วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สวทช. หนุน “ทรอปิก้า คิงส์” ต่อยอดธุรกิจด้วย Startup Voucher แปรรูปสินค้าเกษตรไทย สู่นวัตกรรม “มะม่วงน้ำดอกไม้พร้อมปั่นแบบซอง”



สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์แบรนด์ Tropica King (ทรอปิก้า คิงส์) ในโครงการ Startup Voucher (โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรม) ประจำปี 2561 ช่วยต่อยอดธุรกิจด้านการตลาด เพิ่มโอกาสเข้าถึงและขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบริการของหน่วยงานต่างๆ ผู้ประกอบการชี้ ธุรกิจนวัตกรรมนี้มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ที่สินค้าล้นตลาดหรือขายไม่ทันช่วง COVID-19 เป็น มะม่วงน้ำดอกไม้พร้อมปั่นแบบซองนวัตกรรมคนไทย 100%


นายสุรวิชญ์ ทิพยารมณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลพาร์ทเนอร์อินเตอร์ฟู้ด จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ หรือ Startup Voucher ประจำปี 2561 ของ สวทช. ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ภายใต้แบรนด์ Tropica King (ทรอปิก้า คิงส์) ได้นำเทคโนโลยีการแปรรูปใหม่ๆ เข้าไปประยุกต์ใช้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทำให้สามารถกระจายสินค้าไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้หลากหลาย และได้รับการตอบรับที่ดี แต่เดิมบริษัทฯ มีเฉพาะผลิตภัณฑ์ท็อปปิ้งมะม่วงน้ำดอกไม้พร้อมใช้บรรจุกระป๋องเท่านั้น แล้วได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์เป็น มะม่วงน้ำดอกไม้พร้อมปั่นแบบซอง ที่เพียงแค่ฉีกซองปั่นกับน้ำแข็ง สามารถเสิร์ฟเป็นเมนูสมูทตี้มะม่วงน้ำดอกไม้ได้ทันที ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร โรงแรม หรือธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส ทำให้ลูกค้ามีเมนูมะม่วงปั่นไว้เสิร์ฟตลอดปี ใช้งานง่าย สะดวก ไม่ต้องแช่เย็น ยืดอายุเก็บรักษาได้นาน 4 เดือน ช่วยแก้ปัญหามะม่วงสดเน่าเสียหายได้เป็นอย่างดี


โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้ไทยและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 บริษัทฯ ได้ช่วยรับซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สดจากเกษตรกรมากกว่า 20 ตันเข้ามาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม ยืดอายุ ทำให้เกษตรกรเพิ่มโอกาสการขายมะม่วงได้มากกว่าการขายแบบผลสด นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน ยังส่งผลกระทบในด้านอุปสงค์ของตลาดกลุ่มเป้าหมายที่ลดลงอย่างกะทันหันทั้งในและต่างประเทศ ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับแผนระยะสั้นและระยะกลางเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ผลไม้ไทยพร้อมปั่นเพื่อมุ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศ ระหว่างที่รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่แผนระยะยาวที่บริษัทฯ ตั้งใจไว้ คือการนำผลิตภัณฑ์ผลไม้ไทยแปรรูปภายใต้แบรนด์ Tropica King ไปสร้างชื่อเสียงให้กับผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทยต่อไป สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของบริษัท สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์ https://www.tropicaking.com/
นายสุรวิชญ์ กล่าวต่อว่า โครงการ Startup Voucher ของ สวทช. เป็นโครงการจากภาครัฐที่มีประโยชน์ และช่วยส่งเสริมได้ตรงจุดในแง่ของการเร่งการเติบโตให้กับธุรกิจเกิดใหม่ หรือ Startup ให้เติบโตรอดพ้นจากช่วงเริ่มต้นกิจการ ที่ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของธุรกิจ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การสื่อสาร และช่วยต่อยอดให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำในเรื่องการบริหารแผนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารงบประมาณ การตลาด และการช่วยเหลือในเรื่องการจัดหาช่องทางการขายใหม่ ๆ เช่น พาไปออกงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารในงาน THAIFEX เป็นต้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น


ทั้งนี้ โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher) เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ของ สวทช. ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน เพื่อมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการหรือธุรกิจที่มีลักษณะใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในกระบวนการผลิตหรือให้บริการ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หรือบริการออกสู่ตลาดและมียอดขายแล้ว และมีศักยภาพในการเติบโต รวมถึงมีแผนกิจกรรมและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและแผนรายได้ที่มีความสอดคล้องและมีความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 8 เดือน ตลอดจนมีความพร้อมของบุคลากรที่จะดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการ โดยโครงการจะสนับสนุนในรูปแบบเงินทุนด้านการตลาดในอัตราร้อยละ 75 ของมูลค่าโครงการ (ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ไม่เกิน 800,000 บาท ต่อโครงการต่อราย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและขยายตลาดได้ รวมถึงมีโอกาสรับบริการของหน่วยงานต่างๆ อาทิ การศึกษาตลาด การพาออกตลาดทั้งในและต่างประเทศ การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ การจ้างงานพัฒนาเทคโนโลยี และการทำเนื้อหาการประชาสัมพันธ์การตลาด เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“ เฉลิมชัย” รมว.เกษตร ปันน้ำใจ แจกถุงยังชีพ ช่วย ปชช. ช่วง Covid-19


         ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์  ถนนกาญจนาภิเษก  เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกข้าวกล่อง ถุงยังชีพ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ จำนวน 800 ชุด ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวใต้และประชาชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง


         นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันนี้ผม และพลตำรวจเอกสุนทร ซ้ายขวัญ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย สมาคมชาวปักษ์ใต้ ชมรมจิตอาสาชาวใต้และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านมาร่วมกันบรรจุและแจกจ่าย อาหาร เจลแอลกอฮอร์ และถุงยังชีพที่มีของใช้ที่จำเป็น มามอบให้กับประชาชนพี่น้องชาวใต้ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งทุกคนได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ Covid-19 ซึ่งในเวลานี้ถือว่าประเทศไทยอยู่ในวิกฤตโรคระบาด และได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เช่น ถูกสั่งพักงาน ถูกหักเงิน โดนเลิกจ้าง ค้าขายไม่ได้กำไรเพียงพอต่อการใช้จ่าย เป็นต้น ภายในถุงยังชีพจะบรรจุสิ่งของอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ของประชาชน อาทิ ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำดื่ม ไข่ไก่ เจลแอลกอฮอล์และข้าวกล่อง ผมจึงคิดว่าการช่วยเหลือกันโดยการบริจาคเช่นนี้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือไม่มากก็น้อยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ครั้งนี้เราแจกกันเป็นครั้งที่ 8 และตั้งใจไว้ว่าจะดำเนินการแจกอาหารให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ถนนกาญจนาภิเษก เขตทวีวัฒนา แห่งนี้จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะดีขึ้น

เกษตรเพชรบุรี จับมือเอกชน จัดโครงการ“ตู้ปันรักปลูกผักกินกัน” แจกเมล็ดพันธุ์ผักสู่ชุมชน


         เกษตรเพชรบุรีร่วมกับ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดตั้ง “ตู้ปันรักปลูกผักกินกัน” เพื่อแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ผักแก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไปปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในครัวเรือน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ผัก เพื่อกระจายพันธุ์พืชสู่ชุมชน


         นายชาญณรงค์  พวงสั้น  เกษตรจังหวัดเพชรบุรี  เปิดเผยว่า  ในสถานการณ์ที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทย ทำให้ประชาชนขาดรายได้ มีความยุ่งยากในการดำรงชีวิต รวมทั้ง ค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ประชาชนประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย  ซึ่งการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานในครัวเรือน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวมีรายได้เสริม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวในภาวะวิกฤต ให้มีพืชอาหารบริโภค สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง  ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จึงจัดทำโครงการตู้ปันรักปลูกผักกินกัน และกำหนดจัดพิธีเปิดตัวกิจกรรมโครงการ ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ณ ตลาดเกษตรกรข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ผักและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่นๆ แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไปปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในครัวเรือน  เพื่อลดรายจ่ายหากเหลือกินแล้วก็สามารถนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว  และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ผักซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการกระจายพันธุ์พืชสู่ชุมชน และสร้างความรักความสามัคคีกันภายในชุมชน  ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ตั้งเป้าหมายจัดตั้งตู้ปันรักปลูกผักกินกัน ในพื้นที่ดำเนินการ  จำนวน 10 แห่ง  ได้แก่  ตลาดเกษตรกรข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  จำนวน 1 แห่ง  หน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 1 แห่ง  และหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ จำนวน 8 แห่ง
        เกษตรจังหวัดเพชรบุรี  กล่าวเพิ่มเติมว่า  อยากเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปหันมาปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคเองในครัวเรือน เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย ได้แก่ 1) ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาประกอบอาหารประจำวัน 2) ครอบครัวได้รับประทานผักที่มีคุณค่าทางอาหารและปลอดภัยจากสารเคมี 3) ใช้พื้นที่ส่วนว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ 4) สามารถใช้ประดับตกแต่งบริเวณบ้าน เช่น การจัดสวนผักสวนครัว การปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ การนำผักสวนครัวที่ปลูกในกระถางแบบแขวนและห้อยมาตกแต่งบริเวณบ้าน เกิดคุณค่าทางจิตใจมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ลำพูน เดินหน้ามาตรการช่วยสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร หลุดพ้นวิกฤติโควิด-19



จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยนายทะเบียนสหกรณ์ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ให้มีมาตรการในการช่วยเหลือสมาชิกและสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 2 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 การให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภาระหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ มาตรการที่ 2 การให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนภาระหนี้สินของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร


ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ให้เป็นไปตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านหนี้สินและการปรับโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์  เพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ มีเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกกู้ยืมไปประกอบอาชีพและจัดหาสินค้ามาจำหน่ายบริการแก่สมาชิก สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว สะดวกและรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยดูแลความเดือดร้อนเรื่องหนี้สินให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19   
นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน กล่าวว่า มาตรการที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน ดำเนินการ คือ การผ่อนผันการชำระหนี้ของสมาชิก ได้แก่ 1.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ระยะเวลา 6-8 เดือน  จำนวน 9 แห่ง  สมาชิก 14,355 ราย รวมวงเงินกู้ 1,250.25 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยลดลง ร้อยละ 0.10-2.00 บาท 2.การผ่อนผันการชำระหนี้ (หยุดชำระเงินต้นชั่วคราว/จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยปกติ) ระยะเวลา 3-6 เดือน จำนวน 5 แห่ง  สมาชิก 2,237 ราย รวมวงเงินกู้ 3,887.39 ล้านบาท เงินต้นที่หยุดชำระต่องวด 11.72 ล้านบาท 3.การขยายเวลาการชำระหนี้ (กรณี ชำระหนี้เป็นงวดปี) ระยะเวลา 3-6 เดือน จำนวน 2 แห่ง  สมาชิก 3,275 ราย จำนวนเงินที่ได้รับ 4.การขยายเวลาชำระหนี้ 875.69 ล้านบาท การปรับโครงสร้างหนี้ (กรณีมีภาระหนี้หนัก/ขอขยายงวดชำระหนี้)  จำนวน 2 แห่ง  สมาชิก 376 ราย และ5.การงดคิด/ลดค่าปรับค้างชำระ ระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 2 แห่ง สมาชิก 1,806 ราย จำนวนเงินที่งดค่าปรับค้างชำระ 2.81 ล้านบาท


การถือหุ้นของสมาชิก โดยปรับลดและงดส่งค่าหุ้นรายเดือน จำนวน 7 แห่ง สมาชิก 7,292 ราย จำนวนเงินที่ส่งค่าหุ้นรายเดือนลดลง 6.15 ล้านบาท ยกเว้นถือหุ้นตามส่วนแห่งเงินกู้ จำนวน 3 แห่ง สมาชิก 4,546 ราย จำนวนเงินที่งดหักค่าหุ้นตามส่วนเงินกู้ 9.71 ล้านบาท ขณะที่การดำเนินการตามมาตรการ การให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนภาระหนี้สินของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 1 แห่ง ต้นเงินกู้ 2.09 ล้านบาท และส่วนที่ 2 สหกรณ์ที่เป็นลูกหนี้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) โดยการขยายเวลาชำระหนี้ เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็น 30 ตุลาคม 2563 จำนวน 3 แห่ง ต้นเงินกู้  4.10 ล้านบาท  และขยายเวลาชำระหนี้ เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็น 28 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 1 แห่ง ต้นเงินกู้ 600,000 บาท
ทั้งนี้ ขบวนการสหกรณ์จังหวัดลำพูน ยังร่วมใจช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนแก่สมาชิกและประชาชน โดยให้แจกหน้ากากอนามัย จำนวน 6,936 ชิ้น มูลค่า 93,150 บาท เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ จำนวน 939 ชิ้น มูลค่า 104,062 บาท เครื่องอุปโภค-บริโภค จำนวน 2,647 ชิ้น มูลค่า 614,908 บาท และบริจาคในส่วนของทุนสาธารณประโยชน์ รวม 812,120 บาท

ปลัดกระทรวงเกษตร ย้ำ ทุกขั้นตอนเยียวยาเกษตรกรโปร่งใส ข้าราชการไม่ควรได้รับการเยียวยาในส่วนนี้



กระทรวงเกษตรฯ ยืนยัน ทุกขั้นตอนเยียวยาเกษตรกรโปร่งใส ยันดำเนินการตามมติ ครม.และหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีกรอบเยียวยาไม่เกิน 10 ล้านราย รายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม 2563 โดยจ่ายเงินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งตามมติของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้กำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบเกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ให้มีความถูกต้องครบถ้วน รวมถึงต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มเป้าหมายตามมาตรการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการ และผู้ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้ความช่วยเหลือภายใต้มาตราการต่าง ๆ ของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของการลงทะเบียนรับการช่วยเหลือเยียวยานั้น มีเกษตรกรกลุ่มแรกที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 8.33 ล้านราย แต่ภายหลังจากการตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับทะเบียนฐานประกันสังคม โครงการเราไม่ทิ้งกัน และทะเบียนข้าราชการบำนาญ ทำให้คงเหลือเกษตรกรที่มีคุณสมบัติได้รับเงินเยียวยา จำนวน 7.77 ล้านราย โดยการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในครั้งที่ 1 ธ.ก.ส. ได้โอนเงินช่วยเหลือเกษตรกร ระหว่างวันที่ 15 - 21 พฤษภาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 3.22 ล้านราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,114.76 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนเงินจนครบจำนวนเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย


            นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการรับขึ้นทะเบียนตามที่หน่วยงานกำหนด และนำมาคัดกรองความซ้ำซ้อนกับผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ประชาชน และตรวจสอบกับผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการบำนาญ และระบบประกันสังคม และเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรครั้งที่ 2 ให้กับ ธ.ก.ส. จำนวน 3.43 ล้านราย เพื่อดำเนินการจ่ายเงิน โดยคาดว่า ธ.ก.ส. จะสามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรในระหว่างวันที่ 22 – 29 พฤษภาคม นี้
            สำหรับในครั้งที่ 3 กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งข้อมูลเกษตรกร จำนวน 0.70 ล้านราย ให้กระทรวงการคลังเพื่อให้ คัดกรองและตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ประชาชน และตรวจสอบกับผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการบำนาญ และระบบประกันสังคม และยังมีเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมจำนวนประมาณ 1.6 ล้านราย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้รวบรวมและส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลัง ต่อไป
            ในส่วนของเกษตรกรที่อยู่ระหว่างปรับปรุงและตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง จึงยังไม่สามารถเริ่มต้นการเพาะปลูกในฤดูการผลิต 2563/2564 ได้ ซึ่งได้กำหนดสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และจะส่งให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและคัดกรอง เพื่อจะได้จ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน โดยจะขออนุมัติเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงงวดเดียว รายละ 15,000 บาท ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2563 โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรรายใหม่ จำนวนประมาณ 120,000 ราย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะตรวจแปลงดำเนินการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนระหว่างเดือนมิถุนายน กรกฎาคม 2563
            สำหรับในส่วนของข้าราชการที่อยู่ในทะเบียนเกษตรกรด้วย กระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนว่า ข้าราชการไม่ควรได้รับการเยียวยาในส่วนนี้ โดยจะต้องมีการซักซ้อมทำความเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติ และความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง และคาดว่าจะมีการนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ต่อไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกท่านเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทันตามกำหนดเวลา ภายใต้มาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่ซ้ำซ้อนเพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง ครบถ้วนที่สุด และเป็นไปตามมติ ครม.อย่างเคร่งครัดต่อไปนายอนันต์ กล่าว

กรมวิชาการเกษตร ชู 2 ปุ๋ยชีวภาพตัวท็อป ช่วยสลายฟอสฟอรัสในดินส่งต่อพืช เพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ต้านโรค ทนแล้ง



กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วย 2 ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซาและละลายฟอสเฟต ตัวช่วยสลายฟอสฟอรัสธาตุอาหารสำคัญของพืชที่ถูกตรึงอยู่ในดินออกมาให้พืชใช้ประโยชน์อีกครั้ง ช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต แถมเป็นวัคซีนต้านโรครากเน่า ทนแล้ง ลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมี  สุดคุ้มใส่เพียงครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดชีวิตพืช  ชงใช้ 2 ปุ๋ยร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพคูณ 2 ทำงานเสริมกันทั้งในรากและนอกราก


นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปุ๋ยชีวภาพเป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์มีชีวิตที่สามารถสร้างและให้ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช ปุ๋ยชีวภาพจึงเป็นปุ๋ยทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้ช่วยทดแทนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตรได้ค้นพบไมโคไรซาซึ่งเป็นเชื้อราในดินกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรากพืชและเจริญเข้าไปในราก โดยอยู่ร่วมกับรากพืชในรูปแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยพืชจะให้อาหารประเภทน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์แสงแก่ไมโคไรซ่า  ซึ่งเซลล์ของรากพืชและเชื้อราไมโคไรซ่าจะสามารถถ่ายทอดอาหารซึ่งกันและกันได้   โดยเส้นใยของราไมโคไรซ่าที่เจริญห่อหุ้มรากจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากพืชให้สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตในดินส่งต่อให้พืช โดยเฉพาะธาตุอาหารที่สลายตัวยากหรืออยู่ในรูปที่ถูกตรึงไว้ในดินส่งต่อให้กับพืชโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสที่มักถูกตรึงไว้ในดิน  


จากคุณสมบัติของเชื้อราไมโคไรซ่าดังกล่าวกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพเพื่อส่งต่อให้เกษตรกรได้นำไปใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพและผลผลิต   พืชเจริญเติบโตและทนแล้งได้ดี   รวมทั้งยังทนทานต่อโรครากเน่าหรือโคนเน่าที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา  เนื่องจากราไมโคไรซ่าที่เข้าไปอาศัยอยู่ในรากพืชจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราที่เป็นสาเหตุโรครากเน่าเข้าสู่รากพืชได้   และยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ครึ่งหนึ่งของอัตราการใช้ปุ๋ยปกติ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า แม้ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าจะมีคุณสมบัติที่ช่วยดูดธาตุอาหารที่สลายตัวได้ยากหรือถูกตรึงอยู่ในดินส่งต่อให้พืชได้นำไปใช้ประโยชน์แล้วก็ตาม   แต่ถ้าหากใช้ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยละลายธาตุฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงอยู่ในดินร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพืชมากขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์กลุ่มนี้มีประโยชน์ในการละลายฟอสเฟตออกมาใช้งานเช่นกัน โดยใส่ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตให้บางชุดดินที่วิเคราะห์แล้วพบว่ามีปริมาณฟอสฟอรัสในดินสูง  ซึ่งจุลินทรีย์ที่ใส่เติมลงไปจะไปละลายฟอสฟอรัสที่ถูกยึดตรึงอยู่ในดินออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอีกครั้ง  และยังมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารช่วยในการเจริญเติบโตของพืช  ช่วยให้พืชได้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นส่งเสริมต่อการเจริญเติบโตของพืช


ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารหลักของพืช  ในดินที่ใช้ทำการเกษตรส่วนใหญ่จะมีฟอสฟอรัสสำรองอยู่ในดินปริมาณมากอยู่แล้ว   ซึ่งเกิดจากการที่เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีให้กับพืชระหว่างการเพาะปลูกแต่พืชสามารถดูดไปใช้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  โดยส่วนใหญ่จะเหลือตกค้างอยู่ในดินโดยถูกดินยึดตรึงเอาไว้  จึงทำให้เกิดการสะสมของฟอสฟอรัสในดิน  แต่ฟอสฟอรัสในดินส่วนใหญ่ประมาณ 95-99 เปอร์เซ็นต์อยู่ในรูปที่ไม่ละลายพืชจึงนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ การขาดฟอสฟอรัสในดินจึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก


ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซาเป็นเชื้อราในดินที่จะเข้าไปอยู่ในรากของต้นไม้  เป็นกลุ่มที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัส  มีความสำคัญต่อการแตกราก  ช่วยเพิ่มปริมาณรากให้กับต้นไม้ได้ดี  ถ้าขาดฟอสฟอรัสต้นไม้จะแคระแกร็น ส่งผลต่อการติดดอกออกผล ส่วนปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตมีจุลินทรีย์ที่สามารถละลายฟอสเฟตที่มีอยู่ในดินบางรูปที่พืชใช้ไม่ได้ให้ละลายออกมาเป็นประโยชน์แก่พืช  ช่วยให้พืชได้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น  โดยปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตจะทำงานอยู่นอกรากพืช   ในขณะที่ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าจะทำงานอยู่ในรากพืช  ดังนั้นหากใช้ร่วมกันจะช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารฟอสฟอรัสซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิตเพราะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง และการใส่ปุ๋ยชีวภาพเพียงครั้งเดียวสามารถทำงานอยู่ได้จนตลอดชีวิตของพืช  เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน  กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  0-2579-7522-3อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

นักวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจ HybridSure ตรวจสอบความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ลูกผสม หวังเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปต่างประเทศ



สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาชุดตรวจ HybridSure (ไฮบริดชัวร์) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายดีเอ็นเอแบบลําดับเบสเดี่ยว (Single Nucleotide Polymorphism; SNP) หรือ สนิป เพื่อทดสอบเอกลักษณ์พันธุ์พืช ทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสายพันธุ์ลูกผสมได้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเมล็ดพันธุ์ เมื่อมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม (F1 hybrid seeds) ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศที่เหมาะสม ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีทักษะความชำนาญด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ได้มีการเจริญเติบโตอย่างมาก ดังนั้น การทดสอบเอกลักษณ์ของเมล็ดพันธุ์พืช จึงมีความจำเป็นต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาขาย



ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การทดสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ด้วยเทคนิคการใช้เครื่องหมายโมเลกุลสนิป กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากในจีโนมพืชมีเครื่องหมายโมเลกุลสนิปอยู่เป็นจำนวนมาก การตรวจความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ด้วยเครื่องหมายโมเลกุลสนิปทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมมาก โดยตั้งใจว่าในเบื้องต้นจะทำชุดตรวจ HybridSure (ไฮบริดชัวร์) ในพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่ พริก แตงกวา แตงโม เมล่อน และมะเขือเทศ เพื่อให้สามารถแยกความเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสายพันธุ์ได้ ตอบสนองความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์



การทดสอบเอกลักษณ์ของเมล็ดพันธุ์พืชทำได้โดยนำตัวอย่างสายพันธุ์พ่อและสายพันธุ์แม่ที่ใช้ในการผลิตลูกผสมมาวิเคราะห์ลําดับนิวคลีโอไทด์ของจีโนมิกดีเอ็นเอของตัวอย่างแต่ละพันธุ์ และค้นหาตําแหน่งของสนิปที่ครอบคลุมทั้งจีโนมโดยใช้วิธี genotyping-by-sequencing (GBS) ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถค้นหาและจีโนไทป์ได้ครั้งละหลายพันเครื่องหมาย สามารถแยกความเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสายพันธุ์ได้ และสามารถนำมาใช้ในการยืนยันความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ได้ เมื่อได้ตําแหน่งของสนิปที่มีความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์พ่อและแม่แล้ว จึงนำไปทดสอบกับของตัวอย่างลูกผสม โดยใช้เทคนิค MassARRAY® System ทำให้สามารถตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ที่อาจมีการปนเปื้อนจากเมล็ดที่ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้ นอกจากนี้ ในการตรวจประเมินความบริสุทธิ์ ตั้งแต่การสกัดดีเอ็นเอไปจนถึงการวิเคราะห์ผลใช้เวลาไม่ถึง 1 วัน ซึ่งมีความรวดเร็วกว่าวิธีดั้งเดิมที่ใช้เวลา 6 - 12 เดือน และมีความแม่นยำที่สูงมาก นับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ให้มีความถูกต้องแม่นยำได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดในปัจจุบันดร.วิรัลดา ภูตะคาม กล่าว


ทั้งนี้ ชุดตรวจ HybridSure ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการนำเสนอผลงานในโครงการ Leaders in Innovation Fellowships Programme (LIF) ประจำปี 2562 สนับสนุนโดย Newton Fund และ The Royal Academy of Engineering (RAEng) ประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อสนับสนุนการสร้างศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักวิจัยของประเทศไทยและสนับสนุนให้ผลงานวิจัยเกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และได้รับรางวัล The Most Fundable Innovation Award ในงาน The Asia Innovates Summit 2019 จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย


วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

กรมส่งเสริมการเกษตรชี้เป้าแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพภาคตะวันออกพร้อมเชิญชวนบริโภคในประเทศ

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2563 ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ได้แก่ ทุเรียนมีผลผลิต 550,035 ตัน มังคุด 212,345 ตัน เงาะ 210,637 ตัน และลองกอง 22,484 ตัน ปริมาณรวมทั้งสิ้น 995,501 ตัน โดยผลผลิตทุกชนิดเพิ่มขึ้นจาก ปี 2562 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล และราคาดีจูงใจให้เกษตรกรบำรุงดูแลรักษาผลผลิตดีขึ้น ขณะนี้ผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เก็บเกี่ยวแล้ว 598,246 ตัน คิดเป็นร้อยละ 60.09 คงเหลือผลไม้ที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 397,255 ตัน หรือร้อยละ 39.91 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 พ.ค. 2563) โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ มักกระจุกตัว (Peak) ในช่วงเดือนพฤษภาคม สำหรับราคาจำหน่ายผลไม้ ราคาเฉลี่ย 3 จังหวัด ทุเรียน แบ่งเป็น ทุเรียนหมอนทองเกรดส่งออก ราคา 104.33 บาท/กก. หมอนทองคละ 90 บาท/กก. และชะนีคละ 45 บาท/กก. เงาะ แบ่งเป็น เงาะ (คละ) 20.67 บาท/กก. มังคุด แบ่งเป็น มังคุดส่งออก เกรด A 61 บาท/กก. เกรด B 50 บาท/กก. มังคุดคละ 57 บาท/กก. และตกเกรด 25.67 บาท/กก. ลองกอง แบ่งเป็น ช่อเกรด A 40 บาท/กก. ช่อเกรด B 32.50 บาท/กก. ลองกองคละ 30 บาท/กก.


  นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้จัดกิจกรรม “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้อุดหนุนผลไม้ในประเทศ และส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ไทยเกรด Premium ในราคายุติธรรมตามฤดูกาล เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด โดยเปิดรับพรีออเดอร์สั่งจองผลไม้ล่วงหน้า พร้อมทั้งชี้เป้าแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพดีภาคตะวันออก 3 จังหวัดของเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ Young Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ดังนี้
  ระยอง ได้แก่ สวนลุงอั๋น 44/2 ม.1 ต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง โทร.094-4853167, สวนคุณน้อย เลขที่ 35 ถ.เจริญสุข ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง โทร.081-9404384, สวนธรรมเจริญ 2/5 ม. 4 ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง โทร.086-0998638, สวนผู้ใหญ่สมควร 57 ม.3 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง โทร.081-7619497, สวนคุณประยูร 48 ม.3 ต.ชากโดน อ.แกลง จ.ระยอง โทร.088-2318413, สวนพรประเสริฐ 141/3 ม.1 ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง โทร.092-2956651, สวนประสมทรัพย์ 108/7 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โทร.081-3773056 และสวนนิมิต 74/9 ม.4 ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง โทร.094-4844175
  จันทบุรี ได้แก่ สวนบีบี (ทุเรียนน้ำกร่อย) ม.14 ต.นายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี โทร.062-4391687, สวนกฤษฎา รูปใหญ่ ม.5 ต.พลับพลา อ.เมือง จ.จันทบุรี โทร.089-9828467, สวนลูกหมู ม.5 ต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี โทร.089-5085342, สวนสิงห์ท่าเมือง ม.3 ต.ท่าหลวง อ.มะขาม จ.จันทบุรี โทร.086-0779627, สวนคุณติ๋ม ม.7 ต.กระแจะ อ.นายายอาม จ.จันทบุรี โทร.089-5055077, สวนนักรบ ม.3 ต.จันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี โทร.065-9239954, สวนผู้ใหญ่บอม ม.2 ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี โทร.087-4463388, สวนพรรณมนี ม.6 ต.วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี โทร.089-5085342, สวนชญานิศ สุคนธจร ม.1 ต.ฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี โทร.092-4366641 และ P.J Fruit ผลไม้ติด Q ม.2 ต.พลับพลา อ.เมือง จ.จันทบุรี โทร.084-1175352


ตราด เป็นสวนของ Young Smart Farmer ได้แก่ สวนอิสระ ศรีนาราง โทร.099-6192321, สวนรังสิมา ศรีนาราง โทร.062-5599363, สวนบัณฑิต กุลพฤกษ์ โทร.089-0986075, สวนชัชฏาวรรณ์ โชติช่วง โทร.084-5434243, สวนดารารัตน์ นิยมรัตนา โทร.086-4642214, สวนเฉลิมพล ทัศมากร ทุเรียนเกาะช้าง จ.ตราด โทร.086-0226346 และสวนจักรพรรดิ บรรจง โทร.086-3458461


  “กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้สนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทั้ง Smart Farmer และ Young Smart Farmer นำผลไม้จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แก่ Thailand postmart ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, Lazada, Shopee, www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพดีของภาคตะวันออกในช่วงนี้ตามแหล่งผลิตดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย เงินทองไม่รั่วไหล และถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง

กรมประมง ปล่อยเรือ “ทรัพย์ดาวประมง 5” ออกทำประมงพื้นที่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA)


นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง และคณะลงพื้นที่ร่วมปล่อยเรือทรัพย์ดาวประมง 5 ณ ท่าเทียบเรือประมงบ้านทรัพย์ดาว ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 103 วัน ในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรอบความตกลงว่าด้วยการทำประมงในพื้นที่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA) หลังดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมประมงส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยให้สามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในวันนี้ (20 พฤษภาคม) กรมประมงได้มีการปล่อยเรือประมงออกทำประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย จำนวน 1 ลำ ได้แก่ เรือทรัพย์ดาวประมง 5 ซึ่งเป็นเรือกลประมงทะเลลึกมีขนาด 257.95 ตันกรอส ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนลากและเบ็ดมือ จัดเป็น 1 ในเรือประมงนอกน่านน้ำจำนวน 6 ลำที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ SIOFA ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้อนุญาตให้เรือมณีเงิน 5 และเรือโชคเพิ่มสิน 1 ออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำและขณะนี้เดินทางกลับมาที่ท่าประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยเรือทรัพย์ดาวประมง 5  มีกำหนดแจ้งออกไปทำการประมงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 และคาดว่าจะแจ้งเข้าในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 รวมระยะเวลาการออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำไทยประมาณ 103 วัน 
ในด้านมาตรการควบคุมเรือประมงนอกน่านน้ำ กรมประมงในฐานะรัฐเจ้าของธงมีการกำหนดมาตรการติดตาม ควบคุม เฝ้าระวังพฤติกรรมการเดินเรือและพฤติกรรมการทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการควบคุมกระบวนการตั้งแต่เรือแจ้งออกจากท่าเทียบเรือ ในขณะทำการประมงและการขนถ่ายกลางทะเล จนกระทั่งการแจ้งกลับเข้าท่าและขึ้นสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือของไทยให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบการทำประมงภายใต้องค์กรการจัดการประมงระดับภูมิภาค หรือรัฐชายฝั่งอื่น เพื่อป้องกันการทำประมง IUU โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง Vessel Monitoring System (VMS) ระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Monitoring (EM) หรือกล้องวงจรปิด และระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Reporting System (ERS)


นอกจากนี้กรมประมงยังได้จัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือร่วมออกเดินทางไปกับเรือเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตั้งแต่ออกเดินทางจากไทย จนกระทั่งกลับไทยซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตการณ์พฤติกรรมการทำประมงของเรือนอกน่านน้ำ  ให้เป็นไปตามกฎหมายซึ่งเป็นช่องทางในการป้องกันปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สามารถรายงานข้อมูลการทำการประมง การขนถ่ายสัตว์น้ำ การติดตามกิจกรรมต่างๆ ของเรือได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ หากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัยกรมประมงสามารถตรวจสอบติดตามโดยศูนย์ติดตามและควบคุมเรือประมง (Fisheries Monitoring Center-FMC) เพื่อตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการตรวจสอบเรือทรัพย์ดาวประมง 5 ที่แจ้งออกทำการประมง เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง (PIPO)  และหน่วยงานสหวิชาชีพจะดำเนินการตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง คนประจำเรือ อุปกรณ์ความปลอดภัยบนเรือตามมาตรฐานของ PIPO และกรณีต้องได้รับการตรวจเรือประมงเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA อาทิ Marking gear อุปกรณ์เก็บกู้เครื่องมือประมง ฉลากติดสัตว์น้ำ รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ อาทิ การกำจัดขยะในเรือ หมายเลข IMO เป็นต้น


อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งการออกทำการประมงนอกน่านน้ำจะมีระยะเวลานาน ทางกรมประมงได้แจ้งให้เจ้าของเรือประมงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส COVID – 19 อย่างเคร่งครัด โดยกำชับให้เจ้าของเรือประมงจะต้องมีการคัดกรองลูกเรือก่อนการลงเรือหากพบว่าลูกเรือรายใดมีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด ให้ชะลอการลงเรือและแจ้งให้ไปตรวจพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังได้แจ้งแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับสุขลักษณะเรือและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ภายในเรือ อาทิ การทำความสะอาดตัวเรืออย่างสม่ำเสมอ การจัดให้มีระบบระบายอากาศและถ่ายเทอากาศภายในเรือที่เหมาะสม สถานที่ปรุงอาหาร จะต้องทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรจัดเตรียมแอลกอฮอล์ หรือเจลทำความสะอาดมืออย่างเพียงพอในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางที่มีการสัมผัสร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคภายในเรืออีกด้วย
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของเรือประมงที่จะออกทำการประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างสอดคล้องกับระเบียบและมาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำประมงนอกน่านน้ำได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้เห็นว่านานาประเทศมีความเชื่อมั่นในการทำการประมงของเรือประมงไทยว่ามีระบบการบริหารจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีของเรือประมงไทย ที่จะได้มีโอกาสแสวงหาแหล่งทำการประมงใหม่ๆ นอกน่านน้ำไทย”อธิบดีกรมประมง กล่าว


วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

นายกฯ ลงนามเอง ! ส่งวิชัย กลับคืนกระทรวงพาณิชย์ "ไร้ความผิด" ให้ทำหน้าที่อธิบดีกรมการค้าภายในตามเดิม



12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล รายงานข่าวแจ้งว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนำคำสั่งให้นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกนายกรัฐมนตรีเซ็นต์คำสั่งให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก) และตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-19 จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหน้ากากอนามัยซึ่งปรากฏไม่มีการกระทำความผิดหรือส่อทุจริตแต่อย่างใดตามที่มีผู้กล่าวหา


รายงานข่าวแจ้งว่า จากคำสั่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ อนุมัติให้อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กลับคืนตำแหน่งเดิมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทำให้วันนี้อธิบดีกรมการค้าภายในกับข้าวกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี และรอรายงานตัวกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนออกจากรั้วทำเนียบรัฐบาลกลับสู่รั้วของกระทรวงพาณิชย์นายวิชัยได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่คืนความเป็นธรรมให้ เพราะไม่เพียงทำให้เกิดขวัญและกำลังใจต่อข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ แต่ยังเป็นการสร้างหน้าทีแต่ยังสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างบริสุทธ์ใจและเต็มกำลังความสามารถทั่วประเทศด้วย

ชสอ. ยืนยัน สภาพคล่องเพียงพอ พร้อมช่วยเหลือสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบกรณีหุ้นกู้บริษัทการบินไทย




ตามที่มีข่าวเผยแพร่โดยทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) -THAI ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) และสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ นั้น ชสอ.ยืนยัน..เตรียมสำรองสภาพคล่องทางการเงิน และร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ     เป็นเครือข่าย พร้อมเข้าช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง เราจะไม่ปล่อยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ใดเผชิญวิกฤตแต่เพียงลำพัง
พลตำรวจโท วิโรจน์ สัตยสันห์สกุล ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ชสอ. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลสถานะทางการเงินของ ชสอ. ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เตรียมพร้อมสำรองสภาพคล่องไว้รวมทั้งสิ้น 21,754.40 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.23 ของเงินรับฝากและตั๋วสัญญา    ใช้เงิน (เป็นเงิน 119,324.92 ล้านบาท) 
สำหรับการลงทุนในหุ้นกู้ THAI ของ ชสอ. นั้น ขอเรียนชี้แจงดังนี้
ข้อ 1. ชสอ. มีเงินลงทุนในหุ้นกู้ THAI เป็นเงินทั้งสิ้น 1,911.00 ล้านบาท (จำนวนเงินตามตั๋ว) หรือ มีต้นทุนที่ซื้อในตลาดรอง เป็นเงินทั้งสิ้น 1,919.45 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.25 หรือเพียง 1.25% ของสินทรัพย์รวม (สินทรัพย์รวมจำนวน 153,799.93 ล้านบาท) ในขณะที่ ชสอ. มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามแนวทาง Basel ถึง 24.04%
ข้อ 2. การลงทุนตามข้อ 1. ชสอ.มีการลงทุนเป็นระยะหลายปีมาตลอด ตั้งแต่ปี 2554
ปีที่ครบกำหนด
ปี 2563
ปี 2564
ปี 2565
ปี 2566-2570
ปี 2571-2575
เงินลงทุน
50
235
260
610
756
อัตราผลตอบแทน
4.8800
5.2622
4.7381
4.5041
4.5454
ข้อ 3. การลงทุนในหุ้นกู้ THAI ทั้งหมด ถือเป็นตราสารหนี้ ชสอ.มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งที่ผ่านมาและทุกวันนี้ ชสอ. ยังได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด ไม่มีเหตุอันเกิดความเสียหายต่อ ชสอ. หุ้นกู้ดังกล่าวของ ชสอ. เป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 62 (3) และ (7) และข้อกำหนดของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ โดยหุ้นกู้ในขณะนั้น ต้องมีอันดับเครดิต (Credit Rating) ไม่ต่ำกว่า A- ซึ่งหุ้นกู้ THAI อยู่ที่ระดับ A และเป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ
ข้อ 4. บริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน)-THAI เป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 51.03% กองทุนวายุภักษ์ 15.12% และธนาคารออมสิน 2.13% รวมทั้งสิ้น 68.28% โดยในปี 2562       THAI มีสินทรัพย์ 256,665 ล้านบาทและมีหนี้สิน 244,899 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีรายได้รวม 188,954.45 ล้านบาท
ซึ่งจะเห็นได้ว่า ด้วยรายได้ 188,954.45 ล้านบาทในปี 2562  ชสอ.เชื่อว่า กิจการของ THAI ยังมีศักยภาพในเชิงธุรกิจที่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ หากมีแผนฟื้นฟูที่กิจการชัดเจนและมีศักยภาพ โดยแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แล้ว และทราบว่า ในวันนี้จะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขออนุมัติต่อไป
ด้าน นายไพบูลย์ แก้วเพทาย รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไปถือหุ้นกู้ในการบินไทย ตามทีอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 พบว่ามีทั้งหมด 82 สหกรณ์ เป็นหุ้นกู้ 81 สหกรณ์ เป็นมูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์เหล่านี้มีสินทรัพย์รวมกัน 1.77 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ในสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ เป็นเงินทั้งหมด 3.3 ล้านล้านบาท


ชสอ.ขอยืนยันว่า สหกรณ์ออมทรัพย์กลุ่มนี้เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มาก และมีฐานะการเงินที่มั่นคงสูง ถ้าเทียบปริมาณหุ้นกู้ที่ลงในบริษัทการบินไทยต่อสินทรัพย์แล้ว อยู่ที่ 3.61 % (42,229 หารด้วย 1,170,000 คูณด้วย100=3.61%) ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น จะเห็นได้ว่า สัดส่วนที่ลงทุนในหุ้นกู้บริษัทการบินไทยฯ นั้น มีสัดส่วนเพียงนิดเดียว เมื่อเทียบกับสถานะทางการเงินของสหกรณ์โดยรวมหุ้นกู้บริษัทการบินไทยทั้งหมด ที่สหกรณ์ออมทรัพย์เข้าไปลงทุนนั้น จะทยอยครบกำหนดการชำระเงินคืน ตั้งแต่ปี 2563 ถึง ปี 2577
ในปี 2563 จะมีครบกำหนดทั้งหมด 20 สหกรณ์ เป็นเงิน 1,108 ล้านบาท เฉลี่ยครบกำหนดกระจายไปยังสหกรณ์ละ 30 ล้านบาท หรือ 40 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท โดยจะครบเดือนสิงหาคม และกันยายน 2563 นี้  ส่วนใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์เหล่านี้จะปิดบัญชีตามรอบปีบัญชี 31 ธันวาคม 2563  แม้จะต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็ม 100% ถ้าหนี้ไม่ได้รับชำระในปี 2563 นี้ ชสอ.มั่นใจและเชื่อว่า จะไม่มีสหกรณ์ใดขาดทุนจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในปีนี้ และจะส่งผลต่อกำไรสุทธิและเงินปันผลไม่มากนัก ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็มีมาตรการรองรับไม่ให้มีผลกระทบมากนักไว้แล้ว
สำหรับทางออกของวิกฤตของบริษัทการบินไทยฯ ครั้งนี้  ชสอ.เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ตามข่าวล่าสุดที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ทราบว่าจะนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีในวันนี้(วันที่ 19 พฤษภาคม 2563) โดยเป็นแผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมายล้มละลาย ภายใต้ศาลล้มละลายกลาง ซึ่งยังไม่ใช่ขั้นตอนของ การล้มละลาย และยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่อาจต้องดำเนินการตามแผนฟื้นฟูที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหนี้และศาล
ผลกระทบในกรณีนี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้  ซึ่ง ชสอ. ในฐานะศูนย์กลางของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมด เราพร้อมที่จะเป็นแกนกลางเพื่อรวมพลังสามัคคีให้มีความเป็นหนึ่งเดียว  เนื่องจาก ชสอ. และสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเจ้าหนี้ถึง 4.2 หมื่นล้านบาท เกือบ 20 % ของหนี้ทั้งหมดในบริษัทการบินไทย  เราควรมีอำนาจต่อรองแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์เสียประโยชน์น้อยที่สุด
ชสอ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ ชสอ.และสหกรณ์ออมทรัพย์ยังไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆ การดำเนินธุรกิจก็ยังดำเนินไปตามปกติทุกประการ ไม่มีอะไรต้องกังวลหรือตื่นตระหนกตกใจไปเกินกว่าสถานการณ์    ที่เป็นจริง ขอให้สมาชิกทั้งหลายโปรดมั่นใจและไว้วางใจในสหกรณ์ออมทรัพย์ของพวกเราทุกคน
อย่างไรก็ตาม  ชสอ.ได้ร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ  พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการและอุดมการณ์สหกรณ์ โดยได้จัดเตรียมแผนสำรองเงินสภาพคล่องไว้เพียงพอตลอดเวลา เพื่อรองรับวิกฤตอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย
         

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...