วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563

เร่งมาตรการรับมือ ‘ภัยแล้ง’ สศก. แนะ เกษตรกรปลูกพืชทางเลือก ใช้น้ำน้อย


         นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มที่รุนแรง และแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 

    โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้ทำการแปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จังหวัดชัยนาท พื้นที่ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมและตำบลห้วยกรดพัฒนา อำเภอสรรคบุรี ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช ตำบลหนองหญ้าไซ อำเภอหนองหญ้าไซ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

      จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบว่า พืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงมีการเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำปริมาณมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน   ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้ ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.

        ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สศท.7 ในฐานะหน่วยงานผู้แทนคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัดได้เสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร โดยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาในพื้นที่   ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงภัยแล้ง และยังได้มีการสำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภคและการเกษตร พร้อมทั้งรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด เก็บกักน้ำ และซ่อมแซมแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนยังสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่แห้งแล้ง ได้ที่เว็บไซต์ http://drought.gistda.or.th เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการเพาะปลูก หากแปลงเกษตรอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งปีนี้ ควรจะเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพืชทนแล้งแทนได้ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดข้อมูลการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร.05 640 5007-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563

ต้องจัดการพืชอย่างไรเพื่อรับมือภัยแล้ง


      ราก ลำต้น ใบ มีท่อน้ำเชื่อมต่อกัน เมื่อใบคายน้ำ รากจะดูดน้ำขึ้นสู่ลำต้น สู่ใบ เมื่อน้ำไม่พอพืชจะเหี่ยวเฉา คือหลักพื้นฐานของพื ใบพืชจะมีปากใบ เหมือนประตูเปิดปิดน้ำ ตามปกติปากใบจะเปิด และจะมีการคายน้ำออกไปในรูปของไอน้ำ บริเวณรูเปิดปากใบจะมีท่อลำเลียงน้ำที่ต่อกับลำต้นและราก เมื่อน้ำจากเซลล์ใบถูกคายออกไปทำให้เซลล์ใบเหี่ยวลง ก็จะเกิดแรงดึงดูดน้ำจากท่อลำเลียงน้ำเป็นผลให้น้ำเคลื่อนย้ายจากลำต้นเข้าสู่ใบ เมื่อน้ำในลำต้นน้อย ทำให้รากพืชต้องดูดน้ำจากดินเพิ่มขึ้น หมุนเวียนกันแบบนี้อย่างมีสมดุล คือ พืชจะดูดน้ำจากดิน เข้าสู่ลำต้น และไปสู่ใบ เมื่อพืชไม่ได้รับน้ำ การดูดน้ำขึ้นไปก็จะไม่มี ใบจึงเหี่ยวเฉา ถ้ามากต้นก็เหี่ยวเฉา 

      ผลกระทบจากการขาดน้ำจะช้าหรือเร็วขึ้นกับแต่ละชนิดของพืช ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังใบพืช ทำให้ใบพืชซึ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น และลมที่พัดแรง ล้วนทำให้รูเปิดปากใบเปิดมากขึ้น ทำให้มีการคายน้ำเพิ่มขึ้น และเมื่อใดที่ดินมีความชื้นน้อย น้ำไม่พอ การเหี่ยวของพืชก็จะเร็วขึ้นด้วย 
     สรุปว่าหน้าแล้ง ต้องจัดการน้ำในดินให้มีความชื้นพอเหมาะ จัดการพืชให้คายน้ำน้อยๆ  จัดการธาตุอาหารให้พืชพร้อมรับการขาดน้ำ และจัดการพืชให้พร้อมรับภาวะแห้งแล้ง 

     1. การจัดการน้ำในดินหน้าแล้ง ให้ลดการระเหยของน้ำให้มากที่สุด เช่น คลุมโคนต้นพืช จะด้วยเศษพืช ซังข้าว ใบอ้อย  หรือพลาสติกปลูกพืชก็ตามความเหมาะสม ลดแสงแดดที่ส่องลงมาที่ผิวดิน เช่น พลางแสง ให้ร่มเงาในพืชขนาดเล็ก ก็จะช่วยได้ วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เก็บน้ำในดินไว้ได้นาน และจะต้องผสมผสานวิธีการให้น้ำแบบต่างๆ ที่ประหยัดน้ำด้วย
      2. การลดการระเหยน้ำของใบพืช 
             1) ลดอุณหภูมิ ลดรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์ที่ลงสู่พืช  เมื่อใบได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการคายน้ำจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 10 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิใบสูงขึ้น ไอน้ำในใบ และไอน้ำในบรรยากาศมีความแตกต่างกันมากขึ้น การคายน้ำก็จะเพิ่มมากตามไปด้วย แต่หากอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียส ปากใบก็จะปิด หรืออุณหภูมิต่ำมากๆ ปากใบก็จะปิดเช่นกัน
             2) รักษาความชื้นรอบๆ ต้นพืชไม่ให้แตกต่างกับความชื้นของใบพืชมากนัก  เพราะการคายน้ำจะเกิดอย่างเร็วมากเมื่ออากาศรอบๆ ต้นพืชแห้ง หรือช่วงในบรรยากาศมีความชื้นน้อย ทำให้การคายน้ำเกิดได้มากและรวดเร็ว 
             3) ลดกระแสลมปะทะใบ  เมื่อใบโดนลม จะกำจัดไอน้ำที่ผิวใบออกไป การคายน้ำจะสูงขึ้น แต่ถ้าลมแรงมากๆ อัตราการคายน้ำอาจจะลดลงเพราะปากจะใบปิด        
    

    
     3.  จัดการพืชให้พร้อมรับภัยแล้ง เช่น บำรุงพืชให้มีรากสมบูรณ์ ลึกและแผ่ขยาย เพื่อให้ความสามารถดูดน้ำได้มากขึ้น ซึ่งจะต้องดูแลทั้งพืชและจัดการดินให้ร่วนซุย  ตลอดจนการเลือกพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแล้งแห้ง ใช้น้ำน้อย หรือจัดรูปแบบการปลูกที่เหมาะสม เช่น ปลูกผักแบบมีหลังคา
      4. ให้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR (rhizobacteria) จะช่วยให้พืชเพิ่มความทนทานต่อภาวะแห้งแล้ง เนื่องแบคทีเรีย การทำให้พืชมีรากสมบูรณ์ และมีแบคทีเรียช่วยให้เกิดโอร์โมนที่ทำให้พืชทนแล้งเพิ่มขึ้น 
      นอกจากนั้นพบว่าการเสริมการให้ธาตุอาหาร โพแทสเซียม  ซิลิกอน  และฮอร์โมน กรดซาลิไซลิก, ออกซิน, ยิบเบอเรลลิน, ไซโตไคนิน และ กรดแอบไซซิค จะช่วยให้พืชทนแล้งได้เพิ่มขึ้น

เรียบเรียงโดย ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 สงขลา 
อ้างอิงhttps://www.researchgate.net/publication/257828589_Plant_Drought_Stress_Effects_Mechanisms_and_Management
https://www.researchgate.net/publication/291016280_Enhancement_of_drought_stress_tolerance_in_crops_by_plant_growth_promoting_rhizobacteria
https://sites.google.com/site/chiwwithyakhxngphuchphuchdxk/home/reuxng-thi-6-kar-khay-na-khxng-phuch
http://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359311/PPHY2.htm#stoma

สันนิบาตสหกรณ์ ผุดไอเดีย เตรียมจัดแสดงสินค้า ในประเทศอาเซียน



นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯสันนิบาตสหกรณ์ฯ (สสท.) พร้อมด้วยนายวิจิตร จโรจร รองผู้อำนวยการสสท. ให้การต้อนรับคณะผู้นำสหกรณ์จากประเทศพม่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 เวลา 09.00น. ณ ศูนย์รัชนีแจ่มจรัส สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย


นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวในการต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากประเทศพม่าว่า สสท.ยินดีต้อนรับสหกรณ์พม่า ในโอกาสมาเยี่ยมชม และศึกษาดูงาน กิจการสหกรณ์ในประเทศไทย และสันนิบาตสหกรณ์ในครั้งนี้ ในส่วนของสสท.เรามีหน้าที่ในการดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ ที่ผ่านมาเราได้ไปแสดงสินค้าและไปแสดงสินค้าที่ประเทศมาเลเซียและเวียดนาม ถ้าหากเรามีโอกาสได้เดินทางไปแสดงสินค้าที่ประเทศพม่าก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเรามีแนวคิดที่จะนำสินค้าของประเทศไทยไปจัดแสดง และอยากให้มีสินค้าในแถบอาเซียนร่วมจัดแสดงด้วย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สสท.ได้ต้อนรับสหกรณ์จากประเทศเนปาล เราจึงมีความคิดที่จะจัดนิทรรศการแสดงสินค้า เป็นลักษณะรวมสินค้า ของทั้ง เนปาลพม่าเวียดนาม และไทย และในวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งสสท.จะมีจัดงานร่วมกับ  JA zenshu เรายินดีที่จะประสาน เพื่อเชิญสหกรณ์ประเทศพม่ามาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย 


ซึ่งถือเป็นความร่วมมือกันระหว่างประเทศอาเซียนร่วมกัน และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ อยากเรียนเชิญสหดรณ์ประเทศพม่า มาร่วมงานในช่วงนั้น เนื่องจากทุกปีเราจะมีแสดงสินค้า และจัดงาน ขอเชิญสินค้าที่มีชื่อเสียงของท่านมาแสดง หน่วยงานได้เลย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในระดับเบื้องต้น ขอขอบคุณที่มาเยี่ยมชมดูงานและยินดีต้อนรับ และศึกษาดูงานสหกรณ์ประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563

ทำไม ???ไม่หยุดเผาอ้อย


เรื่องฝุ่น pm2.5 ที่โยงไปถึงหนึ่งในต้นตอคือการเผาอ้อย ทำไมชาวไร่ถึงหยุดเผาไม่ได้ มาหาคำตอบกันครับกับงานวิจัยของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรระดับสูงรุ่นที่ 61 ซึ่งเรียบเรียงโดยธัชธาวินท์ สะรุโณ เรื่อง Friendly sugar cane:  แนวทางการเพิ่มมูลค่าการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรและยั่งยืน โดยหยิบยกมาบางตอนที่เกี่ยวกับปัญหาผลกระทบจาการเผาใบอ้อย มีดังนี้ คือ ปริมาณผลผลิตอ้อยที่มีการเผาใบจะมีประมาณ ร้อยละ 60-70 ของผลผลิตทั้งหมด ปัจจุบันเกษตรกรผู้ผลิตอ้อย หันมานิยมเผาใบอ้อยกันมาก ทั้งนี้การเผาสามารถแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ 1.การเผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน เพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก เพราะล้อรถแทรกเตอร์จะลื่นเวลาที่ไถ 2.การเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว สืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จะทำให้ตัดได้รวดเร็วเพราะไม่ต้องลอกกาบใบ 3,การเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่มีหน่องอกแล้ว และทำให้สามารถใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น
ละอองดาว แสงหล้า,และ ธวัชชัย ศุภดิษฐ์(2548)  ศึกษาพบว่า การขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อยและปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกษตรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยซึ่งจะช่วยให้สามารถตัดอ้อยได้เร็วทันฤดูเปิดหีบของโรงงานน้ำตาล
ผลกระทบจากการเผาใบอ้อย คือ ทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชในดิน หน้าดินถูกชะล้างได้ง่าย ธรรมชาติขาดความสมดุล การเผาใบอ้อยทำให้หนอนกอลายและหนอนกอสีชมพูเข้าทาลายอ้อยตอได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้แมลงศัตรูธรรมชาติเช่น แตนเบียน แมลงเต่าลาย อาจถูกทาลาย การเผาใบอ้อยทาให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกลุ่มหมอกควัน ทำให้บ้านเรือนสกปรกจากฝุ่นละอองเถ้าที่ปลิวมาตกตามอาคารบ้านเรือน การสูญเสียน้ำหนักของอ้อยไฟไหม้จะสูญเสียน้ำหนักมากกว่าอ้อยตัดสด  การสูญเสียคุณภาพความหวานของอ้อย จะมีค่า C.C.S. ลดลงมาก แต่การตัดอ้อยไฟไหม้กองไว้จะช่วยชะลอการลดลงของ C.C.S. ได้ 

การสูญเสียน้ำตาลในขบวนการผลิต อ้อยไฟไหม้จะสูญเสียน้ำตาลซูโครสโดยจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาในน้ำอ้อย ทำให้ซูโครสเปลี่ยนเป็นเด็คแทรน มีลักษณะเมือกเหนียว ทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น การทำให้ใส การกรอง และการตกผลึก มีประสิทธิภาพลดลง ทำให้ได้ผลผลิตน้ำตาลต่อต้นอ้อยน้อยลงและเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อการค้าน้ำตาลในตลาดโลกในอนาคต อาจทำให้ถูกกีดกันการค้าจากมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก
แนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน มีคำแนะนำการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ การใช้เครื่องสับใบและกลบเศษซากอ้อย (อรรถสิทธิ์ และคณะ, 2548) อ้อยไฟไหม้ควรตัดส่งโรงงานทันที แต่ในกรณีที่ส่งโรงงานไม่ทัน ควรตัดกองไว้ในไร่ ซึ่งจะสูญเสียความหวานน้อยกว่าการทิ้งยืนต้นไว้ในไร่ ควรส่งเสริมการนำเอาเครื่องตัดอ้อยมาใช้ทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง และควรกำหนดราคาอ้อยตัดสดให้สูงกว่าอ้อยไฟไหม้ในระดับที่เกษตรกรรับได้ 

การศึกษาพฤติกรรมการเผาใบอ้อยในพื้นที่เกษตรกร ก่อนเก็บเกี่ยวเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีการเผาใบด้วยเหตุผลหลายประการ คือ ประการแรก เป็นการลดต้นทุนการเก็บเกี่ยว กล่าวคือ การตัดอ้อยสดถ้าใช้แรงงาน  1 คน จะตัดได้ 2 ตัน/วัน (8ชั่วโมง) คิดตามค่าแรงงานมาตรฐานเท่ากับ 150 บาท/ตัน  ค่าจ้างมัดและขนส่ง 500 บาท/ตัน รวมต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 650 บาท/ตัน ส่วนอ้อยไฟไหม้ แรงงาน 1 คนจะตัดได้ 4 ตัน/วันเป็นค่าแรงงาน 75 บาท/ตัน  ค่าจ้างมัดและขนส่ง 100 บาท/ตัน รวมต้นทุน 175 บาท/ตัน จึงเป็นการลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวและขนส่งขึ้นรถบรรทุกถึง  485 บาท/ตัน
ประการที่สอง  ในสภาวะที่แรงงานขาดแคลน การตัดอ้อยสดจะมีความเสี่ยงทำให้อ้อยเข้าโรงงานไม่ทันฤดูการเปิดหีบ  ตัวอย่างเช่น เกษตรกรปลูกอ้อย 50 ไร่ ได้ผลผลิต 750 ตัน ถ้าตัดสดด้วยแรงงานคน 10 คน จะใช้เวลาถึง 37.5 วัน แต่การเผาก่อนตัดจะลดเวลาเก็บเกี่ยวลงเหลือครึ่งหนึ่ง และในข้อเท็จจริงการจัดหาแรงงานของกลุ่มจะได้แรงงานมาจำนวนจำกัดประมาณ 150 คน ทำงานในพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ หากตัดอ้อยสดทั้งกลุ่มจะใช้เวลาถึง 200 วัน ขณะที่โรงงานเปิดรับซื้ออ้อยเพียง 150 วัน จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวให้ทันส่งโรงงานได้ทัน ส่งผลให้อ้อยตัดไม่ทัน 1,000 ตัน สูญเสียรายได้ ประมาณ 9 แสนบาท

         ประการที่สาม  โรงงานยังคงรับซื้อผลผลิตอ้อยไฟไหม้ และโรงงานต้องการผลผลิตในปริมาณมากที่จะเข้าโรงงานแต่ละวันซึ่งการตัดโดยไม่เผาใบจะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน การตัดอ้อยสดทำละได้เฉพาะรายที่มีพื้นที่น้อยๆ และมาตรการการเพิ่มราคาซื้ออ้อยสดเพียง 50 บาท/ตัน อ้อยไฟไหม้หัก 20 บาท/ตัน ยังไม่คุ้มกับค่าจ้างแรงงานและการเผาใบก่อนเก็บเกี่ยวทำให้น้ำหนักลดแต่ค่าความหวานเพิ่มขึ้น 
ประเด็นที่สี่ การเผาอ้อย มีทั้งชาวไร่เผาในไร่ของตนเอง และไปแอบเผาของคนอื่นให้ลามเข้ามาในไร่ของตนเอง (เพื่อเลี่ยงการเป็นต้นเพลิง) การรีบเผาอ้อยจะทำให้สามารถส่งขายผลผลิตได้ก่อนคนอื่นสามารถได้เงินก่อน และได้ใช้น้ำก่อนคนอื่นๆ   
ประการที่ห้า ในความเห็นของโรงงาน ยังต้องการอ้อยเขียวตัดสด ซึ่งสามารถรอส่ง(นอนค้างไร่)ได้ ถึง 7 วันหลังเก็บเกี่ยว แต่ถ้าเป็นอ้อยเผาจะต้องส่งภายใน 24 ชั่วโมง โรงงานมีมาตรการเฝ้าระวังการเผาอ้อย และมาตรการปัจจุบันเกษตรกรต้องแสดงใบแจ้งความจึงขายกับโรงงานได้  อ้อยที่เผาเกษตรกรจะต้องรีบส่งเข้าโรงงานจึงทำให้เกิดปัญหาการแซงคิว นอกจากนั้นมีปัญหาอ้อยสกปรกจากดินโคลนเนื่องเกิดจากฝนตกในฤดูเก็บเกี่ยว
เกษตรกรให้ความเห็นว่าการรณรงค์ไม่เผาใบอ้อย ไม่เกิดผลสำเร็จได้  เป็นการสูญเสียไม่คุ้มค่าการใช้งบประมาณภาครัฐ แนวทางการที่ให้เป็นไปได้คือการจัดหาเครื่องเก็บเกี่ยวหรือจัดหาแรงงงานและชดเชยค่าจ้างแรงงานให้แก่เกษตรกรซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีราคาแพงประมาณ 12 ล้านบาท

Friendly sugar cane:  แนวทางการเพิ่มมูลค่าการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรและยั่งยืน Friendly sugar cane:  the value added guideline for green and sustainable
ผลการวิจัย พบว่ามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงเทคนิคในการพัฒนาการผลิตอ้อย
ภายใต้  วิสัยทัศน์ "อ้อยได้มาตรฐานส่งโรงงาน มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และความยั่งยืน" โดยยุทธศาสตร์ที่1 การพัฒนาขีดความสามารถเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตอ้อยที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยการพัฒนามาตรฐานการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำระบบน้ำหยด การพัฒนาการใช้ประโยชน์แผงพลังงานแสงอาทิตย์ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การวิจัยและพัฒนาการศึกษา ป้องกันปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาเครื่องจักรกลการเกษตร การศึกษา โรงงานแปรรูปอย่างง่าย การศึกษาผลิตภัณฑ์แปรรูป การวิจัยปรับปรุงพันธุ์  การขยายผลและ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแปลงต้นแบบ  การส่งเสริมการลดละเลิกการเผาอ้อย  มาตรการชดเชยเพื่อลด มลภาวะสิ่งแวดล้อม  มาตรการเพิ่มราคาซื้ออ้อยสดที่จูงใจ การปูองกันแบบมีส่วนร่วมการเพิ่มศักยภาพการผลิตและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาสถาบัน เกษตรกรและสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เป็นมิตร ประกอบด้วยพัฒนาสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย พัฒนาการบริการและการดำเนินธุรกิจครบวงจร สถาบันเกษตรกรต้นแบบ เกษตรกรต้นแบบ และพัฒนาการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรอ้อยและน้ำตาลในปี 2562 หากนำไปขยายผลในพื้นทีร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศคือประมาณ 5 ล้านไร่ จะสร้างมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 95,800 ล้านบาท จากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 11.35 ตัน/ไร่ เป็น 20 ตัน/ไร่ เพิ่มคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำตาล ลดการสูญเสียคุณภาพระหว่างการรอคิว ลดต้นทุนค่าแรงงาน ลดการเผาใบอ้อยจากร้อยละ 66 เหลือร้อยละ 33 มีสถาบันเกษตรกรต้นแบบจังหวัดละ 1 แห่ง ในการบริการริหารจัดการภาคการผลิตอ้อย Smart farmers คุณภาพชีวิตเกษตรกร

ขอบคุณข้อมูล : บทความจากงานวิจัย นบส.61  นักวิจัยประกอบด้วย ธัชธาวินท์ สะรุโณ, วินิต อธิสุข,  ปรานอม จันทร์ใหม่, กรียาภรณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, ประสพ พรหมมา, พรเทพ บุญยะผลึก, ถกล ตติยไตรรงค์, วัชรินทร์ อ่อนนุ่ม, อนุพงษ์ ใจดี ,วิชิต นวลชื่น, ปทิตตา แก้วมณี, ชูจิต ทองย้อย, สุเมธ วัฒนา

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายกรมฝนหลวงครบรอบปีที่ 7 พร้อมเร่งปฏิบัติการฝนหลวงคลี่คลายภัยแล้ง ฝุ่นละออง-หมอกควัน


             ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังแสดงความยินดี และอำนวยพรเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบปีที่ 7 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อสนองงานโครงการพระพระราชดำริฝนหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งได้ทรงพระราชดำริขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกร ประชาชน ที่ประสบกับความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และนับตั้งแต่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับการสถาปนาขึ้นได้น้อมนำแนวทางศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทาน มาเป็นหลักในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯ สามารถสนองตอบภารกิจงานของประเทศในการปฏิบัติการทำฝนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ขาดแคลนน้ำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพการทำฝนประสิทธิภาพการทำฝนอยู่ที่ประมาณ 95% ขึ้นไป และในแต่ละปีสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ถึง 200 – 300 ล้านไร่ รวมถึงในปีนี้บริเวณเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ประสบกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM 2.5) เกินค่ามาตรฐานที่เพิ่มมากขึ้น ก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวในเขตสาธร กรุงเทพฯ และช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% ได้ เนื่องจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม

            จากนั้นได้เปิดการประชาพิจารณ์แผนปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งการประชาพิจารณ์แผนปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้ได้แผนฯ ที่มีความสมบูรณ์ และเกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติเชิงพื้นที่ ด้านที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ ด้านที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการด้านการบิน และด้านที่ 4 พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งนี้ แผนฯ ดังกล่าว คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้ได้แผนที่มีความสมบูรณ์ ส่งผลให้ภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดต่อพี่น้องประชาชน

          ด้าน  นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในการก้าวสู่ปีที่ 8 ของกรมฝนหลวงฯ จะมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเป็น 7 ศูนย์ทั่วประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และ จ.พิษณุโลก ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ที่ จ.นครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.ขอนแก่น ดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และ จ.บุรีรัมย์ ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ที่ จ.ระยอง และภาคใต้ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น
          สำหรับด้านโครงการวิจัยและเทคโนโลยีฝนหลวง ได้เร่งพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง อาทิ โครงการวิจัยพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน (UAV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงแบบเมฆอุ่นโดยใช้ UAV ยิงพลุสารเคมีซิลเวอรไอโอไดด์ การใช้จรวดดัดแปรสภาพอากาศ เป็นต้น สำหรับด้านการพัฒนาสนามบินท่าใหม่ จ.จันทบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงรันเวย์ เพื่อให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสำหรับการขึ้นลงของอากาศยาน ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง โดยขยับเวลาการเริ่มปฏิบัติการเร็วขึ้นจากเดิมคือวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เป็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้ เพื่อเร่งช่วยคลี่คลายสถานการณ์ภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพี่น้องประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

ม. เกษตรศาสตร์ ชวนเที่ยวงานเกษตรแฟร์ ปี 63 ชูนวัตกรรมใหม่ 97 ผลงาน

  
          ม. เกษตรศาสตร์ ชูนวัตกรรมใหม่ 97 ผลงาน เปิดโซนตลาดน้ำไร้ถุงพลาสติกหูหิ้ว 100 %และรองรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งแรกมางานเกษตรแฟร์ ปี 63
​         ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธาน ได้แถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2563 ว่า ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมใหม่ เพื่อเกษตรไทยยั่งยืน”     ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2563 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ผลงานนวัตกรรม งานวิจัยสู่เกษตรกร และประชาชน ทั้งยังให้นิสิตและอาจารย์ได้นำหลักวิชาการในห้องเรียน  มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานนอกห้องเรียนด้วย เนื่องจากในช่วงงานเกษตรแฟร์ ปีนีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้งดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของมหาวิทยาลัยในการปรับเปลี่ยน  การเปิดภาคการศึกษา รวมทั้งเพื่อมิให้มีผลกระทบกับการเรียนการสอนของนิสิต จึงได้ให้จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามปกติ หรือจัดการเรียนการสอนนอกชั้นเรียนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา หรือกิจกรรมอื่นใดในงานเกษตรแฟร์   ที่เกี่ยวข้องกับคณะ ภาควิชาหรือหลักสูตร (base Learning)

         งานเกษตรแฟร์ เป็นกิจกรรมที่เน้นในการนำผลงานนวัตกรรมใหม่ ๆ จากงานวิจัยในสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงบนอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ โดยแบ่งเป็น 10 กลุ่ม รวม 97 ผลงาน ได้แก่ กลุ่มเกษตรและการแปรรูป กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือ กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มสัตว์และประมง กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มผลงานที่ได้รับรางวัล กลุ่ม Smart Application กลุ่มผู้ประกอบการที่รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ และกลุ่ม Nontri ABC SERVICES เพื่อให้ประชาชนที่มาเดินเที่ยวงานได้นำความรู้กลับไปพัฒนาในการประกอบอาชีพ เช่น ลดต้นทุนการผลิต หรือนำไปพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปต่อยอดในครัวเรือน ชุมชนต่อไป นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ตอบสนองนโยบายในการลดขยะ ดูแลเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดความตระหนักและร่วมกันดูแลเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น   ทั้งรูปแบบการสร้างความร่วมมือร่วมใจในการไม่ใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว (ถุงก๊อบแก๊บ) ในโซนตลาดน้ำ เป็นโซนปลอดถุงพลาสติกหูหิ้ว 100 % ซึ่งจะอยู่บริเวณข้างหอประชุม ถนนพหลโยธิน (หอนาฬิกา) เพื่อความสะดวกในการเดินชม   งานเกษตรแฟร์ให้ใช้รถสาธารณะ ซึ่งปีนี้ท่านใดที่สะดวกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือรถโดยสารสาธารณะก็จะช่วยลดฝุ่นละออง ลดมลพิษได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้มหาวิทยาลัยฯ ยังได้กำหนดจุดคัดแยกขยะจุดหลักๆ มีนิสิต จิตอาสา แนะในการทิ้งและคัดแยกขยะ และจุดทิ้งขยะย่อยๆ ที่ให้คัดแยกด้วยตนเอง ทั้งนี มหาวิทยาลัยฯ ได้จัดอบรมนิสิต เจ้าหน้าที่ในการคัดแยก การนำขยะที่คัดแยกแล้วไปทำประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนให้นิสิตเดินรณรงค์ภายในงานด้วย

         สำหรับผลงานนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่นำมาแสดงจัดเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรและการแปรรูป ผลงานเรื่อง “ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมเดี่ยว พันธุ์ Kwsx5901 มาจากการผสมระหว่างข้าวโพดข้าวเหนียวสายพันธุ์ 4041 และ 709 เป็นการสร้างพันธุ์ผสมเปิดที่มีฐานพันธุกรรมกว้าง แล้วสกัดสายพันธุ์อินเบรด (inbred line) , ข้าวโพดหวานสีม่วงลูกผสมเดี่ยว เคยู คอร์นเบอรี่ พันธุ์ Kspsx 5903 ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานให้มีสีม่วงที่มีสารแอนโธไซยานิน และมีปริมาณโปรตีน (ทริปโตแฟน) ในเมล็ด เพื่อเป็นข้าวโพดหวานที่มีประโยชน์ด้านสุขภาพแก่ผู้บริโภค ซึ่งทานได้ทั้งฝักสดและแปรรูปได้หลายเมนู กลุ่มอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมไข่ คุ๊กกี้มันสำปะหลัง คริสปิก้า :เมล็ดเงาะอบแห้งผสมคอนเฟลกเคลือบคาราเมล ข้าวหวาน ขนมหวานแนวใหม่ (พุดดิ้ง) กลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือ ได้นำหุ่นยนต์อารักขาพืช ระบบปัญหาประดิษฐ์ของกล้องวงจรปิด เตาย่างอัจฉริยะ กลุ่มสัตว์และประมง เช่น ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมและงานหัตถกรรมจากเปลือกหอยแมลงภู่ทิ้ง เป็นต้น และยังมีผลงานของนิสิตได้นำมาจัดแสดง เช่น แปรงแชมพูอาบน้ำอเนกประสงค์สำหรับสุนัข ทรายแมวผักตบชวา ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิมาจัดแสดง และของกลุ่มอื่น ๆ  โดยจะนำไปจัดแสดงภายในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 – 18.00 น. นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตรของนิสิตนักศึกษา การสาธิต การอบรม คลินิก การประกวดทั้งสัตว์เลี้ยง ปลากัด เครื่องจักรกลเกษตร ไม้ประดับ กล้วยไม้ ผลไม้ และกิจกรรมอื่น ๆ มากมายเป็นประจำทุกปีช่วงงานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 58  ภายใต้หัวข้อการประชุม คือ “นวัตกรรมสร้างสรรค์ไทย เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งส่วนใหญ่จะจัด ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี และอาคารอมรภูมิรัตน์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และมีการประชุมบางส่วนที่อาคาร วชิรานุสรณ์ และอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ เนื่องจากอาคารเรียนรวมต้อง  ใช้ในการเรียนการสอน โดยมีนักวิจัย นำเสนอผลงานวิจัยภาคบรรยายจำนวน 175 เรื่อง และภาคโปสเตอร์จำนวน 109  เรื่อง รวม 284 เรื่อง ครอบคลุมทั้ง 12 สาขา

       ในในโอกาสที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะครบรอบ 77 ปีแห่งการสถาปนา 2 กุมภาพันธ์ 2563 ขอเชิญนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมพิธีวางพวงมาลา พิธีทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีการประชุมวิชาการนานาชาติในวาระครบรอบ 77 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  KU Academic Forum : In Celebration of the 77th Anniversary of Kasetsart University หัวข้อ “Higher Education and Sustainable Development: Facing Realities and Implementing Change” ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจะมีการปาฐกถาพิเศษ และการอภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นต่างๆ อาทิ Higher Education and Global Sustainability Challenges , Educating Global Citizens for Sustainable Development ฯลฯ  

​  ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ กล่าวว่า ได้จัดทำสัญลักษณ์การจัดงานเกษตรแฟร์มีให้สอดคล้องเหมาะสมกับที่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ จึงใช้สัญลักษณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว หมายถึง “น้ำ (สีฟ้า)  ปลา (สีส้มและเขียวอ่อน) นา (สีเขียวเข้ม) ข้าวพืชผลและเมล็ดพันธุ์สีเหลือง” เช่นเดียวกับปี 2562 และปีต่อๆ ไป สำหรับร้านค้าได้จัดแบ่งเป็นโซนกว่า 14 โซน มีร้านค้าทั้งหมด 1,781 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้า 1,600 ร้าน ร้านค้านิสิต 170 ร้าน และร้านค้า สโมสรนิสิตอีก 11 ร้าน โดยเฉพาะโซนตลาดน้ำนนทรี ด้านหอประชุมลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว 100 % เพื่อลดปัญหา   ขยะ นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยได้จัดทำ application โดยผู้ร่วมงานสามารถสแกน QR CODE ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “Kaset Fair” และอีกช่องทางที่สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของสำนักบริการคอมพิวเตอร์ คือ Inside KU “เกษตรแฟร์” และอีกส่วนหนึ่งยังได้จัดพิมพ์สูจิบัตรส่วนหนึ่งเพื่อให้ประชาชนที่ไม่สะดวกในการใช้โทรศัพท์มือถือ และในปีนี้นับเป็นครั้งแรก  ที่ได้รับความร่วมมือจากภาคี ได้แก่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด นำกระบอกน้ำที่ระลึกมาแจกในงานจำนวน 10,000 ใบ และยังอำนวยความสะดวกในการให้บริการจัดส่งของทั้ง 9 วันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล     ส่งก่อนบ่ายสองถึงค่ำ ๆ ของวันเดียวกัน โดยคิดราคาตามเหมากล่อง กรมราชทัณฑ์จะนำผลิตภัณฑ์ที่ทำโดยผู้ต้องขังมาจำหน่าย และสมาพันธ์เอสเอ็มอี ไทย ก็จะนำผลิตภัณฑ์ สินค้าโอทอปและ  อื่น ๆ จากสมาชิกมาจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีศูนย์หนังสือ มก. นำผลิตภัณฑ์ สินค้าที่รักษ์โลก (กระบอกน้ำ กระเป๋า ปิ่นโต กล่องข้าว ฯลฯ) ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. นำผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่มมาจำหน่าย สมาคมนิสิตเก่า มก. นำผลิตภัณฑ์สินค้ามาจำหน่ายภายในงานด้วย
          รศ.ดร.อนุชัย รามวรังกูร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน และประธานด้านการส่งเสริมและการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าวถึง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นความสำคัญของการช่วยกันลดโลกร้อน ร่วมกันใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างง่าย ๆ และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น ไม่ใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว นำกระบอกน้ำมา กระเป๋าผ้า กล่องใส่อาหาร  ภายในงานทางมหาวิทยาลัยฯ ได้จัดจุดทิ้งขยะและคัดแยกขยะจุดใหญ่ๆ ที่มีนิสิต จิตอาสา ซึ่งได้จัดอบรมคัดแยกขยะ เพื่อให้นิสิตได้แนะนำผู้เดินชมงานได้มีการคัดแยกและทิ้งขยะถูกประเภทจำนวน 11 จุด และจุดทิ้งขยะแบบมีถังแยกประเภทอีก 7 จุดเพื่อผู้เดินชมงานได้คัดแยกขยะด้วยตนเองก่อนทิ้ง นอกจากนี้ยังมีถุง Reusable Bag จำหน่ายสำหรับผู้ที่มาเดินชมงาน เพื่อลดมลพิษ ลดปริมาณขยะ และลดการใช้ทรัพยากร เพียงสะพายถุงผ้า ถุงใช้ซ้ำ งดใช้โฟม ลดการใช้ถุงพลาสติก เพียงร่วมมือกันรักษ์สิ่งแวดล้อม โลกของเราก็จะเป็นโลกสีเขียว จึงฝากให้สื่อมวลชนกระจายข่าวผู้มาเดินชมงานอย่างน้อยสะพายกระเป๋าผ้า พกกระบอกน้ำ นำภาชนะมาจากบ้านใส่อาหารรับประทาน ทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย และยังได้ช่วยกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
            สำหรับการจราจรนั้นทางมหาวิทยาลัยได้จัดเส้นทางหลักรถไฟฟ้าสวัสดิการบริการ 3 สาย จำนวน 21 คัน ผู้ชมมาเดินชมงานเกษตรแฟร์สามารถใช้บริการฟรี นอกจากนี้มอเตอร์ไซต์รับจ้างทางมหาวิทยาลัยจะประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจในการให้บริการประชาชน

เกษตรฯ วางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม มุ่งลดปัญหาฝุ่นหมอกควัน


         นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการเกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ ไอเสียจากรถยนต์ในเมืองใหญ่ การประกอบโรงงานอุตสาหกรรม และหมอกควันที่เกิดจากการเผาเศษซากพืช/วัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่การเกษตร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

       ประกอบกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อห่วงใยเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงมอบหมายให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชและวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เกษตร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นคณะทำงาน เพื่อจัดทำแผนป้องกันและเฝ้าระวัง รวมทั้งเสนอแนะมาตรการและแนวทางในการป้องกันการเผา ตลอดจนกำกับ ดูแล การดำเนินงานแก้ไขปัญหา ติดตามสถานการณ์ เพื่อมุ่งลดปัญหาฝุ่นหมอกควัน และรายงานความก้าวหน้าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบ

            สำหรับแผนงาน/โครงการเพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2563 ที่เสนอเข้ามามี 4 โครงการ/แผนงาน ดังนี้
            1. โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 2 กิจกรรม คือ 1) ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เป้าหมาย 16,800 ราย 2) สร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาเพื่อสร้างกลไกการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร จำนวน 210 แห่ง พื้นที่ 42 จังหวัด
            2. โครงการส่งเสริมการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อป้องกันหมอกควันในพื้นที่เกษตรภาคเหนือ โดยกรมพัฒนาที่ดิน จำนวน 2 กิจกรรม คือ 1) การไถกลบตอซัง พื้นที่เป้าหมาย 70,000 ไร่ 2) การผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 3,650 ตัน
            3. โครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน 45,000 ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายากหรือไม้ประจำถิ่น โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.
            4. แผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า ด้วยปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปรสภาพอากาศเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควันรวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งขณะนี้ได้มีจังหวัดรายงานสถานการณ์พื้นที่การเผา รวม 23 จังหวัด ไม่มีสถานการณ์ 43 จังหวัด 

            ด้าน นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งถึงผลความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้ดำเนินการ มีดังนี้ 1) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ระหว่างวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จังหวัดเชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่จากจังหวัดเป้าหมาย 42 จังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่เกี่ยวข้อง และศูนย์ปฏิบัติการ รวม 100 ราย 2) กำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อจัดตั้งเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา รวม 226 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 108 ของเป้าหมาย (130 ตำบล + 96 ศพก.) 3) กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีหนังสือสั่งการไปยังทุกจังหวัด และทุกหน่วยงานของกรมฯ ให้ควบคุม กำกับดูแล และเข้มงวดไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างเคร่งครัด เร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา รวมทั้งให้ความร่วมมือและสนับสนุนมาตรการต่างๆ กับหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมทั้งขับเคลื่อนผ่านเวทีระดับจังหวัด ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) 4) ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งได้มีการจัดงานรณรงค์ระดับจังหวัดแล้ว 3 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ น่าน และจังหวัดเชียงราย และจังหวัดที่เหลือในกลุ่มภาคเหนือมีแผนการจัดงานรณรงค์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 5) กำหนดจัดงาน “Kick-Off รณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร” ในวันที่ 28 มกราคม 2563 ณ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 

            สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร ด้วยการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลดการเผา ได้แก่ ทางเลือกที่ 1 การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ทางเลือกที่ 2 นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทางเลือกที่ 3 นำเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเลี้ยงโค ทางเลือกที่ 4 นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน เช่น ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรืออัดก้อน ทางเลือกที่ 5 นำมาเพาะเห็ด หรือนำมาผลิตกระดาษ ทางเลือกที่ 6 คือ นำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า ที่แห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช และทางเลือกที่ 7 นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก ขณะนี้อยู่ระหว่างการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร จำนวน 10,617 ราย คิดเป็นร้อยละ 63 ของเป้าหมาย

อัจฉรา : ข่าว, มกราคม 2563 กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์  กรมส่งเสริมการเกษตร

(มีคลิป) “ โค้งสุดท้าย” เกษตรกรขอการสนับสนุนสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์


       ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาภัยแล้งคุกคามภาคการเกษตรทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรเดือดร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

       ที่ผ่านมาสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ประสานไปยังกระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อขอการสนับสนุนระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)

       ซึ่งเมื่อปีงบประมาณ 2562 สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ขอการสนับสนุนงบประมาณ 300 บ่อ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม ได้รับงบประมาณสนับสนุนประมาณ 27 ล้านบาท  จังหวัดร้อยเอ็ด ประมาณ 20 ล้านบาท  จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 19 ล้านบาท จังหวัดอำนาจเจริญ ประมาณ 3.9 ล้านบาท  จังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 3 ล้านบาท   ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนมีความพึงพอใจเพราะสามารถลดต้นทุนการผลิต  ค่าไฟไม่ต้องเสีย การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย น้ำที่ได้จากการสูบด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์นำไปใช้เพื่อกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งที่ปกติไม่มีน้ำใช้เพื่อการประกอบอาชีพ อาทิเช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พืชไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ ปศุสัตว์ บ่อเลี้ยงปลา เพาะกล้าพันธุ์ข้าว เป็นต้น

         ในปีงบประมาณ 2563 ประมาณการว่าจะของบสนับสนุนระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จังหวัดละ 100 บ่อ  โดยเกษตรกรที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนต้องมีบ่อน้ำบาดาลที่ขุดแล้วและได้รับอนุญาตจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมตัวกัน 7 ครอบครัว พื้นที่ใช้น้ำร่วมกันไม่ต่ำกว่า 15 ไร่ ถ่ายสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน  เอกสารโฉนดที่ดินของเกษตรกรทั้ง 7 คน ใช้ประกอบในการยื่นคำขอรับการสนับสนุน พร้อมถ่ายภาพพื้นที่บ่อบาดาล แล้วนำไปยื่น ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ ภายใน 31 มกราคม 2563
     จากนั้นสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดจะรวบรวมเอกสารส่งมายังสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อตรวจสอบและนำส่งสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อพิจารณา ระยะเวลาดำเนินการจนถึงการได้รับอนุมัติงบประมาณไปดำเนินการตามระเบียบพัสดุรวม 120 วัน ก็สามารถดำเนินการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์และส่งมอบยังเกษตรกรผู้ใช้น้ำต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

“ อลงกรณ์” ลุยด่านระนอง กำชับคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย พร้อมแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศไทย


          นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมนัส กำเนิดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ คชสิงห์ ผู้ตรวจราชการกรมประมงและคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ณ สำนักงานวิจัยประมงทะเล โดยเน้นย้ำการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ และได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดน 

        ทั้งนี้ ยังได้มอบนโยบายในปี 2563 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล (Sea Zero Waste) อีกทั้งยังได้พบปะกับผู้ประกอบการแพปลา ตัวแทนชาวประมง และนายกสมาคมกุ้งทะเลระนอง เพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพประมงภายในพื้นที่ จ.ระนอง ต่อไป

(มีคลิป) ตรุษจีนนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชวนผู้บริโภคเลือกสินค้าปศุสัตว์จากร้านที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”




วันที่ 23 ม.ค.63 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายบุญรอด พัฒนไพศาล รักษาการปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าปศุสัตว์ อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ สำหรับนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีน ณ ตลาดยิ่งเจริญ เขตสะพานใหม่ กรุงเทพฯ

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า  กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญและได้ดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัย ด้านอาหารมาตลอดตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การรับรองมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่และปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นก็คือโครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย และมอบตราสัญลักษณ์ให้แก่ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน  และสามารถสอบย้อนกลับได้  โดยทางกรมปศุสัตว์มีความมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น  โดยปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรอง คือ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค และไข่สด และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมดมากกว่า 6,000 แห่ง

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ กรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ มีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ ทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารตกค้างต่างๆ  เช่น  สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์โดยใช้รถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile lab) นอกจากนี้ในส่วนโรคระบาดสัตว์ที่เป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) เช่น โรคไข้หวัดนก นั้น กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  2551  ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญในการค้นหาและควบคุมโรค  โดยมีมาตรการเข้มงวดในการ  เฝ้าระวังสัตว์ปีกป่วย/ตาย  การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าในเทศกาลตรุษจีนปี  2563 นี้ สินค้าปศุสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK” ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มีความความปลอดภัยสำหรับการบริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ฟาร์ม  โรงฆ่าสัตว์  จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ถือเป็นการยกกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ทั้งระบบ

สวก.หนุนงานวิจัย “ไข่ผำ”...ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนางานวิจัย      ขานรับนโยบาย รัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ปฏิรูปภาค...