วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ขายสินค้าปลอดภัยช่วงโควิด เน้นสด สะอาด ราคายุติธรรมจากแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง


 กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หวังกระจายสินค้าดีมีคุณภาพสู่ผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ระบาด เน้นสินค้าหลักข้าวสาร นม ไข่ไก่ อาหารแปรรูป และพืชผักผลไม้ที่สดสะอาด ปลอดภัย  ขณะนี้มีซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์แล้ว 94 แห่ง เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบสหกรณ์กว่า 86 ล้านบาท และเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ผู้จำหน่ายปลายทาง 170 แห่ง พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าจากซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์ คาดในปี 64 นี้ จะมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 157 แห่งทั่วประเทศ



นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าของโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ว่า เป็นนโยบายที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการสนับสนุนเกษตรกรให้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตพืชผักที่สดสะอาด ปลอดภัย รวมถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในชุมชน โดยผลักดันให้สหกรณ์การเกษตรหรือสหกรณ์ร้านค้าในแต่ละจังหวัดเข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ จัดมุมจำหน่ายสินค้าและผลผลิตที่รับซื้อจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่วางจำหน่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ 94 แห่ง ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์อย่างน้อย 1 แห่ง  กรมฯได้ประสานกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้คำแนะนำด้านการดำเนินธุรกิจ อบรมความรู้การคัดสรรสินค้าและผลผลิตที่จะนำมาวางจำหน่าย วิธีการจัดวางสินค้า และพัฒนาการให้บริการ และเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ผู้จำหน่ายปลายทาง 170 แห่ง ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบสหกรณ์เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา กว่า 86 ล้านบาท



 “กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามผลักดันให้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์กระจายไปในทุกจังหวัด เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพ โดยจะนำสินค้าของเกษตรกร ทั้ง ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผลไม้ อาหารแปรรูป พืชผักปลอดสารพิษ    ส่งมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง  โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด – 19 ขณะนี้ จะขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าจากซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและผลผลิตที่มีคุณภาพของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว




ทั้งนี้ โครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก สนับสนุนให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าเกษตรที่มีความสดสะอาดปลอดภัยได้ในราคาที่ธรรมอย่างทั่วถึง  และสอดรับกับนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยดำเนินการผ่านเครือข่ายและความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ปลายทาง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพในแต่ละภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น  และในปี 2564 นี้คาดว่าจะมีร้านค้าสหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการนี้อีกกว่า 157 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ตั้งอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

รณรงค์ดื่มนมเพื่อสุขภาพที่ดีสู้กับโควิด – 19 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการ Friday Ku Milk Day มอบนมเกษตรให้บุคลากรและนิสิต ดื่มนมฟรีทุกวันศุกร์


 

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบหลักการและนโยบายในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน นมเกษตรประสบปัญหาภาวะนมล้นเกิน สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โรงเรียนปิดการเรียนการสอน นมเกษตรต้องหยุดส่งนมโรงเรียน ในขณะที่การรับน้ำนมดิบจากเกษตรกรยังต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จึงได้มอบให้ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. จัดโครงการ Friday Ku Milk Day รณรงค์ให้บุคลากรและนิสิต ดื่มนมฟรีทุกวันศุกร์ ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด -19 และ โรงเรียนปิดการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ในจำนวน 5,000 ถุงต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรที่มาทำงานให้บริการประชาชน และนิสิตหอพัก ได้ดื่มนมฟรีทุกวันศุกร์ เพื่อสุขภาพที่ดีสู้กับโควิด – 19



อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากเรามีศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. หรือโรงนม ซึ่งเป็นศูนย์สาธิตการผลิตนมที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ การสอน การวิจัย และการส่งเสริมนิสิต อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดยศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ภายใต้ชื่อ นมเกษตรทำการผลิตนมด้วยระบบ Pasteurization  ผ่านการตรวจสอบระบบมาตรฐานคุณภาพซึ่งเป็นไปตามหลัก GMP (CODEX) และ HACCP (Hazard Critical Control Point) โดยรับชื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร เป็นปริมาณ 7.5 ตัน/วัน จากสหกรณ์ในจังหวัดสระบุรี จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. สหกรณ์ทรัพย์ขาม 2. สหกรณ์ทรัพย์สนุ่น             3. สหกรณ์เกรทมิลด์ โดยผลิตเป็นนมโรงเรียน จำนวน 5 ตัน/วัน คิดเป็นปริมาณการผลิต 2,737.5 ตัน/ปี การรับน้ำนมดิบเข้าโรงนม จะรับจากรถขนส่งนมดิบขนาด 15 ตัน/เที่ยว ซึ่งจะสามารถนำไปผลิตเป็นนมถุงได้ 4,800ถุง/ตัน ดังนั้นการผลิตจากน้ำนมดิบ 7.5 ตัน/วัน ทำให้นมเกษตรมีนมถุงที่ผสิตได้ 7.5*4,800 ถุง เท่ากับ 36,000 ถุง/วัน ในจำนวนนี้ส่งเป็นนมโรงเรียน 24,000 ถุง/วัน และจำหน่ายเป็นนมพาณิชย์ 12,000 ถุง/วัน



 เรามีทิศทางในการดำเนินงานต่างๆสนับสนุนและเป็นโมเดลต้นแบบให้ผู้ผลิตรายอื่นได้เห็นว่าเราสามารถจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต่อไป โดยการบริโภคนม ผู้บริโภคหลักของประเทศก็คือนักเรียน ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำแคมเปญเชิญชวนให้คนดื่มนมทุกวัน ในรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ มีการเชิญชวนให้ซื้อนมและร่วมส่งต่อนมให้กับโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย กับกิจกรรมพิเศษ นมเกษตรเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ สู้ โควิดรอบใหม่ จำหน่ายนมเกษตรในราคาขาดทุน 5 บาทต่อถุง โดยท่านสามารถกำหนดได้ว่าจะร่วมสนับสนุนจำนวนเท่าใด และทางศูนย์ผลิตภัณฑ์นมจะจัดส่งให้ถึงโรงพยาบาล/สถานพยาบาลที่ร่วมโครงการ โดยไม่มีค่าจัดส่ง




ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตนมในปริมาณไม่มาก วันละประมาณ สี่หมื่นกว่าถุง แต่ในภาพรวมของประเทศปริมาณเป็นล้านๆ ถุง อยากจะขอรณรงค์ให้จังหวัดทำโครงการเหล่านี้ เพราะนักเรียนเมื่อหยุดอยู่บ้านก็ต้องดื่มนม ฝากถึงผู้บริหารของประเทศว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้นมเหล่านี้ไปถึงมือนักเรียน ถึงมือของประชาชนทั่วไป



อย่างไรก็ตาม นมเกษตรมีต้นทุนการผลิต ถุงละ 7.10 บาทโดยประมาณ ดังนั้นการจำหน่ายในราคา 6 บาท หรือ 5 บาท จึงทำให้นมเกษตรอยู่ในภาวะขาดทุน แต่จากปณิธานของอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ที่เน้นว่า "ขาดทุนคือกำไร" การที่นมเกษตรรับภาระขาดทุน แต่ส่งผลให้เกษตรกรขายน้ำนมดิบได้ตามสัญญา ผู้บริโภคได้ดื่มนมคุณภาพดีอย่างถั่วถึง เช่นนี้ก็เปรียบได้ว่า นมเกษตร และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับกำไรจากการทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคมไทยโดยรวม

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียด และร่วมกิจกรรมกับศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. ได้ที่ 02-579-9594  หรือสั่งซื้อทางเฟซบุ๊ค พิมพ์คำว่า นมเกษตร

กรมประมง..เปิดควบรวมใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ บรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องชาวประมงจากสถานการณ์ COVID-19


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19) ของประเทศไทยในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคประมง  ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการประมง ทั้งห่วงโซ่การผลิต ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ประกอบกับที่ผ่านมากรมประมงมีการบริหารจัดการประมงภายใต้ปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่อย่างยั่งยืน โดยการกำหนดวันทำการประมง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถนำสัตว์น้ำจากเรือที่ไม่ประสงใช้วันทำการประมงต่อไปมาเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงที่วันทำการประมงไม่ครบปีได้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้กรมประมงเร่งหาแนวทางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเร็วที่สุด

            นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๔ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งดำเนินการในการควบรวมใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงจากสถานการณ์โควิด-19 ตามนโยบายรัฐบาลโดยด่วน กรมประมงจึงได้ออกประกาศ กำหนดหลักเกณฑ์การควบรวมใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายใต้กฎกระทรวงการขออนุญาตและการพิจารณาอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๒ ลงวันที่ 6 มกราคม 2564 เรียบร้อยแล้ว

            การควบรวมใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ข้างต้น เป็นการนำปริมาณสัตว์น้ำของเรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์อยู่แล้วในปัจจุบันมารวมกันเพื่อนำสัตว์น้ำจากเรือประมงลำที่ไม่ประสงค์จะทำการประมงต่อไปมาให้กับเรือประมงของลำที่จะใช้ทำการประมง แล้วนำเรือที่ไม่ใช้ทำการประมงออกจากระบบ โดยการทำลาย เปลี่ยนประเภทเรือ ขายไปต่างประเทศ หรือทำให้เรือนั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้ทำการประมงต่อไปได้ เช่น การนำไปทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องสมุดลอยน้ำ เป็นต้น ซึ่งการออกประกาศดังกล่าว ได้ผ่านกระบวนการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และคณะทำงานด้านวิชาการแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ ๑. ให้สามารถควบรวมใบอนุญาตของเครื่องมือทำการประมงในกลุ่มเดียวกันได้ ประกอบด้วย ๑.๑ อวนลากคู่ กับอวนลากแผ่นตะเฆ่ และอวนลากคานถ่าง ด้วยกันได้ ๑.๒ อวนล้อมจับ กับ อวนล้อมจับด้วยกันได้ ๑.๓ อวนล้อมจับปลากะตัก กับอวนครอบปลากะตัก และอวนช้อน/ยก ปลากะตัก ด้วยกันได้



๒. การควบรวมใบอนุญาตต้องเป็นพื้นที่ทำการประมงเดียวกัน ๓. กรณีผู้รับอนุญาตขอควบรวมใบอนุญาตแล้วมีการขอเปลี่ยนเรือประมงที่นำมาควบรวมใบอนุญาตด้วย ต้องอยู่ในกลุ่มขนาดเรือเดียวกัน ดังนี้ ๓.๑ กลุ่มเรือที่มีขนาดต่ำกว่า ๓๐ ตันกรอส ๓.๒ กลุ่มเรือที่มีขนาดตั้งแต่ ๓๐ ตันกรอส แต่ไม่ถึง ๖๐ ตันกรอส ๓.๓ กลุ่มเรือที่มีขนาดตั้งแต่ ๖๐ ตันกรอส แต่ไม่ถึง ๑๕๐ ตันกรอส ๓.๔ กลุ่มเรือที่มีขนาดตั้งแต่ ๑๕๐ ตันกรอสขึ้นไป

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ควบรวมใบอนุญาตทำการประมงตามประกาศกรมประมงฉบับนี้ สามารถยื่นขอควบรวมใบอนุญาตได้ ณ สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทุกแห่ง ในพื้นที่ ๒๓ จังหวัดชายทะเล และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทรศัพท์ ๐ ๒๕๖๑ ๑๔๑๘ ในวันและเวลาราชการ

กรมประมงหวังว่าการเปิดให้ชาวประมงสามารถควบรวมใบอนุญาตได้ในครั้งนี้ จะทำให้กองเรือประมงลดลง  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศให้เกิดความยั่งยืน และยังสามารถบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการประมง ตลอดจนเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงต่อไป...อธิบดี กล่าว

 

สกสว.ดันเครื่องสำอางจากข้าวทับทิมชุมแพ เตรียมขอเครื่องหมายฮาลาลขยายกลุ่มลูกค้า


 

สกสว.จับมือนักวิจัย ม.สวนดุสิต หนุนผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าข้าว พัฒนาเครื่องสำอางจากข้าวทับทิมชุมแพที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ไร้แอลกอฮอล์ น้ำหอมและพาราเบน ใช้เทคโนโลยีการสกัดที่ไม่ใช้สารเคมีและกักเก็บสารที่ยาวนานจากแป้งข้าว เตรียมขอเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายกลุ่มลูกค้า



นายวีระวัฒน์ บุดดาบุญ ผู้บริหารบริษัท ออไรซ์ เนเชอรัล สกินแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงนวัตกรรมความงามล่าสุด Ruby Rice Essence Sleeping Mask ภายใต้การสนับสนุนของ Innovative house สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จากโครงการวิจัย การประยุกตใช้สารสกัดรำข้าวทับทิมชุมแพในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวที่มี อ.ฤทธิพันธ์ รุ่งเรือง หลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นหัวหน้าโครงการ ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดสำคัญจากข้าวทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นข้าวสีพันธุ์หนึ่งที่มีความโดดเด่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ 105 สายพันธุ์กลายกับข้าวเจ้าสังข์หยดพัทลุงที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง



ข้าวทับทิมชุมแพผ่านการขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าวประกาศเป็นพันธุ์รับรองชื่อ กข69 (ทับทิมชุมแพ) ในปี 2559 ข้าวพันธุ์นี้เมื่อหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม และมีลักษณะเด่นคือ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของข้าวสี โดยมีฟลาโวนอยด์สูงกว่าสังข์หยดพัทลุงเป็นเท่าตัว มีโอเมกา 3 โอเมกา 6 และโอเมกา 9 สูง มีวิตามินอีที่อยู่ในรูปแอลฟาโทโคฟีรอล และแกมมาออไรซานอล จุดเด่นของข้าวทับทิมชุมแพนี้เองทำให้ผู้ประกอบการต้องการนำมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอาง




            จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกิดจากพื้นเพเราเป็นคนจังหวัดขอนแก่น จึงได้คุยกับนักวิจัยว่าอยากได้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับขอนแก่นมาทำผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำข้าวมาทำผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารกันเยอะแล้ว เลยอยากพลิกแพลงทำอะไรที่แปลกใหม่กว่าอาหาร ทำให้เกิดไอเดียที่จะทำเครื่องสำอาง เพราะยังมีนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะใส่เข้าไปในผลิตภัณฑ์ได้อีก จึงนำมาสู่การหากระบวนการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากรำข้าวทับทิมชุมแพที่เหมาะสม แล้วนำสารดังกล่าวมาพัฒนาต่อเป็นมาส์กพอกหน้าชนิดไม่ต้องล้างออก และจะวางจำหน่ายในชื่อทางการตลาดว่า Facial Perfection Soothing Mask”

            จุดเด่นของมาส์กที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย คือ ช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย และแลดูกระจ่างใส โดยสารสกัดอันทรงคุณค่าจากข้าวทับทิมชุมแพมีคุณสมบัติยับยั้งอนุมูลอิสระ ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อีลาสเทสและคอลลาจิเนสที่ทำให้เกิดริ้วรอย นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินได้ เมื่อผสมลงในผลิตภัณฑ์พบว่าผลิตภัณฑ์มีความคงตัวดี ไม่มีการแยกชั้น มีค่าพีเอชใกล้เคียงกับผิวหนัง และเพื่อป้องกันการเสื่อมสลายของสารสกัดได้ง่ายจึงเลือกใช้เทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชั่นโดยใช้แป้งข้าว นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับทุกส่วนของข้าว โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยกักเก็บสารสำคัญไว้ให้มีความคงตัวอยู่ได้นานขึ้น เพื่อการบำรุงและปรับสภาพผิวเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปราศจากแอลกอฮอล์ พาราเบนและน้ำหอม จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตร

            แม้จะมีผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากข้าวออกมามากมาย แต่ผู้บริหารของออไรซ์ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนใช้เทคโนโลยีการสกัดที่ไม่ใช้สารเคมี และยังคงคุณค่าสารสำคัญจากข้าวทับทิมชุมแพที่ช่วยในการบำรุงผิว นอกจากนี้บริษัทยังได้คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เกี่ยวกับข้าว อาทิ เซรั่มบำรุงผิว มอยเจอร์ไรเซอร์ และโลชั่นน้ำหอม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายทางออนไลน์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเพจ Orryze Thailand หรือไอจี และ Lazada รวมถึงเตรียมยื่นขอเครื่องหมายฮาลาลและผลิตภายใต้โรงงานที่ได้รับมาตรฐาน GMP เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มมุสลิมอีกด้วย

เสี่ยเจ้าของตลาดปลานครปฐม ใจป้ำเปิดล๊อคจำหน่ายกุ้ง ฟรี 6 เดือน สู้วิกฤติโควิด-19


 

เจ้ากิจการอุตสาหกรรมด้านอาหารรายใหญ่ จังหวัดนครปฐม หวังช่วยเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดนครปฐม ลืมตาได้ เปิดพื้นที่ 40 ล๊อค กลางตลาดแพปลา อำเภอบางเลนให้ใช้พื้นที่จำหน่ายกุ้งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคฟรี 6 เดือน คาดจะมีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงได้ประโยชน์หลังจากยอดขายทรุดจากวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาด หลายพื้นที่ โดยตั้งเป้าช่วงแรกมีการค้า วันละ 100 ตัน หากผลตอบรับดีจะขยายเป็นตลาดกลางค้ากุ้ง ในอนาคต



วันนี้ 7 ธันวาคม 63 ที่ตลาดกลางปลาน้ำจืด บางเลนพัฒนาการประมง อ.บางเลน จ.นครปฐม นายชนินทร์ แสงรุ่งเรือง ประมงจังหวัดนครปฐม นายอนุชา ใจช่วงโชติ นายอำเภอบางเลน นายพงศ์สุธี สุขศิริ พาณิชย์จังหวัดนครปฐม นายโกญจนาท ศรมยุรา รองประธานบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัทเกษมชัยฟู๊ด จำกัด (KCF) พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ ได้ร่วมกันตรวจความพร้อมและแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ เปิดสถานที่ให้จำหน่ายกุ้งฟรี 6 เดือน ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างงานรัฐและเอกชนในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียงมาจำหน่ายกุ้งให้กับประชาชน เนื่องจากประสบปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม



นายชนินทร์ แสงรุ่งเรือง ประมงจังหวัดนครปฐม เผยว่า จากสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกใหม่ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีถึงกว่า 6,000 รายประสบปัญหายอดขายตกลงไปหลายเท่าตัวเนื่องจากประชาชนมีความวิตกในเรื่องดังกล่าว โดยสำนักงานประมงจังหวัดนครปฐมได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชน และเจ้าของตลาดกลางปลาน้ำจืด บางเลนพัฒนาการประมง ได้มีแนวคิดในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วยการเปิดสถานที่จำนวน 40 ล๊อคเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเข้ามาจำหน่ายกุ้งจากฟาร์มเลี้ยง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 6 เดือน โดยจะรวมถึงไม่คิดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และหากมีปริมาณจำนวนผู้มาติดต่อขอจำหน่ายเพิ่มขึ้นก็พร้อมจะมีการขยายสถานที่เพื่อรองรับจำนวนเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยจะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะในสถานที่ดังกล่าวได้มีการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งของแรงงานและพ่อค้าแม่ค้ารวมถึงเจ้าหน้าที่จนปลอดเชื้อเป็นที่มั่นใจแล้ว ซึ่งสถานที่ดังกล่าวจะเป็นการเปิดตลาดเพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้มาพบกับโดยตรงทำให้เกิดราคาที่ได้มาตรฐานและเป็นธรรมกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายด้วย



นายโกญจนาท ศรมยุรา รองประธานบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัทเกษมชัยฟู๊ด จำกัด (KCF) กล่าวว่า ในบริษัทฯ นอกจากจะประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารหลายๆด้านแล้วยัง มีกิจการ ตลาดกลางปลาน้ำจืด บางเลนพัฒนาการประมง ซึ่งเป็นตลาดกลางในการจำหน่ายปลาขนาดใหญ่ในจังหวัดนครปฐม และได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ปรับพื้นที่ที่จะให้เกษตรกรผู้ค้ากุ้งที่ประสบปัญหาขายสินค้าไม่ได้เข้ามาจำหน่ายกุ้งได้ฟรี ซึ่งที่นี่เราได้ทำการเข้มงวดในเรื่องของการตรวจวัดและมีมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้นทุกขั้นตอน และพร้อมจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา แม้กระทั่งในเรื่องของราคาก็มีจะส่วนของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐมเข้ามาร่วมตรวจสอบกับการจำหน่ายในพื้นที่ ตรงนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ชาย โดยตอนนี้มีกระแสวิตกว่ากุ้งเลี้ยงจะมาจากมหาชัย ซึ่งตรงนี้ของเราจะเป็นจุดที่มีเกษตรกร จากจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงจะมาส่งตรงที่นี่  ซึ่งเรื่องที่ประชนเป็นห่วงว่าจะมีกุ้งที่มาจากมหาชัยหรือไม่ บอกได้ว่าที่มหาชัยไม่ได้มีการเลี้ยงกุ้งแต่กุ้งร้อยละ 80 มาจากจังหวัดนครปฐมไปส่งจำหน่ายที่นั่นเป็นส่วนใหญ่ ตรงนี้มั่นใจได้และเรามีมาตรการในการตรวจเช็คอย่างละเอียดด้วย

นายโกญจนาท กล่าวอีกว่า สำหรับ ตลาดกลางปลาน้ำจืด บางเลนพัฒนาการประมง นั้นคาดเบื้องต้นจากยอดขายกุ้งปัจจุบันวันละ 50 ตัน น่าจะมียอดขายเป็นวันละ 100 ตัน หากได้รับการตอบรับดีจะมีการเปิดขยายเป็นตลาดกลางค้ากุ้งในอนาคต และจะเริ่มเปิดจำหน่ายกุ้งให้กับประชาชนในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 64 เวลาตั้งแต่ 05.00 น.เป็นต้นไปซึ่งช่วงนี้หากเกษตรกรที่สนใจจะเข้ามาร่วมโครงการก็สามารถมาติดต่อได้ที่ ตนเองหมายเลข โทรศัพท์ 081-8283140 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564

เกษตรกรหมู ชี้ ASF-โควิด ทำต้นทุนป้องกันโรคขยับ 300 บาท/ตัว โอดราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งซ้ำเติม

             น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร มาตลอดเวลากว่า 2 ปี ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2563 กระทั่งมีการระบาดรอบใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องดำเนินมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดเพื่อป้องกันฝูงสัตว์ พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันโรคโควิดในบุคลากรที่ทำงานภายในฟาร์ม เพื่อไม่ให้กระทบกับการเลี้ยงสุกรอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ทุกฟาร์มมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า 300 บาทต่อตัว ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเช่นกัน ทั้งความกังวลของตลาดต่อปริมาณสต๊อกถั่วเหลืองในประเทศสหรัฐฯ ที่อาจจะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 175 ล้านบุชเชล จากที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯคาดการณ์ไว้ และการเพาะปลูกถั่วเหลืองของอาร์เจนตินาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ส่งผลต่อราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตได้ในประเทศอย่างเช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง รำ-ปลายข้าว ราคาขึ้นเช่นกัน จากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรของภาครัฐ เพื่อพยุงราคาพืชเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากภาวะอากาศแล้งและภัยพิบัติในช่วงปีที่ผ่านมา



              ขณะที่การเลี้ยงสุกรในปัจจุบันต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ ทั้งฟาร์มเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ที่ต้องทำตามมาตรฐาน GMP อย่างเคร่งครัด และฟาร์มขนาดเล็กที่ต้องมีระบบป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ประกอบกับการต้องลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่ม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดให้การเลี้ยงสุกรต้องควบคุมน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งหมดส่งผลต่อภาพรวมต้นทุนการเลี้ยงสุกรที่ปรับตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

             “ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงสุกร ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 75 บาท ขณะที่ราคาขายสุกรหน้าฟาร์มเกษตรกรตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกร อยู่ที่ 76-80 บาทต่อกิโลกรัม โดยต้องจับตาประกาศต้นทุนของ สศก. ในไตรมาสที่ 1/2564 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 78 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจัยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่น่าจะเพิ่มขึ้น ภาวะภัยแล้งในช่วงเดือนมีนาคมต่อเมษายน การป้องกันโรคทั้ง ASF และโควิด-19 และยังมีความสูญเสียจากโรคในสุกรที่สำคัญอย่างโรคเพิร์สทำให้ต้นทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าปีนี้ภาวะอากาศแปรปรวนจะรุนแรงกว่าทุกปี ฝนจะมาเร็วและหมดเร็ว ส่งผลให้ช่วงฤดูแล้งยาวนานขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยชาวหมูยังคงร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการร่วมใจกันตรึงราคาหมูหน้าฟาร์มไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมทั่วประเทศ แม้ต้นทุนจะเพิ่มเกือบเท่าราคาขายที่ 80 บาทแล้วก็ตาม วอนผู้บริโภคเข้าใจในกลไกตลาดที่แท้จริง และสุกรเป็นสินค้าปศุสัตว์เดียวในยามวิกฤตินี้ที่สามารถนำเงินตราเข้ามาพัฒนาประเทศ” อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าว

กรมหม่อนไหมออกประกาศแจกพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี บรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 รอบใหม่


             กรมหม่อนไหมออกประกาศยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  แก่เกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม โดยแจกพันธุ์หม่อนไม่เกินรายละ 10,000 ท่อน และไข่ไหมพันธุ์ดีไม่เกินรายละ 5 แผ่น ฟรี ภายใน 30 กันยายนนี้



นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยได้กลับมาระบาดกว้างขวางมากกว่าการระบาดในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในหลากหลายมิติ ดังนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้ ผ่านพ้นวิกฤติดังกล่าว อาศัยอำนาจตามระเบียบกรมหม่อนไหมว่าด้วยการขายและแจกพันธุ์หม่อน ไข่ไหม หนอนไหม และวัสดุย้อมสี พ.ศ.2562 ข้อ 14 และ 6 กรมหม่อนไหมจึงได้ออกประกาศ เรื่อง การยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม  – 30 กันยายน 2564 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การแจกพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี ดังนี้ 



          ประกาศดังกล่าวนี้กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม ผู้อำนวยการสำนักหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกศูนย์ รวมทั้งหัวหน้าหน่วยส่งเสริมหม่อนไหมสระแก้วและมหาสารคาม มีอำนาจแจกพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดีตามประกาศฉบับนี้  โดยกรมหม่อนไหมจะแจกเฉพาะท่อนพันธุ์หม่อนแก่เกษตรกรไม่เกินอัตราปลูกของพื้นที่ถือครองตามที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหมเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เกินรายละ 10,000 ท่อน



          ส่วนไข่ไหมพันธุ์ดี กรมหม่อนไหมจะแจกให้เกษตรกรเฉพาะที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม รวมแล้วไม่เกินรายละ 5 แผ่น ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ จำนวนไข่ไหมพันธุ์ดีส่วนที่ขอรับเกินให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมหม่อนไหม ว่าด้วยการขายและแจกพันธุ์หม่อน ไข่ไหม หนอนไหม และวัสดุย้อมสี พ.ศ.2562



          เกษตรกรที่ขอรับบริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดีตามประกาศฉบับนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหมและขอรับบริการกับหน่วยงานของกรมหม่อนไหมเฉพาะในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต และศูนย์เครือข่ายในพื้นที่ใช้ดุลยพินิจในการแจกจ่ายไข่ไหมพันธุ์ดีแต่ละครั้งให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่แปลงหม่อนของเกษตรกรเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดจากไข่ไหมที่ไม่ผ่านการเลี้ยงไหมอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

กรมประมง ประสาน โมเดิร์นเทรด สะพานปลา ห้องเย็น“เปิดช่องทางกระจายสินค้าสัตว์น้ำ” พร้อมสั่งการประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดตลาดขาย “กุ้ง”


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น  สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ กระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการในทุกภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายเข้มงวดและเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวัง ตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างรัดกุม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมทั้งกำชับให้กรมประมงดูแลช่วยเหลือความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทุกภาคการผลิตโดยเร็วที่สุด



            นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครเป็นแหล่งการค้าสินค้าประมงที่สำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งตลาดกลางและกิจการห้องเย็นที่กระจายสินค้าจำหน่ายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทะเล ที่เป็นสินค้าหลักของหมวดสินค้าประมง  ซึ่งปกติปริมาณผลผลิตจากฟาร์มเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมาจากพื้นที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลทั่วประเทศ จะถูกจำหน่ายไปยัง 2 ส่วน คือ (1)โรงงานแปรรูป (ร้อยละ 80) ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบ และ (2) การเข้าสู่การซื้อขายที่ตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร (ร้อยละ 20)  ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตกุ้งทะเล รวม 2 เดือน ตั้งแต่มกราคม - กุมภาพันธ์ 2564 มีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดอีกราว 33,000 ตัน  นอกจากนี้ ในส่วนของกุ้งก้ามกราม ยังได้มีการคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งจะมีปริมาณอีกกว่า 8,000 ตัน  ดังนั้น กรมประมงจะต้องเร่งดำเนินการมาตรการเร่งด่วนเพื่อระบายสินค้าทั้ง 2 ชนิด ออกสู่ตลาดและช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา



โดยขณะนี้ กรมประมงได้กำหนดแนวทางในการกระจายผลผลิตกุ้งและสินค้าสัตว์น้ำ ดังนี้ 1. เปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำกุ้งมาจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งเปิดจำหน่ายออนไลน์ผ่านทาง Fisheries Shop ของกรมประมง 2. มอบหมายให้ประมงจังหวัดทั่วประเทศ นำผลผลิตสัตว์น้ำมาจัดจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีการนำร่องจำหน่ายกุ้งก้ามกรามในพื้นที่จังหวัดนครปฐม  สุพรรณบุรี  ราชบุรี และกาญจนบุรีแล้ว ซี่งมีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อกุ้งเป็นจำนวนมาก 3. ขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้งทะเล 4.ประสานความร่วมมือกับกรมการค้าภายในนำสินค้าปลอดภัยมาจำหน่ายใน Modern Trade  ต่างๆ เช่น บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด เพื่อกระจายสินค้า 5. ประสานความร่วมมือในการหาตลาดใหม่ๆ ในการกระจายสินค้าสัตว์น้ำ เช่น ตลาดไท 6. ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ในการจำหน่ายสินค้าผ่านทาง Call Center และ เว็บไซต์ www.ohlalashopping.com 7. ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก ในการรับซื้อกุ้ง เพื่อนำไปเป็นอาหารให้กับกำลังพล 8. ประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้ง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการช่วยกระจายกุ้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอีกด้วย อาทิ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศิลปินดารา ฯลฯ โดยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 กรมประมงได้มีการประชุมหารือร่วมกับตลาดไท นำโดยนายโอฬาร พิทักษ์ ที่ปรึกษาตลาดไท และ นายโชคชัย คลศรีชัย กรรมการผู้จัดการฯ เพื่อเตรียมหาตลาดอาหารทะเลแหล่งใหม่รองรับและกระจายสินค้าสัตว์น้ำ โดยจะมีการพัฒนาพื้นที่กว่า 2,300 ตารางเมตร เปิดให้เป็นโซนจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ ปลอดภัยช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤต COVID-19 ซึ่งจะเปิดให้เกษตรกรที่เดือดร้อนไม่มีช่องทางการขายสินค้ามาจำหน่ายได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมง ส่วนสถานที่ทางตลาดไท ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งในเรื่องของการเฝ้าระวังตรวจวัดอุณหภูมิให้กับทั้งค้าและผู้ขายในทุกจุดทั่วตลาดไท และยังมีการสุ่มตรวจ SWAP กับผู้ค้าในพื้นที่ ตลอดจน การหยุดการจำหน่ายสินค้าที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งกรมประมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการกระจายและจำหน่ายสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ ได้ภายในเดือนมกราคม 2564 และในอนาคตจะร่วมกันพัฒนาให้เป็นตลาดสัตว์น้ำยุคใหม่ ตลาดกลางสินค้าสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย สินค้าคุณภาพปลอดภัย เกษตรกรจำหน่ายเอง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สามารถเข้าสู่กลไกการค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภคก็ได้สินค้าดีราคาเหมาะสมด้วย

            สำหรับสถานการณ์ความตื่นตระหนกต่อการบริโภคกุ้งในขณะนี้ กรมประมงเชื่อมั่นว่าคลายลงแล้ว และประชาชนผู้บริโภครับรู้รับทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้องว่า กุ้ง และ สินค้าสัตว์น้ำ ไม่ได้เป็นพาหะของโรคโควิด-19 อย่างแน่นอน  แต่การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสนั้น อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี  ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ  จึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน  เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ  โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก  และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง  และดูแลตัวเองให้ดี ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน...อธิบดีกรมประมง กล่าว

 

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลรักษาต้นไม้ผลในช่วงฤดูแล้ง


นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ลักษณะอากาศประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนมิถุนายน 2564 จะเผชิญกับช่วงฤดูแล้งประกอบกับน้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้อย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนเตรียมการรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยขอให้พี่น้องเกษตรกรลดการปลูกข้าวรอบที่ 2 และหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตร เช่น การใช้แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรผสมผสาน เป็นต้น



ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจและประเมินพื้นที่เฝ้าระวังไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงภาวะน้ำแล้งด้านการเกษตร นอกเขตชลประทาน ในเบื้องต้น พบว่า มีทั้งสิ้น 17 จังหวัด 62 อำเภอ 193 ตำบล พื้นที่รวม 107,729 ไร่ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 12 จังหวัด 48 อำเภอ 146 ตำบล พื้นที่ 104,834 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด 13 อำเภอ 43 ตำบล พื้นที่ 2,162 ไร่ และภาคกลาง 1 จังหวัด 1 อำเภอ 4 ตำบล พื้นที่ 733 ไร่ ซึ่งหากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องมีการดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ เพราะต้นไม้ผลใช้เวลานานหลายปีกว่าจะออกดอก ติดผล กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้แก่เกษตรกร เพื่อเตรียมรับมือและดูแลผลผลิตในช่วงฤดูแล้ง โดยมีข้อแนะนำการดูแลไม้ผล ดังนี้



 1. ปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ 2. คำนึงถึงการใช้น้ำแบบประหยัดที่สุด คือ ให้น้ำต้นไม้ผลภายในบริเวณรัศมีทรงพุ่มเท่านั้น ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าการใช้สายยางรดน้ำ ให้น้ำครั้งน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อลดการสูญเสียน้ำเปลี่ยนช่วงเวลาการให้น้ำเป็นช่วงกลางคืน เพื่อช่วยให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 3. ตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อลดการคายน้ำ สำหรับไม้ผลที่เก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูแล้ง หลังการเก็บผลแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อลดการระเหยน้ำทางใบ และช่วยให้การออกดอกติดผลในฤดูต่อไปเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 4. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก คลุมโคน ต้นไม้ผลในบริเวณทรงพุ่ม 5. กำจัดวัชพืชตั้งแต่ต้นฤดูแล้งใช้วัสดุคลุมโคนต้นไม้ผล โดยคลุมจากโคนต้นไม้ผลจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ผล ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง เป็นต้น ซึ่งวัสดุคลุมดินจะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง และวัสดุเหล่านี้จะค่อย ๆ ผุผังเป็นอินทรียวัตถุ ทำให้ดินร่วนและมีการอุ้มน้ำดีขึ้น กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง หากต้นยังเล็กจะต้องพรางแสงช่วยด้วย  สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงการติดผล อาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้ว หากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดี จะต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด และหาน้ำจากแหล่งอื่นมารดอย่างประหยัดที่สุด6. สวนไม้ผลที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ เพื่อป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน หมั่นตรวจสอบระบบส่งน้ำ ควบคุมอย่าให้น้ำรั่วไหล หากมีวัชพืช เช่น ผักตบชวา จอก แหน หรือสาหร่าย อยู่ในท้องร่องสวนเป็นจำนวนมาก ควรนำขึ้นมาคลุมบริเวณโคนต้นไม้ผลเพื่อช่วยรักษาความชื้น 7. กรณีที่ไม่มีระบบน้ำหรือน้ำสำรองไว้ ควรประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ นำน้ำมารดต้นไม้ผลทันที อย่างน้อย 7 – 10 วันต่อครั้ง เพื่อช่วยให้ต้นไม้ผลมีชีวิตรอดผ่านแล้งไปได้ 8. การทำแนวกันไฟรอบสวน ควรกำจัดวัชพืชภายในบริเวณสวนไม้ผลให้โล่งเตียนทันทีหลังหมดสิ้นฤดูฝน เก็บเศษหญ้าแห้ง กิ่งไม้แห้ง และใบไม้แห้ง ออกจากแปลงปลูกเอาไปคลุมดินรอบโคน ตัดใต้บริเวณทรงพุ่มไม้ผล เพื่อป้องกันไฟไหม้สวน เตรียมน้ำ ทราย และอุปกรณ์ดับไฟไว้ให้พร้อม และเก็บไว้ในที่เฉพาะสามารถนำมาใช้งานได้ทันที ฝึกซ้อมคนงานเพื่อการดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฤดูแล้งอากาศร้อนจัดและมีใบไม้แห้งมาก มีโอกาสเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

 

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างโปร่งใสตามมาตรฐาน เผยสถานะการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี 63 กำไรกว่า 99,000 ล้านบาท


 

                นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้มีทุนดำเนินงานประมาณ 3.56 ล้านล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมถึงเกษตรกร และประชาชน ได้นำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยมีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12.80 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีและแนะนำให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมภายที่ดี เพื่อเตือนภัยทางการเงินให้กับสหกรณ์ และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

            ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาครัฐ 510 คน สอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 10,173 แห่ง สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่มีทุนของสหกรณ์ 35 ล้านบาทขึ้นไป และมีผลการจัดชั้นคุณภาพสหกรณ์ในระดับดีขึ้นไป กรมฯ ได้แต่งตั้งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จำนวน 152 คน สอบบัญชีสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ร้านค้า บริการและเครดิตยูเนี่ยน) จำนวน 1,123 แห่ง โดยกรมฯ เป็นผู้ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถนำผลการตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการของสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า สถานะทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563) ตรวจสอบบัญชีได้ 9,804 แห่ง มีสมาชิกทั้งสิ้น 12.80 ล้านคน และมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 3.56 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ 1.58  ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 44.38 และหนี้สิน 1.98 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 55.62 ในจำนวนนี้เป็นเงินรับฝาก 1.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 40.45 ของทุนดำเนินงานทั้งสิ้น แยกเป็น เงินรับฝากของสมาชิก 1.35 ล้านล้านบาท และเงินฝากสหกรณ์อื่นและอื่น ๆ 0.09 ล้านล้านบาท

ในปี 2563 มีมูลค่าการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ จำนวน 1.28        ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.26 ธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าเป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 36.08 ที่เหลือเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 3.05, 2.67, 0.85 และ 0.09 ตามลำดับผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 99,469.07 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิปีที่ผ่านมา 96,510.25 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 2,958.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.07



ทั้งนี้ ในปี 2563 ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและตรวจแนะนำด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,240 แห่ง พบข้อสังเกต ดังนี้ 1. ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตตามรายการบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2,798 แห่ง เป็นเงิน 4,526.37 ล้านบาท สาเหตุที่พบมากที่สุด คือเงินสดขาดบัญชี 191 แห่ง 882.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นการรับฝากเงินจากบุคคลภายนอก 123 แห่ง 700.19 ล้านบาท การจ่ายค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์  6 แห่ง 381.86 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธหนี้/หุ้น/เงินรับฝาก 9 แห่ง  246.64 ล้านบาท การจัดซื้อสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 171.60 ล้านบาท สินค้าขาดบัญชี 141 แห่ง 61.07 ล้านบาท รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าและไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ 82.30 ล้านบาท   ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่ำไป 70.80 ล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารการขายสินค้า 38.34 ล้านบาท ฯลฯ 2.ข้อสังเกตอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือมีระบบการควบคุมภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสหกรณ์หรือกฎหมายอื่นที่สำคัญ/ข้อบังคับ/ระเบียบของสหกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น การจัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน การจ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกไม่เป็นไปตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด การควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโปรแกรมระบบบัญชียังไม่เหมาะสมรัดกุม การรับเงินฝากเงินจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต ฯลฯ

3. การร้องเรียนและเป็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งสิ้น 35 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก จำนวน 9 แห่ง โดยผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและได้ขอคำยืนยันจากสมาชิกโดยตรง เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่จริงของลูกหนี้ เงินรับฝากและทุนเรือนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีรหัส 505 การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก ปรากฏว่า มีสมาชิกปฏิเสธยอดเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก มีมูลค่าความเสียหาย 246.64 ล้านบาท แยกเป็นลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้ จำนวน 173.22 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าปฏิเสธหนี้ จำนวน 37.60 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธยอดทุนเรือนหุ้น จำนวน 28.02 ล้านบาท และ สมาชิกปฏิเสธยอดเงินรับฝาก จำนวน 7.80 ล้านบาท 

หลังจากที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตด้านการเงินการบัญชีจะจัดทำหนังสือถึงประธานสหกรณ์แจ้งข้อสังเกตที่ตรวจพบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความเสียหาย ทั้งนี้การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้โดยการดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผ่านการตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและการดำเนินการที่ถูกต้อง สร้างระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งกำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัวชี้วัดและหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของสหกรณ์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกอย่างแท้จริงอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...