วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

กรมหม่อนไหมหนุนเกษตรกรเลี้ยงไหมอีรี่เพื่อผลิตสิ่งทอและโปรตีนจากดักแด้


 


          กรมหม่อนไหมเดินหน้าส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่เพื่อผลิตสิ่งทอจากเส้นใย และป้อนเอกชนผลิตโปรตีนผงจากดักแด้เป็นอาหารคนและสัตว์ ขานรับนโยบายอาหารจากแมลงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้แรงงานน้อย ได้เงินเร็ว เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง



          นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า การผลิตเส้นใยไหมจากธรรมชาติที่รู้จักกันดีก็คือไหมที่กินใบหม่อนเป็นอาหาร นอกจากเส้นใยไหมธรรมชาติที่ได้จากไหมหม่อนแล้ว ยังมีไหมอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงและบริหารจัดการได้ในโรงเรือนจนครบวงจรก็คือไหมอีรี่ ซึ่งเป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลังหรือใบละหุ่งเป็นอาหาร เส้นใยจากรังไหมอีรี่นั้น ผู้เลี้ยงสามารถดึงเส้นใยออกจากรังด้วยวิธีปั่น (Spun) แบบเดียวกับการปั่นฝ้าย และนำมาผลิตสิ่งทอที่ให้ความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และยังนำดักแด้มาผลิตเป็นอาหารของคนและสัตว์ โดยเฉพาะการผลิตโปรตีนจากแมลงตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก



          ไหมอีรี่เป็นแมลงที่มีโปรตีนสูงถึง 50 - 55% ซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกายทั้ง 18 ชนิด และมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทั้งนี้ จากการวิจัยของกรมหม่อนไหมร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาพิษเฉียบพลัน และพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดโปรตีนจากไหมอีรี่ในหนูแรท พบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดโปรตีนจากไหมอีรี่ขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ถึงความเป็นพิษ แสดงให้เห็นว่าโปรตีนสกัดจากไหมอีรี่เป็นแหล่งโปรตีนที่ปลอดภัย มีประโยชน์และไม่แพง เหมาะแก่การเป็นโปรตีนทางเลือกในอนาคต งานวิจัยของกรมหม่อนไหมยังพบว่าสามารถนำดักแด้ไหมอีรี่มาทดแทนถั่วเหลืองเลี้ยงไก่เนื้อ ทำให้ได้ไก่เนื้อที่มีคุณภาพ และยังนำไหมอีรี่ไปเป็นส่วนประกอบของอาหารปลาสวยงาม พบว่าช่วยเสริมรงควัตถุแคโรทีนอยด์ เพื่อเพิ่มสีผิว และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของปลาสวยงามได้



          ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยอบรมให้ความรู้และผลิตไข่ไหมอีรี่แจกจ่ายให้กับเกษตรกรในหลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ สระแก้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังที่เป็นอาหารของไหมอีรี่ ผลผลิตจากการเลี้ยงไหมอีรี่นั้น เกษตรกรจะนำไปจำหน่ายและแปรรูปในตลาดชุมชนเป็นหลัก โดยไหม 1 ซอง ใช้ใบมันสำปะหลังในการเลี้ยงประมาณ 1 ไร่ ได้ผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม เกษตรกรจะปาดรังไหมเพื่อนำดักแด้ออกจากรัง ได้น้ำหนักรังไหม 3 กิโลกรัม จำหน่าย ราคากิโลกรัมละ 350 - 400 บาท ได้น้ำหนักดักแด้ 27 กิโลกรัม จำหน่ายเป็นอาหาร กิโลกรัมละ 100 - 180 บาท หรือนำรังไหมไปสาวเป็นเส้นไหมฟอก ย้อมและทอ จำหน่ายเป็นผืน เมตรละ 600 - 2,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทของผ้าไหม) และปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากไหมอีรี่และโปรตีนจากแมลง เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อสัตว์  โดยบริษัทจะรับซื้อรังไหมอีรี่สดที่ไม่ได้ปาดรัง ราคากิโลกรัมละ 100 – 115 บาท ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องใช้แรงงานในการปาดรังไหม และได้รับเงินเร็วขึ้น เพราะใช้เวลาเลี้ยงไหมเพียง 19 - 22 วัน ก็สามารถจำหน่ายรังไหมสดได้ หากเกษตรกรเลี้ยงไหมรอบละ 2 ซอง ก็จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อเดือน



          ปัจจุบันผู้ประกอบการมีความต้องการผลผลิต จำนวน 25 - 30 ตัน/เดือน แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่สามารถจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัทได้ จำนวน 8 - 12 ตัน/เดือนเท่านั้น จึงเป็นโอกาสสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่สามารถเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากการจำหน่ายหัวมันสำปะหลังอย่างเดียว ซึ่งมีข้อมูลวิจัยพบว่าการเก็บใบมันสำปะหลังมาเลี้ยงไหมอีรี่นั้น หากเก็บไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของต้น ยังคงสามารถเพิ่มผลผลิตของมันสำปะหลังได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้สนใจเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพหลักหรือเป็นอาชีพเสริม สามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั่วประเทศอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564

เกษตรฯ เผยสถานการณ์ผลผลิตและการเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคตะวันออก ปี’64 ราคาพุ่ง



            กรมส่งเสริมการเกษตร เผยสถานการณ์ผลผลิตและการเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2564 ผลผลิตลดจากปีที่แล้วร้อยละ 10 เหตุเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ส่งผลให้ราคาไม้ผลปีนี้ปรับตัวสูงขึ้น 



            นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการสำรวจข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) ปี 2564 (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2564) โดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 900,126 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (ลดลง 95,375 ตัน หรือร้อยละ 10) เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หนาวเย็นนาน สลับกับมีฝนตกในช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 ทำให้ออกดอกได้น้อย ไม่เต็มต้น โดยทุเรียน ให้ผลผลิต 575,542 ตัน มังคุด 106,796 ตัน เงาะ 197,708 ตัน และลองกอง 20,080 ตัน ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 ชนิดจะออกมากช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 สำหรับประมาณการผลผลิตรายจังหวัดมีดังนี้

             ทุเรียน ได้แก่ จังหวัดระยอง 120,080 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 20,842 ตัน (ร้อยละ 17.36) จันทบุรี 398,618 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 68,898 ตัน (ร้อยละ 17.28 ตัน) ตราด 56,844 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 19,190 ตัน (ร้อยละ 33.76) ภาพรวมทุเรียนภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 575,542 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 108,930 ตัน คิดเป็นร้อยละ 18.93 โดยทุเรียนเกรด ราคา 113.33 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 12.25 บาท/กิโลกรัม



            มังคุด ได้แก่ จังหวัดระยอง 12,724 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 472 ตัน (ร้อยละ 3.71) จันทบุรี 71,695 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 1,622 ตัน (ร้อยละ 2.26 ตัน) ตราด 22,377 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 1,198 ตัน (ร้อยละ 5.35) ภาพรวมมังคุดภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 106,796 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3,292 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.08 โดยมังคุดเกรด ราคา 196.67 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 11.94 บาท/กิโลกรัม



            เงาะ (โรงเรียน) ได้แก่ จังหวัดระยองให้ผลผลิต 5,350 ตัน จันทบุรี 99,179 ตัน ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้ง 2 จังหวัด ตราด 93,179 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 8,763 ตัน (ร้อยละ 9.40) ภาพรวมเงาะ (โรงเรียน) ภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 197,708 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 8,763 ตัน คิดเป็นร้อยละ 4.43 โดยเกรด ราคา 55 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 8.95 บาท/กิโลกรัม

            ลองกอง ประมาณการผลผลิตภาคตะวันออก 20,080 ตัน ขณะนี้ยังไม่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 21.26 บาท/กิโลกรัม

            ขณะที่ลิ้นจี่ (นครพนม 1) ของภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ให้ผลผลิต 19,937 ตัน เชียงราย 3,059 ตัน น่าน 3,708 ตัน ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้ง 3 จังหวัด พะเยา 4,012 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3 ตัน (ร้อยละ 0.07) ภาพรวมลิ้นจี่ภาคเหนือ ประมาณการผลผลิต 30,716 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.01 โดยเกรด AA ราคา 100 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 17.43 บาท/กิโลกรัม



            สำหรับแนวทางการรับซื้อทุเรียนในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคมที่ผ่านมา ล้งและพ่อค้าผู้ส่งออกตั้งราคารับซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งมีการจัดแบ่งตามเกรดส่งออกตามมาตรฐาน GAP และ GMPที่ประเทศจีนกำหนด ราคาอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 130 – 190 บาท ทั้งนี้ ราคารับซื้อแบบเหมาสวนล่วงหน้า ทุเรียนเกรดมาตรฐานส่งออกเกรด AB ล้งรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 160 บาท เนื่องจากปีนี้กำลังซื้อจากจีนเพิ่มมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังจากโควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์สูง เกษตรกรพึงพอใจมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ประกอบกับความต้องการบริโภคทุเรียนในประเทศยังมีต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนล้งที่รับซื้อทุเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตทุเรียนได้รับความเสียหายเยอะช่วงก่อนเก็บผลผลิต เนื่องจากมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นทำให้ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวพลัดหล่นจากต้นเสียหายจำนวนมาก จนผลิตไม่พอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาทุเรียนพุ่งสูงขึ้นและยังคงอยู่ในระดับสูงต่ออีกปี

             อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพของทุเรียน และไม่ตัดทุเรียนอ่อนหรือด้อยคุณภาพออกจำหน่าย ซึ่งหากมีการลักลอบตัดทุเรียนอ่อนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการยึดใบ GAP ของเกษตรกร และใบ GMP ของผู้ประกอบการด้วย       

ซีพีเอฟ สนับสนุนอาหารจากใจแก่ “โรงพยาบาลสนาม” ต่อเนื่อง เสริมกำลังใจทีมแพทย์-พยาบาล หนุนไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่

  


 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานปลอดภัย ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” แก่ โรงพยาบาลสนาม ในพื้นที่ต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจแก่ทีมแพทย์ บุคลากร และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ได้มีอาหารปลอดภัยรับประทานอย่างเพียงพอในช่วงเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่  ล่าสุด ซีพีเอฟ นำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานมอบ 1,260 แพ็ค  พร้อมติดตั้งตู้แช่เย็น ให้ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กทม. เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าทื่ปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมงในการประสานงานจัดส่งผู้ป่วย และผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการเพื่อส่งต่อไปรักษายังสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงพยาบาลสนาม โดยมี นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์  กรุงเทพมหานคร และ นพ. พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) เป็นตัวแทนรับมอบ จาก นางพรรณินี นันทพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ซีพีเอฟ ณ ศูนย์เอราวัณ 

 


นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์  กทม. กล่าวว่า ขอขอบคุณธารน้ำใจของซีพีเอฟ ที่เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนรายแรกๆ ได้นำอาหารปลอดภัยมาอำนวยความสะดวกและลดเวลาในการจัดเตรียมอาหารการกิน ของแพทย์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของศูนย์เอราวัณ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และเสริมขีดความสามารถการทำงานของศูนย์เอราวัณให้สามารถรองรับผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละวันได้รับการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที นับเป็นความร่วมมือกันของคนไทยทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์สามารถคลี่คลายโดยเร็ว 


 

การสนับสนุนอาหารปลอดภัยในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้แก่โรงพยาบาลสนาม สอดคล้องตามดำริของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ เครือซีพี ที่ต้องการระดมทุกสรรพกำลังช่วยเหลือภาครัฐในการรับมือด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมเดินเคียงข้างประเทศไทยสามารถฝ่าวิกฤตการระบาดโควิดในรอบนี้ได้ 

 

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานหลากหลายเมนู จำนวน 8,820 แพ็ค และน้ำดื่ม 4,410 ขวด ให้แก่โรงพยาบาลสนาม เอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางบอน) ขณะที่ ซีพีเอฟยังได้สนับสนุนเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร ให้โรงพยาบาลสนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา โรงพยาบาลสนาม จ.ลำพูน และจ.สระบุรี เพื่อให้ทีมแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และผู้ป่วยโควิด-19 ได้มีอาหารปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอ  นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเร่งระดมส่งมอบผลิตภัณฑ์พร้อมทานให้แก่โรงพยาบาลสนามอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลสนามของ รพ.ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ รพ.ปากเกร็ด นนทบุรี รพ.จุฬาลงกรณ์ เป็นต้น 

 



ทั้งนี้ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำของไทย  ซีพีเอฟยกการ์ดสูง ดำเนินมาตรการป้องกันโควิด-19 ด้วยความเคร่งครัด ตลอดจนเข้มงวดกับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของการผลิตอาหารในทุกขั้นตอน มั่นใจได้ว่าสามารถส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค พี่น้องประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่หยุดชะงัก และในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม ซีพีเอฟนับเป็นบริษัทแรกๆ ที่นำความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารคุณภาพสูง มาช่วยเหลือสังคมและชุมชนในยามวิกฤติได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยอย่างเพียงพอ 

 

นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ผนึกพลังกับบริษัทในเครือ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรดำเนินการส่งมอบอาหารจากใจสนับสนุนผู้ที่กักตัวหลังกลับจากต่างประเทศ พร้อมกับส่งมอบอาหารพร้อมทานปลอดภัยเป็นกำลังใจทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ 200 แห่ง และขยายการช่วยเหลือด้านอาหารไปถึง ครอบครัวของแพทย์และพยาบาล และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มคนเปราะบางในชุมชนแออัด แรงงานข้ามชาติ และล่าสุด การระบาดระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ได้นำอาหารมาสนับสนุนโรงพยาบาลสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับสังคมในภาวะวิกฤต./

สกัดทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง พร้อมเข้มมาตรการส่งออก สร้างความเชื่อมั่นทุเรียนไทยปลอดโควิด-19 สู่ตลาดโลก

 



นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สินค้าทุเรียนภาคตะวันออก ในพื้นที่จังหวัดตราด จันทบุรี และระยอง เมื่อปลายเดือนมีนาคม ถึง ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ปี 2564 ทุเรียนให้ผลผลิต 575,542 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อยร้อยละ 5 ขณะนี้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วเป็นทุเรียนพันธุ์เบา เช่น พันธุ์กระดุม พวงมณี ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น (90 – 95 วัน) และจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดก่อนพันธุ์หมอนทองที่มีอายุเก็บเกี่ยวยาวกว่า  (110 – 120 วัน) ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้  ขณะเดียวกันภาครัฐได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิตอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก มีการประกาศให้วันที่ 10 เมษายน 2564 เป็นวันเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนหมอนทองในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ซึ่งล่าสุด จากการสุ่มตรวจ  พบว่า จันทบุรี พบทุเรียนอ่อน 30%  ระยอง พบทุเรียนอ่อน 37% และ ตราด ยังไม่พบทุเรียนอ่อน



ปี 2564 นับเป็นปีแรกที่กระทรวงเกษตรฯ มีการประกาศวันทุเรียนแก่ คือวันที่ 10 เมษายน เพื่อให้เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์หมอนทองภาคตะวันออก โดยไม่แยกรายจังหวัด และกำหนดมาตรฐานทุเรียนแก่ จะต้องมีเปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งมากกว่า 32 เปอร์เซ็นต์  โดยหลังวันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา เกษตรกร สามารถที่จะตัดทุเรียนขายได้ตามปกติ แต่แน่นอนว่าภาครัฐก็ยังคงเฝ้าระวังการตัดทุเรียนอ่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจได้เข้าตรวจสอบโรงคัดบรรจุที่มีการรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ พบว่ามีการตัดทุเรียนอ่อนและมีการจับกุมดำเนินคดีแล้วหลายราย โดยผู้จำหน่ายทุเรียนอ่อนจะได้รับโทษตามกฎหมาย รองเลขาธิการ สศก. กล่าว




ทั้งนี้ ยังได้เน้นมาตรการควบคุมการส่งออกทุเรียนปลอดเชื้อโควิด-19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผลผลิตทุเรียนไทยซึ่งมีมูลค่าซื้อขายทั้งในและต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท ด้วย 3 มาตรการที่ครอบคลุม คือมาตรการสำหรับเกษตรกรชาวสวน มาตรการสำหรับผู้ประกอบการ สถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร (ผลไม้) ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อต้นทางจากสวนทุเรียน จนถึงระบบขนส่ง พร้อมกันนั้นก็ได้จัดทำคลิปวีดีโอทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน และเอกสารประชาสัมพันธ์ภาษาเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผลผลิตทุเรียนไทยต่อประเทศคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ โดยในส่วนของผู้บริโภคในประเทศสามารถที่จะเลือกซื้อทุเรียนรวมทั้งผลไม้ตามฤดูกาลคุณภาพดีและปลอดเชื้อได้อย่างสะดวกสบายผ่านแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ อาทิ ไปรษณีย์ไทย www.thailandpostmart.com ที่มีบริการส่งผลไม้สดถึงบ้าน ในราคาเหมาจ่ายตามน้ำหนัก เริ่มต้นไม่เกิน 3 กก. ราคาเพียง 50 บาท รองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 20 กก. รวมถึงโปรโมชั่นรับเทศกาลผลไม้ ส่งผลไม้ด้วยบริการ EMS จะได้รับส่วนลด 20% ของค่าบริการแบบเหมาจ่ายตามพิกัดน้ำหนัก ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2564 อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564

กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยคนไทย จ่ายตลาดในช่วงโควิท ให้คิดถึงตรา “ปศุสัตว์ OK”



       นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ช่วงเดือนเมษายนมีอัตราเพิ่มสูงมากขึ้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยผู้บริโภคทุกท่านรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ในตลาดสด จึงได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์เสนอมาตรการดำเนินการตามแนวทางที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิท-19 (ศบค) ประกาศอย่างเคร่งครัด และขยายผลไปยังพื้นที่ตลาดสดต่างๆ ให้มีการยกระดับมาตรฐานสถานที่จำหน่ายและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้รายงานข้อมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตลาดสดต่างๆ มุ่งเน้นไปที่แผงจำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่สด เพิ่มการยกระดับให้เข้าสู่มาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” และกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายในตลาดสดที่ได้รับรองแล้วให้คงมาตรฐานสุขลักษณะที่ดีภายใต้หลักการ DMHTT ได้แก่ D : Social Distancing เว้นระยะห่างระหว่างผู้จำหน่ายกับผู้ซื้อ M : Mask ผู้ขายต้องสวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัยตลอดเวลา H : Hand ล้างมือและฆ่าเชื้อบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ร่วมกับเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งไม่ใช้มือจับเนื้อสัตว์โดยตรงต้องใส่ถุงมือหรือมีที่คีบไว้เลือกสินค้า T : Testing หากผู้ขายมีอาการป่วยต้องสงสัย ต้องตรวจเร็ว รักษาเร็ว ประสานสาธารณสุขเพื่อควบคุมโรคได้เร็ว และ T : Thai cha na แนะนำให้ตลาดสดใช้แอฟไทยชนะอย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์แนะนำวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานปศุสัตว์ OK และมาตรการทางสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด




          ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจได้สั่งการเพิ่มให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์รวมทั่วประเทศกว่า 1,820 ตัวอย่าง โดยมาจากสถานที่จำหน่ายต่างๆ รวมกว่า 220 ตัวอย่าง ซึ่งเก็บจากตลาดสด 20 แห่งในพื้นที่สีแดง 82 ตัวอย่าง ร้านสะดวกซื้อ 89 ตัวอย่าง ห้างร้านโมเดิร์นเทรด 49 ตัวอย่าง ขยายผลการเก็บตัวอย่างไปยังโรงฆ่าสัตว์และสถานที่ตัดแต่งทั่วประเทศรวมกว่าอีก 1,600 ตัวอย่าง เพื่อส่งตรวจหาสารพันธุกรรมไวรัส COVID-19 ผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ทุกตัวอย่างเนื้อสัตว์ทั้งหมดปลอดภัยไร้ COVID-19





       กรมปศุสัตว์จึงขอให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการออกมาจับจ่ายสินค้าเนื้อสัตว์ในตลาดสด ทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว หรือไข่สดต่างๆ โดยให้เลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่มีตรารับรอง “ปศุสัตว์ OK” เพราะผ่านการตรวจสอบตลอดการผลิตตั้งแต่สัตว์ที่เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคจากฟาร์มมาตรฐาน GAP ผ่านการผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานสุขลักษณะที่ดี มีมาตรการป้องกัน COVID-19 และสอบย้อนกลับได้ (traceability) ส่วนการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ ควรมีสีปกติ ไม่มีสีเขียวหรือดำคล้ำ ไม่แดงเข้มหรือแดงสดเกินไปจากสารเร่งเนื้อแดง ไม่มีจุดหนองสีขาวหรือเหลืองหรือเขียว ก้อนฝี เม็ดสาคู เข็มฉีดยาคงค้าง หากซื้อเนื้อก้อนใหญ่หรือเนื้อส่วนสันคอ ควรให้ผู้ขายหั่นหรือฝานส่วนกลางบางส่วนให้ดูก่อนซื้อทุกครั้ง เนื้อสดเก็บได้ไม่นานในอุณหภูมิปกติ เมื่อซื้อมาควรเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ในส่วนไข่สดเน้นเปลือกสะอาดไม่แตกร้าว ไม่เก่า เขย่าไม่มีเสียงดัง และสำคัญคือเน้นปรุงสุกทุกครั้งก่อนรับประทานก็จะปลอดภัยห่างไกลจาก COVID-19




       ท้ายนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่ได้รับรองหรือสอบถามข้อมูลอื่นๆ ที่สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทร. 02-653-4444 ต่อ 3141 หรือทาง Application DLD 4.0 

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2564

CPF ผ่านมาตรฐาน IPHA 61 โรงงาน ตอกย้ำอาหารมั่นคง ปลอดโควิด-19



 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย “IPHA - Industrial and Production Hygiene Administration” ถึง 61 โรงงาน มากสุดในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ตอกย้ำความปลอดภัยในมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตลอดกระบวนการผลิต สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

 


นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองมาตรฐาน IPHA ถึง 61 โรงงาน แสดงให้เห็นว่าซีพีเอฟ มีการบริหารจัดการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยจัดตั้งทีมบริหารจัดการโรคระบาดทั้งในคนและในสัตว์ ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ของบริษัท ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในด้านอาหารปลอดภัย และตอกย้ำความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

 





ทั้งนี้ ซีพีเอฟ กำหนดมาตรการสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 3 ประเด็นคือ 1.) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่บริษัทต้องสามารถเดินสายพานการผลิตอาหารโดยไม่สะดุด เพื่อป้องกันอาหารขาดแคลน 2.) ระบบซัพพลายเชน และโลจิสติกส์ 3.) มาตรการป้องกันโรคในแต่ละขั้นตอน อาทิ การออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติตัวของพนักงานทั้งในและต่างประเทศ การให้ Work From Home เป็นต้น

 


จากการระบาดรอบแรกจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟยังคงทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังแบ่งปันมาตรการและเทคนิคบริหารจัดการสถานการณ์ไปยัง บริษัทคู่ค้า เกษตรกร และผู้สนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่จะร่วมกันก้าวข้ามสถานการณ์ไวรัสนี้ไปด้วยกัน

 

ขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงการช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจระดับ SMEs ให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง โดยขยายเวลาโครงการ Faster Payment ลดเวลาเครดิตเทอมภายใน 30 วัน เพื่อพยุงการจ้างงานและหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  

 

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเดินหน้า "โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19" ต่อเนื่อง โดยมอบอาหารปลอดภัยเป็นกำลังใจและลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ติดเชื้อ ในโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 ศูนย์กีฬา เฉลิมพระเกียรติ 84พรรษา และ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ด้วย

 

อนึ่ง มาตรฐาน IPHA เป็นมาตรฐานที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันวางกรอบการพิจารณา เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากร ตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่มีการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อป้องกัน COVID-19 อย่างชัดเจน

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564

กรมประมงขยายพันธุ์ฉลามกบปล่อยแหล่งปะการังเทียม จ.ระยอง เดินหน้าแผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์


 

กรมประมงเผยแผนฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ตั้งเป้าเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ รวม 39 ชนิด เป็นสัตว์น้ำจืด 36 ชนิด สัตว์ทะเล จำนวน 3 ชนิด ซึ่งสัตว์ทะเล ได้แก่ หอยหวาน ฉลามกบ และปลิงทะเลเดินหน้าจัดกิจกรรมสนับสนุนตามแผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า ภายใต้โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมงปี 2564 จากนโยบายของรัฐบาลมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติให้ความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะสัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ อาทิ ฉลามซึ่งมีแผนบริหารจัดการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ เรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับกับนโยบายดังกล่าวจึงมอบหมายให้กรมประมงจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์และการบริหารจัดการฉลามของประเทศไทยด้วยการปล่อยฉลามที่ได้จากการขยายพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติ 



ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การขยายพันธุ์พันธุ์ฉลามกบซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแนวปะการังปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์และการบริหารจัดการฉลามของประเทศซึ่งลูกปลาฉลามกบที่กรมประมงปล่อยคืนสู่ธรรมชาตินั้น เกิดจากการผสมพันธุ์ของพ่อ-แม่พันธุ์ที่ถูกรวบรวมจากธรรมชาติตั้งแต่ปี 2563 และดำเนินการเพาะขยายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลระยอง โดยในปี 2564 สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปลาฉลามกบประสบความสำเร็จพร้อมวางแผนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 100 ตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทยอยปล่อยไปแล้วจำนวน 20 ตัว และครั้งล่าสุดนี้ปล่อยเพิ่มอีกจำนวน 40 ตัว โดยฉลามกบที่ปล่อยครั้งนี้ มีอายุ 60 วัน ขนาดความยาว  15 – 18 เซนติเมตร เป็นเพศผู้จำนวน 29 ตัว และเพศเมียจำนวน 11 ตัว ปล่อยบริเวณเกาะมันนอกเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อีกทั้งมีแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) ของกรมประมงซึ่งเป็นที่หลบภัยได้ดี คุณภาพน้ำดี และมีการพบปลาฉลามกบอาศัยอยู่ทำให้บริเวณดังกล่าวมีความเหมาะสมและปลอดภัย




ฉลามจัดเป็นสัตว์น้ำที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากการมีอยู่ของฉลามคือหลักประกันความสมดุลของโครงสร้างประชากรปลาทะเลเพราะในฐานะนักล่าลำดับสูงสุดฉลามทำหน้าที่กำจัดปลาที่เชื่องช้าป่วยหรือใกล้หมดอายุตามวัยช่วยคัดสรรสายพันธุ์ปลาอื่น ๆ ให้แข็งแรงรักษาสมดุลประชากรปลากินพืชให้อยู่ในระดับพอเหมาะไม่สร้างความเสียหายให้กับถิ่นที่อาศัย ขณะเดียวกันยังควบคุมพฤติกรรมของปลากินเหยื่อขนาดรองๆ ลงมาให้สามารถแบ่งสรรกันใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมซึ่งความหลากหลายของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตนี่เองที่ทำให้ท้องทะเลมีชีวิตชีวาและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมความงามของโลกใต้ท้องทะเล



นายธนัช ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่าปลาฉลามกบ เป็นฉลามที่อาศัยบริเวณพื้นท้องทะเลที่เป็นทรายหรือทรายปนโคลนตามชายฝั่งทะเล และกองหินใต้น้ำตามแนวปะการัง ในเขตน่านน้ำไทยสามารถพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีพฤติกรรมชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ดุร้าย กินพืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร ทางศูนย์ฯ  ได้ดำเนินการเพาะพันธุ์ลูกปลาฉลามกบ โดยทำการเลี้ยงในบ่อเพาะฟัก และนำไข่ที่ได้จากการฟักของพ่อ-แม่พันธุ์แยกไว้ในตะกร้าโดยวางไข่กระจายออกจากกันไม่ให้เกิดการทับซ้อนเพื่อง่ายต่อการดูแลและป้องกันการเน่าเสีย สำหรับขั้นตอนการฟักไข่จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบไข่เป็นประจำทุกวันเพื่อแยกไข่เสีย ในขณะเดียวกันต้องหมั่นตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ทั้งอุณหภูมิ ความเค็ม และความเป็นกรดด่างของน้ำที่ใช้ระหว่างขั้นตอนการฟักไข่ และเมื่อลูกปลาฉลามฟักออกจากไข่แล้ว จะนำไปแยกเลี้ยงในบ่ออนุบาล โดยฝึกให้กินอาหารมีชีวิต เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกปลาฉลามเหล่านี้สามารถหาอาหารกินเองได้ในธรรมชาติก่อนที่จะทำการปล่อยลูกปลาฉลามกบคืนสู่ธรรมชาติ




รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า  สำหรับประชาชนผู้สนใจหากต้องการศึกษาพฤติกรรรมการดำรงชีวิตฉลามสายพันธุ์นี้ สามารถชมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง (Rayong Aquarium) ถือเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง ตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ 2 ต.เพ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง  ภายในสถานแสดงฯ นอกจากจะมีการจัดแสดงฉลามกบแล้วยังได้รวบรวมและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำมีชีวิต สัตว์น้ำสวยงามและสัตว์น้ำที่หายาก ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับอาชีพการทำการประมง เรือประมง และเครื่องมือประมงชนิดต่างๆ จากในส่วนนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ อันจะก่อให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย โดยกำหนดเปิดให้บริการในวันพุธ-ศุกร์ เวลา 10.00 น. – 16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยเปิดให้บริการในเวลา 10.00 น. – 16.30 น.

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564

ซีพีเอฟ ย้ำ “สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลวิด-19” ส่งต่อความห่วงใยหนุนจุดบริการปชช.ในเส้นทางหลัก


 

       บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ขอพนักงานและคนไทยการ์ดอย่าตก ยึดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโควิด-19 เคร่งครัด ย้ำ “สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลวิด-19” พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำดื่ม แก่จุดพักให้บริการประชาชน ร่วมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วง 7 วัน ป้องกันอันตราย ในเทศกาลสงกรานต์ปี 2564  

        นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ บริษัทเน้นย้ำ “สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลวิด-19”  และสนับสนุน “มาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง ซีพีเอฟยังคงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยการจราจรบนท้องถนน โดยร่วมส่งต่อความห่วงใยด้วยการมอบอาหารและน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และหน่วยงานสาธารณะประโยชน์ ที่ปฏิบัติงานในจุดบริการประชาชน เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในเส้นทางหลักที่มีผู้สัญจรเป็นจำนวนมาก พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์แก่พนักงาน “การขับขี่ปลอดภัย” รณรงค์ดื่มไม่ขับ ให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร รวมทั้งการป้องกันโรคลมแดด ตลอดจนการเว้นระยะห่างทางสังคม เน้นการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโควิด-19 ควบคู่กับความปลอดภัยในการทำงาน และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และจัดกิจกรรมตรวจเช็คสภาพรถยนต์และจักรยานยนต์ฟรี แก่พนักงานที่จำเป็นต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย 



         “ซีพีเอฟ ขอให้ทุกคนยกการ์ดสูงและเข้มงวดมาตรการป้องกันโควิด-19 ต่อไป ขณะเดียวกันบริษัทเห็นถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ทีมแพทย์ และอาสาสมัครกู้ภัย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนช่วงวันหยุดเทศกาลสำคัญของทุกปี จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันเพิ่มความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อให้คนไทยทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและมีความสุขในเทศกาลสงกรานต์ ที่สำคัญ” นายสิริพงศ์ กล่าว 



         สำหรับกิจกรรมในเขตภาคกลาง ตัวอย่างเช่น โรงงานแปรรูปเนื้อไก่-เป็ด บางนา กม. 2.5 มอบน้ำดื่มซีพีและกาแฟ สนับสนุนการปฏิบัติงานของตำรวจ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และสาธารณสุขอำเภอ ที่จุดบริการประชาชน จ.สมุทรปราการ และโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกบางนา กม.21 มอบน้ำดื่มซีพีและเจลแอกอฮอล์ แก่จุดบริการประชาชนเขตบางนา ด้านโรงงานอาหารสัตว์ท่าเรือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกัน-ลดอุบัติเหตุ "สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลโควิด" และตรวจเช็คสภาพรถแก่ชาวซีพีเอฟ ส่วนทีมงานจิตอาสาศูนย์วิจัยและพัฒนาซีพีเอฟ (CPF RD Center) และโรงงานอาหารสัตว์ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกันมอบผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำดื่ม สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ อบต.ลำไทร ตำรวจทางหลวง และอาสาสมัครที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย ณ จุดบริการประชาชน  



           ขณะที่ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ และโรงงานอาหารสำเร็จรูปแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ร่วมกับโรงงานแปรรูปไข่ อ.บ้านนา จ.นครนายก มอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพจากซีพีเอฟ ทั้งไก่ปรุงสุก ไส้กรอก ไข่ไก่สด และน้ำดื่มซีพี สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการต่างๆ ในจ.สระบุรี อาทิ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง จ.สระบุรี, แขวงทางหลวงสระบุรี, หมวดทางหลวงหินกอง, และ อบต.ตาลเดี่ยว ที่ร่วมกันอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์  

 

สำหรับในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นที่ตั้งทั้งโรงงานและฟาร์มของบริษัท ซึ่งถือเป็นประตูสู่ภาคอีสาน ถนนในจังหวัดนี้เป็นเส้นทางที่มีประชาชนใช้กันอย่างหนาแน่น ดังนั้นโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จ.นครราชสีมา จึงให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพทั้งไก่สด และน้ำดื่มซีพี แก่จุดบริการประชาชน ที่แยกโชคชัย, ศูนย์ราชการ อ.หนองบุญมาก และป้อมสายตรวจ โรงงานแปรรูปนครราชสีมา ขณะเดียวกัน สายธุรกิจไก่เนื้อซีพีเอฟ ได้มอบน้ำดื่มสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปักธงชัย ที่มีการตั้งจุดตรวจ 16 จุด ในพื้นที่ อ.ปักธงชัย  

       ด้านประชาชนที่เดินทางลงภาคใต้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัย จ.สมุทรสาคร มอบน้ำดื่มซีพี แทนความห่วงใยแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ จุดตรวจโควิด-19 และหน่วยบริการประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ดังเช่นทุกปี./

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

เกษตรเข้ม ตั้งชุดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการตัดขายทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง

 


เกษตรย้ำเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเข้มงวด เร่งสกัดปมปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพทุเรียนภาคตะวันออก พร้อมวางระบบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยตั้งแต่สวนทุเรียนจนถึงโรงคัดบรรจุ



           นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปูพรมพื้นที่ปลูกทุเรียน เพื่อตรวจสอบและสกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบตัดทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ออกขาย และให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน)ในการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีว่า ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ปี 2564 อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. ) ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ดำเนินการบังคับและพักการใช้ใบอนุญาตเลขทะเบียน GMP ของล้ง และเลขทะเบียน GAP ของเกษตรกรในกรณีตรวจพบการตัดและการจำหน่ายทุเรียนอ่อน 2) แจ้งให้เกษตรกร ผู้ประกอบการทราบถึงมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนหมอนทองก่อนตัด  ต้องไม่น้อยกว่า 32% ขึ้นไป และมาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ 3) ตั้งชุดตรวจเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ชุดตรวจที่ล้งและที่สวนเกษตรกร เฉพาะกรณีที่มีการเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนวันประกาศวันเก็บเกี่ยว (10 เมษายน 2564) และออกใบรับรองผลการตรวจความแก่ของทุเรียน และถ้าพบทุเรียนอ่อนให้คัดออกและทำสัญลักษณ์พ่นสีแดงที่ผล และพิจารณาใช้บทลงโทษขั้นสูงสุด 4) แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจในการสุ่มตรวจและแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ ในระดับตำบล หมู่บ้าน 5) จัดทำ QR Code ติดที่ทุเรียน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลุกได้ 6) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ รวมทั้งการฝึกอบรมหลักสูตรนักคัด นักตัด ทุเรียนมืออาชีพ และ 7) ตั้งจุดให้บริการตรวจความอ่อน-แก่ ของทุเรียน ณ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ

 

 


อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ผลการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่และมีล้งส่งออกจำนวนมากที่สุด เบื้องต้น พบว่ามี 8 บริษัทที่มีความผิดต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายปกครองของจังหวัด ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมายไว้แล้ว ในขณะที่ผลการตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ประมาณ 30% ส่วนใหญ่พบที่ล้งส่งออก จึงนับว่ามาตรการที่ดำเนินการมาในขณะนี้สามารถควบคุมปัญหาได้เป็นที่น่าพอใจ และถึงแม้ขณะนี้เกษตรกรจะสามารถตัดทุเรียนขายได้ตามระบบปกติแล้ว แต่การป้องปรามก็จะยังคงดำเนินการต่อเนื่องต่อไป ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแส เพื่อควบคุมป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพออกนอกพื้นที่ รวมทั้งในช่วงนี้ต้นทุเรียนโดนลมพายุพัด ทำให้มีผลร่วงหล่น ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ จึงได้เข้าตรวจตามแผงค้าส่งภายในประเทศเพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนเข้าสู่ตลาดบริโภคภายในประเทศอีกด้วย



ด้านสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้รายงานผลการปฏิบัติงานเชิงรุกว่า เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่จะมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดก่อนจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก จึงได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง เกษตร ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่ อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน (อกม.) และอื่นๆ กว่า 20 หน่วยงาน เป็นหน่วยเฉพาะกิจระดับอำเภอ ทั้ง 7 อำเภอ ปฏิบัติการลงตรวจคุณภาพผลผลิตถึงสวนของเกษตรกร เพื่อสกัดกั้นทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) อย่างเข้มข้น ทุกวิถีทาง สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจของจังหวัดตราดได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างทุเรียนของเกษตรกร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – 11 เมษายน 2564 สุ่มตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งของผลผลิตทุเรียนก่อนการตัด 4 สายพันธุ์ จำนวนทั้งสิ้น 710 ตัวอย่าง โดยยึดเกณฑ์ดังนี้ พันธุ์หมอนทอง เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 32% ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป พันธุ์ชะนี เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 30 % ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป พันธุ์กระดุม เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 27 % ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป และพันธุ์พวงมณี เปอร์เซ็นต์แป้งต้องได้ 30% ของน้ำหนักแห้งขึ้นไป โดยใช้ตู้อบไมโครเวฟ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ปี 2564 นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดมั่นใจว่าไม่มีทุเรียนด้อยคุณภาพจากพื้นที่จังหวัดตราดออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เคล็ดลับความสำเร็จนอกจากทีมงานเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำงานอย่างเต็มกำลังแล้ว ในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทุเรียน อย่างเจ้าของสวนทุเรียนต้องมีความจริงใจในการตัดทุเรียนที่มีคุณภาพ คนตัดทุเรียนต้องตัดเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพ และผู้ประกอบการซื้อ-ขายทุเรียน (ล้ง) ต้องรับซื้อเฉพาะทุเรียนคุณภาพด้วย จึงจะทำให้การแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน



สำหรับบทลงโทษการซื้อขายทุเรียนที่เก็บเกี่ยวก่อนระยะเหมาะสม กรณีเกษตรกรจะพิจารณาพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จะพักหรือเพิกถอนการใช้ใบรับรองโรงคัดบรรจุ GMP ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่งผลทำให้ราคาทุเรียนในพื้นที่ไม่อยู่ในระดับต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในคุณภาพผลผลิต รวมทั้งยังส่งผลถึงภาพลักษณ์คุณภาพทุเรียนไทยก่อนส่งออกต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ในปี 2564 เป็นปีแรกที่ประกาศให้มี “วันทุเรียนแก่” (วันที่ 10 เมษายน 2564) ซึ่งเป็นวันดีเดย์ให้เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์หมอนทองภาคตะวันออกโดยไม่แยกรายจังหวัด เน้นหนักในการตรวจสอบคุณภาพ เมื่อเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวทุเรียนให้แจ้งความประสงค์ที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ให้ลงไปตรวจสอบความสุกแก่ของทุเรียนตามมาตรฐานที่กำหนด เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว สำนักงานเกษตรอำเภอจะออกใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนเฉพาะตัวอย่างแนบไปกับรถขนส่งทุเรียนเข้าโรงคัดบรรจุพร้อมสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เพื่อคุมเข้มสกัดกั้นไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่ ส่วนกรณีของโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ให้แจ้งความประสงค์ที่ด่านตรวจพืชตามพื้นที่ความรับผิดชอบของด่านแต่ละด่าน เพื่อตรวจคุณภาพทุเรียนตามมาตรฐาน ซึ่งโรงคัดบรรจุที่รับซื้อทุเรียนจะต้องตรวจสอบใบรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนและสำเนาใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชจากสวนเกษตรกรด้วย เพื่อใช้ในการยื่นต่อด่านตรวจพืชก่อนส่งออก

 

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...