนทุกภูมิภาคทั่วไทย ด้วยการส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพจากฟาร์มเลี้ยงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ตอกย้ำการให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ยืนหยัดดูแลราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้ราคาหมูหน้าเขียงขายปลีกที่ปลายทางไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้บริโภค และคนเลี้ยงหมูยังคงร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบเพื่อดูแลผู้บริโภคในประเทศให้ดีที่สุด ยืนยันว่าปริมาณการผลิตหมูยังคงเพียงพอกับการบริโภคของคนไทยที่เกือบ 4 หมื่นตัวต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตหมูทั้งประเทศอยู่ที่ 5 หมื่นตัวต่อวัน เท่ากับมีส่วนเกินอยู่มากกว่า 1 หมื่นตัวต่อวัน ดังนั้นไทยจึงไม่มีปัญหาขาดแคลนสุกรแน่นอน


ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและผู้ค้าอาหารมาร่วมกันจับจ่าย เนื้อหมู..สู้โควิด ที่เกษตรกรหมูร่วมกันจัดส่งเนื้อหมูราคาถูกพิเศษเพียงกิโลกรัมละ 130 บาท มาจำหน่ายช่วยลดค่าครองชีพให้ชาวไทย 77 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมกันในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันห้างค้าปลีก 8 ห้างใหญ่ ทั้งแม็คโคร, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์, ท็อปส์, แม๊กซ์ แวลู รวมถึงห้างซุปเปอร์ชีป ในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ก็ยังคงขายหมู 130 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อร่วมสนับสนุนมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกพื้นที่ทั้งในตลาดสด ห้างค้าปลีก และหน่วยงานราชการที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรม อาทิ ศาลากลางจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด จะมีเนื้อหมูราคาพิเศษจำหน่ายถึงมือทุกคนอย่างแน่นอน และเกษตรกรยังคงปักหลักตรึงราคาหมูหน้าฟาร์มที่ 80 บาทต่อไปน.สพ.วิวัฒน์ กล่าว


ทั้งนี้ ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 79-80 บาท ขณะที่เกษตรกรมีต้นทุนผลิตสูงถึง 71 บาทต่อกิโลกรัม และที่ผ่านมาเกษตรกรต่างแบกรับภาระขาดทุนมานานกว่า 3 ปี และยังต้องเข้มงวดกับการทำตามมาตรฐานการป้องกันโรค ASF ด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 100-200 บาทต่อตัว เพื่อป้องกันประเทศไทยจากโรคนี้ รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้เนื้อหมูที่ปลอดภัย และไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนเนื้อหมูดังเช่นประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ปริมาณหมูเสียหายจากโรคนี้ จนทำให้ราคาหมูเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงาน อ.ส.ค.กรุงเทพ



นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์จัดตั้งอาคารสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กรุงเทพฯ โดยมีพระมหาราชครูศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธีบวงสรวงและวางศิลาฤกษ์ ทั้งนี้มีหัวหน้าส่วนราชการในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ให้เกียรติเข้าร่วมงาน โดยมีนายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ประธานคณะกรรมการ อ.ส.ค. พร้อมด้วยนายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. คณะกรรมการ อ.ส.ค. ผู้บริหาร และพนักงาน อ.ส.ค.ให้การต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  เมื่อเร็วๆนี้


มกอช. เปิดวงสัมมนา ระดมความคิดเห็นร่างมาตรฐานฟาร์มสุกร



ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การเลี้ยงสุกร เป็นกิจกรรมด้านการปศุสัตว์ที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีความแพร่หลายในทั่วทุกภูมิภาค ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากกว่า 180,000 ราย ทั้งที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการค้า โดยมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวนมากกว่า 12 ล้านตัว หมุนเวียนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารของประเทศ การเลี้ยงสุกรของไทยได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านการพัฒนาสายพันธุ์ ระบบการเลี้ยง การจัดการ อาหารสัตว์ สุขอนามัย และการสุขาภิบาล จนมีมาตรฐานทัดเทียมกับนานาชาติ ซึ่งการส่งเสริมฟาร์มสุกรให้ได้มาตรฐานจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกร ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหากลิ่นเหม็นและน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากฟาร์ม รวมทั้งป้องกันปัญหาสุขภาพสุกรและการเกิดโรคระบาดที่สำคัญซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรโดยรวมของไทยได้


ทั้งนี้ ในปี 2552 มกอช. ได้จัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร และมีการนำมาตรฐานดังกล่าวไปปฏิบัติใช้ ต่อมาในปี 2558 ได้มีการทบทวนมาตรฐานดังกล่าวให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น แต่ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 (COVID-19) ทำให้มีความต้องการในการบริโภคอาหารที่สูงขึ้น ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศผู้นำเข้าสินค้าปศุสัตว์รายใหญ่ ทำให้เกิดการขาดแคลนเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด จึงนับเป็นโอกาสดีของประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพในการจัดการฟาร์มเลี้ยงสุกรได้อย่างมีมาตรฐานและมีบทบาทในการเป็นผู้นำของธุรกิจการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย

รวมทั้งปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารของสินค้าปศุสัตว์มากขึ้น อีกทั้งยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในฟาร์มสุกร เพื่อลดความเสี่ยงของการสูญเสียจากโรคระบาดสุกรที่อาจแพร่กระจายเข้ามาจากประเทศข้างเคียง จึงเห็นควรให้มีการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย โดยการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรให้มีความเป็นปัจจุบัน


โดยมาตรฐานฉบับทบทวนนี้ ถูกร่างขึ้นโดยมีความสอดคล้องกับมาตรฐานระดับภูมิภาคของอาเซียน มีการแสดงหลักการและข้อกำหนดของการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีตามรูปแบบมาตรฐานสากล รวมทั้งได้รับการปรับปรุงและปรับประยุกต์เนื้อหาเพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติในประเทศไทย ดังนั้น มกอช. จึงได้จัดการประชุมสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อร่างมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร แล้ว รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร

อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นที่ได้รับในการสัมมนาครั้งนี้ จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาแก้ไขร่างมาตรฐานฯ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานของ มกอช. ต่อไปเลขาธิการ มกอช. กล่าว


พช.จัดงานศิลปาชีพประทีปไทย 8- 16 สิงหาคม นี้ รวมสุดยอดงานหัตถศิลป์ และสินค้า OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก



กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เตรียมจัดงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ปี 2563 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง” ตระการตากับผ้าอัตลักษณ์ ผ้าชนะการประกวด พร้อมชมแฟชั่นโชว์ผ้าไทย เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์อันทรงคุณค่า ฝีมือสุดประณีตจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ทั่วไทย ภายใต้การจัดงานในรูปแบบวิถีใหม่ New Normal ตั้งเป้ากระจายรายได้สู่ชุมชนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 8 – 16  สิงหาคม 2563  ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี     

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ปี 2563 ภายใต้แนวคิด สืบสานพระราชปณิธาน รังสรรค์งานศิลปาชีพ ความภาคภูมิใจแห่งแผ่นดิน” โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงาน ณ ลานอีเดน ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


            นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน   กล่าวว่า   เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม   พระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ครบรอบ 88 พรรษา  และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย  ภายใต้โครงการส่งเสริมศิลปาชีพและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อีกทั้งยังมีพระประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่สืบไป ซึ่งต่อมาหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริดังกล่าวไปขยายผลในการพัฒนา และส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชนกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ซึ่งเป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากการส่งเสริมอาชีพของพระองค์ท่านเช่นกัน โดยปีนี้กำหนดให้มีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 เวลา 15.00 น.  ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี     


“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านในงานนี้ และขอชวนแฟนพันธุ์แท้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผลิตภัณฑ์ OTOP โดยเฉพาะผ้าไทย มาชม ชิม ช้อป และภาคภูมิใจกับผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการกันนะครับ” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้รูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ตามมาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้เข้าชมงานอย่างเข้มข้น สำหรับไฮไลท์กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 1) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง  2) การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ  3)การจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของศิลปิน OTOP 4) การจัดแสดงและจำหน่ายผ้าอัตลักษณ์ เช่น ผ้านาหมี่นศรี จ.ตรัง, ผ้าแพรวา จ.กาฬสินธุ์, ผ้ายกทอง จ.นครศรีธรรมราช, ผ้าแต้มตระกรอ จ.อุทัยธานี, ผ้ากาบบัว จ.อุบลราชธานี, ผ้าจกคูบัว จ.ราชบุรี เป็นต้น 5) การจัดแสดงและจำหน่ายผ้าชนะเลิศการประกวดจากโครงการสืบสานอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน ซึ่งเป็นโครงการที่กรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่ผ้าไทย 6) OTOP Premium เป็นการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เข้าร่วมในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกรมการพัฒนาชุมชน เช่น ผ้าทออีสานสู่สากล, OTOP แบรนด์เนม      7) OTOP Frist Lady 8) OTOP 3-5 ดาว 9) OTOP ชวนชิม และผัก ผลไม้  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดง เช่น การเดินแฟชั่นโชว์ผ้าไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกิจกรรมการส่งเสริมการขาย อาทิ สินค้าราคาพิเศษ  พร้อมลุ้นรับโชคสร้อยคอทองคำทุกวัน



สำหรับการจัดงานในปีนี้ คาดว่าจะมียอดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางกรมการพัฒนาชุมชนได้จัดงานในรูปแบบวิถีใหม่ New Normal มีการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจในการมาเที่ยวชมงาน จึงอยากชวนพี่น้องคนไทยมาช่วยกันอุดหนุนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิตผู้ประกอบการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป


คนไทยชอบทานไข่ไก่เคจฟรีมากขึ้น กรมปศุสัตว์-ซีพีเอฟ ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าปศุสัตว์ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์



ซีพีเอฟขยายช่องทางให้ผู้บริโภคคนไทยเข้าถึงไข่ไก่เคจฟรี CP Selection Cage Free Egg ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดีมากขึ้น ทั้งที่ ร้านซีพี เฟรชมาร์ท 7-Eleven ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ริมปิง จ.เชียงใหม่ และเป็นผลิตภัณฑ์ไข่ไก่เคจฟรีที่ได้วางจำหน่ายของห้างดองกิ ดองกิ ในเร็วๆ นี้จะมีวางจำหน่ายใน The Mall ฟู้ดส์แลนด์ วิลล่ามาร์เก็ต แม็กซ์แวลู โกลเด้นเพลส อีกด้วย นอกจากนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีมากของผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น นอกจากจะเป็นที่ต้องการของธุรกิจอาหารทั้งโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ร้านชาบูชาบู โมโม พาราไดซ์ ร้าน TO TO Sama ตลอดจน ร้านเจ๊ไฝ สตรีทฟู้ดชื่อดัง  

จากแนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ที่คำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงและกระบวนการผลิตไข่ไก่เพื่อสุขภาพ แบบไม่ใช้กรง หรือ เคจฟรี นำไปสู่การยกระดับศักยภาพการเลี้ยงไก่ไข่ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ตอบสนองความต้องการในการบริโภคอาหารคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค  

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า เพื่อพัฒนามาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ไทยที่คำนึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ตามหลักสากล กรมปศุสัตว์ ได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่วังสมบูรณ์ จ.สระบุรี เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด ของซีพีเอฟ นำไปปรับเป็นข้อกำหนดมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์สากล เพื่อนำไปถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจนำไปใช้ เพื่อพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้าปศุสัตว์ต่อไป


      “การเยี่ยมชมฟาร์มไก่ไข่เคจฟรีของกรมปศุสัตว์ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของรัฐ-เอกชนช่วยกันพัฒนาแนวทางการผลิตไข่ไก่เคจฟรีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรไทย เป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องตามความต้องการของตลาดโลกในอนาคต และช่วยยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภคคนไทย” นายสมคิดกล่าว

      ซีพีเอฟ ได้พัฒนา ฟาร์มวังสมบูรณ์ ขึ้นตั้งแต่ปี 2561  ให้เป็นฟาร์มต้นแบบเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด หรือ แบบไม่ใช้กรง ยึดตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป แม่ไก่ไข่สามารถดำรงชีวิตแบบอิสระบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแม่ไก่ 7 ตัว ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่แม่ไก่ 9 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จัดสภาพแวดล้อมให้ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดสำหรับวางไข่ และแม่ไก่มีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันเอง ส่งผลให้แม่ไก่ไข่มีสุขภาพดีและมีอารมณ์ดี  มีความสุขสบาย แข็งแรง ที่สำคัญไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง 



      ซีพีเอฟ ได้พัฒนาฟาร์มวังสมบูรณ์ ขึ้นตั้งแต่ปี 2561  ให้เป็นฟาร์มต้นแบบเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด หรือ แบบไม่ใช้กรง ยึดตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป แม่ไก่ไข่สามารถดำรงชีวิตแบบอิสระบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแม่ไก่ 7 ตัว ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่แม่ไก่ 9 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จัดสภาพแวดล้อมให้ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดสำหรับวางไข่ และแม่ไก่มีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันเอง ส่งผลให้แม่ไก่ไข่มีสุขภาพดีและมีอารมณ์ดี  มีความสุขสบาย แข็งแรง ที่สำคัญไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง 


          ฟาร์มวังสมบูรณ์ ยังควบคุมการผลิตด้วยคอมพิวเตอร์ ใช้สายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ของแม่ไก่ไปยังห้องเก็บไข่โดยอัตโนมัติ มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming  ขณะเดียวกัน การเลือกใช้แม่ไก่ไข่สายพันธุ์พิเศษ F100ของ CPF รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารผลิตจากธัญพืช 100% ช่วยให้ไก่ที่มีสุขภาพพื้นฐานดี สามารถเติบโตตามศักยภาพของพันธุกรรมธรรมชาติ ส่งผลให้ไข่ไก่เคจฟรีมีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ตอกย้ำความใส่ใจถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ที่รับผิดชอบต่อสัตว์ เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

          ซีพีเอฟ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเลี้ยงสัตว์และการผลิตอาหารด้วยความรับผิดชอบ   (Responsible Farming and Food Production)  มีการพัฒนาและยกระดับการเลี้ยงสัตว์ตามแนวปฏิบัติสวัสดิภาพสัตว์สากลภายใต้ “หลักอิสระ 5 ประการ” หรือ Five Freedoms อย่างต่อเนื่องทั้งในฟาร์มไก่เนื้อ หมู กุ้ง และไก่ไข่ เพื่อยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ และความปลอดภัยด้านอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล


คนเลี้ยงหมูชวนซื้อหมูถูกทั่วไทย



น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับสนับสนุน มาตรการดูแลค่าครองชีพแก่ประชาชาชน ของกระทรวงพาณิชย์ ด้วยการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละไม่เกิน 94-95 บาท และราคาหมูขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังนำร่องจำหน่ายหมูในกิจกรรม เนื้อหมู..สู้โควิดนำร่องที่จังหวัดชลบุรี และขยายความสำเร็จไปยังพื้นที่ภาคใต้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนที่มาซื้อหาเนื้อหมูปลอดภัยจากฟาร์มส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ห้างโมเดิร์นเทรด หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และตลาดสดต่างๆ ยังได้ร่วมโครงการ พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนจำหน่ายหมูสดลดแรงราคาพิเศษกิโลกรัมละ 130 บาท อย่างต่อเนื่อง


ขณะนี้มีหมูราคาถูกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อหลากหลายช่องทาง ทั้งตลาดสดที่ติดป้ายสัญลักษณ์พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งแม็คโคร, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์, ท็อปส์, แม๊กซ์ แวลู รวมถึงห้างซุปเปอร์ชีป ในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ตลอดจนกิจกรรม เนื้อหมู..สู้โควิดที่คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศจะร่วมกันจัดพร้อมกันทั่วไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าทั้งกิจกรรมขายหมูช่วยค่าครองชีพ และการที่กลุ่มผู้เลี้ยงร่วมมือกับภาครัฐ ตรึงราคาหมูเป็นไม่เกิน 80 บาท จะส่งผลให้ราคาหมูหน้าเขียงจำหน่ายในราคาไม่เกิน 150-160 บาท ทำให้สถานการณ์ราคาหมูกลับมาปกติ และช่วยลดความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีน.สพ.วิวัฒน์ กล่าว


สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...